ความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการติดสมาร์ตโฟนของนักเรียนมัธยมในเขตเทศบาล อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์

  • เปมิกา ออประเสริฐ 095-663-0142
  • ผศ.ดร พรนภา ศุกรเวทย์ศิริ สาขาวิชาวิทยาการระบาด และชีวสถิติ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
คำสำคัญ: ความชุก, พฤติกรรมการติดสมาร์ทโฟน

บทคัดย่อ

 

ปัจจุบันการใช้งานสมาร์ตโฟนที่มากจนเกินไป ทำให้เกิดพฤติกรรมการติดสมาร์ตโฟน ซึ่งผู้ที่มีภาวะวิตกกังวล และผู้ที่มีอาการเกี่ยวกับการใช้สมาร์ตโฟนไม่ว่าจะเป็นอาการเกี่ยวกับสายตา กล้ามเนื้อ ความอ้วน เป็นต้น มักจะมีพฤติกรรมการติดสมาร์ตโฟนมากกว่าคนทั่วไป การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาความชุกพฤติกรรมการติดสมาร์ตโฟนและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการติดสมาร์ตโฟนของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ในเขตเทศบาล อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ การวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามระหว่างวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2561 ถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 จำนวน
4 โรงเรียน รวมทั้งหมด 602 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา และหาความสัมพันธ์โดยการวิเคราะห์ถดถอยพหุโลจิสติก (Multiple logistic regression analysis) แสดงผลด้วยค่า Adjusted Odds Ratio (ORadj) และช่วงความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 95 (95%CI)

ผลการศึกษาพบว่า นักเรียนมีความชุกพฤติกรรมการติดสมาร์ตโฟนร้อยละ 58.1 ผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุโลจิสติก พบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการติดสมาร์ตโฟนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value<0.05) มีจำนวน 6 ตัวแปร ได้แก่ กลุ่มไม่ได้ใช้สมาร์ตโฟนเพื่อการศึกษามีพฤติกรรมการติดสมาร์ตโฟน (ORadj =9.63; 95% CI=3.84-24.16), กลุ่มที่ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คมีพฤติกรรมการติดสมาร์ตโฟน (ORadj=2.35; 95% CI=1.42-3.87), กลุ่มที่ใช้สมาร์ตโฟน ≥8 ชั่วโมง/วัน มีพฤติกรรมการติดสมาร์ตโฟน (ORadj=2.99; 95% CI=1.82-4.90), กลุ่มที่ตรวจเช็คสมาร์ตโฟน ≥40 ครั้งต่อวัน มีพฤติกรรมการติดสมาร์ตโฟน (ORadj=5.72; 95% CI=2.81-11.64), กลุ่มที่มีภาวะวิตกกังวลมีพฤติกรรมการติดสมาร์ตโฟน (ORadj=3.29; 95%CI=1.44-7.52) และกลุ่มที่มีอาการที่เกี่ยวข้องจากการใช้สมาร์ตโฟนบางครั้ง/บ่อยครั้งมีพฤติกรรมการติดสมาร์ตโฟน (ORadj= 8.85; 95%CI=5.38-14.54)

จากผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ผู้ปกครองและโรงเรียนควรมีมาตรการในการควบคุมดูแลการใช้งานสมาร์ตโฟนของนักเรียนให้เหมาะสม ได้แก่ ผู้ปกครองควรมีการกำหนดระยะเวลาในการใช้สมาร์ตโฟน และมีการแบ่งเวลาในการทำกิจกรรมด้านอื่นๆ มีการกำหนดค่าใช้จ่ายสำหรับค่าบริการที่เกี่ยวกับสมาร์ตโฟน โรงเรียนควรมีกฎระเบียบการใช้สมาร์ตโฟนโดยให้นักเรียนใช้สมาร์ตโฟน ในห้องเรียนเพื่อการสืบค้น ค้นคว้าข้อมูลเพื่อการศึกษาเท่านั้น หรือให้ครูประจำรายวิชาเก็บโทรศัพท์นักเรียนก่อนเริ่มการสอน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของครูประจำรายวิชานั้นๆซึ่งจะนำไปสู่การป้องกันปัญหาด้านสุขภาพ และสังคมที่เกิดจากการมีพฤติกรรมการติดสมาร์ตโฟนในอนาคตได้

Downloads

Download data is not yet available.

