ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความตั้งใจในการเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งสำหรับสตรีของบุคลากรสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี

ผู้แต่ง

  • ศิริดาวัลย์ ปุญญพัฒนสกุล หลักสูตรสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาลัยมหิดล
  • มลินี สมภพเจริญ ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาลัยมหิดล
  • อุมาวดี เหลาทอง ภาควิชาอนามัยชุมชน คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

คำสำคัญ:

ความตั้งใจ, สตรี, แบบแผนความเชื่อ, การคัดกรองมะเร็ง, โรคมะเร็งปากมดลูก, โรคมะเร็งเต้านม

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความตั้งใจเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านมของบุคลากรสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูล สตรีบุคลากรสถาบันสุขภาพเด็กฯ อายุระหว่าง 25 - 60 ปี ทำการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิตามสัดส่วน ได้กลุ่มตัวอย่าง 280 คน เก็บข้อมูลระหว่างเดือนธันวาคม 2568 ถึงเดือนมกราคม 2569 จากการทดสอบด้วยวิธีการหาค่าสัมประสิทธิ์ ครอนบาคแอลฟ่า มีค่าเท่ากับ 0.95 และวิเคราะห์หาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจในการเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งสำหรับสตรี ด้วยสถิติ Multiple linear regression

ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างบุคลากรสตรี อายุระหว่าง 25 - 60 ปี ร้อยละ 43.2 อายุเฉลี่ย 39.03 ปี ส่วนใหญ่ มีสถานภาพโสด ร้อยละ 61.4 ระดับการศึกษา ปริญญาตรี ร้อยละ76.1 รับราชการ ร้อยละ 63.6 สายงานพยาบาล ร้อยละ 42.1 ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน 1-5 ปี ร้อยละ 35.4 และมีรายได้ 20,001-30,000 บาท มีความรู้เกี่ยวกับมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านม คิดเป็นร้อยละ 98.3 และ 98.1 ตามลำดับ และผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณพบว่า ตัวแปรที่ทำนายความตั้งใจตรวจคัดกรองฯ ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p < 0.05 ได้แก่ การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมโดยแพทย์ พยาบาล หรือผู้เชี่ยวชาญ (β = 0.344, p < 0.001) อายุ (β = 0.319, p < 0.001) บรรทัดฐานส่วนบุคคล (β = 0.244,  p< 0.001) สถานภาพสมรส (β = 0.214, p < 0.001) และการศึกษา (β = 0.126, p < 0.023) ตามลำดับ ผลการศึกษานี้ควรนำไปใช้เป็นแนวทางพัฒนาโครงการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านมแก่บุคลากร เพื่อส่งเสริมให้เห็นความสำคัญของการดูแลสุขภาพตนเอง รวมถึงควรจัดบริการตรวจคัดกรองโดยแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญในสถานที่ทำงาน เช่น หน่วยตรวจเคลื่อนที่ เพื่อลดอุปสรรคการเข้าถึงบริการของบุคลากรสตรี

เอกสารอ้างอิง

Bray F, Laversanne M, Sung H, Ferlay J, Siegel RL, Soerjomataram I, et al. Global cancer statistics 2022: GLOBOCAN estimates of incidence and mortality worldwide for 36 cancers in 185 countries. CA Cancer J Clin. 2024;74(3):229-263.

Fontham ETH, Wolf AMD, Church TR, Etzioni R, Flowers CR, Herzig A, et al. Cervical cancer screening for individuals at average risk: 2020 guideline update from the American Cancer Society. CA Cancer J Clin. 2020;70(5):321-346.

กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. แผนยุทธศาสตร์สถาบันมะเร็งแห่งชาติ พ.ศ. 2562–2565. กรุงเทพฯ: กรมการแพทย์; 2562.

Rosenstock IM. Historical origins of the health belief model. Health Educ Monogr. 1974;2:328-335.

Ajzen I. The theory of planned behavior. Organ Behav Hum Decis Process. 1991;50(2):179-211.

Krejcie RV, Morgan DW. Determining sample size for research activities. Educ Psychol Meas. 1970;30(3):607-610.

Bloom BS, Hastings JT, Madaus GF. Handbook on formative and summative evaluation of student learning. New York: McGraw-Hill; 1971.

Best JW. Research in education. Englewood Cliffs (NJ): Prentice-Hall; 1977.

นันทิดา จันต๊ะวงค์. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเข้ารับบริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในสตรีกลุ่มเป้าหมาย อายุ 30-60 ปี อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี [วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาสาธารณสุขศาสตร์]. นครปฐม: มหาวิทยาลัยมหิดล; 2559.

ดวงตะวัน พรมมาศ, สุพัตรา อัศวไมตรี. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเองของหญิงอายุ 30-70 ปี ในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบางน้ำผึ้ง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ. วารสารวิชาการสถาบันวิทยาการจัดการแห่งแปซิฟิค. 2564;7(3):14-26.

สิรินุช บูรณะเรืองโรจน์. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเองในสตรีไทย เขตอำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก. วารสารพฤติกรรมศาสตร์เพื่อการพัฒนา. 2559;8(1):279-294.

สุธิศา บุญรัตน์, ศรัณญา เบญจกุล, มณฑา เก่งการพานิช, ธราดล เก่งการพานิช. ผลของโปรแกรมส่งเสริมการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพร่วมกับแรงสนับสนุนทางสังคมของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบึงบอน อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี. วารสารสุขศึกษา. 2561;41(2):90-101.

พัชยา ภัคจีรสกุล. ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเองของหญิงไทยในจังหวัดลำปาง [วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาการจัดการการสร้างเสริมสุขภาพ]. ปทุมธานี: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์; 2559.

จิรศักดิ์ จิรากูลสวัสดิ์. ประสิทธิผลของโปรแกรมสุขศึกษาซึ่งประยุกต์แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพต่อการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก. พุทธชินราชเวชสาร. 2564;38(2):130-140.

อภิรักษ์ วัฒนวิกกิจ. การพัฒนารูปแบบการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกสตรีกลุ่มเสี่ยงสูงอายุ 30-60 ปี ในโรงงานแห่งหนึ่ง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา. วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน. 2567;9(2):419-428.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-08-30

รูปแบบการอ้างอิง

1.
ปุญญพัฒนสกุล ศ, สมภพเจริญ ม, เหลาทอง อ. ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความตั้งใจในการเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งสำหรับสตรีของบุคลากรสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี. TH. J. of Health Edu. [อินเทอร์เน็ต]. 30 สิงหาคม 2026 [อ้างถึง 31 สิงหาคม 2026];49(2):217-36. available at: https://he01.tci-thaijo.org/index.php/muhed/article/view/287286

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย