Developing a Training Program of Village Health Volunteers’ Competency Enhancement Using the New Approach of 4E(s) for Managing NCDs, Takhob Sub-district, Pakthongchai District, Nakhon Ratchasima Province

การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านเพื่อเสริมสร้าง สมรรถนะการจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรังแนวใหม่ด้วยหลัก 4 อ. ตำบลตะขบ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา

ผู้แต่ง

  • รชานนท์ ง่วนใจรัก
  • นฤพร พร่องครบุรี
  • วรลักษณ์ สมบูรณ์นาดี
  • ทองทิพย์ สละวงษ์ลักษณ์
  • พุฒิพงศ์ สัตยวงศ์ทิพย์
  • อรรถวิทย์ สิงห์ศาลาแสง

คำสำคัญ:

หลักสูตรฝึกอบรม, การพัฒนาสมรรถนะ, อาสาสมัครสาธารณสุข, การจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

บทคัดย่อ

การจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง นับเป็นหน้าที่หนึ่งที่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข แต่ที่ผ่านมายังไม่เคยมีหลักสูตรฝึกอบรมเฉพาะกับการจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรังแนวใหม่ด้วยหลัก 4 อ. ดังนั้นผู้วิจัยจึงได้วิจัยการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรังแนวใหม่ด้วยหลัก 4 อ. โดยใช้กระบวนการการวิจัยแบบมีส่วนร่วม กลุ่มเป้าหมายคือ อสม. ตำบลตะขบ จำนวน 50 คน การดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 4 ระยะ ประกอบด้วย ระยะที่ 1  การศึกษาข้อมูลพื้นฐาน ระยะที่ 2  กระบวนการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม ระยะที่ 3 การทดลองใช้หลักสูตรฝึกอบรม และ ระยะที่ 4 การปรับปรุงหลักสูตรฝึกอบรม วิเคราะห์เปรียบเทียบประสิทธิผลของหลักสูตรด้วยสถิติ Paired t-test ผลการวิจัย พบว่า

1. หลักสูตรฝึกอบรม อสม. เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรังแนวใหม่ด้วยหลัก 4 อ. มี 6 องค์ประกอบ คือ 1) หลักการและเหตุผล 2) วัตถุประสงค์ 3) เนื้อหา 4) กิจกรรม 5) สื่อ และ 6) การวัดและประเมินผล มี 5 หน่วยการเรียนรู้ ใช้เวลา 35 ชั่วโมง คือ 1) สถานการณ์ของโรค 2) โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง 3) ความไม่สมดุลของร่างกายกับการเกิดโรค 4) หลักการจัดการกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ด้วยหลัก 4 อ. และ 5) ทักษะการจัดการกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

2. ผลการทดสอบประสิทธิผลของหลักสูตร พบว่า คะแนนเฉลี่ยสมรรถนะของ อสม. ในการจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรังแนวใหม่ในชุมชนตามหลัก 4 อ. ก่อนและหลังการใช้หลักสูตร พบว่า หลังการใช้หลักสูตรมีคะแนนสมรรถนะเฉลี่ยสูงกว่าก่อนการทดลองใช้หลักสูตรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.001) และผลการประเมินผลสัมฤทธิ์ (E1/E2) โดยการเปรียบเทียบเกณฑ์ที่กำหนดสำหรับประเมินหลักสูตร 80/80 โดยใช้แบบทดสอบและแบบประเมินทักษะพบว่าได้ค่า E1/E2 เท่ากับ 86.87/89.65 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ แสดงให้เห็นว่าหลักสูตรที่สร้างขึ้นมีความเป็นไปได้ในการเสริมสร้างสมรรถนะ อสม. เพื่อจัดการกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในชุมชน

3. ผลลัพธ์ของการใช้หลักสูตรฝึกอบรม หลังเข้าร่วมกิจกรรมพบว่ากลุ่มเสี่ยง ร้อยละ 100 สามารถควบคุมภาวะเสี่ยงของตนเองได้ อาจทำให้ไม่เกิดเป็นผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังรายใหม่ กลุ่มผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ร้อยละ 100 สามารถควบคุมสภาวะโรคได้ ทำให้ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง จำนวน 13 คน (ร้อยละ 30.95) แพทย์วินิจฉัยให้มีการปรับลดการใช้ยา และผู้ที่มีภาวะไขมันเกินในกระแสเลือด จำนวน 18 คน (ร้อยละ 62.07) แพทย์วินิจฉัยให้เลิกรับประทานยาควบคุมระดับไขมัน

เอกสารอ้างอิง

สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข. ยุทธศาสตร์ ตัวชี้วัด และแนวทางการจัดเก็บข้อมูลกระทรวงสาธารณสุข ปีงบประมาณ พ.ศ. 2559. [อินเตอร์เน็ต] [เข้าถึงเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2563 ]. เข้าถึงได้จาก http://bps2moph.go.th/ sites/default/files/kpimoph59.pdf.

วิชัย เอกพลากร และ คณะ. การสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 5 พ.ศ. 2557. นนทบุรี: สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข. 2557.

กองสนับสนุนสุขภาพภาคประชาชน กรมสนับสนุนบริการ. หลักสูตรอบรม อสม. นักจัดการสุขภาพชุมชน ปีพุทธศักราช 2556 สำหรับครูพี่เลี้ยงระดับจังหวัด. เอกสารอัดสำเนา. 2556.

สำนักคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (2561-2564). สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ .กรุงเทพฯ. 2561.

กองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการดำเนินงานป้องกันควบคุมโรคไม่ติดต่อ และการบาดเจ็บ สำหรับพื้นที่ งบประมาณ ปี 2563. เอกสารอัดสำเนา. 2563.

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา. รายงานโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ปี 2562 . นครราชสีมา. เอกสารอัดสำเนา. 2562.

โรงพยาบาลปักธงชัย.รายงานผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ปี 2562-2563. โรงพยาบาลปักธงชัย อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา. เอกสารอัดสำเนา. 2563.

สมเกียรติ อินทะกนก และ คณะ. การพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในการจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง:กรณีศึกษาพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลน้ำซับ อำเภอ ปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา. วารสารวิชาการ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 จังหวัดนครราชสีมา. 2564; 27(1): 56-67.

Parry. The Quest for Competencies. Training. 1996; 7(33): 48-56.

Hagan. Competence in Socail Work Practice: A practice Guide for Professionals. London: Jessica Kingley. 1996.

Knowles. The Adult Learner. A Neglected Species. 2 nd ed. Houston: Gulf Publishing. 1978.

Bandura, A. Gauging the relationship between self-efficacy judgment and action. Cognitive Therapy and Research 1980; 4: 263-268.

ศิริพร พึ่งเพ็ชร์. การพัฒนารูปแบบกรสอนภาษาอังกฤษที่สอดคล้องกับลีลา การเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา.ปริญญานิพนธ์การศึกษาดุษฎีบัณฑิต.สาขาหลักสูตรและการสอน บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล. 2553.

อรรถวิทย์ สิงห์ศาลาแสง และ คณะ. การพัฒนาศักยภาพพระสงฆ์ ในการป้องกันโรคและภาวะแทรกซ้อนของโรคเรื้อรัง ตำบลหนองพลวง อำเภอจักราช จังหวัดนครราชสีมา. วารสารมหาวิทยาลัยคริสเตียน. 2565. 28(1): 88-100.

กุลชญา ลอยหา และ คณะ. การเสริมสร้างศักยภาพบทบาทของนักจัดการสุขภาพชุมชนของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในเขตตำบลบุเปือย อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี. วารสารสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 ขอนแก่น. 2560; 24(1): 1-13.

เพ็ญจันทร์ แสนประสาน. ผลของโปรแกรมการพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านต่อความรู้และทักษะในการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจและกลุ่มเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด. 2558; 26(1): 119-132.

วีระยุทธ ชาตากาญจน์. การวิจัยเพื่อพัฒนาบริหารการศึกษา. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 2557.

Taba, H. Curriculum Development Theory and Practice. New York: Harcourt, Brace and World. 1962.

Kemmis S. & Mc Taggart R. The Action research planner.3rd ed. Deakin University press: Victoria. 1998.

คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา. หลักสูตรฝึกอบรม ยา 8 ขนาน สังหาร NCDs (สร้างเสริมสมรรถนะการจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ด้วยหลัก 4 อ.). นครราชสีมา: โคราชมาเก็ตติ้ง. 2563.

อรรถวิทย์ สิงห์ศาลาแสง และ ทองทิพย์ สละวงษ์ลักษณ์. การพัฒนาหลักสูตรเสริมสร้างสมรรถนะผู้สูงอายุในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากโรคความดันโลหิตสูง โรงเรียนผู้สูงวัยสัมฤทธิ์วิทยา ตำบลสัมฤทธิ์ อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา. วารสารวิชาการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 นครราชสีมา. 2561; 24(2): 81 - 89.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2022-07-13

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย