วารสารเภสัชกรรมไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วารสารเภสัชกรรมไทยเป็นวารสารวิชาการอิเล็กทรอนิกส์ของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์&nbsp;&nbsp;วารสารฯ มีวัตถุประสงค์คือเป็นสื่อกลางเผยแพร่และแลกเปลี่ยนวิชาการระหว่างนักวิจัยด้านเภสัชกรรม เภสัชกร นักวิชาการในสาขาที่เกี่ยวข้อง บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขอื่น ๆ ตลอดจนเป็นแหล่งเผยแพร่ผลงานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา</p> <p>&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วารสารเภสัชกรรมไทยเผยแพร่บทความที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานทางเภสัชกรรม ได้แก่การบริบาลทางเภสัชกรรม เภสัชกรรมสังคม การบริหารเภสัชกิจ เศรษฐศาสตร์ทางยา ระบาดวิทยาของยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ เภสัชสาธารณสุข เภสัชพฤติกรรมศาสตร์ การคุ้มครองผู้บริโภคด้านยาและสุขภาพ นิติเภสัชกรรม จริยศาสตร์เภสัชกรรม นโยบายด้านยาและสุขภาพ การประยุกต์ใช้ศาสตร์ทางสังคมและการบริหารในการปฏิบัติงานเภสัชกรรม</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ประเภทบทความที่รับตีพิมพ์ในวารสารเภสัชกรรมไทย คือ บทความวิจัยต้นฉบับ บทความทบทวนวรรณกรรมทั้งแบบเชิงบรรยาย (review article) การวิเคราะห์อภิมาน&nbsp; (meta-analysis) และการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ (systematic review)&nbsp;</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 วารสารได้เพิ่มจำนวนเล่มจาก 2 เป็น 4 ฉบับต่อปี ดังนี้ เล่มที่ 1 (มกราคม-มีนาคม) เล่มที่ 2 (เมษายน-มิถุนายน) เล่มที่ 3 (กรกฎาคม-กันยายน) และเล่มที่ 4 (ตุลาคม-ธันวาคม)</p> คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ th-TH วารสารเภสัชกรรมไทย 1906-5574 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความถือเป็นความคิดเห็นและอยู่ในความรับผิดชอบของผู้นิพนธ์ มิใช่ความเห็นหรือความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ หรือคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ทั้งนี้ไม่รวมความผิดพลาดอันเกิดจากการพิมพ์&nbsp; บทความที่ได้รับการเผยแพร่โดยวารสารเภสัชกรรมไทยถือเป็นสิทธิ์ของวารสารฯ&nbsp;</p> มุมมองของเจ้าพนักงานเภสัชกรรมและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อความสามารถในการปฏิบัติตามสมรรถนะวิชาชีพของเจ้าพนักงานเภสัชกรรมในประเทศไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/254155 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาถึงมุมมองของเจ้าพนักงานเภสัชกรรมและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อความสามารถในการปฏิบัติตามสมรรถนะวิชาชีพของเจ้าพนักงานเภสัชกรรมในประเทศไทย <strong>วิธีการ</strong><strong>:</strong> การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจในเจ้าพนักงานเภสัชกรรมทั่วประเทศ จำนวน 342 คนซึ่งเลือกมาด้วยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย ตัวอย่างแบ่งเป็น 5 กลุ่มตามสถานที่ปฏิบัติงาน คือ โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน/โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สถานพยาบาลอื่นๆ (เช่น ศูนย์บริการสาธารณสุข โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล) และโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงอื่นและโรงพยาบาลเอกชน การศึกษายังเก็บข้อมูลจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการทำงานร่วมกับเจ้าพนักงานเภสัชกรรมในหน่วยงานทั้ง 5 กลุ่มข้างต้นจำนวน 342 คนซึ่งเลือกตัวอย่างมาแบบลูกโซ่ การเก็บข้อมูลใช้แบบสอบถามความคิดเห็นต่อความสามารถในการปฏิบัติตามสมรรถนะวิชาชีพของเจ้าพนักงานเภสัชกรรมใน 7 งาน คือ งานบริการเภสัชกรรม งานผลิตยา งานบริหารเวชภัณฑ์ งานเภสัชสาธารณสุข งานบริการเภสัชสนเทศ งานบริบาลเภสัชกรรม และงานเภสัชกรรมปฐมภูมิ <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> เจ้าพนักงานเภสัชกรรมจากสถานที่ปฏิบัติงานทั้ง 5 กลุ่มรายงานความสามารถในการปฏิบัติตามสมรรถนะวิชาชีพที่แตกต่างกันในงานเภสัชสาธารณสุข (P=0.02) และเห็นว่า ความสามารถในการปฏิบัติงานตามสมรรถนะวิชาชีพของตนอยู่ในระดับปานกลางถึงระดับมาก (คะแนนเต็ม 5) ดังนี้ งานบริการเภสัชกรรม (4.25±0.64) งานบริหารเวชภัณฑ์ (3.98±0.90) งานบริบาลเภสัชกรรม (3.90±0.65) งานผลิตยา (3.86±1.00) งานเภสัชสาธารณสุข (3.69±0.96) งานบริการเภสัชสนเทศ (3.57±1.13) และงานเภสัชกรรมปฐมภูมิ (3.49±1.00) สำหรับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากสถานที่ปฏิบัติงานทั้ง 5 กลุ่มรายงานความสามารถในการปฏิบัติตามสมรรถนะวิชาชีพที่แตกต่างกันในงานการผลิตยาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P&lt;0.01) และเห็นว่า ความสามารถในการปฏิบัติงานตามสมรรถนะวิชาชีพทุกงานอยู่ในระดับปานกลางถึงระดับมาก (คะแนนเต็ม 5) ดังนี้ งานบริการเภสัชกรรม (4.18±0.59) งานบริหารเวชภัณฑ์ (3.92±0.69) งานบริบาลเภสัชกรรม (3.82±0.65) งานผลิตยา (3.80±0.78) งานเภสัชสาธารณสุข (3.69±1.12) งานบริการเภสัชสนเทศ (3.40±0.98) งานเภสัชกรรมปฐมภูมิ (3.45±1.01) <strong>สรุป</strong><strong>:</strong> เจ้าพนักงานเภสัชกรรมและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่ปฏิบัติงานในแต่ละหน่วยงาน เห็นว่า เจ้าพนักงานเภสัชกรรมมีความสามารถในการปฏิบัติตามสมรรถนะวิชาชีพในระดับปานกลางถึงมาก แต่สมรรถนะที่ยังต้องพัฒนา คือ งานด้านบริการเภสัชสนเทศและเภสัชกรรมปฐมภูมิ</p> กิ่งแก้ว มาพงษ์ สัมมนา มูลสาร น้องเล็ก คุณวราดิศัย Copyright (c) 2022 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-12-22 2022-12-22 15 1 3 20 ความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผลของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ณ โรงพยาบาลเทศบาลแห่งหนึ่งในประเทศไทย: การศึกษาแบบภาคตัดขวาง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/253439 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อประเมินความรู้ความเข้าใจในการใช้ยาอย่างสมเหตุผลของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ทั้งหมดที่สังกัดโรงพยาบาลเทศบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช <strong>วิธีการ:</strong> ผู้วิจัยประเมินความรู้ด้วยแบบสอบถามเกี่ยวกับการใช้ยาอย่างสมเหตุผลด้วยแบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขและประชาชนวัยทำงานที่พัฒนาโดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข แบบสอบถามประกอบด้วยคำถาม 5 ด้าน ได้แก่ การใช้ยาตามฉลากและซองยา การรู้ทันสื่อโฆษณา การเลือกซื้อและใช้ยา การเข้าใจความหมายของคำศัพท์ และการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ <strong>ผลการวิจัย:</strong> อสม. ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 139 ราย ได้คะแนนเฉลี่ยรวมทั้งหมด 16.51 (SD = 5.79) จากคะแนนเต็ม 28 คะแนน ความรู้ด้านการใช้ยาตามฉลากและซองยาเฉลี่ย คือ 4.31±1.74 (คะแนนเต็ม 6 คะแนน) การเข้าใจความหมายของคำศัพท์เฉลี่ย คือ 7.17±3.00 (คะแนนเต็ม 10 คะแนน) การเลือกซื้อและใช้ยาเฉลี่ย คือ 3.31±1.07 (คะแนนเต็ม 5 คะแนน) และการรู้ทันสื่อโฆษณาเฉลี่ย คือ 2.34±1.36 คะแนน (คะแนนเต็ม 7 คะแนน) <strong>สรุป:</strong> อสม. ประจำโรงพยาบาลเทศบาลแห่งนี้ควรได้รับการอบรมความรู้เพิ่มเติมเรื่องการเลือกซื้อและใช้ยาและเรื่องการรู้ทันสื่อโฆษณาให้มากขึ้น</p> ศิราณี ยงประเดิม กันต์ฤทัย สังฆะโน ชุติกาญจน์ สุขาทิพย์ ชนากานต์ ไกรมาก ปาลิตา แก้วพรม วนิดา พุ่มพวง สุริยน อุ่ยตระกูล Copyright (c) 2022 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-12-22 2022-12-22 15 1 21 28 การใช้กฎความสัมพันธ์เพื่อหารูปแบบการสั่งใช้ยาต้านจุลชีพ และยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ร่วมกับยาวาร์ฟาริน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/253899 <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อรายงานอัตราการสั่งจ่ายยาวาร์ฟาริน (warfarin) ร่วมกับกลุ่มยาที่สนใจที่เกิดอันตรกิริยาระหว่างยา คือ ยาต้านจุลชีพหรือยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) และรายงานกฎความสัมพันธ์การสั่งจ่ายยาร่วมกัน <strong>วิธีการ:</strong> การศึกษาเก็บข้อมูลการสั่งจ่ายยาผู้ป่วยนอกซึ่งเคยมีประวัติได้รับยา warfarin ตั้งแต่ พ.ศ. 2559 ถึง พ.ศ. 2562 (ระยะเวลา 3 ปี) โดยรายการกลุ่มยาที่สนใจคือมีแนวโน้มเกิดปฏิกิริยาต่อยา warfarin ที่ระดับความรุนแรงสูงสุด และมีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่น่าเชื่อถือสูงสุดในกลุ่มตามนิยามฐานข้อมูล Micromedex การศึกษาใช้อัลกอริทึมอพริโอริ (Apriori algorithm) วิเคราะห์หาอัตราการสั่งจ่ายยาร่วมกันโดยใช้ค่าสนับสนุน ค่าความเชื่อมั่น และค่าลิฟท์ในแต่ละกฎความสัมพันธ์ โดยรายงานเป็น 2 แบบ คือ 1) แบบแบ่งยาเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มยาต้านจุลชีพ กลุ่มยา NSAIDs และ ยา warfarin และ 2) แบบรายงานยาแต่ละรายการ <strong>ผลการวิจัย:</strong> ในการแบ่งยาเป็น 3 กลุ่ม การหาอัตราการสั่งจ่ายยา (% support: S) และค่าความเชื่อมั่นการจ่ายยาร่วมกัน (% confidence: C) จากกฎความสัมพันธ์ที่มียา warfarin เป็นข้อสรุป พบกฎความสัมพันธ์ 3 รูปแบบ ได้แก่ การสั่งจ่ายกลุ่มยาต้านจุลชีพร่วมกับยา warfarin (S=0.7318%, C=16.00%) การสั่งจ่ายกลุ่มยา NSAIDs ร่วมกับยา warfarin (S=0.2866%, C=13.67%) และ การสั่งจ่ายยาร่วมกันทั้ง 3 กลุ่ม (S=0.0114%, C=23.08%) หากแบ่งเป็นยาแต่ละรายการ พบกฎความสัมพันธ์ทั้งหมด 35 รูปแบบ อย่างไรก็ตาม รูปแบบกฎความสัมพันธ์ส่วนใหญ่ มีค่าลิฟท์น้อยกว่า 1 หมายถึง กฎความสัมพันธ์นั้นเป็นอิสระต่อกัน คือ การสั่งจ่ายยาไม่ขึ้นต่อกัน <strong>สรุป:</strong> แม้จะพบค่าสนับสนุนการสั่งจ่ายยาร่วมกันไม่มาก แต่มีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งได้รับกลุ่มยาต้านจุลชีพและ/หรือกลุ่มยา NSAIDs ร่วมกับยา warfarin โดยมีค่าความเชื่อมั่นค่อนข้างสูง ทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาที่มีปฏิกิริยาต่อกันร่วมกัน จึงควรมีการแทรกแซงด้วยวิธีการที่เหมาะสมในยาแต่ละรายการ</p> เอลียา ฟ้ามิตินนท์ วีรยุทธ์ เลิศนที Copyright (c) 2022 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-12-22 2022-12-22 15 1 29 44 พฤติกรรมของผู้บริโภคในการเลือกซื้อเครื่องสำอางจากกล้วยที่ใช้บนใบหน้าที่มีจำหน่ายในประเทศไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/253477 <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาความรู้ ทัศนคติ พฤติกรรม และความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากกล้วยที่ใช้บนใบหน้า (facial cosmetics from banana: FCB) ของผู้บริโภค <strong>วิธีการ:</strong> การศึกษาเป็นการวิจัยแบบผสมผสาน ได้แก่ การวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ ในการวิจัยเชิงปริมาณ ผู้วิจัยเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามออนไลน์จาก ผู้บริโภคทั้งชายและหญิงที่มีอายุตั้งแต่ 15-60 ปี และใช้เครื่องสำอางบนใบหน้าเป็นประจำ ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกในผู้บริโภค 10 คนที่มีลักษณะเดียวกับตัวอย่างในการวิจัยเชิงปริมาณ โดยประกอบด้วยผู้ที่มีประสบการณ์การใช้และไม่เคยใช้ FCB <strong>ผลการวิจัย:</strong> ในการศึกษาเชิงปริมาณ ผู้ตอบแบบสอบถาม 402 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงและอยู่ในวัยทำงาน กลุ่มตัวอย่างไม่เคยใช้ FCB 395 ราย (ร้อยละ 98.30) กลุ่มตัวอย่างที่เคยใช้ FCB ใช้ในรูปของเครื่องสำอางบำรุงผิวหน้ามากที่สุด (ร้อยละ 85.70) กลุ่มตัวอย่างมีความรู้เกี่ยวกับการใช้เครื่องสำอางในระดับดี (ร้อยละ 83.30) สำหรับทัศนคติ พบว่า กลุ่มตัวอย่างให้ความสำคัญต่อปัจจัยด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์และราคามากที่สุดในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ความรู้มีความสัมพันธ์กับความต้องการใช้ ในการศึกษาเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลให้ความสำคัญด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์มากที่สุด นั่นคือ การที่วัตถุดิบมาจากธรรมชาติและราคาที่เหมาะสม <strong>สรุป:</strong> กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ไม่เคยใช้ FCB มีความรู้เกี่ยวกับการใช้เครื่องสำอางในระดับดี และให้ความสำคัญต่อปัจจัยด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์และราคา</p> วลัยพร กันหารักษ์ อุษณา พัวเพิ่มพูลศิริ ธีราพร สุภาพันธุ์ Copyright (c) 2022 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-12-22 2022-12-22 15 1 45 59 ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับความร่วมมือในการใช้ยา และพฤติกรรมสุขภาพเพื่อชะลอไตเสื่อมในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3-4 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/254140 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับความร่วมมือในการใช้ยาและพฤติกรรมสุขภาพเพื่อชะลอไตเสื่อมในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3-4 <strong>วิธีการ</strong><strong>: </strong>การศึกษาแบบภาคตัดขวางเชิงวิเคราะห์นี้ทำในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3-4 จำนวน 166 คนที่เป็นผู้ป่วยนอกของคลินิกชะลอไตเสื่อม โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กรุงเทพมหานครระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนพฤษภาคม 2564 การเก็บข้อมูลใช้แบบสอบถามประกอบด้วยแบบวัดความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3-4 แบบวัดความร่วมมือในการใช้ยาสำหรับชาวไทย (Medication Adherence Scale for Thais) และแบบวัดพฤติกรรมสุขภาพเพื่อชะลอไตเสื่อมที่พัฒนาจากการทบทวนวรรณกรรม ผู้ป่วยกรอกแบบวัดด้วยตนเองหรือผู้วิจัยอ่านแบบวัดให้ผู้ป่วยฟัง <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>ผู้ป่วยที่เข้าร่วมการวิจัย อายุเฉลี่ย 65.72 ± 9.85 ปี มีคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพเฉลี่ย 83.17 ± 10.70 คะแนน (เต็ม 108 คะแนน) ผู้ป่วย 141 คน (ร้อยละ 84.9) มีความร่วมมือในการใช้ยาระดับเพียงพอ (คะแนน ≥ 34 คะแนน) และคะแนนพฤติกรรมสุขภาพเพื่อชะลอไตเสื่อมเฉลี่ย 26.14 ± 3.95 คะแนน (เต็ม 33 คะแนน) การวิจัยพบความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับความร่วมมือในการใช้ยาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อควบคุมระดับการศึกษา รายได้ต่อเดือน ระยะเวลาการทราบว่าเป็นโรคไตเรื้อรัง และการรับรู้ความสามารถของตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อม (adjusted OR 1.05, P = 0.042) และพบความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมเพื่อชะลอไตเสื่อมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (beta coefficient = 0.143, P &lt; 0.001) <strong>สรุป: </strong>ความรอบรู้ด้านสุขภาพมีความสัมพันธ์กับความร่วมมือในการใช้ยาและพฤติกรรมสุขภาพเพื่อชะลอไตเสื่อมในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3-4</p> ธีรทัศน์ พรหมอยู่ ชุลีกร สอนสุวิทย์ เพ็ญกาญจน์ กาญจนรัตน์ Copyright (c) 2022 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-12-22 2022-12-22 15 1 60 72 การพัฒนาและประเมินผลโปรแกรมการจัดการความปวดโดยญาติซึ่งเป็นผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะท้าย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/254190 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อพัฒนาและประเมินผลโปรแกรมการจัดการความปวดโดยญาติซึ่งเป็นผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะท้าย <strong>วิธีการ</strong><strong>:</strong> งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงปฏิบัติการ ผู้ร่วมวิจัยประกอบด้วย 1) ทีมผู้ร่วมวิจัย ได้แก่ แพทย์ พยาบาล และเภสัชกร จำนวน 15 คน 2) ผู้รับบริการ ได้แก่ ญาติผู้ดูแล 19 คน และผู้ป่วย19 คนที่เป็นโรคมะเร็งท่อน้ำดี มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และอื่น ๆ การศึกษาระยะที่ 1 เป็นการศึกษาสภาพการณ์ของคลินิกประคับประคองโดยรวบรวมข้อมูลจากการสังเกตและสัมภาษณ์ผู้ร่วมวิจัย การศึกษาระยะที่ 2 เป็นการพัฒนาโปรแกรมการจัดการความปวดโดยผู้ดูแล โดยการประชุมระดมสมองในกลุ่มผู้ร่วมวิจัย การศึกษาระยะที่ 3 เป็นการติดตามและประเมินผลลัพธ์ด้านพฤติกรรม/เจตคติของผู้ให้บริการด้านความปวดของผู้ป่วย ปัญหาที่เกิดจากการใช้ยา ความรู้เกี่ยวกับการจัดการความปวด การรับรู้สมรรถนะการจัดการความปวด และความพึงพอใจของญาติผู้ดูแล <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> การศึกษาในระยะที่ 1 พบว่า คลินิกประคับประคองมีปัญหาด้านการปฏิบัติงานคือ ระบบการให้บริการ ความแตกต่างทางประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติงาน ความพร้อมของยา สถานที่ และความเข้าใจของผู้ปฏิบัติงาน ปัญหาด้านผู้รับบริการ คือ ความพร้อมของผู้รับบริการ และทัศนคติต่อการใช้มอร์ฟีนและต่อผู้ให้บริการ การศึกษาระยะที่ 2 พบประเด็นที่ส่งผลต่อการพัฒนาโปรแกรมการจัดการความปวด 5 ประเด็น ได้แก่ 1) ผู้ปฏิบัติงานมีทัศนคติที่ดีต่อการดูแลแบบประคับประคอง 2) ผู้ปฏิบัติงานมีความรู้/ทักษะในการจัดการความปวด 3) การมี Kapanol<sup>®</sup> 4) การแยกพื้นที่ในการให้บริการ และ 5) การปรับปรุงแนวปฏิบัติและพัฒนาโปรแกรมฯ ทีมผู้ร่วมวิจัยกำหนดกิจกรรมที่ตอบสนองประเด็นที่ส่งผลต่อการพัฒนา การพัฒนาแบ่งเป็น 2 วงรอบ แต่ละวงรอบมี 4 ขั้นตอน คือวางแผน ปฏิบัติ สังเกต และสะท้อนผล การศึกษาระยะที่ 3 ประเมินผลของโปรแกรมการจัดการความปวด พบว่าทีมผู้ให้บริการมีความรู้/ความเข้าใจ มีทัศนคติที่ดีต่อการดูแลแบบประคับประคอง คะแนนความปวดปัจจุบันของผู้ป่วยลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P&lt;0.05) คะแนนความปวดน้อยที่สุดใน 24 ชั่วโมงไม่แตกต่างกัน ปัญหาที่พบจากการใช้ยาลดลง ผู้ดูแลมีความรู้ในการจัดการความปวดเพิ่มขึ้น สมรรถนะแห่งตนในการจัดการความปวดเพิ่มขึ้น และความพึงพอใจอยู่ในระดับสูง <strong>สรุป</strong><strong>:</strong> การนำกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการมาใช้ สามารถพัฒนาโปรแกรมการจัดการความปวดโดยผู้ดูแลสำหรับดูแลผู้ป่วยระยะท้ายที่เหมาะสมกับบริบทของโรงพยาบาลได้</p> อัทธยา พิจอมบุตร รัตนาภรณ์ อาวิพันธ์ นราวดี เนียมหุ่น Copyright (c) 2022 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-12-22 2022-12-22 15 1 73 88 การปรับพื้นที่กักตัวแยกส่วนที่เป็นมิตรกับทุกคนโดยประยุกต์ใช้องค์ความรู้ด้านระบบระบายอากาศ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/254906 <p>โรคโควิด-19 จะถูกประกาศให้เป็นโรคประจำถิ่นในระยะเวลาอันใกล้ ดังนั้น การมีแนวทางที่เป็นรูปธรรมและเฉพาะเจาะจงสำหรับการปรับพื้นที่กักตัวแยกส่วนที่เป็นมิตรกับทุกคนจึงเป็นเรื่องสำคัญ บทความนี้แสดงแนวคิดการบูรณาการณ์ข้ามศาสตร์ระหว่างองค์ความรู้ทางการแพทย์และองค์ความรู้ด้านระบบระบายอากาศ และแสดงแนวทางที่เป็นรูปธรรมในการปรับพื้นที่กักตัวแยกส่วนที่เป็นมิตรกับทุกคนทั้งในกรณีบ้านเรือนและพื้นที่ซึ่งต้องมีการรวมกลุ่มกันเป็นหมู่คณะ</p> นินนาท ราชประดิษฐ์ ประยุทธ ภูวรัตนาวิวิธ Copyright (c) 2022 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-12-22 2022-12-22 15 1 89 95 อุบัติการณ์ของการพบแบคทีเรียแกรมลบดื้อยาหลายขนานในสิ่งส่งตรวจ ที่เป็นเลือดในโรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/254760 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาอุบัติการณ์ของการพบแบคทีเรียแกรมลบดื้อยาหลายขนาน (multidrug resistant gram negative bacteria: MDR-GNB) ในสิ่งส่งตรวจที่เป็นเลือด และศึกษารูปแบบความไวต่อยาปฏิชีวนะในโรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ <strong>วิธีการ</strong><strong>:</strong> การวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบย้อนหลังเชิงพรรณนา โดยใช้ข้อมูลผลเพาะเชื้อแบคทีเรียในสิ่งส่งตรวจที่เป็นเลือดและผลการทดสอบความไวต่อยาปฏิชีวนะย้อนหลัง 5 ปีจาก มกราคม 2559 - ธันวาคม 2563 <strong>ผลการวิจัย:</strong> อุบัติการณ์ของการพบ MDR-GNB คือ ร้อยละ 28.47 ระหว่าง พ.