ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพร่วมกับการสนับสนุนทางสังคม ต่อพฤติกรรมการควบคุมความดันโลหิตของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น

Main Article Content

พงศกร กระแสร์
นาฏนภา หีบแก้ว ปัดชาสุวรรณ์
พรรณี บัญชรหัตถกิจ

บทคัดย่อ

โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่พบได้บ่อยและผู้ป่วยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี หากผู้ป่วยไม่ได้รับการดูแลรักษาที่เหมาะสมหรือไม่สามารถควบคุมระดับความดันโลหิตได้ จะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนและนำไปสู่การเสียชีวิต การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพร่วมกับการสนับสนุนทางสังคมต่อพฤติกรรมการควบคุมความดันโลหิตของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุ กลุ่มทดลอง จำนวน 36 คน ได้รับโปรแกรมการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพ โดยประยุกต์ใช้แนวคิดความรอบรู้ด้านสุขภาพร่วมกับการสนับสนุนทางสังคมจากผู้วิจัย และกลุ่มเปรียบเทียบ จำนวน 36 คน ดำเนินชีวิตและเข้ารับบริการสุขภาพในสถานบริการตามปกติ ระยะเวลาในการดำเนินกิจกรรม 12 สัปดาห์ วิเคราะห์ขอมูลทั่วไปโดยใชสถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนน  ด้วยสถิติ Independent t–test และ Paired t–test ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05


            ผลการวิจัย พบว่า ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพในการควบคุมความดันโลหิตสูง สูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบและก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้งนี้ค่าเฉลี่ยความดันโลหิตของกลุ่มทดลองต่ำกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ (Systolic: meandiff 12.90, 95%CI 10.91-15.88 p < 0.001 and Diastolic: meandiff  8.08, 95%CI 6.91-12.43, p < 0.001) และก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Systolic: meandiff 13.25, 95%CI 10.31-18.58 p < 0.001 and Diastolic: meandiff  8.13, 95%CI 6.78-12.73, p < 0.001) ซึ่งโปรแกรมนี้สามารถส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพได้อย่างต่อเนื่องและควบคุมความดันโลหิตสูงได้ดีขึ้นได้

Article Details

ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

World Health Organization Regional Office for South, East Asia. Hypertension fact sheet. Retrieved on August 10, 2022, from http://www.searo.who.int/entity/Noncommunicable.

สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข. ข้อมูลสถิติ. ค้นเมื่อ 3 กุมภาพันธ์ 2564. จาก http://bps.ops.moph.go.th/index.php?mod=bps&doc=5

กองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข. สถิติสาธารณสุข พ.ศ.2562. นนทบุรีฯ: กระทรวงสาธารณสุข, 2562

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น. คลังข้อมูลสุขภาพ Health Data Center (HDC). ค้นเมื่อ 3 กุมภาพันธ์ 2564. จาก https://kkhdc.moph.go.th/hdc/reports

ศูนย์บริการสาธารณสุขที่ 3. ผลการดำเนินงานคลินิกผู้ป่วยเรื้อรัง. ขอนแก่น: ศูนย์บริการสาธารณสุขที่ 3 อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น; 2564.

World Health Organization [WHO]. Health promotion Glossary. Geneva: WHO Publications; 1998.

House, J.S.Work Stress and Social Support. Addison-Wesley Pub. Co.; 1981.

รุ่งนภา อาระหัง, สุธีรา ฮุ่นตระกูล, ศศิธร รุจนเวช. ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคความดันโลหิตสุงสำหรับกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงที่ชุมชนแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม. วารสารแพทย์นาวี 2561 45(3): 509-526.

ชุติมา ฆารสมบูรณ์. ผลของการประยุกต์ใช้การเสริมสร้างพลังอำนาจและความแตกฉานด้านสุขภาพต่อความแตกฉานด้านสุขภาพในการป้องกันโรคความดันโลหิตสูงในผู้สูงวัย เทศบาลตำบลอุ่มเม่า อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์. วารสารสุขศึกษา 2560: 40(2): 141-156.

เชษฐา งามจรัส. การคํานวณขนาดตัวอย่างสําหรับงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ. ขอนแก่น: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยขอนแก่น; 2564.

อรุณ จิรวัฒน์กุล. สถิติทางวิทยาศาสตร์สุขภาพเพื่อการวิจัย. กรุงเทพฯ: วิทยพัฒน์; 2552.

Bloom BS. Taxonomy of Educational Objective the Classification of Educational Goals Handbook1 Cognitive Domain. London: Longman; 1979.

กฤศภณ เทพอินทร์. ประสิทธิผลของโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมความดันโลหิตไม่ได้. วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์ 2562: 11(1): 197-212.

ศิรินภา วรรณประเสริฐ. ประสิทธิผลของโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพในกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงที่มีน้ำหนักเกิน. วารสารวิจัยการพยาบาลและสุขภาพ 2562: 20(2): 92-104.

ประสบสุข ศรีแสนปาง, วิพร เสนารักษ์, สมพงษ์ ศรีแสนปาง, บุษบา สมใจวงษ์, และการุณย์ หงส์การ. ประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมการดูแลตนเองต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงในโรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น. วารสารสภาการพยาบาล 2546: 18(4): 44-58.