ความชุกและความไวของยาต้านจุลชีพของเชื้อแบคทีเรียฉวยโอกาสที่แยกได้จากสิ่งส่งตรวจของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลร้อยเอ็ด

  • นันทิพัฒน์ พัฒนโชติ โรงพยาบาลร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด
  • ณรงค์ชัย สังซา โรงพยาบาลร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด
  • ดวงใจ รัตนโสภา โรงพยาบาลร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด
  • สุพจน์ ลามิ โรงพยาบาลร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด
  • เนาวรัตน์ วังนาดิ โรงพยาบาลร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด
  • วงษ์กลาง กุดวงษา โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเหล่าบัวบาน อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม
  • อรทัย พงษ์แก้ว คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด
  • จำรัสลักษณ์ เจริญแสน คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด
  • สัจจวรรณฑ์ พวงศรีเคน คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด
  • กุมาลีพร ตรีสอน คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด
  • ปภัชญา คัชรินทร์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด
  • พงษ์เดช สารการ สาขาวิชาวิทยาการระบาดและชีวสถิติ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น

บทคัดย่อ

วัตถุประสงค์:เพื่อศึกษาความชุกและลักษณะผลการทดสอบความไวของยาต้านจุลชีพของโรคติดเชื้อแบคทีเรียฉวยโอกาสในโรงพยาบาลที่แยกได้จากสิ่งส่งตรวจของผู้ป่วย วิธีการศึกษา:การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาโดยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลผลการตรวจเพาะเชื้อและผลการทดสอบความไวของยาต้านจุลชีพจากห้องปฏิบัติการจุลชีวิทยาคลีนิก กลุ่มงานเทคนิคการแพทย์ โรงพยาบาลร้อยเอ็ด ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2559 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2559 โดยใช้สถิติเชิงพรรณนาในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการศึกษา:ในปี พ.ศ. 2559 จำนวนเชื้อแบคทีเรียที่แยกได้จากสิ่งส่งตรวจทั้งหมด 12,281 isolations เชื้อที่เป็นสาเหตุสำคัญ 5 ลำดับแรก ได้แก่ Acinetobacter baumannii ร้อยละ 16.28 Pseudomonas aeruginosa ร้อยละ 12.30

Staphylococcus spp.ร้อยละ 11.91 Klebsiella pneumoniae ร้อยละ 9.64 Escherichia coli ร้อยละ 9.28 โดยเชื้อ Klebsiella pneumonia และ Escherichia coli ยังมีความไวต่อยาต้านจุลชีพในกลุ่ม amikacin และ carbamenems มากกว่าร้อยละ 90.00 เชื้อ Acinetobacter baumannii มีความไวต่อยา colistin ร้อยละ 100, tigecycline ร้อยละ 95.00 เชื้อ Pseudomonas aeruginosa มีความไวต่อยา amikacin ร้อยละ 80.00 colistin ร้อยละ 99.00 เชื้อ Staphylococcus aureus มีความไวต่อยา vancomycin, teicoplanin, trimethoprim-sulfamethoxazole, และ fusidic acid ร้อยละ 100, 98.00, 97.00, และ 97.00 ตามลำดับ ส่วนเชื้อ Enterococcus spp. ไวต่อ teicoplanin ร้อยละ 98.00 และ vancomycin ร้อยละ 97.00 สรุปผลการศึกษา: เชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการติดเชื้อที่แยกได้จากสิ่งส่งตรวจของผู้ป่วยได้แก่ Acinetobacter baumannii, Pseudomonas aeruginosa, Staphylococcus spp.,Klebsiella pneumonia เชื้อแบคทีเรียกลุ่ม Enterobacteriaceae ยังคงมีความไวต่อยากลุ่ม carbapenem และ amikacin มากกว่าร้อยละ 90.00 ส่วนเชื้อแบคทีเรียกลุ่ม Nonfermetative gram negative มีความไวต่อยา colistin มากกว่าร้อยละ 90.00 เชื้อ Staphylococcus aureus มีความไวต่อยา vancomycin ร้อยละ 100 และ Enterococcus spp. ไวต่อ vancomycin ร้อยละ 97.00

Downloads

Download data is not yet available.
เผยแพร่แล้ว
2019-11-03
การอ้างอิงบทความ
ประเภทบทความ
นิพนธ์ต้นฉบับ