ศ. 2559 – 2563 อุบัติการณ์รายปี คือ ร้อยละ 24.83, 21.64, 22.07, 38.08 และ 30.86 ของไอโซเลทที่พบ GNB ตามลำดับ เชื้อที่พบมากที่สุดคือ <em>Escherichia coli </em>(<em>E. coli)</em> (ร้อยละ 34.85 ของไอโซเลทที่พบ GNB) รองลงมาเป็น <em>Klebsiella pneumoniae </em>(ร้อยละ 14.19 ของไอโซเลทที่พบ GNB) และ <em>Burkholderia pseudomallei</em> (ร้อยละ 3.19 ของไอโซเลทที่พบ GNB)ตามลำดับ อุบัติการณ์ของการพบเชื้อ MDR-GNB ส่วนใหญ่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ผู้ป่วยที่พบเชื้อดังกล่าวเป็นเพศชายร้อยละ 52.54 มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป (ร้อยละ 57.97) และพบมากที่สุดในหอผู้ป่วยหญิง (ร้อยละ 41.02) ยา ceftriaxone เป็นยาต้านจุลชีพที่มีปริมาณการใช้มากที่สุดในโรงพยาบาล เมื่อจำแนกเชื้อตามการดื้อต่อยาปฏิชีวนะพบว่า เชื้อ <em>E. coli </em>ดื้อต่อยากลุ่ม penicillin มากที่สุด คือ ร้อยละ 98.97 <strong>สรุป:</strong> อุบัติการณ์ของการพบเชื้อ MDR-GNB มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น มีการใช้ยาปฏิชีวนะเพิ่มมากขึ้น และมีอัตราการดื้อยาที่สูงขึ้นในสิ่งส่งตรวจที่เป็นเลือด ดังนั้นโรงพยาบาลซึ่งเป็นสถานที่วิจัยควรมีการจัดการข้อมูลเชื้อดื้อยาอย่างเป็นระบบ โดยควรมีการเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาอย่างต่อเนื่อง และควรส่งเสริมให้มีการดำเนินงานระบบสนับสนุนการใช้ยาต้านจุลชีพสมเหตุผล (antimicrobial stewardship program)</p> จินดานุช ผลโยน รัชฎาภรณ์ อึ้งเจริญ Copyright (c) 2022 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-12-22 2022-12-22 15 1 96 109 การประเมินผล “โครงการร้านยาชุมชนอบอุ่น” ในจังหวัดร้อยเอ็ดด้วยแบบจำลองซิปป์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/254292 <p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อประเมินผลโครงการร้านยาชุมชนอบอุ่นจังหวัดร้อยเอ็ด <strong>วิธีการ</strong><strong>: </strong>งานวิจัยแบบผสมผสานครั้งนี้ดำเนินการระหว่างกรกฎาคม-ธันวาคม 2563 การศึกษาเชิงคุณภาพเลือกผู้ให้บริการและผู้ป่วยแบบเจาะจง แบบสัมภาษณ์พัฒนาตามกรอบแนวคิดแบบจำลองซิปป์ การวิจัยใช้การสัมภาษณ์แบบออนไลน์ แบบพบหน้า และทางโทรศัพท์จนข้อมูลถึงจุดอิ่มตัว การศึกษาใช้การวิเคราะห์แก่นสาระ แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ป่วยพัฒนาขึ้นในการศึกษานี้ การวิจัยเลือกผู้ป่วยโดยกำหนดโควตาและสุ่มอย่างง่ายเพื่อประเมินความพึงพอใจ <strong>ผลการวิจัย :</strong> ผู้เข้าร่วมสัมภาษณ์เชิงลึกจำนวน 42 คน เป็นกลุ่มผู้ให้บริการ 27 คน และผู้ป่วย 15 คน ผู้ป่วยตอบแบบสอบถามความพึงพอใจจำนวน 80 คน การวิเคราะห์แก่นสาระพบว่า ด้านบริบทมี 3 แนวคิดหลัก คือ ระบบบริการสุขภาพ เป้าหมาย และความคาดหวังต่อโครงการ ด้านปัจจัยนำเข้ามี 4 แนวคิดหลัก คือ ทรัพยากรบุคคล รูปแบบการให้บริการ การประชาสัมพันธ์ และการเงิน ด้านกระบวนการมี 4 แนวคิดหลัก คือปัญหาด้านการรับรู้เป้าหมาย ด้านกำลังคน ด้านรูปแบบการให้บริการ และด้านการประชาสัมพันธ์ ด้านผลลัพธ์/ผลกระทบมี 5 แนวคิดหลัก คือ การยอมรับเภสัชกร จำนวนผู้ป่วยที่รับบริการจากร้านยา ความคุ้มค่า คุณภาพการให้บริการของเภสัชกร และความสะดวก ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า โครงการต้องการลดความแออัดในโรงพยาบาล แม้ว่าจำนวนการส่งผู้ป่วยออกไปรับบริการที่ร้านยายังมีปริมาณต่ำกว่าเป้าหมาย ผู้ป่วยพึงพอใจโดยเฉลี่ยต่อบริการของร้านยาในระดับมากที่สุด (9.7<u>+</u>0.7) ผู้ป่วยได้รับบริการที่สะดวกสบาย เภสัชกรร้านยาช่วยแก้ไขปัญหาการใช้ยา บทบาทวิชาชีพเภสัชกรรมชุมชนได้ถูกส่งเสริมมากขึ้น ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นส่วนที่ควรพัฒนาเพื่อการดำเนินงานถึงเป้าหมาย เช่น วิธีการคัดเลือกผู้ป่วย ระบบการกระจายยาไปยังร้านยา การประชาสัมพันธ์ การขยายจำนวนร้านยาให้ครอบคลุมพื้นที่ต่างอำเภอ การสร้างการยอมรับของแพทย์ต่องานของเภสัชกรร้านยา <strong>สรุป :</strong> โครงการนี้ตอบสนองความต้องการของพื้นที่ ควรได้รับการสนับสนุนการดำเนินงานต่อเนื่องและควรมีการพัฒนารูปแบบบริการให้ดีขึ้นต่อไป </p> ปะการัง ศรีวะสุทธิ์ พยอม สุขเอนกนันท์ โอล์สัน พีรยา ศรีผ่อง จันทร์ทิพย์ กาญจนศิลป์ สายทิพย์ สุทธิรักษา ธีระพงษ์ ศรีศิลป์ เปมรินทร์ โพธิสาราช เพียงขวัญ ศรีมงคล กิตินันท์ จันทมาลี รัฐพงษ์ หล้ามูล Copyright (c) 2022 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-12-22 2022-12-22 15 1 110 123 การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบของงานวิจัยการประเมินความคุ้มค่าทาง สาธารณสุขของยา PCSK9 inhibitors ในข้อบ่งใช้ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/253594 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อทบทวนและสังเคราะห์งานวิจัยด้านการประเมินความคุ้มค่าทางสาธารณสุขของยา PCSK9 inhibitors อย่างเป็นระบบ ในผู้ป่วยที่เป็นกลุ่มเสี่ยงหรือเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด <strong>วิธีการ:</strong> ผู้วิจัยสืบค้นวรรณกรรมอย่างเป็นระบบจากฐานข้อมูล PubMed, Embase, Scopus และ Web of science ตั้งแต่เริ่มต้นฐานข้อมูลจนถึง 24 มิถุนายน พ.ศ. 2564 คำสืบค้นที่ใช้คือ (“PCSK9 Inhibitors” OR “proprotein convertase subtilisin/kexin type 9” OR “evolocumab” OR “alirocumab”) AND (“cardiovascular diseases”) AND (“cost-effectiveness” OR “economic evaluation” OR “cost-utility”) ผลการค้นได้วรรณกรรมทั้งหมด 296 เรื่อง แต่พบเพียง 16 เรื่องที่เข้าตามเกณฑ์คัดเข้าและคัดออก การวิจัยมุ่งศึกษาผลลัพธ์ได้แก่ ลักษณะประชากร แบบจำลองที่ใช้ มาตรการที่ใช้เปรียบเทียบ ปีสุขภาวะ ปีชีวิต ต้นทุนรวม และอัตราส่วนต้นทุนประสิทธิผลส่วนเพิ่ม <strong>ผลการวิจัย:</strong> จากบทความทั้งหมด 16 เรื่อง ส่วนใหญ่ศึกษาในผู้ป่วยที่เป็นกลุ่มเสี่ยงหรือเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดที่เกิดจากหลอดเลือดแดงแข็งตัวเพียงอย่างเดียว (6 เรื่องหรือร้อยละ 37.5) รองลงมาศึกษาในผู้ป่วยที่เป็นภาวะไขมันในเลือดสูงจากพันธุกรรมหรือโรคหัวใจและหลอดเลือดที่เกิดจากหลอดเลือดแดงแข็งตัวจำนวน 5 เรื่อง (ร้อยละ 31.2) งานวิจัยที่พบเป็นการศึกษายา evolocumab 9 เรื่อง (ร้อยละ 56.2) ที่เหลือศึกษายา evolocumab และยา alirocumab จำนวน 7 เรื่อง (ร้อยละ 43.8) โดยเปรียบเทียบกับยากลุ่ม statins เพียงอย่างเดียว (ร้อยละ 68.8) ส่วนใหญ่ศึกษาความคุ้มค่าด้วยแบบจำลองมาร์คอฟ (ร้อยละ 75.0) ผลการศึกษาพบว่า มีเพียง 6 เรื่อง (ร้อยละ 37.5) ที่สรุปว่า การใช้ยากลุ่ม PCSK9 inhibitors มีความคุ้มค่า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการใช้ยาที่คุ้มค่าในผู้ป่วยที่มีภาวะไขมันในเลือดสูงจากพันธุกรรม <strong>สรุป:</strong> การใช้ยากลุ่ม PCSK9 inhibitors ในผู้ป่วยที่เป็นกลุ่มเสี่ยงหรือเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดส่วนใหญ่ยังไม่มีความคุ้มค่าและมีค่าใช้จ่ายที่สูง อย่างไรก็ตามโอกาสของความคุ้มค่าพบได้สูงในผู้ป่วยที่มีภาวะไขมันในเลือดสูงจากพันธุกรรม</p> ณัฐชยา สงวนเพชรจินดา ชยากร หอมจันทนากุล อัญชลี เพิ่มสุวรรณ เดือนกาญจน์ สุทธิเวทย์ Copyright (c) 2022 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-12-22 2022-12-22 15 1 124 139 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันในผู้สูงอายุที่ได้รับยาแวนโคมัยซิน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/253481 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันในผู้สูงอายุที่ได้รับ vancomycin <strong>วิธีการ:</strong> การวิจัยภาคตัดขวางครั้งนี้มีกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปที่ได้รับ vancomycin รูปแบบฉีดเข้าหลอดเลือดดำ การศึกษาเก็บข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วยในของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2560 ถึงมิถุนายน พ.