ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของหญิงตั้งครรภ์ ที่มารับบริการฝากครรภ์ในคลินิก โรงพยาบาลพนัสนิคม อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี

ผู้แต่ง

  • เขมจิรา อินใจยา คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก
  • ปริชาติ กันทะคำแหง คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชสาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก
  • รุ่งอรุณ ลือชา คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก
  • สุพัตรา ประสิทธิ์ศรีสุข คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชสาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก
  • พันธ์นภา จิตติมณี คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชสาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก
  • อุเทน สุทิน คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชสาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก

คำสำคัญ:

ความรอบรู้ด้านทันตสุขภาพ, พฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก, หญิงตั้งครรภ์

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลและความรอบรู้ด้านทันตสุขภาพกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของหญิงตั้งครรภ์ที่มารับบริการฝากครรภ์ในคลินิก โรงพยาบาลพนัสนิคม อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี กลุ่มตัวอย่างจำนวน 152 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่           สถิติไคสแควร์ และสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ลำดับที่ของสเปียร์แมน

ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา และอายุ มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของหญิงตั้งครรภ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) ขณะที่สิทธิการรักษา อาชีพ รายได้ อายุครรภ์ และจำนวนครั้งของการตั้งครรภ์ ไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมดังกล่าว นอกจากนี้ ความรอบรู้ด้านทันตสุขภาพด้านความรู้ ความเข้าใจ การเข้าถึงข้อมูลและบริการ การจัดการตนเอง การรู้เท่าทันสื่อ และการตัดสินใจด้านทันตสุขภาพ มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) ส่วนด้านการสื่อสารด้านทันตสุขภาพไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมดังกล่าว สรุปได้ว่าการส่งเสริมความรอบรู้ด้านทันตสุขภาพควบคู่กับการให้คำแนะนำในการฝากครรภ์เป็นแนวทางที่เหมาะสม เพื่อให้หญิงตั้งครรภ์สามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในการดูแลสุขภาพช่องปากในชีวิตประจำวันอย่างเหมาะสม

เอกสารอ้างอิง

Petersen PE. The World Oral Health Report 2003: continuous improvement of oral health in the 21st century—the approach of the WHO Global Oral Health Programme. Community Dent Oral Epidemiol. 2003;31(Suppl 1):3-23.

Rocha JS, Arima L, Chibinski AC, Werneck RI, Moyses SJ, Baldani MH. Barriers and facilitators to dental care during pregnancy: a systematic review and meta-synthesis of qualitative studies. Cad Saude Publica. 2018;34(8):e00130817.

จันทนา อึ้งชูศักดิ์. แนวทางการส่งเสริมสุขภาพช่องปากในหญิงมีครรภ์. ใน: สุพรรณี ศรีวิริยกุล, เขมณัฏฐ์ เชื้อชัยทัศน์, บรรณาธิการ. คู่มือแนวทางการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพช่องปากเด็กปฐมวัย ANC คุณภาพ WCC คุณภาพ ศพด. คุณภาพ. กรุงเทพฯ: สำนักงานกิจการโรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก; 2556. น. 1-9

Kamalabadi YM, Campbell MK, Zitoun NM, Jessani A. Unfavourable beliefs about oral health and safety of dental care during pregnancy: a systematic review. BMC Oral Health. 2023;23(1):762.

Kamalabadi YM, Campbell MK, Gratton R, Jessani A. Oral health status and dental services utilisation among a vulnerable sample of pregnant women. Int Dent J. 2025;75(2):524-36.

Maybury C, Horowitz AM, La Touche-Howard S, Child W, Battani K, Wang MQ. Oral health literacy and dental care among low-income pregnant women. Am J Health Behav. 2019;43(3):556-68.

Çabuk Aİ, Çabuk DS, Üstdal K, Sucu M, Akpinar E. Oral health literacy status, knowledge levels, beliefs, and behaviors of pregnant women. Niger J Clin Pract. 2024;27(8):977-82.

กระทรวงสาธารณสุข, กรมอนามัย, กองส่งเสริมความรอบรู้และสื่อสารสุขภาพ. การสำรวจความรอบรู้ด้านสุขภาพของประชาชนไทย อายุ 15 ปีขึ้นไป พ.ศ. 2566 (ครั้งที่ 2). พิมพ์ครั้งที่ 2. นนทบุรี: กรมอนามัย; 2566.

กระทรวงสาธารณสุข, กรมอนามัย, สำนักทันตสาธารณสุข. รายงานผลการตรวจสุขภาพช่องปากหญิงตั้งครรภ์ อำเภอพนัสนิคม ปี 2568. นนทบุรี: กรมอนามัย; 2568.

Bunnatee P, Abdulsalam FI, Phoosuwan N. Factors associated with oral health care behaviors of pregnant women in a northeastern province in Thailand: a hospital-based cross-sectional study. PLoS One. 2023;18(8):e0290334.

วราภรณ์ แพงจันทร์. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจเข้ารับบริการทันตกรรมของหญิงตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี. Health Sci Sci-Technol Rev. 2568;18(1):33-45.

กระทรวงสาธารณสุข, กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ, กองสุขศึกษา. แนวทางการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพ. นนทบุรี: กระทรวงสาธารณสุข; 2559.

Buchner A, Erdfelder E, Faul F, Lang AG. Statistical power analyses using G*Power 3.1: tests for correlation and regression analyses. Behav Res Methods. 2009;41(4):1149-60.

Cohen J. Statistical power analysis for the behavioral sciences. New York: Academic Press; 1977.

Best JW. Research in education. 3rd ed. Englewood Cliffs (NJ): Prentice-Hall; 1979.

Cohen J. Statistical power analysis for the behavioral sciences. 2nd ed. Hillsdale (NJ): Lawrence Erlbaum Associates; 1988.

Ayamolowo LB, Esan AO, Ibitoye OS, Eleje GU, Akinsolu FT, Salako AO, et al. Oral health behavior of pregnant women in Nigeria: a scoping review. BMC Oral Health. 2024;24(1):971.

Phoosuwan N, Bunnatee P, Lundberg PC. Oral health knowledge, literacy and behavior of pregnant women: a qualitative study in a northeastern province of Thailand. BMC Oral Health. 2024;24(1):653.

Hebbal M, AlSagob EI, Kotha SL, Santhosh VN, Kumar RS, Mertins S, et al. Oral health-related knowledge, practice, and utilization of dental services among pregnant women in Riyadh, Saudi Arabia. PLoS One. 2025;20(4):e0319508.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-04-29

รูปแบบการอ้างอิง

1.
อินใจยา เ, กันทะคำแหง ป, ลือชา ร, ประสิทธิ์ศรีสุข ส, จิตติมณี พ, สุทิน อ. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของหญิงตั้งครรภ์ ที่มารับบริการฝากครรภ์ในคลินิก โรงพยาบาลพนัสนิคม อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี . TH. J. of Health Edu. [อินเทอร์เน็ต]. 29 เมษายน 2026 [อ้างถึง 9 กันยายน 2026];49(1):177-88. available at: https://he01.tci-thaijo.org/index.php/muhed/article/view/286629

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย