การพัฒนาแบบวัดลักษณะนิสัยการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในเขตกรุงเทพมหานคร
คำสำคัญ:
การคิดอย่างมีวิจารณญาณ, ลักษณะนิสัยการคิดอย่างมีวิจารณญาณ, ลักษณะนิสัยการคิดบทคัดย่อ
กษาตอนปลายในเขตกรุงเทพมหานคร ใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน แบ่งเป็น 2 ระยะ ประกอบด้วย ระยะที่ 1 กำหนดนิยามและองค์ประกอบของตัวแปรลักษณะนิสัยการคิดอย่างมีวิจารณญาณ โดยการทบทวนวรรณกรรมและสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน ได้ผลลัพธ์คือ ตัวแปรลักษณะนิสัยการคิดอย่างมีวิจารณญาณมี 7 องค์ประกอบ และระยะที่ 2 เป็นการนำผลที่ได้จากระยะแรกไปสร้างแบบวัดชนิดรายการตนเองด้วยเทคนิคประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 60 ข้อ นำไปหาความตรงเชิงเนื้อหากับผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน พบว่ามีค่า Index of Item-Objective Congruence (IOC) อยู่ระหว่าง 0.60-1.00 และจากนั้นนำไปหาความเที่ยงโดยเก็บข้อมูลกับนักเรียน 44 คน ได้ค่าเท่ากับ 0.93 จากนั้นนำแบบวัดฯ ไปเก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 344 คน ซึ่งเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กรุงเทพมหานคร จำนวน 4 โรงเรียน เขตละ 2 โรงเรียน เลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มแบบ 2 ขั้นตอน คือสุ่มโรงเรียนจากเขต เขตละ 2 โรงเรียน และสุ่มห้องเรียน
ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน พบว่า โมเดลการวัดมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในระดับยอมรับได้ (X2/df=2.005, ค่า p-value ของ X2=0.0418, GFI=0.987, NFI=0.993, CFI=0.997, RMSEA=0.0541, RMR=0.00725) และมีค่าน้ำหนักองค์ประกอบมาตรฐานของแต่ละองค์ประกอบอยู่ระหว่าง 0.622-0.870 โดยทั้ง 7 องค์ประกอบเรียงตามค่าน้ำหนักองค์ประกอบมาตรฐานได้แก่ ความเชื่อมั่นในกระบวนการใช้เหตุผลและตื่นตัวที่จะใช้เหตุผล ความยืดหยุ่นและรอบคอบในการตัดสินใจ ความเข้าใจมุมมองของผู้อื่น ความซื่อสัตย์ในการเผชิญกับอคติทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ความใฝ่หาข้อมูลสำคัญและความรู้มาก การสนใจทำงานที่ยากจนสำเร็จและทำอย่างมีระบบ และการมีอิสระและความกล้าทางความคิด โดยโมเดลนี้มีค่าความเที่ยงของตัวแปรแฝงอยู่ที่ 0.886 และมีค่าเฉลี่ยความแปรปรวนที่สกัดได้อยู่ที่ 0.530 แสดงถึงตัวแปรแฝงลักษณะนิสัยการคิดอย่างมีวิจารณญาณมีความเที่ยงที่ดีและองค์ประกอบทั้ง 7 ตัวสามารถอธิบายความแปรปรวนของตัวแปรแฝงลักษณะนิสัยการคิดอย่างมีวิจารณญาณได้ดี