ศ. 2562 ผู้วิจัยประเมินการเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันตามเกณฑ์ KDIGO และวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ของภาวะดังกล่าวกับปัจจัยทั้งหมด 8 ปัจจัย ได้แก่ ดัชนีมวลกาย ความรุนแรงของโรคร่วมชาร์ลสัน ขนาดยาโถม ขนาดยาเฉลี่ยต่อวัน ระยะเวลาที่ได้รับยา ค่าเฉลี่ยระดับ vancomycin ในพลาสมา ณ จุดต่ำสุด (C<sub>ave, trough</sub>) จำนวนยาที่เป็นพิษต่อไตเมื่อใช้ร่วมกัน และอัลบูมินในพลาสมาพื้นฐาน โดยใช้การวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกแบบทวิ <strong>ผลการวิจัย: </strong>กลุ่มตัวอย่างจำนวน 244 รายที่ได้รับ vancomycin เป็นเพศหญิงร้อยละ 53.69 อายุของกลุ่มตัวอย่างมีค่ามัธยฐานเท่ากับ 72.15 (65.23, 80.10) ปี ตัวอย่างเกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน 64 ราย ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันในผู้สูงอายุที่ได้รับ vancomycin อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ C<sub>ave, trough</sub> และจำนวนยาที่เป็นพิษต่อไตเมื่อใช้ร่วมกันตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป โดยกลุ่มที่มี C<sub>ave, trough</sub> ที่ 15.0-20.0 และที่มากกว่า 20.0 มิลลิกรัมต่อลิตร มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันสูงกว่ากลุ่มที่มี C<sub>ave, trough</sub> ที่น้อยกว่า 15.0 มิลลิกรัมต่อลิตร โดยมี adjusted odd ratio (OR<sub>adj</sub>) = 3.98 (95% CI = 1.24-12.75) และ OR<sub>adj</sub>= 7.40 (95% CI = 2.47-22.16) ตามลำดับ ส่วนกลุ่มที่ได้รับจำนวนยาที่เป็นพิษต่อไตเมื่อใช้ร่วมกันตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันสูงกว่ากลุ่มที่มีจำนวนยาที่เป็นพิษน้อยกว่า 2 ชนิด OR<sub>adj</sub>= 3.44 (95% CI = 1.57-7.56) <strong>สรุป:</strong> ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันในผู้สูงอายุที่ได้รับ vancomycin ได้แก่ ค่าเฉลี่ยระดับ vancomycin ในพลาสมา ณ จุดต่ำสุด และจำนวนยาที่เป็นพิษต่อไตเมื่อใช้ร่วมกันตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป โรงพยาบาลสามารถนำผลดังกล่าวใช้พัฒนาการเฝ้าระวังการเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันในผู้สูงอายุที่ได้รับ vancomycin ได้</p> ธนัญญา มาฆะศิรานนท์ เลลานี ไพฑูรย์พงษ์ ทัดตา ศรีบุญเรือง Copyright (c) 2022 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-12-22 2022-12-22 15 1 140 152 การพัฒนาแนวทางจัดการเรียนการสอนวิชาทักษะภาษาอังกฤษ ทางเภสัชศาสตร์โดยวิธีการสร้างแผนที่มโนทัศน์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/254091 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อพัฒนาแนวทางจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษทางเภสัชศาสตร์โดยวิธีการสร้างแผนที่มโนทัศน์ <strong>วิธีการ</strong><strong>:</strong> รูปแบบงานวิจัยเป็นแบบวิธีวิจัยผสมผสาน ตัวอย่างที่เข้าพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้แผนที่มโนทัศน์ ได้แก่ ตัวแทนอาจารย์ผู้สอน 4 คน ตัวแทนผู้บริหาร 1 คน และตัวแทนนิสิต 10 คน ขั้นตอนดำเนินการวิจัย มีดังนี้ การสัมภาษณ์เชิงลึกอาจารย์ผู้สอนวิชาภาษาอังกฤษทางเภสัชศาสตร์เกี่ยวกับปัญหาในการเรียนการสอน การสังเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารแบบประเมินรายวิชาโดยนิสิต 120 คน การจัดประชุมตัวแทนอาจารย์ผู้สอน ผู้บริหาร และนิสิต เพื่อระดมสมองเสนอความคิดในการแก้ไขปัญหา การนำข้อมูลการจัดกลุ่มไปวิเคราะห์โดยใช้สถิติ multidimensional scaling และ hierarchical cluster analysis เพื่อให้ได้แผนที่มโนทัศน์<strong> ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> รูปแบบการสอนวิชาทักษะภาษาอังกฤษทางเภสัชศาสตร์ที่ได้จากการสร้างแผนที่มโนทัศน์ ได้แก่ 1) เนื้อหาและการจัดการเรียนการสอน 2) การเตรียมการสอนและการสอบ 3) งานมอบหมาย 4) เอกสารประกอบการสอนและสื่อการเรียน 5) เทคนิคการสอน และ 6) กิจกรรมการเรียนการสอน <strong>สรุป</strong><strong>:</strong> การเรียนการสอนในวิชาทักษะภาษาอังกฤษทางเภสัชศาสตร์ควรเน้นทักษะการพูดในบริบทร้านยา และสร้างบรรยากาศการเรียนที่สนุกสนาน</p> รจเรศ นิธิไพจิตร ภัทรินทร์ กิตติบุญญาคุณ ปาริฉัตร เกิดจันทึก สายทิพย์ สุทธิรักษา ภาณุมาศ ภูมาศ Copyright (c) 2022 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-12-22 2022-12-22 15 1 153 166 การวิเคราะห์รูปแบบการใช้ยาสมุนไพรในผู้ป่วยนอกของหน่วยบริการสาธารณสุข ในจังหวัดสมุทรสงครามด้วยระบบธุรกิจอัจฉริยะ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/255042 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อวิเคราะห์รูปแบบการใช้ยาสมุนไพรในงานผู้ป่วยนอกของหน่วยบริการสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสงครามด้วยระบบธุรกิจอัจฉริยะ และเสนอแนวทางในการส่งเสริมการใช้ยาสมุนไพร <strong>วิธีการ</strong><strong>:</strong>งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงพรรณนาเพื่อการวิเคราะห์รูปแบบการใช้ยาสมุนไพรจากแฟ้มข้อมูลตามโครงสร้างมาตรฐานข้อมูลด้านสุขภาพกระทรวงสาธารณสุข (43 แฟ้ม) ของหน่วยบริการสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสงครามในปีงบประมาณ 2563 ด้วยระบบธุรกิจอัจฉริยะ Microsoft Power BI Desktop <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> การใช้ยาสมุนไพรในงานผู้ป่วยนอกในจังหวัดสมุทรสงครามเป็นการใช้ในหน่วยบริการระดับปฐมภูมิร้อยละ 74.20 และโรงพยาบาลร้อยละ 25.80 ผู้สั่งใช้สูงสุด ได้แก่ พยาบาลวิชาชีพ นักวิชาการสาธารณสุข เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน แพทย์ และแพทย์แผนไทย ตามลำดับ กลุ่มวินิจฉัยโรคหลักตาม ICD10 ที่มีการสั่งใช้ยาสมุนไพรสูงสุด ได้แก่ โรคระบบหายใจ อาการที่วินิจฉัยไม่ได้ โรคทางการแพทย์แผนไทย โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคต่อมไร้ท่อ โรคกระดูกและกล้ามเนื้อ และโรคระบบทางเดินอาหาร ตามลำดับ มีการใช้ยาสมุนไพรทั้งหมด 38 รายการ โดยยาที่มีการใช้สูงสุด ได้แก่ ฟ้าทะลายโจร มะแว้ง มะขามป้อม ขมิ้นชัน และมะขามแขก ตามลำดับ ยาที่มีต้นทุน/ครั้งต่ำสุดคือ มะแว้ง ฟ้าทะลายโจร และเถาวัลย์เปรียง ยาแผนปัจจุบันที่สามารถใช้ยาสมุนไพรทดแทนได้ตามประกาศกรมการแพทย์แผนไทยที่มีการใช้สูงสุดตามลำดับคือ dimenhydrinate, paracetamol+orphenadrine, analgesic balm, paracetamol และchlorpheniramine แนวทางการเพิ่มการใช้ยาสมุนไพร ได้แก่ การส่งเสริมการใช้ยาสมุนไพรทดแทนยาแผนปัจจุบันรายการที่มีปริมาณการใช้สูง การส่งเสริมการใช้ยาสมุนไพรต้นทุน/ครั้งต่ำ และการส่งเสริมการสั่งใช้ยาสมุนไพรของแพทย์ในโรงพยาบาล ส<strong>รุป</strong><strong>:</strong> การใช้ยาสมุนไพรส่วนใหญ่เป็นการใช้โดยบุคลากรในหน่วยบริการระดับปฐมภูมิ ทั้งการใช้ตามอาการและตามการวินิจฉัยโรค ผู้เกี่ยวข้องควรส่งเสริมการใช้ยาสมุนไพรที่มีต้นทุน/ครั้งต่ำ และทดแทนยาแผนปัจจุบันที่มีการใช้สูง โดยเฉพาะในการสั่งใช้ยาของแพทย์ในโรงพยาบาล การวิเคราะห์ข้อมูลการใช้ยาสมุนไพรขนาดใหญ่ด้วยระบบธุรกิจอัจฉริยะ ทำให้เห็นข้อมูลการใช้ยาสมุนไพรได้หลากหลายมุมมอง ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการวางแผนเพื่อเพิ่มการใช้ยาสมุนไพรได้</p> ลำภู เพ็งบุญชู สรวง รุ่งประกายพรรณ Copyright (c) 2022 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-12-22 2022-12-22 15 1 167 186 การเฝ้าระวังและการรู้เท่าทันสื่อโฆษณายาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ผิดกฎหมาย ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน : กรณีศึกษาอำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/254923 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาการคุ้มครองผู้บริโภคในการเฝ้าระวังการโฆษณายาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ผิดกฎหมายของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในอำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน และเพื่อหาระดับการรู้เท่าทันสื่อของ อสม. และปัจจัยที่ส่งผลต่อการรู้เท่าทันสื่อของ อสม. กลุ่มดังกล่าว <strong>วิธีการ</strong><strong>:</strong> รูปแบบงานวิจัยเป็นแบบผสมผสาน การวิจัยระยะที่ 1 เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การสนทนากลุ่ม จำนวน 2 กลุ่มคือ อสม. ผู้ปฏิบัติงานคุ้มครองผู้บริโภค จำนวน 8 คน และเจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุขที่รับผิดชอบงานคุ้มครองผู้บริโภคจำนวน 8 คน การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา การวิจัยระยะที่ 2 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือที่พัฒนาขึ้น มีเก็บข้อมูลจากกลุ่ม อสม. ในอำเภอนาหมื่นทุกคนที่เข้าร่วมการประชุมประจำเดือน จำนวน 168 คน <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยระยะที่ 1 พบว่า ประชาชนในอำเภอนาหมื่นเข้าถึงข้อมูลโฆษณา กลุ่มผู้สูงอายุส่วนใหญ่ทราบข้อมูลการโฆษณายาหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากการรับฟังวิทยุชุมชน มีการซื้อบริโภคเพื่อต้องการหายจากภาวะเจ็บป่วยที่ตนเองเป็นอยู่ หรือต้องการบำรุงร่างกายให้แข็งแรง การเฝ้าระวังการโฆษณาในอำเภอนาหมื่น เป็นการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานในระดับอำเภอและจังหวัด ได้แก่ โรงพยาบาลนาหมื่น สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดน่าน นอกจากนี้ ยังมีการทำงานประสานกันกับสถานบริการระดับรอง คือ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล สถานบริการสาธารณสุขชุมชน และ อสม. โดยมีพี่เลี้ยง อสม. เป็นผู้ดูแลและมอบหมายงานให้ ทั้งนี้ อสม. มีหน้าที่ในการช่วยเฝ้าระวัง การใช้ยา สมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีการขายในชุมชน เนื่องจาก อสม. เป็นคนในชุมชนอาศัยอยู่ในพื้นที่ จึงทราบความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ในชุมชน การวิจัยระยะที่ 2 พบว่า ระดับการรู้เท่าทันสื่อโฆษณายาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ผิดกฎหมาย มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 9.55 ± 2.70 คะแนน จากคะแนนเต็ม 15 คะแนน ปัจจัยที่มีผลต่อการรู้เท่าทันสื่อของ อสม. ได้แก่ ระดับการศึกษาสูงที่สุด พฤติกรรมการเปิดรับสื่อ ความเชื่ออำนาจภายในตนเอง ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการโฆษณา และความรอบรู้ด้านสุขภาพ <strong>สรุป</strong><strong>:</strong> อสม. เป็นกลุ่มคนสำคัญที่ช่วยในการเฝ้าระวังโฆษณายาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารผิดกฎหมายในชุมชน การที่ อสม. มีทักษะการรู้เท่าทันสื่อโฆษณาทำให้สามารถเฝ้าระวังสื่อโฆษณาต่าง ๆ ที่ผิดกฎหมายได้ การสนับสนุนด้านความรู้ การส่งเสริมให้ อสม. มีความเชื่ออำนาจภายในตนเองเพิ่มมากขึ้น และการเปิดรับสื่อที่เหมาะสมจะช่วยพัฒนาให้ อสม. มีทักษะการรู้เท่าทันสื่อมากขึ้น</p> ธนัญญา บุญอิน หทัยกาญจน์ เชาวนพูนผล Copyright (c) 2022 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-12-22 2022-12-22 15 1 187 200 การวิจัยและพัฒนาเครื่องมือเก็บตัวอย่างหลังโพรงจมูกสำหรับใช้ตรวจ โรคติดเชื้อจากไวรัสโคโรนาอย่างรวดเร็ว https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/254766 <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อพัฒนาอุปกรณ์เก็บตัวอย่างสำหรับการตรวจ SARS-CoV-2 ที่สามารถเก็บตัวอย่างจากตำแหน่งที่เหมาะสมในปริมาณที่เพียงพอ และเพื่อทดสอบอุปกรณ์ดังกล่าวในห้องปฏิบัติการ <strong>วิธีการ:</strong> ขั้นตอนการวิจัยประกอบด้วยการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ การระดมความคิดของผู้เชี่ยวชาญ การประดิษฐ์อุปกรณ์ และการทดสอบอุปกรณ์ในห้องปฏิบัติการ ข้อมูลจากการทบทวนวรรณกรรมและการระดมความคิดถูกรวบรวมและนำไปใช้ในการออกแบบอุปกรณ์ต้นแบบ หลังจากการทดสอบเบื้องต้นของอุปกรณ์แล้ว ข้อมูลที่รวบรวมได้ถูกส่งกลับไปยังผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบอย่างเป็นอิสระจนสามารถต้นแบบที่พร้อมที่สร้างขึ้น อุปกรณ์ดังกล่าวประดิษฐ์โดยผู้ผลิตอุปกรณ์ที่ผ่านการรับรองซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการประดิษฐ์อุปกรณ์ภายใต้การดูแลและการตรวจสอบของวิศวกร การทดสอบในห้องปฏิบัติการโดยใช้อุปกรณ์ดังกล่าวทำกับแบบจำลองจมูกของมนุษย์ที่มีจมูก รูจมูก โพรงจมูก และไซนัส <strong>ผลการวิจัย:</strong> อุปกรณ์ต้นแบบ A สามารถเข้าถึงช่องหลังโพรงจมูกและเก็บตัวอย่างที่ต้องการได้ทั้งหมด ปริมาตรที่เก็บรวบรวมโดยเฉลี่ยของตัวอย่างคือ 1.71±0.25 มิลลิลิตรจากการจำลองการทดสอบ 100 รายการ <strong>สรุป:</strong> ผลลัพธ์ของการศึกษานี้เป็นเครื่องต้นแบบสำหรับเก็บตัวอย่างจากช่องหลังโพรงจมูกเพื่อตรวจหาเชื้อโควิด-19 ต้นแบบนี้ยังพร้อมที่จะผลิตและทดสอบในคลินิก</p> ประยุทธ ภูวรัตนาวิวิธ เจนยุทธ ศรีหิรัญ ชนิดา จันทร์ทิม ศิริเกษม ศิริลักษณ์ วีระพงษ์ ชิดนอก Copyright (c) 2022 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-12-22 2022-12-22 15 1 201 213 พฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะในผู้สูงอายุที่เป็นโรคเรื้อรังในชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/254779 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อศึกษาความรู้ เจตคติ และพฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะในผู้สูงอายุ และศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะในผู้สูงอายุ <strong>วิธีการ:</strong> การวิจัยเชิงพรรณนาครั้งนี้ใช้ข้อมูลทุติยภูมิย้อนหลังจากฐานข้อมูลโครงการ RDU Community ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุขในปี พ.ศ. 2562 กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้สูงอายุที่เป็นโรคเรื้อรัง อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปในครัวเรือนจังหวัดต่าง ๆ ของประเทศไทย ปี พ.