https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/issue/feed
วารสารเภสัชกรรมไทย
2026-06-29T11:21:08+07:00
Assoc Prof Sanguan Lerkiatbundit
sanguan.L@psu.ac.th
Open Journal Systems
<p> วารสารเภสัชกรรมไทยเป็นวารสารวิชาการอิเล็กทรอนิกส์ของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วารสารฯ มีวัตถุประสงค์คือเป็นสื่อกลางเผยแพร่และแลกเปลี่ยนวิชาการระหว่างนักวิจัยด้านเภสัชกรรม เภสัชกร นักวิชาการในสาขาที่เกี่ยวข้อง บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขอื่น ๆ ตลอดจนเป็นแหล่งเผยแพร่ผลงานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา</p> <p> วารสารเภสัชกรรมไทยเผยแพร่บทความที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานทางเภสัชกรรม ได้แก่การบริบาลทางเภสัชกรรม เภสัชกรรมสังคม การบริหารเภสัชกิจ เศรษฐศาสตร์ทางยา ระบาดวิทยาของยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ เภสัชสาธารณสุข เภสัชพฤติกรรมศาสตร์ การคุ้มครองผู้บริโภคด้านยาและสุขภาพ นิติเภสัชกรรม จริยศาสตร์เภสัชกรรม นโยบายด้านยาและสุขภาพ การประยุกต์ใช้ศาสตร์ทางสังคมและการบริหารในการปฏิบัติงานเภสัชกรรม</p> <p> ประเภทบทความที่รับตีพิมพ์ในวารสารเภสัชกรรมไทย คือ บทความวิจัยต้นฉบับ บทความทบทวนวรรณกรรมทั้งแบบเชิงบรรยาย (review article) การวิเคราะห์อภิมาน (meta-analysis) และการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ (systematic review) </p> <p> ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 วารสารได้เพิ่มจำนวนเล่มจาก 2 เป็น 4 ฉบับต่อปี ดังนี้ เล่มที่ 1 (มกราคม-มีนาคม) เล่มที่ 2 (เมษายน-มิถุนายน) เล่มที่ 3 (กรกฎาคม-กันยายน) และเล่มที่ 4 (ตุลาคม-ธันวาคม)</p>
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/289860
ปกและสารบัญ
2026-06-29T11:16:31+07:00
บรรณาธิการ วารสารเภสัชกรรมไทย
sanguan.l@psu.ac.th
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเภสัชกรรมไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/282741
การพัฒนาระบบกำกับดูแลการใช้ยาปฏิชีวนะโดยเภสัชกรเป็นแกนนำร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพ ในโรงพยาบาลจังหวัดเชียงขวาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
2025-10-28T09:15:09+07:00
ไพลาวอน ไซตากุลทอง
65010782004@msu.ac.th
สายทิพย์ สุทธิรักษา
saithip.s@msu.ac.th
รจเรศ นิธิไพจิตร
rodchares.n@msu.ac.th
<p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อพัฒนาและประเมินผลระบบกำกับดูแลและส่งเสริมการใช้ยาปฏิชีวนะสมเหตุสมผล (Antimicrobial Stewardship Program: ASP) โดยมีเภสัชกรเป็นแกนนำร่วมกับทีมสหวิชาชีพในโรงพยาบาลจังหวัดเชียงขวาง สาธารณรัฐ- ประชาธิปไตยประชาชนลาว <strong>วิธีการ:</strong> การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติแบบผสมผสานวิธีการ (mixed-method action research) ที่ดำเนินการระหว่างเดือนกันยายน<strong>–</strong>ธันวาคม พ<strong>.</strong>ศ<strong>.</strong> 2567 ในหอผู้ป่วยใน 4 หอของโรงพยาบาลจังหวัดเชียงขวาง ได้แก่ อายุรกรรม โรคติดเชื้อ กุมารเวชกรรม และศัลยกรรม การศึกษาแบ่งเป็น 2 ระยะคือ (1) การศึกษาเชิงคุณภาพเพื่อศึกษาบริบทและสภาพปัญหาโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกบุคลากรทางการแพทย์ 9 คน และ (2) การศึกษาเชิงปริมาณเป็นการพัฒนาและประเมินผลระบบ ASP โดยเปรียบเทียบความเหมาะสมการใช้ยา ceftriaxone ในผู้ป่วยที่มีการวินิจฉัยโรคติดเชื้อก่อนพัฒนาระบบ (n = 78) และหลังพัฒนาระบบ (n = 63) <strong>ผลการวิจัย:</strong> ASP ที่พัฒนาขึ้นเป็นระบบที่มีเภสัชกรทำหน้าที่ทบทวนความเหมาะสมของการใช้ยา ceftriaxone ตามเกณฑ์ที่สร้างขึ้นตามบริบทของโรงพยาบาล พร้อมทั้งให้ข้อมูลและคำปรึกษาแก่ทีมผู้รักษา เพื่อส่งเสริมการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุสมผล หลังการดำเนินงาน ASP พบว่า ความเหมาะสมในการเลือกใช้ยาปฏิชีวนะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยการเลือกใช้ยาหลังทราบผลเพาะเชื้อเพิ่มจากร้อยละ 62.5 เป็น 80.0 แต่ยังไม่เพิ่มขึ้นจนถึงระดับนัยสำคัญทางสถิติ (P = 0.856) ความเหมาะสมของขนาดและความถี่ของการใช้ยาปฏิชีวนะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจากร้อยละ 93.6 เป็น 100.0 (P = 0.025) การบริหารยาจากฉีดเป็นรับประทานเพิ่มจากร้อยละ 84.2 เป็น 87.5 แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (P = 0.733) และความเหมาะสมของระยะเวลาการใช้ยาเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 87.1 เป็น 95.2 แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (P = 0.168) นอกจากนี้แพทย์ยอมรับข้อเสนอของเภสัชกรร้อยละ 90.9 ส่งผลให้ปริมาณการใช้ยาฉีด ceftriaxone (DDD/1,000 วันนอน) ลดลงจาก 368.8 เป็น 181.4 (ลดลงร้อยละ 50.3) มูลค่าการใช้ยาลดลงจาก 96,161 บาทในช่วงก่อนพัฒนาระบบ (เดือนสิงหาคม) เป็น 46,791 บาทในช่วง หลังพัฒนาระบบ (เดือนธันวาคม) (ลดลงร้อยละ 51.3) และระยะเวลานอนโรงพยาบาลลดลงจาก 6.3 วัน เป็น 5.3 วัน <strong>สรุป:</strong> การพัฒนาระบบ ASP โดยมีเภสัชกรเป็นแกนนำในการประเมินและให้คำปรึกษาด้านการใช้ยาปฏิชีวนะร่วมกับทีมสหวิชาชีพมีแนวโน้มเพิ่มความเหมาะสมในการใช้ยาปฏิชีวนะ ลดปริมาณและค่าใช้จ่ายด้านยาและส่งผลให้ผลลัพธ์ทางคลินิกดีขึ้น จึงสามารถใช้เป็นแนวทางเพื่อพัฒนาระบบ ASP ในโรงพยาบาลของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวต่อไปในอนาคต</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเภสัชกรรมไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/283102
สถานการณ์ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพในร้านชำในจังหวัดกรุงเทพมหานคร: กรณีศึกษาของเขตภาษีเจริญและบางขุนเทียน
2025-10-29T08:49:24+07:00
ชินวัจน์ แสงอังศุมาลี
shinnawat@siam.edu
ณัฐวดี ธรเสนา
ntarasena@gmail.com
พิชัย ชัยชนะชัยชาญ
pichai.cha@siam.edu
ชิดชนก เรือนก้อน
chidchanok.r@cmu.ac.th
