การพัฒนารูปแบบการเจาะเลือดเพื่อลดรอยช้ำและความเจ็บปวดในผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลรามาธิบดี
คำสำคัญ:
รูปแบบการเจาะเลือด, ภาวะรอยช้ำ, ความเจ็บปวด, ผู้ป่วยนอก, ความพึงพอใจของผู้ป่วยบทคัดย่อ
การวิจัยแบบผสมผสานนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการเจาะเลือดเพื่อลดรอยช้ำและความเจ็บปวดในผู้ป่วยนอก และ 2) เปรียบเทียบการเกิดรอยช้ำและความเจ็บปวดในผู้ป่วยที่ได้รับการเจาะเลือด รูปแบบเดิมและรูปแบบใหม่ แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลรามาธิบดี การวิจัยมี 2 ระยะ ระยะที่ 1 เป็นวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสนทนากลุ่มกับ บุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการเจาะเลือดจำนวน 6 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแนวคำถามการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ระยะที่ 2 การวิจัยกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยนอกที่มารับบริการเจาะเลือดที่แผนกผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลรามาธิบดี จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 30 คน จากการสุ่มอย่างง่ายโดยการจับคู่ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ รูปแบบการเจาะเลือด แบบประเมินรอยช้ำ แบบประเมินระดับความเจ็บปวด และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ป่วยมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.830 วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีชนิดกลุ่มตัวอย่างเป็นอิสระต่อกัน
ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนารูปแบบการเจาะเลือดมุ่งเน้นการปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบครอบคลุมการเตรียมความพร้อมก่อนการเจาะเลือด การเลือกเทคนิคที่เหมาะสม การควบคุมขั้นตอนการปฏิบัติงานอย่างถูกต้อง และการดูแลผู้ป่วยทั้งระหว่างและหลังการเจาะเลือด รวมถึงการสื่อสารและ การให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อและเพิ่มความแม่นยำในการเจาะเลือด 2) กลุ่มทดลองที่ได้รับการเจาะเลือดด้วยรูปแบบใหม่มีรอยช้ำน้อยกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (กลุ่มทดลอง M = 1.37, S.D. = 0.49; กลุ่มควบคุม M = 2.40, S.D. = 0.50; t = -8.10, p <0.001) ระดับความเจ็บปวดต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (กลุ่มทดลอง M = 0.33, S.D. = 0.61; กลุ่มควบคุม M = 2.87, S.D. = 1.28; t = -9.81, p <0.001) และมีความพึงพอใจโดยรวมมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (กลุ่มทดลอง M = 28.50, S.D. = 2.37; กลุ่มควบคุม M = 22.70, S.D. = 3.47 องค์ความรู้จากการศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า การพัฒนารูปแบบการเจาะเลือดโดยเน้น การควบคุมขั้นตอนการปฏิบัติงาน การใช้เทคนิค ที่เหมาะสม และการดูแลผู้ป่วยอย่างเป็นระบบ สามารถลดภาวะแทรกซ้อนจากการเจาะเลือด และยกระดับคุณภาพบริการได้อย่างเหมาะสม สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนามาตรฐานการปฏิบัติงานด้านการเจาะเลือดในหน่วยบริการสุขภาพอื่นๆ ได้
เอกสารอ้างอิง
International Organization for Standardization. ISO 15189:2022 Medical laboratories—requirements for quality and competence. 4th ed. Geneva: International Organization for Standardization; 2022. Available from: https://www.iso.org/standard/76677.html
Lippi G, von Meyer A, Cadamuro J, Simundic AM. Blood sample quality. Diagnosis (Berl). 2019;6(1):25-31. doi: 10.1515/dx-2018-0018
World Health Organization. WHO guidelines on drawing blood: best practices in phlebotomy. Geneva: World Health Organization; 2010.
Galena HJ. Complications occurring from diagnostic venipuncture. J Fam Pract. 1992;34(5):582-4.
Kawakami C, Taniguchi T, Sekiguchi M. The frequency of the complication of venipuncture in the medical examination—the difference of the punctured venous and the kind of the needle. J Health Eval Promot. 2021;48(2):243-7. doi: 10.7143/jhep.2020-29
ศูนย์ชันสูตรผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลรามาธิบดี. รายงานสถิติการให้บริการเจาะเลือดผู้ป่วยนอก ประจำปีงบประมาณ 2567. กรุงเทพฯ: โรงพยาบาลรามาธิบดี; 2567.
ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล. คู่มือการใช้บริการทางพยาธิวิทยา พ.ศ. 2566–2568. ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 9. In-QP-PA-04/001 Rev. 9. กรุงเทพฯ: คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล; 2566.
Braun V, Clarke V. Using thematic analysis in psychology. Qual Res Psychol. 2006;3(2):77-101. doi:10.1191/1478088706qp063oa.
Cohen J. Statistical power analysis for the behavioral sciences. 2nd ed. Hillsdale (NJ): Lawrence Erlbaum Associates; 1988.
Faul F, Erdfelder E, Lang AG, Buchner A. G*Power 3: a flexible statistical power analysis program for the social, behavioral, and biomedical sciences. Behav Res Methods. 2007;39(2):175-191. doi:10.3758/BF03193146.
Huskisson EC. Measurement of pain. Lancet. 1974;2(7889):1127-1131. doi:10.1016/S0140-6736(74)90884-8.
Benner P. From novice to expert: excellence and power in clinical nursing practice. Menlo Park (CA): Addison-Wesley Publishing Company; 1984.
Clinical and Laboratory Standards Institute. Collection of diagnostic venous blood specimens. 8th ed. CLSI standard PRE02. Wayne (PA): Clinical and Laboratory Standards Institute; 2025.
Soni M. Evaluation of novel 23-gauge winged blood collection set for venipuncture: impact on patient pain perception. Apollo Med. 2023;20(1):1-4. doi:10.4103/am.am_112_22.
Perdue MJ, Umar MA, Walker JD, Kubena B. Immersive virtual reality for pain control and anxiolysis during IV blood draws in adults: a randomized controlled trial. Mil Med. 2023;188(7-8):e2467-e2474. doi:10.1093/milmed/usac249.
Kwame A, Petrucka PM. A literature-based study of patient-centered care and communication in nurse-patient interactions: barriers, facilitators, and the way forward. BMC Nurs. 2021;20:158. doi:10.1186/s12912-021-00684-2.
Fu S, Wu XG, Zhang L, Wu LF, Luo ZM, Hu QL. Service quality improvement of outpatient blood collection by lean management. Patient Prefer Adherence. 2021;15:1537-43. doi:10.2147/PPA.S320163.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขศึกษา

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.