เอกสารอ้างอิง

เอกสารอ้างอิง
ชีวรัตน์ ปราสาร. (2560). ความชุกของภาวะ nomophobia ในกลุ่มนิสิตนักศึกษาไทยระดับปริญญาตรีที่ใช้สมาร์ทโฟนในมหา
วิทยาลัยภาครัฐ. จุฬาลงกรณ์เวชสาร, 61(2), 249-259.
เจนจิรา สงรัตน์. (2557). อิทธิพลการหวาดกลัวสังคม การยอมรับนับถือตนเอง อาการโฟโมที่มี ต่อการเสพติดสมาร์ทโฟน.
วิทยานิพนธ์ปริญญาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาวิชา บริหารธุรกิจ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
สันทณี เครือขอน, สิริลักษณ์ กาญจโนมัย, กมลวรรณ แก้วเหล็ก, นิศารัตน์ เจตน์จงใจ, จุฬาลักษณ์ คำคง & นวลชนก นานอน
และคณะ. (2560). ความชุกและปัจจัยเสี่ยงที่สัมพันธ์กับอาการปวดบริเวณนิ้วหัวแม่มือกับการใช้สมาร์ทโฟน ใน
นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นเขตคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี. ธรรมศาสตร์เวชสาร, 17(1), 18-27.
สิทธิศักดิ์ สุวรรณี. (2556). ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดกับพฤติกรรม การเลือกซื้อโทรศัพท์ สมาร์ทโฟน (SMARTPHONE) ของนักศึกษาในเขต กรุงเทพมหานคร. สารนิพนธ์ปริญญาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาวิชา
บริหารธุรกิจ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีปทุม.
อรุณ จิรวัฒน์กุล. (2552). สถิติทางวิทยาศาสตร์สุขภาพเพื่อการวิจัย. กรุงเทพฯ : วิทยพัฒน์
Anna, L.S.K. Alexandre, M.V., Adriana, C.S., Federica, S., Sergio, M. & Antonio E.N. et al. (2014). Nomophobia :
Impact of Cell Phone Use Interfering with Symptoms and Emotions of Individuals with Panic
Disorder Compared with a Control Group. Clinical Practice & Epidemiology in Mental Health, 10, 28-
35.
Boumosleh, J.M. & Jaalouk, D. (2017). Depression, anxiety, and smartphone addiction in university students-
A cross sectional study . PLoS ONE 12(8), 1-14.
________. (2018). Smartphone Addiction among University Students and Its Relationship with Academic Performance. Global Journal of Health Science, 10(1), 48-59.
Lee, H., Kim, J.W. & Choi, Y. (2017). Risk Factors for Smartphone Addiction in Korean Adolescents:
Smartphone Use Patterns. J Korean Med Sci, 32, 1674-1679.
Lemeshow, S. et al. (1990). Adequacy of sample size in health studies. Chichester: Wiley.
Nazir, S.H. & Maya, S. (2017). Relationships among smartphone addiction, anxiety, and family relations.
Behaviour & Information Technology, 10, 2-8.
Seong-Soo, C. & Bo-Kyung, S. (2018). Smartphone use and smartphone addiction in middle school students in
Korea: Prevalence, social networking service, and game use. Sage journals, 5(1). Retrieved September
1, 2018, from https://journals.sagepub.com/doi/10.1177/2055102918755046
Thomée, S., Hä renstam, A. and Hagberg, M. (2011). Mobile phone use and stress, sleep disturbances, and
symptoms of depression among young adults - a prospective cohort study. BMC Public Health. 11, 66.
เผยแพร่แล้ว
2019-11-01
การอ้างอิงบทความ
ประเภทบทความ
นิพนธ์ต้นฉบับ