ศ. 2562 เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะ เจตคติต่อการใช้ยาปฏิชีวนะ และพฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะ <strong>ผลการวิจัย:</strong> ข้อมูลจากแบบสอบถามที่นำมาใช้ในการวิเคราะห์ มีจำนวน 5,631 ชุด จาก 34 จังหวัด ผู้สูงอายุประมาณสองในสามเป็นเพศหญิง ครึ่งหนึ่งมีอายุระหว่าง 60-69 ปี ส่วนใหญ่จบระดับประถมศึกษา มีโรคเรื้อรังประจำตัวมากกว่า 2 โรค คะแนนความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะ มีค่าเฉลี่ย 1.90±1.98 (ค่าที่เป็นไปได้คือ 0-6) คะแนนเฉลี่ยเจตคติต่อการใช้ยาปฏิชีวนะ คือ 9.11±2.29 (ค่าที่เป็นไปได้ 4-12) และพฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะ คือ 10.68±1.68 คะแนน (ค่าที่เป็นไปได้ 4-12) คะแนนความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะและเจตคติต่อการใช้ยาปฏิชีวนะสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของพฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะได้ร้อยละ 15.0 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P &lt; .001) โดยเจตคติต่อการใช้ยาปฏิชีวนะ (β = 0.37, P &lt; 0.001) มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะมากกว่าความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะ (β = 0.032, P &lt; 0.05) <strong>สรุป:</strong> ความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะและเจตคติต่อการใช้ยาปฏิชีวนะเป็นปัจจัยที่ส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะ ดังนั้น ควรออกแบบมาตรการหรือกิจกรรมที่เหมาะสมกับกลุ่มผู้สูงอายุเพื่อพัฒนาความรู้และเจตคติต่อการใช้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งจะสามารถพัฒนาพฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผลในผู้สูงอายุได้</p> พัชรี ดวงจันทร์ สมหญิง พุ่มทอง Copyright (c) 2022 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-12-22 2022-12-22 15 1 214 226 การพัฒนาเกณฑ์ขั้นพื้นฐานประเมินคุณภาพขององค์กรผู้บริโภคและการรับรององค์กร เพื่อสนับสนุนการจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภคตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/255597 <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อพัฒนาเกณฑ์องค์กรผู้บริโภคคุณภาพขั้นพื้นฐาน (เกณฑ์ฯ) และประเมินองค์กรผู้บริโภคด้วยเกณฑ์ดังกล่าว <strong>วิธีการ</strong>: การศึกษาระดมสมองจากผู้ทรงคุณวุฒิ 8 ท่านเพื่อพัฒนาเกณฑ์ฯ และเก็บข้อมูลการปฏิบัติงานขององค์กรผู้บริโภคด้านสุขภาพ 100 องค์กรเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การให้คะแนนจาก 0-3 หลังจากนั้นนำเกณฑ์ฯ ที่ได้ประเมินองค์กรผู้บริโภค 297 องค์กรที่ยื่นขอรับรองคุณภาพขั้นพื้นฐานซึ่งถือเป็นการประเมินระยะที่ 1 หลังจากนั้นมีการกำหนดเกณฑ์ที่ใช้ประเมินเพื่อต่ออายุใบรับรองสำหรับองค์กรที่ผ่านการประเมินแล้ว การตรวจประเมินระยะที่ 2 จัดห่างจากระยะที่ 1 เป็นเวลา 2 ปีนั้น โดยสำหรับองค์กรผู้บริโภคเข้าตรวจรับรองเป็นครั้งแรก และองค์กรที่ประเมินเพื่อต่ออายุการรับรอง <strong>ผลการวิจัย:</strong> เกณฑ์เพื่อรับรององค์กรผู้บริโภค 14 ข้อประกอบด้วยเกณฑ์ด้านโครงสร้าง 7 ข้อ ด้านกระบวนการทำงาน 5 ข้อ และด้านผลการทำงาน 2 ข้อ ส่วนเกณฑ์ประเมินเพื่อต่ออายุการรับรอง 6 ข้อประกอบด้วยเกณฑ์ด้านกระบวนการทำงาน 5 ข้อ และด้านผลการทำงาน 1 ข้อ ซึ่งทั้งหมดเป็นเกณฑ์เดียวกับที่ปรากฏในเกณฑ์เพื่อรับรององค์กรผู้บริโภค เกณฑ์ผ่านการประเมิน คือ ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม การประเมินในระยะที่ 1 องค์กรผู้บริโภคผ่านการประเมิน 250 แห่งจากทั้งหมด 297 องค์กรที่เข้าประเมิน (ร้อยละ 84.18) ในการประเมินระยะที่ 2 องค์กรผู้บริโภคผ่านการประเมิน 156 องค์กรจากทั้งหมด 218 แห่ง (ร้อยละ 71.56) ทั้งนี้องค์กรผู้บริโภคที่ขอรับรองใหม่ 134 องค์กรผ่านการประเมิน 95 องค์กร (ร้อยละ 70.90) ส่วนองค์กรผู้บริโภคที่ขอรับรองเพื่อต่ออายุ 84 องค์กร ผ่านการประเมิน 61 องค์กร (ร้อยละ 72.62) ในเกณฑ์โครงสร้าง องค์กรที่รับการตรวจประเมินใหม่ ได้คะแนนเฉลี่ย 2.48 - 3.00 คะแนน (คะแนนเต็ม 3) สำหรับเกณฑ์กระบวนการทำงาน องค์กรที่รับการตรวจประเมินใหม่ และองค์กรผู้บริโภคที่รับการตรวจเพื่อต่ออายุได้คะแนนเฉลี่ย 1.32 - 2.04 และ 1.76 - 2.44 คะแนน ตามลำดับ สำหรับเกณฑ์ผลงานนั้น องค์กรที่รับการตรวจประเมินใหม่ได้คะแนนเฉลี่ย 0.59-2.67 ส่วนองค์กรที่รับการประเมินเพื่อต่ออายุได้คะแนนเฉลี่ย 2.67 คะแนน เกณฑ์ที่องค์กรที่ขอรับรองใหม่จำนวนมากได้เต็ม 3 คะแนนใน 3 อันดับแรก คือ จำนวนคนทำงาน (ร้อยละ 100 ขององค์กร) คณะกรรมการ/คณะทำงานตําแหน่งสําคัญ (ร้อยละ 97.01) ชื่อ (ร้อยละ 92.54) เกณฑ์ที่องค์กรที่ประเมินเพื่อต่ออายุจำนวนมากได้เต็ม 3 คะแนนใน 3 อันดับแรก คือ กิจกรรม/ผลงาน (ร้อยละ 79.76) เอกสารที่สามารถตรวจสอบและอ้างอิง (ร้อยละ 59.52) มีบันทึกการประชุม (ร้อยละ 55.95) <strong>สรุป: </strong>เกณฑ์องค์กรผู้บริโภคคุณภาพขั้นพื้นฐานที่พัฒนาขึ้น สามารถนำมาใช้ประเมินคุณภาพขององค์กรผู้บริโภคเพื่อกำหนดแนวทางในการพัฒนาองค์กรดังกล่าวและเตรียมความพร้อมการเป็นองค์กรผู้บริโภคในสภาองค์กรของผู้บริโภคตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้</p> วรรรณา ศรีวิริยานุภาพ วิทยา กุลสมบูรณ์ สรีรโรจน์ สุกมลสันต์ สุนันทา ฟุ้งสร้อยระย้า Copyright (c) 2022 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-12-22 2022-12-22 15 1 227 237 การทดสอบแบบวัดความร่วมมือในการใช้ยาสำหรับคนไทยในผู้ป่วยจิตเภท https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/255570 <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อทดสอบแบบวัดความร่วมมือในการใช้ยาสำหรับคนไทย (Medication Adherence Scale for Thais หรือ MAST) ในผู้ป่วยโรคจิตเภทและหาเกณฑ์ประเมินความร่วมมือในการใช้ยา (medication adherence: MA) ที่เพียงพอ <strong>วิธีการ</strong>: ผู้ร่วมการวิจัย คือ ผู้ป่วยนอกที่เป็นโรคจิตเภท 119 รายในโรงพยาบาลสวนสราญรมย์ที่ได้รับยารักษาโรคจิตเภทอย่างน้อย 6 เดือน ผู้วิจัยเก็บข้อมูลในเดือนที่ 0 ด้วยการสัมภาษณ์โดยใช้แบบวัด MAST แบบวัด MA ของผู้ป่วยจิตเภทของสาธุพร พุฒขาว แบบวัดคุณภาพชีวิตโรคจิตเภท (Schizophrenia Quality Of Life Scale หรือ SQLS) และแบบประเมินอาการทางจิต Brief Psychiatric Rating Scale (BPRS) ตลอดจนวัด MA ด้วยการนับเม็ดยา ในเดือนที่ 3 ของการวิจัย ผู้วิจัยประเมินตัวอย่างด้วย BPRS การนับเม็ดยา และแบบวัด Marlowe-Crowne Social Desirability Scale หรือ MCSDS ที่บ่งบอกบุคลิกภาพของตัวอย่างในเรื่องการตอบสนองตามความคาดหวังของบุคคลอื่น ส่วนในเดือนที่ 6 ผู้วิจัยประเมินตัวอย่างด้วย MAST, BPRS การนับเม็ดยา และ SQLS การศึกษาใช้เทคนิคโค้ง ROC (receiver operator characteristics) เพื่อประเมินคุณสมบัติในการวัดของ MAST <strong>ผลการวิจัย:</strong> การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจของ MAST ซึ่งวัดในเดือนที่ 0 และ 6 พบว่า แบบวัดมีเพียงองค์ประกอบเดียว Cronbach’s Alpha ของ MAST ในเดือนที่ 0 และ 6 เท่ากับ 0.84 และ 0.85 ตามลำดับ สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r) ของ MAST ในเดือนที่ 0 และ 6 มีค่า 0.88 (P&lt;0.001) ความตรงตามเกณฑ์สัมพันธ์ประเมินจากค่า r ระหว่าง MAST ในเดือนที่ 0 กับ MA จากการนับเม็ดยาในเดือนที่ 0, 3 และ 6 ซึ่งมีค่า 