วารสารเภสัชกรรมไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP <p> วารสารเภสัชกรรมไทยเป็นวารสารวิชาการอิเล็กทรอนิกส์ของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วารสารฯ มีวัตถุประสงค์คือเป็นสื่อกลางเผยแพร่และแลกเปลี่ยนวิชาการระหว่างนักวิจัยด้านเภสัชกรรม เภสัชกร นักวิชาการในสาขาที่เกี่ยวข้อง บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขอื่น ๆ ตลอดจนเป็นแหล่งเผยแพร่ผลงานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา</p> <p> วารสารเภสัชกรรมไทยเผยแพร่บทความที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานทางเภสัชกรรม ได้แก่การบริบาลทางเภสัชกรรม เภสัชกรรมสังคม การบริหารเภสัชกิจ เศรษฐศาสตร์ทางยา ระบาดวิทยาของยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ เภสัชสาธารณสุข เภสัชพฤติกรรมศาสตร์ การคุ้มครองผู้บริโภคด้านยาและสุขภาพ นิติเภสัชกรรม จริยศาสตร์เภสัชกรรม นโยบายด้านยาและสุขภาพ การประยุกต์ใช้ศาสตร์ทางสังคมและการบริหารในการปฏิบัติงานเภสัชกรรม</p> <p> ประเภทบทความที่รับตีพิมพ์ในวารสารเภสัชกรรมไทย คือ บทความวิจัยต้นฉบับ บทความทบทวนวรรณกรรมทั้งแบบเชิงบรรยาย (review article) การวิเคราะห์อภิมาน (meta-analysis) และการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ (systematic review) </p> <p> ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 วารสารได้เพิ่มจำนวนเล่มจาก 2 เป็น 4 ฉบับต่อปี ดังนี้ เล่มที่ 1 (มกราคม-มีนาคม) เล่มที่ 2 (เมษายน-มิถุนายน) เล่มที่ 3 (กรกฎาคม-กันยายน) และเล่มที่ 4 (ตุลาคม-ธันวาคม)</p> คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ th-TH วารสารเภสัชกรรมไทย 3027-6136 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความถือเป็นความคิดเห็นและอยู่ในความรับผิดชอบของผู้นิพนธ์ มิใช่ความเห็นหรือความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ หรือคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ทั้งนี้ไม่รวมความผิดพลาดอันเกิดจากการพิมพ์&nbsp; บทความที่ได้รับการเผยแพร่โดยวารสารเภสัชกรรมไทยถือเป็นสิทธิ์ของวารสารฯ&nbsp;</p> ผลของการบริบาลเภสัชกรรมร่วมกับฉลากยารูปภาพในผู้ป่วยที่ใช้ยาวาร์ฟารินในโรงพยาบาลกมลาไสย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/281054 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อประเมินความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาวาร์ฟาริน พฤติกรรมการใช้ยาวาร์ฟาริน ความคิดเห็น/ความพึงพอใจต่อฉลากยา และค่า INR (International Normalized Ratio) ของผู้ป่วยที่ใช้ยาวาร์ฟารินในโรงพยาบาลกมลาไสยก่อนและหลังการได้รับการบริบาลเภสัชกรรมร่วมกับฉลากยารูปภาพ <strong>วิธีการ</strong>: การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง โดยเก็บข้อมูลจากผู้ป่วยรายใหม่และผู้ป่วยรายเก่าที่ได้รับยาวาร์ฟารินแต่ INR ยังไม่อยู่ในช่วงเป้าหมาย จำนวน 68 ราย ณ คลินิกวาร์ฟาริน โรงพยาบาลกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลชุมชน การศึกษาเปรียบเทียบผลก่อนและหลังการบริบาลเภสัชกรรมร่วมกับฉลากยารูปภาพ เป็นระยะเวลา 5 เดือน การบริบาลเภสัชกรรมที่ให้ประกอบด้วยการประเมินปัญหาการใช้ยา การเสนอแนะการปรับขนาดยาแก่แพทย์ และการให้ความรู้พร้อมทั้งคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการรับประทานยาผ่านฉลากยารูปภาพแก่ผู้ป่วย การศึกษาประเมินค่า INR และประเมินความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาวาร์ฟาริน พฤติกรรมการใช้ยาวาร์ฟาริน ความคิดเห็น/ความพึงพอใจต่อฉลากยาโดยใช้แบบประเมินที่พัฒนาขึ้นเอง <strong>ผลการวิจัย</strong>: ผู้ป่วยมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาวาร์ฟาริน เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 5.76 ± 2.68 ในช่วงก่อนการศึกษาเป็น 10.65 ± 1.69 จากคะแนนเต็ม 15 หลังการศึกษา (P&lt;0.001) คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการใช้ยาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จาก 25.26 ± 2.11 เป็น 26.82 ± 0.38 จากคะแนนเต็ม 27 (P&lt;0.001) ความพึงพอใจต่อฉลากยาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 34.51 ± 1.34 เป็น 34.85 ± 0.74 จากคะแนนเต็ม 35 (P=0.002) สัดส่วนของผู้ป่วยที่มีค่า INR อยู่ในช่วงเป้าหมายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากร้อยละ 0 เป็นร้อยละ 38.2 (P&lt;0.001) <strong>สรุป</strong>: การให้บริบาลเภสัชกรรมร่วมกับฉลากยารูปภาพ สามารถส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาวาร์ฟาริน และพฤติกรรมที่เหมาะสมในการใช้ยาวาร์ฟารินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนเพิ่มอัตราการควบคุมระดับ INR ให้อยู่ในเป้าหมายได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จึงควรพิจารณานำแนวทางนี้ไปใช้ในคลินิกวาร์ฟารินเพื่อยกระดับคุณภาพการดูแลผู้ป่วยในระบบบริการสุขภาพ</p> อัจฉรีย์ สีหา จีริสุดา คำสีเขียว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-16 2026-03-16 18 2 222 235 การออกแบบบริการเภสัชกรรมทางไกลสำหรับผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน ที่ได้รับยา Methotrexate ในสถาบันราชประชาสมาสัย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/281324 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อพัฒนาระบบบริการเภสัชกรรมทางไกลสำหรับผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินที่ได้ยา methotrexate (MTX) <strong>วิธีการ</strong><strong>: </strong>งานวิจัยใช้แนวทางการออกแบบบริการ (service design) โดยใช้ข้อมูลจาก empathy map และ persona ของผู้ป่วยสะเก็ดเงินที่ใช้ยา MTX จากการศึกษาในระยะก่อนหน้า มาสร้างเป็นข้อมูลภาพ (patient journey map, service blueprint, P.O.I.N.T) ฉบับร่าง จากนั้นผู้วิจัยปรับปรุงข้อมูลภาพดังกล่าวร่วมกับทีมเภสัชกร แล้วนำไปใช้ระดมความคิดเห็นร่วมกับทีมสหวิชาชีพด้วยเทคนิค round robin brainstorming หลังจากนั้น การศึกษาคัดเลือกแนวคิดด้วย How-Now-Wow-Matrix ร่วมกับทีมสหวิชาชีพเพื่อสรุปเป็นร่างพิมพ์เขียวบริการ (service