การใช้ยาในผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและผลลัพธ์ทางสุขภาพในโรงพยาบาลหนองหาน จังหวัดอุดรธานี

Main Article Content

สมสินทร์ แสงสว่าง
สุพล ลิมวัฒนานนท์

บทคัดย่อ

วัตถุประสงค์: 1) วิเคราะห์รูปแบบการใช้ยา แนวโน้มของปริมาณการใช้และค่าใช้จ่ายของยาสำหรับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในโรงพยาบาลหนองหาน 2) หาปัจจัยที่สัมพันธ์กับปริมาณการใช้ยาและค่าใช้จ่ายด้านยา และ 3) วิเคราะห์แนวโน้มของผลลัพธ์ทางสุขภาพ ได้แก่ การควบคุมความผิดปกติของระดับน้ำตาล ความดันโลหิต และการกลับเข้านอนโรงพยาบาลในผู้ป่วยที่ได้รับยาดังกล่าว วิธีการ: การวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบย้อนหลัง โดยใช้ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ ข้อมูลการใช้บริการผู้ป่วยนอก ข้อมูลการใช้บริการผู้ป่วยใน และข้อมูลการสั่งจ่ายยาผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลหนองหานในผู้ป่วยที่ได้รับการสั่งใช้ยาสำหรับ 5 กลุ่มโรค (โรคที่สามารถป้องกันหรือลดการมานอนโรงพยาบาลได้ด้วยการดูแลรักษาแบบผู้ป่วยนอก) ตามรหัสการจำแนกแบบ Anatomical, Therapeutic, Chemical (ATC) ขององค์การอนามัยโลก ประกอบด้วย ยารักษาเบาหวาน (A10) ยาลดความดันโลหิต (C02, C03, C07, C08 และ C09)  ยากันชัก (N03) ยารักษาโรคหืด (R03A, R03BA, R03C) และยารักษาปอดอุดกั้นเรื้อรัง (R03BB) ในปีงบประมาณ 2558 – 2561 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์อนุกรมเวลา สำหรับการหาแนวโน้ม และวิเคราะห์ถดถอยเชิงเส้นตรงสำหรับการหาความสัมพันธ์ของปัจจัย  ผลการวิจัย: ผู้ป่วยได้รับยาสำหรับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยเฉลี่ยต่อใบสั่งคิดเป็น 6.14, 5.96, 5.56 และ 5.60 ขนาน ในปี 2558, 2559, 2560 และ 2561 ตามลำดับ ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.001)  สัดส่วนใบสั่งยาที่มียามากกว่า 5 ขนานมีแนวโน้มลดลงในช่วงเวลาดังกล่าว คือ ร้อยละ 15.59, 14.05, 14.08 และ 13.60 ตามลำดับ แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p >0.05)  อย่างไรก็ตาม ปริมาณการใช้ยาโดยรวมของกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยาสำหรับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) โดยเฉลี่ยปีละ 57 defined-daily doses (DDDs) เมื่อพิจารณารายกลุ่มยาพบว่า ยาลดความดันโลหิตสูงมีปริมาณการใช้ยาสูงสุดในปี 2561 คือ 474 DDDs โดยมีอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยต่อปีที่ 70 DDDs รองลงมาคือยารักษาเบาหวานมีอัตราการเติบโตต่อปี 58 DDDs  สำหรับค่าใช้จ่ายด้านยากลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังโดยรวม มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) โดยมีอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยต่อปี 147 บาทต่อคน โดยกลุ่มผู้ได้รับยากันชักมีอัตราการเติบโตของค่าใช้จ่ายสูงที่สุดเฉลี่ยต่อปี 223 บาทต่อคนต่อปี รองลงมาคือกลุ่มผู้ได้รับยาเบาหวาน ผู้ได้รับยารักษาโรคหืดและปอดอุดกั้นเรื้อรัง  และผู้ได้รับยาลดความดันโลหิตสูง มีอัตราการเติบโตของค่าใช้จ่ายที่ 218 148 และ 127 บาทต่อคนต่อปี ตามลำดับ ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของปริมาณและค่าใช้จ่ายด้านยามากที่สุดคือ การได้รับยาสำหรับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง  รองลงมาคือ วัยสูงอายุ 60 ปีขึ้นไป  ในด้านผลลัพธ์ทางสุขภาพ พบว่า การควบคุมระดับความดันโลหิตได้ในผู้ที่ได้รับยาความดันโลหิตสูงมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ในขณะที่การควบคุมระดับน้ำตาลได้ในผู้ที่ได้รับยารักษาเบาหวานมีสัดส่วนลดลง  นอกจากนี้ การกลับเข้านอนโรงพยาบาลภายใน 28 วันมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นในผู้ป่วยที่ได้รับการสั่งใช้ยารักษาเบาหวานและปอดอุดกันเรื้อรัง แต่มีสัดส่วนลดลงในผู้ป่วยที่ได้รับการสั่งใช้ยาลดความดันโลหิต  สรุป: ปริมาณการใช้ยาโดยรวมมีแนวโน้มสูงขึ้น ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านยาของโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น ในขณะที่ผลลัพธ์ทางสุขภาพของผู้ป่วยที่ได้รับการสั่งใช้ยารักษาเบาหวานยังมีแนวโน้มที่ควบคุมได้ไม่ดีนัก