0.75, 0.72 และ 0.73 ตามลำดับ (P&lt;0.001) ค่า r ระหว่าง MAST ในเดือนที่ 0 และระดับ MA จากแบบวัดของสาธุพร พุฒขาว (วัดในเดือนที่ 0) เท่ากับ 0.64 (P&lt;0.001) ความตรงตามโครงสร้างระบุได้จากค่า r ระหว่างคะแนนของ MAST ในเดือนที่ 0 กับคุณภาพชีวิตที่วัดโดย SQLS ในเดือนที่ 0 และ 6 มีค่าระหว่าง -0.27 ถึง -0.43 (คะแนน SQLS ที่มากหมายถึงคุณภาพชีวิตที่ไม่ดี) (P&lt;0.003) ค่า r ระหว่างคะแนนของ MAST ในเดือนที่ 0 กับ BPRS ในเดือนที่ 0, 3 และ 6 มีค่าระหว่าง -0.19 ถึง -0.45 (คะแนน BPRS ที่มากหมายถึงอาการทางจิตที่มาก) (P&lt;0.037) MAST ในเดือนที่ 0 และ 6 และ MCSDS มีค่า r เท่ากับ 0.28 และ 0.30 ตามลำดับ (P&lt;0.002) แสดงว่า ผู้ป่วยที่มีบุคลิกที่ทำตามความคาดหวังของผู้อื่นสูง จะรายงานว่าตนเองใช้ยาตามสั่งสูงด้วย เมื่อใช้ MA จากการนับเม็ดยาในเดือนที่ 0 และ 6 เป็นเกณฑ์ พื้นที่ใต้โค้ง ROC เท่ากับ 0.86, และ 0.88 ตามลำดับ จุดตัดคะแนนที่เหมาะสม คือ 36 (จากคะแนนเต็ม 40) แบบวัด MAST มีความไวและความจำเพาะ คือ ร้อยละ 73.91-80.00 และ 72.92-77.88 ตามลำดับ ความถูกต้องในการทำนายโดยรวม คือ ร้อยละ 73.11-78.15 ค่าพยากรณ์บวกและค่าพยากรณ์ลบ คือ ร้อยละ 34.29-39.53 และร้อยละ 92.11-96.43 ตามลำดับ ค่า positive likelihood ratio และ negative likelihood ratio อยู่ในช่วง 2.73-3.62 และ 0.26-0.36 ตามลำดับ <strong>สรุป: </strong>ในผู้ป่วยจิตเภท แบบวัด MAST มีความตรง ความเที่ยง ความไว และความจำเพาะที่ดี จึงสามารถใช้แบบวัดนี้ในการประเมิน MA ในผู้ป่วยโรคนี้ได้</p> รษิกา อัครกรณ์กุล สงวน ลือเกียรติบัณฑิต Copyright (c) 2022 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-12-22 2022-12-22 15 1 238 253 การประเมินความสมเหตุผลของการใช้ยาโอเมพราโซลตามแนวทางปฏิบัติทางคลินิกในการป้องการเกิดแผลทางเดินอาหารจากการใช้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ในโรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่ง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/254454 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาความสมเหตุผลและมูลค่าการใช้ยาโอเมพราโซลในการป้องกันการเกิดแผลในทางเดินอาหารจากการใช้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (non-steroidal anti-inflammatory drugs: NSAIDs) ในโรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่ง <strong>วิธีการ</strong><strong>: </strong>การศึกษานี้เป็นการวิจัยย้อนหลังในผู้ป่วยที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปี ขึ้นไปที่มีประวัติได้รับยาโอเมพราโซลชนิดรับประทานร่วมกับ NSAIDs ที่เข้ารับบริการในแผนกผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2560 ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2563 การศึกษาประเมินความสมเหตุผลในการใช้ยาโอเมพราโซลในการป้องกันการเกิดแผลในทางเดินอาหารจากการใช้ NSAIDs โดยอ้างอิงแนวทางจาก <em>American College of Gastroenterology (ACG) </em><strong>ผลการวิจัย: </strong>ใบสั่งยาทั้งหมด 29,992 ใบสั่งยาที่มีการใช้ยาโอเมพราโซลในการป้องกันแผลในทางเดินอาหารจากการใช้ NSAIDs คิดเป็นมูลค่ายาโอเมพราโซล 2,876,489 บาท หรือ 95.91 บาทต่อใบสั่งยา ผลการประเมินพบว่าเป็นการใช้อย่างไม่สมเหตุผล 9,011 ใบสั่งยา (ร้อยละ 30.04) หรือคิดเป็น 759,198 บาท หรือ 25.31 บาทต่อใบสั่งยา <strong>สรุป </strong><strong>: </strong>โรงพยาบาลมีร้อยละการใช้ยาโอเมพราโซลชนิดรับประทานไม่สมเหตุผลในการป้องกันแผลในทางเดินอาหารจากการใช้ NSAIDs เท่ากับ 30.04 และมีมูลค่ายาโอมพราโซลที่ใช้อย่างไม่สมเหตุผล 25.31 บาทต่อใบสั่งยา โรงพยาบาลจึงควรมีการจัดทำแนวทางการใช้ยาที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วย</p> พิชญา อุดมศิลป์ ตุลาการ นาคพันธ์ อุไรวรรณ อกนิตย์ Copyright (c) 2022 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-12-22 2022-12-22 15 1 254 263 การบริการเภสัชกรรมที่พึงประสงค์ในคลินิกกัญชาทางการแพทย์แผนไทย: การทดลองทางเลือก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/255179 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อศึกษาคุณลักษณะของบริการเภสัชกรรมในคลินิกกัญชาทางการแพทย์แผนไทย (Thai traditional medical cannabis clinic: TTMCC) ที่ผู้ป่วยพึงพอใจ <strong>วิธีการ</strong><strong>:</strong> ผู้วิจัยสัมภาษณ์ผู้รับบริการในโรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานี 20 คนเพื่อหาคุณลักษณะที่เกี่ยวข้องต่อการเลือกรับบริการเภสัชกรรมใน TTMCC หลังจากนั้นนำคุณลักษณะที่ได้มาออกแบบแบบสอบถามที่เป็นเครื่องมือสำหรับการทดลองทางเลือก (discrete choice experiment: DCE) โดยด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป การวิจัยนำร่องในผู้รับบริการ 30 คน เพื่อหาค่าสัมประสิทธิ์ของแต่ละคุณลักษณะไปใช้ออกแบบแบบสอบถามสำหรับ DCE ในการวิจัยหลัก การคัดเลือกตัวอย่างใช้วิธีการเลือกแบบบังเอิญ การศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลจากผู้รับบริการของโรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานีที่ผ่านการตรวจสอบความตรงภายใน 200 คนประกอบด้วยผู้ป่วยนอก 170 คนและผู้ป่วยใน 30 คน <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong> การสัมภาษณ์พบว่า คุณลักษณะที่เกี่ยวข้องต่อการรับบริการจาก TTMCC มี 4 ด้าน ได้แก่ ความเป็นส่วนตัวในการรับบริการ วันและเวลาที่คลินิกเปิดให้บริการ ระยะเวลาปรึกษาเภสัชกร และช่องทางการติดต่อเภสัชกร การวิจัยหลักพบว่า อาสาสมัครสนใจเลือกรับบริการจาก TTMCC และคุณลักษณะทั้ง 4 ด้านมีผลต่อการเลือกรับบริการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยอาสาสมัครมีความพอใจสูงสุดต่อการใช้เวลาในการปรึกษากับเภสัชกร 20 นาที รองลงมาเป็นการใช้วิธีโทรศัพท์หรือใช้แอพพลิเคชั่นไลน์ในการติดต่อเภสัชกรเมื่อต้องการปรึกษาหรือแจ้งปัญหา การรับบริการทีละคน และคลินิกเปิดให้บริการทุกวันในวันและเวลาราชการ <strong>สรุป</strong><strong>:</strong> ผู้รับบริการโรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานี มีความสนใจรับการบริการเภสัชกรรมใน TTMCC และสามารถนำคุณลักษณะที่ได้จากการวิจัยมาสร้างรูปแบบการบริการใน TTMCC ที่พึงประสงค์ในมุมมองของของผู้ป่วยต่อไป</p> ฐิติกานต์ ศิริภากรกาญจน์ นุศราพร เกษสมบูรณ์ วรรณี ชัยเฉลิมพงษ์ สุกัณฑา หมวดทอง Copyright (c) 2022 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-12-22 2022-12-22 15 1 264 276 ปกและสารบัญ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/256740 บรรณาธิการ วารสารเภสัชกรรมไทย Copyright (c) 2022 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-12-22 2022-12-22 15 1 บุคคลสำคัญ: เภสัชกร รองศาสตราจารย์ ดร. บุญอรรถ สายศร ตอนที่ 1: ชีวิตและการทำงานในคณะเภสัชศาสตร์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/256742 บรรณาธิการ วารสารเภสัชกรรมไทย Copyright (c) 2022 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-12-22 2022-12-22 15 1 1 2