blueprint) ต้นแบบสำหรับบริการเภสัชกรรมทางไกลหลังผู้ป่วยรับบริการที่โรงพยาบาล <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>จากการระดมความคิดเห็นกับทีมสหวิชาชีพ ได้แนวคิด 18 ประเด็นที่ครอบคลุมการจัดระบบบริการ การบริหารบุคลากรและผู้รับบริการ การจัดการข้อมูลและเวชระเบียน เทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาและยกระดับคุณภาพบริการ เมื่อคัดเลือกแนวคิดที่ใหม่และทำได้ มีประเด็นหลักสำหรับการออกแบบบริการ คือ ตารางบริการที่ชัดเจน ระบบนัดหมายสำหรับอาการผิดปกติ เกณฑ์การเลือกผู้ป่วย การลงทะเบียนในระบบสารสนเทศของโรงพยาบาล การเชื่อมโยงข้อมูลกับโปรแกรมของโรงพยาบาล อุปกรณ์สนับสนุนการให้บริการ และระบบบันทึกบริการ ทีมเภสัชกรใช้แนวคิดเหล่านี้มาปรับ service blueprint เพื่อรองรับผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินที่ได้รับยา MTX ทุกราย <strong>สรุป</strong><strong>: </strong>งานวิจัยนี้ประยุกต์ใช้แนวคิดการออกแบบบริการ เพื่อพัฒนา service blueprint บริการเภสัชกรรมทางไกลสำหรับผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินที่ได้รับยา MTX หลังรับบริการที่โรงพยาบาล การบูรณาการข้อมูลความต้องการของผู้ป่วยและข้อเสนอแนะจากผู้ให้บริการ ทำให้ได้ระบบและขั้นตอนที่เหมาะสมกับบริบท service blueprint ที่ได้ช่วยให้ผู้รับบริการเข้าถึงการบริบาลทางเภสัชกรรมได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลควรทดสอบและประเมินผลบริการอย่างต่อเนื่องจากทั้งผู้รับบริการและประสิทธิภาพของระบบ เพื่อปรับปรุงบริการให้สามารถมอบประสบการณ์ที่ดีและสอดรับกับบริบทที่เปลี่ยนไปในอนาคต</p> ชนัญชิดา ผุสดี ศิริตรี สุทธจิตต์ พักตร์วิภา สุวรรณพรหม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-16 2026-03-16 18 2 236 250 การศึกษาการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางเคมีของกัญชาในตำรับยาศุขไสยาศน์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/281623 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางเคมีของกัญชาในตำรับยาศุขไสยาศน์ <strong>วิธีการ</strong>: ตัวอย่างตำรับยาศุขไสยาศน์ที่ผลิตและควบคุมคุณภาพโดยกองพัฒนายาแผนไทยและสมุนไพร ถูกทดสอบภายใต้สภาวะการเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 30°C และ 40°C ร่วมกับความชื้นสัมพัทธ์ร้อยละ 75 ± 5 เป็นระยะเวลา 6 เดือน การศึกษาวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญ ได้แก่ tetrahydrocannabinol (THC), cannabinol (CBN) และ cannabidiol (CBD) ด้วยเทคนิคโครมาโตกราฟีของเหลวสมรรถนะสูง <strong>ผลการวิจัย:</strong> ปริมาณ THC ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทั้งสองสภาวะ โดยเดือนที่ 6 ลดลงร้อยละ 19.53 ในสภาวะการเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 30°C และลดลงร้อยละ 24.85 ในสภาวะการเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 40°C ในขณะที่ปริมาณ CBN เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คิดเป็นร้อยละ 92.34 ในสภาวะการเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 40°C และเพิ่มขึ้นร้อยละ 57.48 ในสภาวะการเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 30°C สะท้อนถึงกระบวนการออกซิเดชันของ THC ไปเป็น CBN ซึ่งเป็นกลไกการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติของสาร cannabinoids สำหรับปริมาณ CBD พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในช่วงการเก็บรักษาโดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.17 และ 4.29 ตามลำดับ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า CBD มีความคงตัวสูงภายใต้สภาวะการเก็บรักษาที่ศึกษา <strong>สรุป:</strong> ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นในการเก็บรักษาตำรับยา เพื่อคงไว้ซึ่งคุณภาพและปริมาณของสารสำคัญในตำรับยาศุขไสยาศน์อย่างเหมาะสม</p> ปิยทัศน์ ใจเย็น วิทูรย์ ยวงสะอาด ปรีชา หนูทิม กีรติญา แผ่นคำ ธนชาติ ป้องคำสิงห์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-16 2026-03-16 18 2 251 262 ผลลัพธ์ของการบริบาลเภสัชกรรมรายกรณีในผู้ป่วยภาวะหัวใจห้องบนสั่นพริ้ว ณ คลินิกวาร์ฟาริน โรงพยาบาลคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/281974 <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อประเมินผลของการบริบาลเภสัชกรรมรายกรณีต่อความรู้ ความถูกต้องในการใช้ยา ผลลัพธ์ทางคลินิก และความปลอดภัยของการใช้ยาวาร์ฟารินในผู้ป่วยภาวะหัวใจห้องบนสั่นพริ้ว (atrial fibrillation: AF) <strong>วิธีการ:</strong> การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อน–หลัง ครั้งนี้ดำเนินการในผู้ป่วย AF ที่ได้รับยาวาร์ฟารินจากคลินิกวาร์ฟาริน โรงพยาบาลคลองหลวง ที่มีค่า INR อยู่นอกช่วงเป้าหมายการรักษาและมีปัญหาด้านยา (drug related problems: DRPs) จำนวน 71 ราย การศึกษาประเมินผลลัพธ์ต่อไปนี้ในช่วงก่อนและหลังการบริบาลเภสัชกรรม 1) ความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาวาร์ฟาริน โดยใช้ด้วยแบบสอบถามที่ดัดแปลงมาจากงานวิจัยของศูนย์หัวใจสิริกิต์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 18 ข้อ 2) ประเมินความถูกต้องของการใช้ยาโดยสอบถามจากผู้ป่วยหรือผู้ดูแลหลัก 3) ค่า INR 4) การเกิดอันตรกิริยาระหว่างยา และ 5) อาการไม่พึงประสงค์ <strong>ผลการวิจัย</strong>: คะแนนความรู้เฉลี่ยของผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจาก 13.4 ± 3.2 เป็น 15.8 ± 2.1 คะแนน (คะแนนเต็ม 18) (P&lt;0.001) ร้อยละของผู้ป่วยที่รับประทานยาถูกต้องเพิ่มจากร้อยละ 80.28 เป็นร้อยละ 98.59 (P&lt;0.001) ผู้ป่วยที่มีค่า INR อยู่ในช่วงเป้าหมาย (2.0–3.0) เพิ่มจากร้อยละ 0 เป็นร้อยละ 54.93 (P&lt;0.001) ผู้ป่วยที่ใช้ยาหรืออาหารที่อาจเกิดอันตรกิริยากับยาวาร์ฟารินลดลงจากร้อยละ 42.25 เหลือร้อยละ 7.04 (P&lt;0.001) โดยเฉพาะอันตรกิริยาระหว่างยาวาร์ฟาริน–อาหาร และ ยาวาร์ฟาริน–ยาอื่นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (P=0.001, 0.003 ตามลำดับ) อุบัติการณ์ภาวะเลือดออกลดลงจากร้อยละ 7.04 เหลือร้อยละ 1.40 แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (P=0.134)<strong> สรุป:</strong> การบริบาลเภสัชกรรมรายกรณีอาจทำให้ผลลัพธ์การรักษาในผู้ป่วย AF ที่ได้รับยาวาร์ฟารินดีขึ้น โดยช่วยเพิ่มความรู้ ความร่วมมือในการใช้ยา ช่วยควบคุมระดับ INR ให้อยู่ในเป้าหมาย และลดอุบัติการณ์การเกิดอันตรกิริยาจากยาวาร์ฟารินกับยาอื่นหรืออาหาร</p> กชพรรณ ชูพงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-16 2026-03-16 18 2 263 282 คุณภาพชีวิตด้านการใช้ยาในผู้ป่วยโรคเพมฟิกัสและผู้ป่วยโรคบูลลัสเพมฟิกอยด์ ณ สถาบันโรคผิวหนัง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/282149 <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อประเมินคุณภาพชีวิตด้านการใช้ยาและศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านการใช้ยาในผู้ป่วยโรคเพมฟิกัสและผู้ป่วยโรคบูลลัสเพมฟิกอยด์ของสถาบันโรคผิวหนัง <strong>วิธีการ:</strong> การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางครั้งนี้ทำในผู้ป่วยของสถาบันโรคผิวหนัง จำนวน 178 ราย อายุ 18 ถึง 90 ปี ระหว่างวันที่ 22 มกราคม ถึง 16 พฤษภาคม 2568 การศึกษาเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม PROMPT (Patient-reported Outcomes Measure of Pharmaceutical Therapy) การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ <strong>ผลการวิจัย:</strong> คะแนนคุณภาพชีวิตด้านการใช้ยาโดยรวมของผู้ป่วยเท่ากับ 75.50 ± 12.78 จาก 100 คะแนนเต็ม มิติที่มีคะแนนสูงสุดคือ ผลกระทบจากอาการข้างเคียงของยา (91.43 ± 20.42 จาก 100 คะแนน) ขณะที่มิติผลกระทบด้านจิตใจของการใช้ยามีคะแนนต่ำที่สุด (69.49 ± 25.48 จาก 100 คะแนน) การวิเคราะห์ถดถอยเชิงเส้นพหุคูณพบว่า เพศชายมีคะแนนในมิติความสะดวกในการใช้ยาสูงกว่าเพศหญิง ผู้สูงอายุมีคะแนนในมิติการได้รับข้อมูลยาและโรคและความพึงพอใจต่อผลของการใช้ยาต่ำกว่าผู้ที่มีอายุน้อยกว่า ผู้ป่วยที่มีการศึกษาต่ำกว่ามีคะแนนในมิติการเข้าถึงยาต่ำกว่าผู้ป่วยที่มีการศึกษาสูงกว่า ผู้ป่วยที่โรคสงบมีคะแนนในมิติความพึงพอใจต่อผลของการใช้ยา การเข้าถึงยา และคุณภาพชีวิตโดยรวมสูงกว่าผู้ป่วยที่โรคกำเริบ นอกจากนี้ผู้ป่วยที่ได้รับยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ชนิดออกฤทธิ์ทั่วร่างกายมีคะแนนในมิติผลกระทบจากอาการข้างเคียงของยาสูงกว่าผู้ป่วยที่ไม่ได้รับยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ชนิดออกฤทธิ์ทั่วร่างกายหรือยา<strong><br /></strong>กดภูมิคุ้มกัน <strong>สรุป:</strong> ปัจจัยเพศ อายุ ระดับการศึกษาสูงสุด สภาวะโรคปัจจุบัน และรูปแบบชนิดยาที่ได้รับเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตด้านการใช้ยา ผลการศึกษานี้สามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการวางแผนการดูแลด้านยาที่เหมาะสมและมุ่งเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางต่อไป</p> อริสรา เหลืองสุขฤกษ์ ปิ่นนรี ขัตติพัฒนาพงษ์ พรรณทิพา ศักดิ์ทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-16 2026-03-16 18 2 283 293 การพัฒนาระบบติดตามและจัดการความปลอดภัยเชิงรุกในการใช้ยาวาร์ฟาริน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/282244 <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อพัฒนาระบบติดตามและจัดการความปลอดภัยเชิงรุกในการใช้ยาวาร์ฟารินและศึกษาผลลัพธ์ของระบบดังกล่าว <strong>วิธีการ:</strong> การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการโดยใช้วงจร Plan–Act–Observe–Reflect (PAOR) จำนวน 3 วงรอบเพื่อพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยที่ใช้ยาวาร์ฟารินในโรงพยาบาลศรีสะเกษ ระหว่างเดือนตุลาคม 2566 – ธันวาคม 2567 การประเมินผลลัพธ์ครอบคลุมความคลาดเคลื่อนทางยา สัดส่วนผู้ป่วยที่มีค่า INR ในช่วงเป้าหมาย ความรู้และความพึงพอใจต่อระบบของบุคลากร และความร่วมมือในการใช้ยาของผู้ป่วย <strong>ผลการวิจัย</strong>: ระบบติดตามและจัดการความปลอดภัยเชิงรุกที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 7 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) แนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยที่ใช้ยาวาร์ฟาริน 2) การพัฒนาตำรับ vitamin K solution 3) การพัฒนาศักยภาพบุคลากร 4) การกำหนดตัวชี้วัดความคลาดเคลื่อนทางยาเข้าสู่ KPIs หน่วยงาน 5) การเชื่อมโยงส่งต่อผู้ป่วยต่องานปฐมภูมิเพื่อบูรณาการการดูแล 6) การพัฒนา Line Official Account เพื่อติดตามผู้ป่วย และ 7) การขยายจุดบริการคลินิกวาร์ฟาริน การเปรียบเทียบก่อนและหลังการพัฒนาระบบพบว่า อัตราการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรงจนต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลลดลงจากร้อยละ 2.12 เหลือร้อยละ 0.98 สัดส่วนผู้ป่วยที่มีค่า INR อยู่ในช่วงเป้าหมายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P&lt;0.001) จากร้อยละ 44.30 ในช่วงก่อนพัฒนาระบบ เป็นร้อยละ 63.14 ในช่วงหลังพัฒนาระบบ ร้อยละของระยะเวลาที่ค่า INR อยู่ในช่วงการรักษามีค่าสูงสุดเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 54.85 ในช่วงก่อนพัฒนาระบบ เป็นร้อยละ 58.70 ในช่วงหลังพัฒนาระบบ มีการใช้แบบบันทึกการติดตามเชิงรุกในผู้ป่วยที่มีค่า INR ≥ 5 ร้อยละ 82.47 ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมาย ก่อนพัฒนาระบบมีผู้ป่วยที่มีความร่วมมือในระดับเพียงพอ คิดเป็นร้อยละ 45.23 ในช่วงหลังพัฒนาระบบ ผู้ป่วยที่มีความร่วมมือในระดับเพียงพอเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเป็น ร้อยละ 63.95 (P &lt; 0.001) ความพึงพอใจของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับระบบติดตามและจัดการความปลอดภัยเชิงรุกในการใช้ยาวาร์ฟารินที่พัฒนาขึ้น มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.78±0.42 คะแนน (จากคะแนนเต็ม 5) <strong>สรุป:</strong> ระบบที่พัฒนาขึ้นช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการใช้ยาวาร์ฟาริน สามารถเพิ่มสัดส่วนผู้ป่วยที่มีค่า INR อยู่ในช่วงเป้าหมาย และลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง แต่ควรทบทวนการปฏิบัติตามแนวทางอย่างสม่ำเสมอ</p> สิริกัณยา มหาลวเลิศ ณัฐภามาศ ศรีอาริยภักดี ภัทรานุช เศรษฐสิงห์ เกศสุภา พลพงษ์ ชุติธนา ภัทรทิวานนท์ อาศิรา ภูศรีดาว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-16 2026-03-16 18 2 294 309 ประสิทธิผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมร่วมกับการใช้สารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ด้านสุขภาพ ต่อการรับรู้การดูแลตนเอง พฤติกรรมป้องกันโรคเบาหวาน และระดับน้ำตาลในเลือดของ กลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานในชุมชนมุสลิม ตำบลคลองชีล้อม อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/282603 <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมร่วมกับการใช้สารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ด้านสุขภาพต่อการรับรู้การดูแลตนเอง พฤติกรรมป้องกันโรคเบาหวาน และระดับน้ำตาลในเลือดของกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานในชุมชนมุสลิม ตำบลคลองชีล้อม อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง <strong>วิธีการ</strong><strong>:</strong> การศึกษานี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ กลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานในเขตพื้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลคลองชีล้อม จำนวน 56 คนที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไปที่ได้รับการคัดกรองโดยเจาะเลือดปลายนิ้ว และมีค่าระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร 8 ชั่วโมง ระหว่าง 100 - 125 mg% ตัวอย่างแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลองซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานในหมู่ที่ 2 บ้านหนองเสม็ด จำนวน 28 คน และกลุ่มควบคุมซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงเบาหวานในหมู่ที่ 3 บ้านหนองเสม็ด จำนวน 28 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมร่วมกับการใช้สารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ด้านสุขภาพ โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ การศึกษาประเมินผลลัพธ์ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม จำนวน 1 ครั้ง ผลลัพธ์ที่ศึกษาประกอบด้วยการรับรู้การดูแลตนเอง พฤติกรรมป้องกันโรคเบาหวาน และระดับน้ำตาลในเลือด โดยเจาะเลือดปลายนิ้วหลังอดอาหาร 8 ชั่วโมง <strong>ผลการศึกษา:</strong> หลังเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยด้านการรับรู้การดูแลตนเองฯ (4.45±0.17 จากคะแนนเต็ม 5) สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม (3.82±0.36) และสูงกว่ากลุ่มควบคุมในช่วงหลังการวิจัย (4.02±0.28) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P&lt;0.001) หลังเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันโรคเบาหวาน (4.03±0.34 จากคะแนนเต็ม 5) สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม (3.67±0.45) และสูงกว่ากลุ่มควบคุมในช่วงหลังการวิจัย (3.62±0.42) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P&lt;0.001) นอกจากนี้ หลังเข้าร่วมโปรแกรม ค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลในเลือดในกลุ่มทดลอง (96.00±6.76) และในกลุ่มควบคุม (98.93±8.58) ลดลงจากก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P&lt;0.001) ในกลุ่มทดลอง (106.57±8.20) และในกลุ่มควบคุม (103.93±5.11) ตามลำดับ แต่หลังเข้าร่วมโปรแกรมค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลในเลือดระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมไม่แตกต่างกัน (P=0.162) <strong>สรุป:</strong> โปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมร่วมกับการใช้สารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ด้านสุขภาพมีประสิทธิผลในการส่งเสริมการรับรู้การดูแลตนเอง และพฤติกรรมในการป้องกันโรคเบาหวาน</p> นิศารัตน์ ชณีมาศ บุบผา รักษานาม สุขุมาภรณ์ ศรีวิศิษฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-16 2026-03-16 18 2 310 322 การเปรียบเทียบประสิทธิภาพของวิธีการสร้างแบบจำลองในการออกแบบการทดลอง ด้วยวิธีการทางสถิติและวิธีการเรียนรู้ด้วยเครื่อง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/282927 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของการสร้างแบบจำลองด้วยวิธีการวิเคราะห์ถดถอยเชิงเส้น (Linear Regression: LR) และอัลกอริทึมการเรียนรู้ด้วยเครื่อง (Machine Learning: ML) ทั้ง 4 วิธี คือ ต้นไม้การตัดสินใจ (Decision Tree: DT) ซัพพอร์ตเวกเตอร์แมชชีน (Support Vector Machine: SVM) เพื่อนบ้านใกล้ที่สุดแบบ k ตัว (K-Nearest Neighbor: K-NN) และโครงสร้างประสาทเทียม (Neurol Network: NN) <strong>วิธีการ:</strong> การศึกษาใช้ข้อมูลจากงานวิจัยด้านการออกแบบการทดลองทางเภสัชกรรมจำนวน 88 เรื่อง ที่เผยแพร่ระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2564 ถึงตุลาคม พ.ศ. 2565 ผ่านการสืบค้นจากฐานข้อมูล PubMed และ Scopus จากนั้นนำข้อมูลดิบมาสร้างแบบจำลองด้วยโปรแกรม RapidMiner Studio 10 และประเมินประสิทธิภาพด้วยค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ยกกำลังสอง (Coefficient of Determination: R²) พร้อมทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติ Kruskal–Wallis test <strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> จากการวิเคราะห์ทุกรูปแบบการทดลอง (All DOE types) พบว่า แบบจำลอง K-NN และ DT ให้ค่า R² เฉลี่ยสูงกว่า LR อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่ NN และ SVM มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับ DT และ K-NN แต่ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สำหรับ Central Composite Design แบบจำลอง K-NN, NN และ SVM มีค่า R² สูงกว่า LR อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วน DT มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับ LR โดยไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สำหรับ Full Factorial Design แบบจำลอง K-NN และ DT ให้ค่า R² สูงกว่า LR อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และ K-NN ยังเหนือกว่า NN และ SVM ด้วย ขณะที่ NN และ SVM มีค่าใกล้เคียงกับ LR โดยไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วน Mixture Design ไม่พบความแตกต่างของค่าเฉลี่ย R² อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ระหว่าง LR และอัลกอริทึม ML ใด ๆ โดยรวมแบบจำลองทุกอัลกอริทึมให้ประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน <strong>สรุป</strong><strong>:</strong> เทคนิค ML โดยเฉพาะ K-NN, NN และ DT สามารถสร้างแบบจำลองจากข้อมูลการออกแบบการทดลองได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้ค่า R² สูงกว่าแบบจำลอง LR ในหลายประเภทของ DOE ได้แก่ All DOE types, Central Composite Design และ Full Factorial Design ขณะที่ Mixture Design ไม่พบความแตกต่างอย่างชัดเจน ซึ่งสะท้อนว่า ML มีศักยภาพในการเสริมประสิทธิภาพการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงทดลอง และสามารถประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาแบบจำลองเพื่อการออกแบบตำรับยาในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิผล</p> จุฑามาศ จินตนา ณฐภัทร ผดุงวิทยากร กฤษกร อุบลศิลป์ ปฐมวรรษ วงศ์รัตนกมล นพดล ชลอธรรม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-16 2026-03-16 18 2 323 339 การขับเคลื่อนนโยบายการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกในระดับจังหวัดด้วยแนวคิดการอภิบาลระบบ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/283106 <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาการขับเคลื่อนนโยบายการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกของผู้ปฏิบัติงานในกลุ่มงานการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดด้วยกรอบแนวคิดเรื่องการอภิบาลระบบ <strong>วิธีการ:</strong> งานวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้เก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์กลุ่มแบบกึ่งโครงสร้างในผู้ปฏิบัติงานในกลุ่มงานการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกจาก 12 จังหวัด ประกอบด้วย แพทย์แผนไทย เภสัชกร และนักวิชาการสาธารณสุข จำนวน 40 คน ระหว่างเดือนตุลาคม 2566 ถึง กุมภาพันธ์ 2567 การศึกษาพัฒนาแนวคำถามการขับเคลื่อนงานตามนโยบายที่ได้รับมอบหมาย โดยใช้กรอบแนวคิดการอภิบาลระบบ ได้แก่ 1) การกำหนดนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ 2) การสร้างปัญญา 3) การวางกลไกหรือเครื่องมือในการดำเนินนโยบาย 4) ความร่วมมือและพันธมิตร และ 5) การประกันภาระความรับผิดชอบ โดยขอให้ผู้ปฏิบัติงานแต่ละจังหวัดอธิบายกระบวนการที่กลุ่มงานใช้สนับสนุนนโยบายการบริการด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกและนโยบายเมืองสมุนไพร <strong>ผลการวิจัย:</strong> การดำเนินงานขับเคลื่อนนโยบายการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกระดับจังหวัดมีความครอบคลุมตามกรอบแนวคิดการอภิบาลระบบครบทั้ง 5 ด้าน โดยพบความโดดเด่นด้านความร่วมมือและพันธมิตรทั้งจากภาคเอกชนหรือภาคประชาชน เช่น กลุ่มหมอพื้นบ้านที่เป็นแหล่งข้อมูลสำคัญในจังหวัด กลุ่มผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวในการสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจสุขภาพ และองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพื่อให้การจัดบริการการแพทย์แผนไทยต่อเนื่องในสถานการณ์การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น นอกจากนี้ ยังพบการวางกลไกหรือเครื่องมือในการทำงานโดยการกำหนดแนวทางการทำงานให้สอดคล้องกับการปฏิบัติงานในพื้นที่และสร้างองค์ความรู้เพื่อสนับสนุนการทำงาน ในส่วนของจังหวัดเมืองสมุนไพรมีการกำหนดนโยบายและบทบาทของคณะกรรมการระดับจังหวัดที่ชัดเจนมากกว่าจังหวัดที่ไม่ได้เป็นเมืองสมุนไพร ซึ่งเป็นไปตามนโยบายเมืองสมุนไพรจากส่วนกลาง <strong>สรุป:</strong> ภายหลังจากรับนโยบายจากส่วนกลาง การดำเนินงานของกลุ่มงานการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกในระดับจังหวัดมีการวางกลไกการทำงานตามบริบทของพื้นที่ ผลการทำงานที่ดีมีความสัมพันธ์กับความร่วมมือทั้งในและนอกภาครัฐและการสร้างความรู้เพื่อใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ</p> จักรกฤษณ์ สิงห์บุตร หทัยกาญจน์ เชาวนพูนผล พักตร์วิภา สุวรรณพรหม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-16 2026-03-16 18 2 340 353 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจลาออกของเภสัชกรโรงพยาบาลรัฐบาล: การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบตัดขวางในเขตสุขภาพที่ 8 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/283157 <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจลาออกจากงานของเภสัชกรที่ทำงานในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขซึ่งตั้งอยู่ในเขตสุขภาพที่ 8 <strong>วิธีการ: </strong>การวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบตัดขวางในเภสัชกร 272 คน ซึ่งถูกเลือกแบบโควตาตามสัดส่วนของเภสัชกรในเขตสุขภาพที่ 8 ในแต่ละจังหวัดและขนาดโรงพยาบาล การเก็บข้อมูลความพึงพอใจในงาน ความผูกพันต่อองค์กร ความสามารถในการเผชิญปัญหาและฟันฝ่าอุปสรรค และความตั้งใจลาออกจากงานโดยใช้แบบสอบถามทางออนไลน์และทางไปรษณีย์ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณเพื่อสร้างตัวแบบพยากรณ์ <strong>ผลการวิจัย:</strong> อัตราการตอบกลับของแบบสอบถามเท่ากับร้อยละ 44.08 (272 ฉบับ) เภสัชกรที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 78.30) มีสถานภาพโสด (ร้อยละ 69.90) เป็นข้าราชการ (ร้อยละ 91.20) มีรายได้เฉลี่ยอยู่ในช่วง 35,001–45,000 บาท (ร้อยละ 59.19) และมีอายุเฉลี่ย 35.71±5.71 ปี เภสัชกรมีความพึงพอใจในระดับต่ำต่อความสำเร็จในปัจจุบัน (ค่าเฉลี่ย 2.28 ± 0.62 จากคะแนนเต็ม 5) และระดับเงินเดือนในปัจจุบัน (ค่าเฉลี่ย 1.86 ± 0.60 จากคะแนนเต็ม 5) ตัวอย่างมีความคิดที่จะลาออกภายใน 1 ปี (ค่าเฉลี่ย 3.82±0.83 จากคะแนนเต็ม 5) ตัวแบบการถดถอยพหุคูณ (adjusted R²=0.093) ชี้ว่า ปัจจัยพยากรณ์ที่สำคัญ (P &lt; 0.05) ดังนี้ ความผูกพันด้านพฤติกรรม (β=-0.23) ที่สูงขึ้นสัมพันธ์กับความตั้งใจลาออกที่ลดลง กลุ่มที่สมรสมีความตั้งใจลาออกน้อยกว่ากลุ่มโสด (β=-0.17) และกลุ่มเงินเดือนสูงมีความตั้งใจลาออกสูงกว่ากลุ่มเงินเดือนต่ำ ขณะที่ความพึงพอใจในงานและความสามารถในการเผชิญปัญหาฯ ไม่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจลาออกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ <strong>สรุป:</strong> ความผูกพันด้านพฤติกรรมและสถานภาพสมรสมีความสัมพันธ์กับความตั้งใจลาออกของเภสัชกร ขณะที่ปัจจัยด้านความก้าวหน้าและค่าตอบแทนอาจมีบทบาทต่อการตัดสินใจลาออก ดังนั้น การส่งเสริมความผูกพันต่อองค์กรควบคู่กับการพัฒนาเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพอาจมีส่วนสนับสนุนการคงอยู่ของบุคลากร</p> สราวุฒิ เปลี่ยนไธสง พักตร์วิภา สุวรรณพรหม หทัยกาญจน์ เชาวนพูนผล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-16 2026-03-16 18 2 354 366 การพัฒนามาตรการควบคุมและเฝ้าระวังเครื่องสำอางในรูปแบบ Ampoule, Vial และ Syringe ก่อนและหลังออกสู่ตลาดในจังหวัดเชียงใหม่ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/283220 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อพัฒนามาตรการควบคุมและเฝ้าระวังเครื่องสำอางในรูปแบบ ampoule, vial และ syringe ของจังหวัดเชียงใหม่ <strong>วิธีกา</strong>ร: การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ดำเนินการระหว่างเดือนตุลาคม 2567 ถึงกันยายน 2568 ดังนี้ 1) ศึกษาสถานการณ์ปัญหาโดยรวบรวมข้อมูลคำขอจดแจ้งเครื่องสำอางผ่านระบบอัตโนมัติในปี 2565-2567 และรายงานการตรวจสถานที่ผลิต/นำเข้า, 2) พัฒนามาตรการควบคุมและเฝ้าระวังโดยการสนทนากลุ่มและสัมภาษณ์ผู้ปฏิบัติงาน, 3) นำมาตรการไปใช้, และ 4) ประเมินผลลัพธ์ <strong>ผลการวิจัย:</strong> เครื่องสำอางในรูปแบบ ampoule, vial และ syringe ที่จดแจ้งในจังหวัดเชียงใหม่ระหว่างปี 2565-2567 เป็นผลิตภัณฑ์นำเข้าทั้งหมด รวม 9 รายการ พบปัญหา 1 รายการที่คำขอจดแจ้งไม่ตรงกับผลิตภัณฑ์จริง และถูกนำไปใช้ผิดวิธีโดยการฉีดในคลินิกเสริมความงาม ผู้ปฏิบัติงานจึงร่วมกันพัฒนามาตรการควบคุมและเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในจังหวัดเชียงใหม่ที่เน้นให้เจ้าหน้าที่ทำหน้าที่อย่างรัดกุม ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ด่านอาหารและยา และประสานงานกับงานสถานพยาบาลในการตรวจคลินิกเสริมความงาม หลังการดำเนินตามมาตรการ 3 เดือน สัดส่วนข้อมูลคำขอที่ไม่ครบถ้วน/ไม่ถูกต้องลดลง (จากร้อยละ 17.91 เป็นร้อยละ 12.60) เวลาเฉลี่ยที่เจ้าหน้าที่พิจารณาข้อมูลตามคำขอสั้นลง (จาก 26 วันในปี 2565, 15 วันในปี 2566, 5 วันในปี 2567 เป็น 4 วัน) เจ้าหน้าที่งานเครื่องสำอางได้เข้าตรวจคลินิกเสริมความงามร่วมกับงานสถานพยาบาลและพบปัญหาการใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางผิดข้อบ่งใช้และไม่มีทะเบียน การอบรมทำให้เจ้าหน้าที่งานด่านอาหารและยามีความรู้เรื่องผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางอย่างถูกต้องเพิ่มขึ้น <strong>สรุป:</strong> ในการกำกับดูแลเครื่องสำอางรูปแบบ ampoule, vial และ syringe เจ้าหน้าที่ทุกคนที่เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติงานในความรับผิดชอบอย่างรัดกุม และบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดต่อผู้บริโภค</p> ปิยพร ชัยชนะพูนผล พักตร์วิภา สุวรรณพรหม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-16 2026-03-16 18 2 367 379 ผลการบริบาลทางเภสัชกรรมในผู้ป่วยเด็กโรคหืดที่รักษาตัวในหอผู้ป่วยกุมารเวชกรรมของโรงพยาบาลหาดใหญ่ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/283329 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อประเมินผลของการให้บริการบริบาลทางเภสัชกรรมต่อความรู้เกี่ยวกับโรคหืด ความร่วมมือในการใช้ยา และความถูกต้องของเทคนิคการใช้ยาพ่นในผู้ป่วยเด็กโรคหืดและผู้ดูแล <strong>วิธีการ</strong><strong>: </strong> การวิจัยกึ่งทดลองในตัวอย่างหนึ่งกลุ่มที่มีการวัดผลก่อนและหลังการแทรกแซงครั้งนี้ เก็บข้อมูลจากผู้ป่วยเด็กโรคหืดอายุ 1-15 ปี และ/หรือผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลหาดใหญ่ โดยใช้แบบสอบถามประเมินความรู้เกี่ยวกับโรคหืดก่อน-หลังการแทรกแซงโดยการให้ความรู้ ประเมินเทคนิคการใช้ยาพ่นสูดจากการปฏิบัติจริง และประเมินความร่วมมือในการใช้ยาพ่นสูดสำหรับควบคุมอาการ <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> อาสาสมัคร 106 คนมีคะแนนความรู้เกี่ยวกับโรคหืดหลังการให้ความรู้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P &lt; 0.001) ในเกือบทุกหัวข้อ ยกเว้นความรู้เกี่ยวกับอาการโรคหืดและผลกระทบจากควันบุหรี่ซึ่งผู้ปกครองหรือผู้ดูแลมีความรู้ที่ถูกต้องอยู่แล้ว ความถูกต้องของเทคนิคการใช้ยาพ่นสูดกำหนดขนาดอัดไอร่วมกับกระบอกช่วยสูดยา เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในหลายขั้นตอน โดยยังมีบางขั้นตอนที่ควรเน้นเพิ่มเติม เช่น การต่อหลอดยาและการพ่นยาเพื่อเคลือบผิวด้านในของกระบอกช่วยสูดก่อนใช้งานครั้งแรก ผู้ป่วยส่วนใหญ่ร้อยละ 62.5 มีความร่วมมือในการใช้ยาอยู่ในเกณฑ์ดี แม้ว่าจะยังพบปัญหาการลืมพ่นยาและการใช้ยาไม่ตรงเวลาอยู่บ้าง อัตราการกลับมารักษาซ้ำภายใน 28 วันต่ำ (2 คน คิดเป็นร้อยละ 1.89) ซึ่งทั้งหมดเป็นผู้ป่วยใหม่ ไม่ใช่ผู้ป่วยเดิมที่มีอาการกำเริบซ้ำ <strong>สรุป</strong><strong>: </strong>การให้ความรู้โดยเภสัชกรมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของความรู้เกี่ยวกับโรคหืดและทักษะการใช้ยาพ่นของผู้ปกครองหรือผู้ดูแล ในขณะที่ระดับความร่วมมือในการใช้ยาของกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยาพ่นสูดชนิดควบคุมอาการอยู่ในเกณฑ์ดี และมีอัตราการกลับมารักษาซ้ำภายใน 28 วันอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งอาจสะท้อนผลลัพธ์โดยรวมที่ดีของการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคหืดในช่วงเวลาที่ศึกษา</p> กิตติ์รวี คณาวงศ์พัฒน์ นันทพงศ์ บุญฤทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-16 2026-03-16 18 2 380 392 