Downloads

Download data is not yet available.

Article Details

ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

1. Abegunde D, Mathers C, Adam T, Ortegon M, Strong K. The burden and costs of chronic diseases in low-income and middle-income countries. Lancet 2007; 370: 1929–38.

2. National Health Security Office. Universal Health care Scheme (UCS). [online] 2018 [cited Oct 15, 2018]. Available from: uckkpho.com/index.php/download/fin ish/1-/630-2562/0

3. National Health Security Office. Quality and outcomes framework (QOF). [online] 2018 [cited Oct 15, 2018]. Available from: bkk.nhso.go.th/fy61starter/manual4. pdf

4. Limwattananon S. Age-standardized hospitalization with ambulatory care sensitive conditions (ACSC). Nonthaburi. Health Insurance System Research Office; 2011: p. 7-8.

5. World Health Organization [WHO]. Definition and general considerations DDD. [online] 2018 [cited Dec 15, 2018]. Available from: www.whocc.no/ddd/ definition_and_general_considera/

6. World Health Organization [WHO]. How to investigate drug use in health facilities: Selected drug use indicators [online] 1993 [cited 2018, Sep 11]. Available from: apps.who.int/medicinedocs/en/d/Js2 289e/

7. Chiewchantanakit D. Medication use situation and the development of quality indicator in medication use for elderly in Thailand [doctoral thesis]. Bangkok: Chulalongkorn University; 2013.

8. Jainaf NRAM, Parimalakrishnan S, Ramakrishna RM. Study on drug utilization pattern of antihypertensive medications on out-patients and inpatients in a tertiary care teaching hospital: A cross sectional study. Afr J Pharm Pharmacol 2015; 9: 383–96.

9.Øymoen A, Pottegård A, Almarsdóttir AB. Character- istics and drug utilization patterns for heavy users of prescription drugs among the elderly: A Danish register-based drug utilization study. Eur J Clin Phar macol 2015; 71: 751–8.

10. Dilokthornsakul P, Chaiyakunapruk N, Nimpitakpong P. Effects of direct billing system on prescribing patterns in the civil servant medical benefit scheme. Journal of Health Systems Research 2010; 4: 53-62.

11. Saastamoinen LK, Verho J. Register-based indica tors for potentially inappropriate medication in high-cost patients with excessive polypharmacy. Pharma coepidemiol Drug Saf 2015; 24: 610–8.

12. Lee JT, Hamid F, Pati S, Atun R, Millett C. Impact of noncommunicable disease multimorbidity on healthcare utilisation and out-of-pocket expenditures in middle-income countries: Cross sectional analysis . PLoS ONE 2015; 10: e0127199.

13. Siriwattanamethanon Y, Topark-Ngarm A. compa rison of glycemic control in type 2 diabetic patients between two treatment goals. Srinagarind Medical Journal 2018; 33: 511-19.

14. Bachhav SS, Kshirsagar NA. Systematic review of drug utilization studies & the use of the drug classification system in the WHO-SEARO Region. Indian J Med Res 2015; 142: 120.

15. Huang LY, Shau WY, Chen HC, Su S, Yang MC, Yeh HL, et al. Pattern analysis and variations in the utilization of antihypertensive drugs in Taiwan: A six-year study. Eur Rev Med Pharmacol Sci 2013; 17: 410–9.

16. Salvi F, Rossi L, Lattanzio F, Cherubini A. Is polypharmacy an independent risk factor for adverse outcomes after an emergency department visit? Intern Emerg Med 2017; 12: 213–20.

17. World Health Organization [WHO]. Promoting rational use of medicines: core components [online] 2002 [cited Sep 11, 2018]. Available from: apps.who.int/ medicinedocs/pdf/h3011e/h3011e.pdf