<p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาความชุกของยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่ปลอดภัยในร้านชำในเขตภาษีเจริญและเขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร และเพื่อประเมินระดับความรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพของผู้ประกอบการร้านชำ <strong>วิธีการ:</strong> การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบตัดขวางร่วมกับการศึกษาเชิงคุณภาพ การศึกษาเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากร้านชำจำนวน 115 แห่งโดยใช้แบบสำรวจที่มีโครงสร้างและเครื่องมือประเมินมาตรฐาน ได้แก่ Grocery Store–Rational Drug Use (G-RDU) และ Grocery Store–Safety Health Products (G-SHP) การศึกษายังได้สัมภาษณ์เชิงลึกในผู้ประกอบการจำนวน 10 ราย เพื่ออธิบายบริบทของผลการศึกษาเชิงปริมาณให้ชัดเจนยิ่งขึ้น <strong>ผลการศึกษา: </strong>จากร้านชำที่สำรวจทั้งหมด 115 แห่ง พบว่ามี 36 แห่ง (ร้อยละ 31.3) ที่จำหน่ายยา โดยในจำนวนนี้มี 25 แห่ง (คิดเป็นร้อยละ 21.7 ของร้านทั้งหมด) ที่จำหน่ายยานอกเหนือจากรายการยาสามัญประจำบ้าน เมื่อจำแนกตามเกณฑ์ความเสี่ยง พบว่าเป็นร้านกลุ่มเสี่ยงต่ำร้อยละ 80.87 กลุ่มเสี่ยงปานกลางร้อยละ 4.35 และกลุ่มเสี่ยงสูงร้อยละ 14.78 ในภาพรวม มีร้านชำจำนวน 48 แห่ง (ร้อยละ 41.7) ที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพ G-RDU หรือ G-SHP คะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพของผู้ประกอบการอยู่ที่ 76.99 ± 15.45 (จากคะแนนเต็ม 115) โดยมีผู้ประกอบการร้อยละ 46.1 ที่มีคะแนนตั้งแต่ 90 ขึ้นไป เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าคะแนนสูงสุดอยู่ในด้าน "ความเข้าใจ" และต่ำสุดในด้าน "การบอกต่อข้อมูล" ทั้งนี้ ผู้ประกอบการในกลุ่มร้านเสี่ยงสูงมีคะแนนความรอบรู้ต่ำกว่ากลุ่มร้านเสี่ยงต่ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการศึกษาเชิงคุณภาพเผยให้เห็นว่า ผู้ประกอบการยังไม่มั่นใจในการจำแนกประเภทผลิตภัณฑ์สุขภาพตามกฎหมาย มีพฤติกรรมจำหน่ายสินค้าตามความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก และขาดโอกาสในการเข้าถึงการอบรมอย่างเป็นทางการ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ช่วยอธิบายผลการวิจัยในการศึกษาเชิงปริมาณ <strong>สรุป</strong>: ร้านชำในเขตเมืองยังคงเป็นสถานที่ขายผลิตภัณฑ์สุขภาพที่สำคัญ แต่ยังมีความเสี่ยงอันเนื่องมาจากการไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบและระดับความรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพของผู้ประกอบการ การเสริมสร้างโปรแกรมการอบรมที่จำเพาะเจาะจง การพัฒนาคู่มือแนะนำด้านกฎระเบียบที่ชัดเจนสำหรับผู้ประกอบการร้านชำ และการขยายผลโครงการ G-RDU และ G-SHP จะช่วยยกระดับความปลอดภัยของผู้บริโภคและส่งเสริมการขายปลีกผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืน</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเภสัชกรรมไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/283411
การศึกษารูปแบบการพัฒนาความสามารถในการใช้ฉลากอาหารเพื่อคุ้มครองตนเองของผู้บริโภค ผ่านการถ่ายทอดจาก ครู ก.
2025-11-06T08:50:58+07:00
ดุริพัธ แจ้งใจ
jangjainear@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อพัฒนารูปแบบการพัฒนาสมรรถนะครู ก. ในการถ่ายทอดความสามารถในการใช้ฉลากอาหารเพื่อคุ้มครองตนเองให้แก่ผู้บริโภค และทดสอบประสิทธิภาพของรูปแบบดังกล่าว <strong>วิธีการ:</strong> การศึกษานี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียวที่มีการวัดผลก่อนและหลังการแทรกแซง การศึกษาประกอบด้วย 2 โครงการ โครงการที่ 1 คือ การพัฒนาสมรรถนะในการถ่ายทอดความสามารถในการใช้ฉลากอาหารเพื่อคุ้มครองตนเองให้แก่ผู้บริโภคของครู ก. จำนวน 32 คนที่คัดเลือกมาจากผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) หลักสูตรที่ใช้พัฒนา ครู ก. ถูกกำหนดขึ้นตามกรอบทฤษฎีพฤติกรรมที่มีการวางแผนไว้ และแนวคิด "ต้อง ตรวจ ตัด " ของธาริณี ศรีศักดิ์นอก หลักสูตรที่ใช้เป็นการอบรม 1 วันที่เน้นเนื้อหาการอ่านและแปลผลข้อมูลบนฉลากอาหาร เช่น ฉลากโภชนาการ วันหมดอายุ และการสังเกตผลิตภัณฑ์อันตรายผ่านกิจกรรมการบรรยายและฝึกปฏิบัติจากผลิตภัณฑ์จริง การศึกษาวัดความเปลี่ยนแปลงของครู ก. ด้านความรู้ ทัศนคติ และทักษะการใช้ฉลากอาหารก่อนและหลังการอบรม นอกจากนี้ ยังมีการประเมินทักษะการเป็นวิทยากร โดยครู ก. ผู้เข้าอบรมต้องได้คะแนนตั้งแต่ร้อยละ 80 ขึ้นไปในทั้งสองส่วน จึงจะถือว่าผ่านการประเมินและสามารถไปถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้บริโภค โครงการที่ 2 เป็นการประเมินผลการถ่ายทอดความสามารถในการใช้ฉลากอาหารเพื่อคุ้มครองตนเองของครู ก. แก่ผู้บริโภค จำนวน 640 คนในชุมชนของตนเอง การศึกษาการทดสอบความรู้และทักษะเกี่ยวกับการใช้ฉลากอาหารของผู้บริโภคก่อนและหลังการเรียนรู้จาก ครู ก. เพื่อวัดประสิทธิผลของรูปแบบการถ่ายทอด <strong>ผลการวิจัย:</strong> หลังการอบรม ครู ก. มีคะแนนความสามารถในการใช้ฉลากอาหารเพื่อคุ้มครองตนเองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยเฉพาะความสามารถฯด้านการตัดสินใจบริโภค (Cohen's d = 0.87, P < 0.001) รองลงมาคือ ด้านทักษะการตรวจสอบ (Cohen's d = 0.60, P =0.003) และด้านการเข้าถึงข้อมูลด้านอาหาร (Cohen's d = 0.53, P =0.006) ขณะที่ด้านความรู้ฉลากอาหาร ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนทัศนคติด้านฉลากอาหารดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Cohen's d = 0.53, P = 0.027) ครู ก. ที่เข้าอบรมผ่านเกณฑ์สมรรถนะที่กำหนดทุกคน หลังการเข้าอบรมกับครู ก ผู้บริโภคมีคะแนนความสามารถในการใช้ฉลากอาหารเพื่อคุ้มครองตนเองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยพัฒนาได้ดีที่สุดในด้านการตัดสินใจบริโภค (Cohen's d = 0.45, P < 0.001) รองลงมาคือด้านความรู้เกี่ยวกับฉลากอาหาร (Cohen's d = 0.44, P < 0.001) ด้านทักษะการตรวจสอบ (Cohen's d = 0.35, P < 0.001) และด้านความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลด้านอาหาร (Cohen's d = 0.29, P < 0.001) ส่วนทัศนคติด้านฉลากอาหารดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเช่นกัน (Cohen's d = 0.17, P < 0.001) <strong>สรุป:</strong> รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะครู ก. มีประสิทธิภาพในการเพิ่มความสามารถของทั้งครู ก. และทำให้สามารถถ่ายทอดความสามารถให้แก่ผู้บริโภคในเรื่องการใช้ฉลากอาหารเพื่อการคุ้มครองตนเองได้ ผู้เกี่ยวข้องสามารถนำรูปแบบดังกล่าวไปขยายผลโดยใช้เป็นวิธีการให้ความรู้แก่ผู้บริโภคอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเภสัชกรรมไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/283561
