Development of Chemical Residue Management Model in Blood Samples through Healthcare Following 4E Principles in Tha Lad Khaow Sub-district, Chok Chai District, Nakhon Ratchasima Province

Main Article Content

Atthawit Singsalasang
Kanjanee Boonyawongwirote
Tongtip Salawongluk
Bhuddhipong Satayavongthip

Abstract

This action research aimed to develop and study the results of using this management approach for chemical residue management in bloodstream through healthcare following 4E principles (Emotions, Eating, Exercise, Elimination). The target group were 36 individuals who had a risk level of unsafe chemical residues in their blood. This study had three phases: Phase 1, studying the context; Phase 2, developing the approach; and Phase 3, studying the results of using the approach. The research tools included behavior assessment questionnaires, data recording notebooks, and laboratory test result forms. Quantitative data were analyzed using descriptive statistics, frequency, and percentage, and the results were compared before and after using the approach using dependent t-tests. Qualitative data were analyzed using content analysis.


Research findings reveal that: 1) The results of managing chemical residues in blood through healthcare based on the 4E principles consist of 6 components; (1) Training courses for community health volunteers and individuals with chemical residues in blood, (2) Toxic substance management learning center based on the 4E principles, (3) Weekly activities organized by community health volunteers in the community for groups with chemical residues, (4) Monthly blood chemical testing, (5) Herbal sauna room, and (6) Follow-up and evaluation. 2) The results of the development based on the training curriculum for the target group indicate significant statistical differences at a 0.05 level in the comparison of average scores for knowledge, self-perceived abilities, expectations of positive outcomes from practices, and self-management skills of the target group before and after participating in the activities. 3) The results of implementing the program indicate that the target group had chemical residues in their blood at risky levels 22 people and 14 people at unsafe levels. But after participating program, 35 people, or 97.22 percent of the target group had normal levels of chemical residues in their blood, of which 22 people were at risk, changed to normal levels as 21 people or 95.45%, but 1 person or 4.55% was still at the same risk level. In addition, 14 participants were the unsafe group changed to normal level 100.00%. This discovery indicates that the developed approach is an appropriate and efficient method for managing chemical residues in the blood, particularly for farmers and consumers who are exposed to chemical contamination in their food.

Article Details

Section
Research Article

References

สำนักโรคประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุข. ผลกระทบสารเคมีกำจัดศัตรูพืชต่อสุขภาพคนไทย [ออนไลน์]. 2554 [เข้าถึงเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2563]. เข้าถึงจาก https://thaipan.org/data/369.

นิรมล ธรรมวิริยสติ และ คณะ. ระดับเอ็นไซม์โคลีนเอสเตอเรสในซีรัมต่อผลกระทบสุขภาพของผู้บริโภคผักผลไม้สด.วารสารการวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ 2562: 13 (2): 52 – 61.

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. อันตรายจาการสัมผัสสารเคมีจากการเกษตร. [ออนไลน์]. 2562 [เข้าถึงเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2563]. เข้าถึงจาก https://www.facebook.com/%20BureauofEpidemiology%20/posts/2523597911069611/.

ทองถม ชะลอกุล และ คณะ. การจัดการโรคเรื้อรังแนวใหม่ ด้วยหลัก 4 อ. ( ยา 8 ขนาน) จังหวัดนครราชสีมา : คณะสาธารณสุขศาสตร์. 2563.

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา. รายงานสารเคมีตกค้างในเลือด ในกลุ่มเกษตรกรที่ใช้สารเคมี: เอกสารอัดสำเนา; 2563.

โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลท่าลาดขาว. รายงานการประเมินเอ็นไซม์โคลีนเอสเตอเรสในกลุ่มเกษตรกรและการใช้สารเคมีในครัวเรือน ตำบลท่าลาดขาว อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา : เอกสารอัดสำเนา; 2562.

กองโรคไม่ติดต่อ. ผลกระทบของสารเคมีที่ตกค้างในเลือดต่อสุขภาพ. [ออนไลน์]. 2563 [เข้าถึงเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2563]. เข้าถึงจาก http://www.thaincd.com.

อรรถวิทย์ สิงห์ศาลาแสง, ทองทิพย์ สละวงษ์ลักษณ์ และ พุฒิพงศ์ สัตยวงศ์ทิพย์. การพัฒนาศักยภาพพระสงฆ์ ในการป้องกันโรคและภาวะแทรกซ้อนของโรคเรื้อรัง ตำบลหนองพลวง อำเภอจักราช จังหวัดนครราชสีมา. วารสารมหาวิทยาลัยคริสเตียน 2565: 28 (1): 88-100.

โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองปรึก. รายงานการการประเมินผลโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ตำบลทุ่งอรุณ อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา: เอกสารอัดสำเนา; 2562.

สมเกียรติ อินทะกนก, พุฒิพงศ์ สัตยวงศ์ทิพย์, อรรถวิทย์ สิงห์ศาลาแสง, รชานนท์ ง่วนใจรัก, ชูสง่า สีสัน และ ทองทิพย์ สละวงษ์ลักษณ์. การพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง: กรณีศึกษาพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลน้ำซับ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา. วารสารวิชาการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 นครราชสีมา 2564: 27 (1): 56-67.

นุชรัตน์ มังคละคีรี และ คณะ. ผลของวิธีการต้มรางจืดต่อระบบโคลีนเอสเตอเรสของเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบ อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม. วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยของแก่น 2560: 5 (2): 362-377.

ภัทราธร จรรยาเลิศอดุลย์ และ คณะ. ผลของสารน้ำสกัดรางจืดต่อระบบเอ็นไซม์โคลีนเอสเตอเรสในเลือดของเกษตรกรที่เคยสัมผัสสารพิษกำจัดศัตรูพืชในจังหวัดสุรินทร์. วารสารการพยาบาล การสาธารณสุขและการศึกษา วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พะเยา 2556: 17 (1): 52-63.

Kemmiss and Mc taggrat. The Action research planner.3rd ed. Deakin University press: Victoria; 1980.

Bandura. Self–efficacy: Toward a unifying theory of behavioral change. Psychological Review 1977: 84 (2): 191-215.

ศิริพร พึ่งเพ็ชร์. การพัฒนารูปแบบกรสอนภาษาอังกฤษที่สอดคล้องกับลีลา การเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา. ปริญญานิพนธ์การศึกษาดุษฎีบัณฑิต สาขาหลักสูตรและการสอน. นครราชสีมา: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล, 2553.

Taba and Hida. Curriculum Development Theory and Practice. New York: Harcourt, Brace&World; 1962.

ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม. รายงานผลการวิจัยเรื่อง การศึกษาพัฒนาแนวทางการลดสารเคมีในการเกษตรด้วยกระบวนการวิจัยแบบมีส่วนร่วม กรณีศึกษา อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่. เชียงใหม่: 2557; เอกสารอัดสำเนา.

วิชัย วงษ์ใหญ่. การพัฒนาบุคลากรทางการศึกษา. เอกสารประกอบการสอนนักศึกษาปริญญาเอก รุ่นที่ 4 มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล: อัดสำเนา; 2553.

ทองทิพย์ สละวงษ์ลักษณ์ และ อรรถวิทย์ สิงห์ศาลาแสง. การพัฒนาศักยภาพนักศึกษาในการเยี่ยมบ้านคลายทุกข์ ตำบลหนองพลวง อำเภอจักราช จังหวัดนครราชสีมา. วารสารสืบเนื่องการประชุมวิชาการระดับชาติ เครือข่ายบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏภาคเหนือ ครั้งที่ 19 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่. เชียงใหม่: 2562; 105-118.

รชานนท์ ง่วนใจรัก, นฤพร พร่องครบุรี, วรลักษณ์ สมบูรณ์นาดี, ทองทิพย์ สละวงษ์ลักษณ์, พุฒิพงศ์ สัตยวงศ์ทิพย์ และ อรรถวิทย์ สิงห์ศาลาแสง. การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรังแนวใหม่ด้วยหลัก 4 อ. ตำบลตะขบ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา. วารสารสุขศึกษา 2565: 45 (1): 40-55.

Kanfer, F. Self-management methods.In Kanfer,F. and A.P.Glodstein. (EDs.). Hellping people change: Atextbook of methods. (3rd ed.) New York:Pergamon; 1988.

เริงฤทธิ์ ทองอยู่, ดวงพร ปิยะคง และ สมลักษณ์ เทพสุริยานนท์. ผลของโปรแกรมการพยาบาลอย่างมีเป้าหมายร่วมกันต่อความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง. วารสารพยาบาลและการดูแลสุขภาพ 2562: 37 (2): 103-112.

King IM. A Theory for Nursing: System, Concepts, Process. New York: Wiley Century-Crofts; 1981.

ชุติมา ทองวชิระ และ คณะ. ชุมชนสุขภาวะบนพื้นฐานศักยภาพของชุมชนและการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย: กรณีศึกษาชุมชนท่าเสด็จอำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี. วารสารนราธิวาสราชนครินทร์ สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 2561: 5 (1): 51-61.