ผลของศูนย์ลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติดในชุมชนต่อการเพิ่มอัตราการคงอยู่ในระบบบำบัดเมทาโดนระยะยาว: การวิจัยแบบผสมผสาน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/283758 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: <strong>1</strong>) เพื่อประเมินผลลัพธ์ของการจัดตั้งศูนย์ลดอันตรายจากการใช้สารเสพติด (drop-in center) ในชุมชน สำหรับผู้ป่วยที่บำบัดด้วยเมทาโดนระยะยาว (methadone maintenance therapy: MMT) โดยพิจารณาจากอัตราการคงอยู่ในระบบการบำบัดและการหยุดใช้สารเสพติดโอปิออยด์ และ <strong>2</strong>) เพื่อประเมินมุมมองของผู้ป่วยต่อคุณภาพของบริการหลังจัดตั้งศูนย์ฯ <strong>วิธีการ</strong>: การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน การศึกษาเชิงปริมาณใช้รูปแบบกึ่งทดลองย้อนหลังก่อน-หลัง โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนของผู้ป่วย MMT ที่เข้าเกณฑ์ทั้งหมด ณ โรงพยาบาลแม่วางและศูนย์ฯ เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ก่อนและหลังการจัดตั้งศูนย์ฯ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2566 ถึง 31 ธันวาคม 2567 การศึกษาเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างในผู้ป่วย 12 รายเพื่อประเมินมุมมองต่อคุณภาพของบริการ <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> ผู้ป่วย MMT ที่เข้าเกณฑ์การวิเคราะห์ข้อมูลแบบก่อน-หลัง จำนวน 156 ราย ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 96.20) อายุเฉลี่ย 39.80±15.18 ปี และได้รับขนาดเมทาโดนเฉลี่ย 19.96±6.05 มิลลิกรัมต่อวัน ก่อนการจัดตั้งศูนย์ฯ มีอัตราการคงอยู่ในระบบบำบัด ร้อยละ 38.46 (60/156 ราย) อัตราดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เป็นร้อยละ 69.87 (109/156 ราย) (P&lt;0.001) หลังการจัดตั้งศูนย์ฯ นอกจากนี้ อัตราการหยุดใช้สารเสพติดยังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจากร้อยละ 27.56 เป็นร้อยละ 42.31 (P&lt;0.001) ข้อมูลเชิงคุณภาพจากผู้ป่วยสะท้อนว่า บริการของศูนย์ลดอันตรายจากการใช้สารเสพติด ช่วยอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงการบำบัด และสนับสนุนการลดการเสพสารเสพติด <strong>สรุป</strong><strong>:</strong> การจัดตั้งศูนย์ลดอันตรายจากการใช้สารเสพติด มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มอัตราการคงอยู่ในระบบการบำบัด และสนับสนุนการหยุดใช้ยาเสพติด เนื่องจากช่วยลดอุปสรรคด้านการเข้าถึง และลดภาระด้านเวลาการเดินทางสำหรับผู้ป่วย MMT ดังนั้นศูนย์ดังกล่าวจึงเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มอัตราการคงอยู่ในระบบการบำบัดรักษา และเป็นทางเลือกที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนการลดอันตรายจากการใช้สารเสพติดกลุ่มโอปิออยด์</p> ฐิติพงศ์ ศิริลักษณ์ ศิริตรี สุทธจิตต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-16 2026-03-16 18 2 393 406 ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 และคุณลักษณะที่จำเป็นของบุคลากรในองค์กรแห่งการเรียนรู้ที่มีผลต่อสมรรถนะในการปฏิบัติงานคุ้มครองผู้บริโภคของเภสัชกรในโรงพยาบาลชุมชนของจังหวัดนครราชสีมา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/283838 <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 และคุณลักษณะที่จำเป็นของบุคลากรในองค์กรแห่งการเรียนรู้ (essential attributes of personnel in learning organizations: EAPLO) ที่มีผลต่อสมรรถนะในการปฏิบัติงานคุ้มครองผู้บริโภคของเภสัชกรในโรงพยาบาลชุมชนของจังหวัดนครราชสีมา <strong>วิธีการ</strong><strong>:</strong> ตัวอย่าง คือเภสัชกรในโรงพยาบาลชุมชนของจังหวัดนครราชสีมาจำนวน 120 คนที่ได้จากการสุ่มแบบอย่างง่าย การศึกษาใช้แบบสอบถามทางไปรษณีย์เพื่อเก็บข้อมูลทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 EAPLO และสมรรถนะการปฏิบัติงานคุ้มครองผู้บริโภค การวัดตัวแปรทั้งสามประยุกต์ใช้แนวคิดหรือแบบวัดของ Trilling และ Fadel , Senge <sup> </sup>และวรรณา เชื้อธรรมชาญ <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong> ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 และ EAPLO มีค่าเฉลี่ยในภาพรวมเท่ากับ 3.80±0.44 และ 3.54±0.60 ตามลำดับ (คะแนนเต็ม 5) สมรรถนะการปฏิบัติงานคุ้มครองผู้บริโภคมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 3.40±0.60 (คะแนนเต็ม 5) ตัวแปรที่สามารถพยากรณ์สมรรถนะการปฏิบัติงานคุ้มครองผู้บริโภค ได้แก่ EAPLO ด้านการมีแบบแผนความคิด (β = 0.49, P &lt; 0.001) EAPLO ด้านการคิดอย่างเป็นระบบ (β = 0.29, P = 0.006) ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ด้านทักษะคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (β = 0.29, P &lt; 0.001) และ ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ด้านทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ (β = 0.22, P = 0.003) ตัวแปรทั้งหมดสามารถอธิบายความแปรปรวนของสมรรถนะการปฏิบัติงานคุ้มครองผู้บริโภคได้ร้อยละ 63.4 <strong>สรุป:</strong> ทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ทักษะการคิดวิเคราะห์ และทักษะเชิงระบบเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพของงานคุ้มครองผู้บริโภคของเภสัชกรในโรงพยาบาลชุมชน การพัฒนาเภสัชกรให้มีทักษะดิจิทัล การคิดเชิงวิพากษ์ และการคิดเชิงระบบ ควบคู่กับการสร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้ จึงเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับสมรรถนะและผลลัพธ์ด้านความปลอดภัยของผู้บริโภคในระยะยาว</p> ธัญญารัตน์ กล้ากระโทก นครินทร์ ประสิทธิ์ ณฐกร นิลเนตร วรัญญู พอดี อัมภาวรรณ นนทมาตย์ คนธ์พงษ์ คนรู้ชินพงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-16 2026-03-16 18 2 407 416 การวิเคราะห์กลยุทธ์การบริหารเวชภัณฑ์คงคลังและแบบจำลองเชิงระบบเพื่อลดปัญหาการขาดแคลนวัตถุเสพติดในห่วงโซ่อุปทาน: การทบทวนวรรณกรรมอย่างมีขอบเขตเชิงนโยบาย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/285366 <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อค้นหาและสังเคราะห์กลยุทธ์การจัดการสินค้าคงคลัง รวมถึงแนวทางการสร้างแบบจำลองที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนยา และเพื่อระบุแบบจำลองที่เหมาะสมสำหรับการทำความเข้าใจ การจำลอง และการวิเคราะห์ปัญหาการขาดแคลนยาในห่วงโซ่อุปทานของยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทในฐานะของระบบที่ซับซ้อน <strong>วิธีการ:</strong> การศึกษาใช้การสืบค้นแบบมีโครงสร้างเพื่อค้นหาวรรณกรรมตามกรอบแนวคิด 5 ขั้นตอนของ Arksey and O’Malley ร่วมกับแนวทาง PRISMA-ScR โดยใช้ 4 ฐานข้อมูล ได้แก่ PubMed, Web of Science, ScienceDirect และ IEEE Xplore การวิจัยค้นหาบทความที่ตีพิมพ์ระหว่างปี พ.