ประสิทธิผลของครีมสารสกัดดอกดาวเรืองฝรั่งเทียบกับครีมซิลเวอร์ซัลฟาไดอะซีนต่อ การหายของแผลในผู้ป่วยที่มีแผลกดทับ: การศึกษานำร่องแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุม
2025-11-11T12:15:39+07:00
นัสรียา มุขตารี
nusriya.km@gmail.com
ตถาพร ไม้สน
thaicamdtam@gmail.com
วิกิต ประกายหาญ
thaicamdtam@gmail.com
กุลธนิต วนรัตน์
thaicamdtam@gmail.com
ภณ ไวยวาสา
paulv2533@gmail.com
อาสีด ยาประจัน
aseedyaprachan@gmail.com
อุไรวรรณ จินตรัตน์
raintree.uc@gmail.com
มงคล อิงคะโลหะกุล
Eklhk05@hotmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลและความปลอดภัยของครีมสารสกัดดาวเรืองฝรั่งความเข้มข้นร้อยละ 5 กับครีมซิลเวอร์ซัลฟาไดอะซีนความเข้มข้นร้อยละ 1 ในการรักษาแผลกดทับ <strong>วิธีการ</strong><strong>: </strong>การศึกษานำร่องแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุมดำเนินการในผู้ป่วยแผลกดทับจำนวน 44 ราย ที่ได้รับการสุ่มเข้ากลุ่มที่ได้รับครีมสารสกัดดาวเรืองฝรั่ง 24 ราย และกลุ่มที่ได้รับครีมซิลเวอร์ซัลฟาไดอะซีน 20 ราย ตัวชี้วัดผลลัพธ์หลัก คือ การเปลี่ยนแปลงคะแนน pressure ulcer scale for healing (PUSH) ตลอดระยะเวลา 10 สัปดาห์ การศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลที่มีการวัดซ้ำด้วย linear mixed-effects model (LMM) โดยปรับค่าตั้งต้นและตัวแปรร่วมที่เกี่ยวข้อง การเปรียบเทียบการหายของแผลเมื่อสิ้นสุดการติดตาม 10 สัปดาห์ระหว่างกลุ่มใช้ chi-square test ส่วนความปลอดภัยประเมินจากอุบัติการณ์เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ (adverse events: AEs) เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์รุนแรง (serious adverse events: SAEs) และเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้นระหว่างการรักษา (treatment-emergent adverse events: TEAEs) <strong>ผลการวิจัย:</strong> ข้อมูลพื้นฐานของผู้ป่วยทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การวิเคราะห์ด้วย LMM พบว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ 6–10 กลุ่มสารสกัดดาวเรืองฝรั่งมีแนวโน้มลดคะแนน PUSH ได้มากกว่า และพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในสัปดาห์ที่ 9 และ 10 (ความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยที่ประมาณโดยใช้วิธีกำลังสองน้อยที่สุดเท่ากับ 1.90, P=0.02 และ 2.03, P=0.01 ตามลำดับ) สัดส่วนการหายของแผลเมื่อครบ 10 สัปดาห์ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (P=0.10) และไม่พบ AEs, SAEs หรือ TEAEs ในทั้งสองกลุ่ม <strong>สรุป:</strong> ครีมสารสกัดดาวเรืองฝรั่งความเข้มข้นร้อยละ 5 มีแนวโน้มช่วยลดค่า PUSH score ได้ดีกว่าครีมซิลเวอร์ซัลฟาไดอะซีนในสัปดาห์ที่ 9–10 ทั้งนี้ไม่พบเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในด้านสัดส่วนการหายของแผล ผลลัพธ์ดังกล่าวจึงบ่งชี้เพียงว่า <em>Calendula officinalis</em> อาจมีศักยภาพในการส่งเสริมกระบวนการสมานแผล แต่ยังไม่สามารถสรุปประสิทธิผลเชิงยืนยันได้อย่างชัดเจน และควรมีการศึกษาขนาดใหญ่เพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลดังกล่าว</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเภสัชกรรมไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/284045
อิทธิพลของความเชื่อเกี่ยวกับการรับประทานยาต่อความร่วมมือใน การรับประทานยาของผู้ป่วยโรคเบาหวานในอำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง
2025-12-21T08:25:48+07:00
นิภาวัลย์ รักซ้อน
66205501007@scphtrang.ac.th
สุขุมาภรณ์ ศรีวิศิษฐ
sukhumaporn@scphtrang.ac.th
บุบผา รักษานาม
buppha@scphtrang.ac.th
<p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อศึกษาระดับความร่วมมือในการรับประทานยา และอิทธิพลของความเชื่อเกี่ยวกับการรับประทานยาต่อความร่วมมือในการรับประทานยาของผู้ป่วยโรคเบาหวานในอำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง <strong>วิธีการ :</strong> การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์ภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคเบาหวานจำนวน 320 คนที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ที่ขึ้นทะเบียนในระบบการรักษา ได้รับการรักษาด้วยยาลดระดับน้ำตาลในเลือด และอาศัยอยู่ในอำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง การศึกษาประเมินความร่วมมือในการใช้ยาด้วยแบบวัด Medication Adherence Scale for Thais (MAST) นอกจากนี้ยังประเมินความเชื่อเกี่ยวกับการรับประทานยาตามแนวคิดของ Horne, Weinman และ Hankins ซึ่งประกอบด้วย 4 ด้าน คือ ด้านการรับรู้ความจำเป็นต่อการรับประทานยาที่ตนเองได้รับอยู่ ด้านความกังวลจากการรับประทานยาที่ตนเองได้รับอยู่ ด้านการสั่งใช้ยาให้ผู้ป่วยมากเกินไป และด้านอันตรายจากการรับประทานยาโดยทั่วไป การศึกษาเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่ให้ผู้ป่วยตอบเองในเวลาก่อนพบแพทย์ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จำนวน 22 แห่ง <strong>ผลการศึกษา:</strong> กลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยความร่วมมือในการรับประทานยา เท่ากับ 34.47±5.29 (คะแนนเต็ม 40) ตัวอย่าง 218 คน (ร้อยละ 68.10) มีความร่วมมือในการใช้ยาในระดับที่เพียงพอ การรับรู้ความจำเป็นต่อการรับประทานยาที่ตนเองได้รับอยู่มีความสัมพันธ์กับโอกาสที่เกิดความร่วมมือในการรับประทานยาของผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น (OR = 1.87, 95% CI: 1.27-2.76, P = 0.001) ส่วนความกังวลจากการรับประทานยาที่ตนเองได้รับอยู่ มีความสัมพันธ์กับโอกาสที่เกิดความร่วมมือในการรับประทานยาของผู้ป่วยที่ลดลง (OR = 0.65, 95% CI: 0.44-0.96, P = 0.033) ส่วนความเชื่อเรื่องการสั่งใช้ยาให้ผู้ป่วยมากเกินไปและอันตรายจากการรับประทานยาโดยทั่วไป ไม่มีความสัมพันธ์ต่อความร่วมมือในการรับประทานยาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P>0.05) <strong>สรุป:</strong> ความเชื่อเกี่ยวกับการรับประทานยา โดยเฉพาะการรับรู้ความจำเป็นและความกังวลต่อยาที่ได้รับ มีบทบาทสำคัญต่อความร่วมมือในการรับประทานยาของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผลการศึกษานี้สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการออกแบบการดูแลผู้ป่วยและการให้คำปรึกษาเพื่อส่งเสริมความร่วมมือในการใช้ยาในระดับปฐมภูมิได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเภสัชกรรมไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/284565