ศ. 2543 ถึง 2567 เกณฑ์คัดเลือกบทความ คือ งานวิจัยที่ผ่านการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่ตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งมีเนื้อหาเน้นกลยุทธ์ แบบจำลอง หรือเทคโนโลยีสำหรับการจัดการปัญหาการขาดแคลนยา จากบทความทั้งหมด 4,202 รายการ มีงานวิจัย 29 เรื่องที่เข้าเกณฑ์และถูกนำมาวิเคราะห์โดยละเอียด <strong>ผลการวิจัย:</strong> การทบทวนแบบกำหนดขอบเขตพบประเด็นหลัก 4 กลุ่มจากงานวิจัย 29 เรื่องเกี่ยวกับการขาดแคลนยาในห่วงโซ่อุปทานยา กลุ่มที่มีสัดส่วนมากที่สุด คือ การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและการนำเทคโนโลยีมาใช้โดยพบใน 17 เรื่อง (ร้อยละ 58.6%) รองลงมา คือ กลยุทธ์การจัดการและการหาค่าเหมาะที่สุดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ 8 เรื่อง (ร้อยละ 27.6) การวิเคราะห์ระบบและการสร้างแบบจำลองพบใน 7 เรื่อง ( ร้อยละ 24.1) และด้านนโยบาย การกำกับดูแล และการบริหารความเสี่ยงพบใน 6 เรื่อง (ร้อยละ 20.7) วิธีการจัดการสินค้าคงคลังแบบดั้งเดิม เช่น นโยบายสต็อกกันชน (safety stock) และการวิเคราะห์แบบ ABC ถูกนำมาใช้บ่อย แต่มีข้อจำกัดเมื่อใช้ลำพังเพียงวิธีเดียวในบริบทที่มีการควบคุมที่เข้มงวด เทคโนโลยีดิจิทัลส่วนใหญ่ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสนับสนุน ช่วยเพิ่มการมองเห็นข้อมูลและเพิ่มการประสานงาน ในวรรณกรรมพบว่าแบบจำลอง system dynamics เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการวิเคราะห์ระบบกำกับดูแลที่มีวงจรป้อนกลับ (feedback) และมีความล่าช้า (delay) ขณะที่เทคโนโลยีด้านการเพิ่มประสิทธิภาพหรือเพิ่มการมองเห็นข้อมูล มักได้ผลดีภายใต้พารามิเตอร์นโยบายที่กำหนดตายตัว ซึ่งทั้งหมดเป็นองค์ประกอบสำคัญของห่วงโซ่อุปทานของยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทที่ถูกกำกับอย่างเข้มงวด <strong>สรุป: </strong>การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าปัญหาการขาดแคลนยาในห่วงโซ่อุปทานของยาเสพติดและวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท คือ ปัญหาในระบบกำกับดูแลที่มีความซับซ้อนมากกว่าเป็นปัญหาด้านโลจิสติกส์เพียงอย่างเดียว และเสนอให้พิจารณาแนวทางการสร้างแบบจำลองภายใต้มุมมองของความซับซ้อนในระบบ นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นปัจจัยด้านระเบียบวิธี นโยบาย และบริบทที่เฉพาะเจาะจงต่อระบบยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทในประเทศกำลังพัฒนา การบูรณาการการบริหารสินค้าคงคลังเข้ากับการวิเคราะห์ระบบกำกับดูแลจะช่วยวางรากฐานสำหรับการสร้างแบบจำลองที่ครอบคลุมยิ่งขึ้นและมุ่งเน้นเชิงนโยบายมากขึ้น</p> สัญชัย จันทร์โต ชะอรสิน สุขศรีวงศ์ ธนัญญา วสุศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-16 2026-03-16 18 2 417 441 การศึกษาความคิดเห็นของเภสัชกรภาครัฐที่มีต่อคุณสมบัติของเภสัชกรในหน่วยงานภาครัฐ และเภสัชกรที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท: การวิจัยเชิงคุณภาพในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/285242 <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาคุณสมบัติที่จำเป็นของเภสัชกรภาครัฐที่ทำงานในโรงพยาบาล สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และด่านอาหารและยา ในด้านความรู้ ทักษะและความสามารถ รวมถึงศึกษาความคาดหวังของเภสัชกรภาครัฐที่มีต่อเภสัชกรที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท <strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลซึ่งเป็นเภสัชกรที่ปฏิบัติงานในหน่วยงานภาครัฐ ทั้งในระดับผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน จำนวน 16 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการวิเคราะห์ตามกรอบแนวคิด (Framework Analysis) <strong>ผลการวิจัย:</strong> คุณสมบัติที่จำเป็นของเภสัชกรภาครัฐประกอบด้วย ความรู้เรื่องยาและโรค ความรู้เฉพาะทางคลินิก การบริหารจัดการคลังเวชภัณฑ์ สิทธิการรักษาพยาบาล รวมถึงความรู้เรื่องกฎหมายและระเบียบราชการ และทักษะต่าง ๆ เช่น ทักษะการสื่อสาร ทักษะด้านภาษา และทักษะด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ผู้ให้ข้อมูลคาดหวังต่อเภสัชกรที่จบปริญญาโทว่า ควรเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่มีกระบวนการคิดเชิงระบบและการมองปัญหาแบบองค์รวม มีความรู้เรื่องระเบียบวิธีวิจัยและการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์ในการตัดสินใจ อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญ คือ การขาดทุนสนับสนุนการศึกษาและภาระงานที่มาก ทำให้การลาศึกษาต่อทำได้ยาก <strong>สรุป:</strong> คุณสมบัติที่สำคัญของเภสัชกรภาครัฐยุคใหม่ คือ ความสามารถบูรณาการทั้งความรู้ทางวิชาชีพ และทักษะที่จำเป็นเพื่อตอบโจทย์ความหลากหลายของผู้รับบริการ การศึกษาระดับปริญญาโทช่วยเพิ่มศักยภาพของเภสัชกรในด้านการบริหารจัดการและการคิดเป็นระบบ ภาครัฐควรมีนโยบายสนับสนุนทุนการศึกษาและกำหนดตำแหน่งงานให้สอดคล้องกับวุฒิการศึกษาเพื่อประโยชน์สูงสุดขององค์กร</p> พิชญา นวลได้ศรี นิธิศ สุธากุล ชินภัทร์ กิตติพงศ์วิวัฒน์ วิรากานต์ ช่วยวงศ์ บุญญิสา ขันธโภคา อิษฎี เบญจางคประเสริฐ รัฐณัฐอร คังคะสุวรรณ ปฐวี ภูนุชอภัย พวงเพชร กลิ่นแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-16 2026-03-16 18 2 442 454 ปกและสารบัญ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/286764 บรรณาธิการ วารสารเภสัชกรรมไทย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-16 2026-03-16 18 2