วิตามินอีในการบรรเทาโรคกระดูกพรุนบนหลักฐานเชิงประจักษ์
2026-01-04T12:49:51+07:00
วรัชญา เอื้อวัฒนะสกุล
nacky270732@gmail.com
เดียน่า กรีมี
ph.dianaka@gmail.com
<p>วิตามินอีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ได้รับความสนใจอย่างมากในการนำมาใช้ป้องกันภาวะกระดูกพรุน โดยเฉพาะในสตรีวัยหมดประจำเดือนที่มีความเสี่ยงสูงต่อการสูญเสียมวลกระดูก จากหลักฐานในสัตว์ทดลองและระดับเซลล์พบว่า tocotrienols สามารถลดภาวะเครียดออกซิเดชัน (oxidative stress) ปรับสมดุลการทำงานของโปรตีน RANKL/OPG (receptor activator of nuclear factor kappa B ligand/osteoprotegerin) ยับยั้งวิถี NF-κB (nuclear factor kappa B) และกระตุ้นการทำงานของเซลล์สร้างกระดูก (osteoblast) ได้ กลไกเหล่านี้ส่งผลให้การสร้างเซลล์สลายกระดูกลดลงและเพิ่มการสร้างกระดูกใหม่ ซึ่งส่งผลดีต่อโครงสร้างจุลภาคของกระดูก (microarchitecture) และช่วยลดระดับสารบ่งชี้การสลายกระดูกในเลือด นอกจากนี้ งานวิจัยทางคลินิกในมนุษย์ยังให้ผลที่สอดคล้องกัน โดยพบว่าการเสริมวิตามินอีในรูปแบบ mixed tocopherols สามารถลดสารบ่งชี้การสลายกระดูกได้อย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลจากการศึกษาเชิงสังเกตยังชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่บริโภควิตามินอีในระดับสูงมีความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มที่เคยมีประวัติกระดูกหักมาก่อน อย่างไรก็ตาม หลักฐานจากการวิจัยแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุมในมนุษย์ยังคงมีข้อจำกัดทั้งในด้านจำนวนผู้เข้าร่วมวิจัย ระยะเวลาศึกษา และการแยกศึกษาชนิดย่อย (isoform) ของวิตามินอี ทำให้ปัจจุบันยังไม่สามารถสรุปประสิทธิผลของวิตามินอีต่อการเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูกได้อย่างชัดเจน ดังนั้น เภสัชกรจึงมีบทบาทสำคัญในการให้คำแนะนำที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้วิตามินอี เพื่อใช้เป็นทางเลือกเสริมในการดูแลสุขภาพกระดูกร่วมกับการรักษามาตรฐาน</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเภสัชกรรมไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/284921
การใช้ดัชนีตัวเลือกยาปฏิชีวนะเพื่อรายงานสถานการณ์การดื้อยาปฏิชีวนะในโรงพยาบาลร้อยเอ็ด
2026-02-17T14:31:58+07:00
ศรีสกุล ไชยสิงห์
srisakul.ka@kkumail.com
นุศราพร เกษสมบูรณ์
nustat@kku.ac.th
นันทนิจ มีสวัสดิ์
Nantanit.M@hotmail.com
พิสชา เกษมทรัพย์
kasemsup.pisacha@gmail.com
วศิน จัตุโพธิ์
champ494236@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์การดื้อยาปฏิชีวนะของเชื้อแบคทีเรียก่อโรคที่สำคัญในโรงพยาบาลร้อยเอ็ดโดยใช้ดัชนีตัวเลือกยาปฏิชีวนะ (antibiotic options index: AOI) และนำเสนอข้อมูลเพื่อใช้เป็นแนวทางประกอบการพิจารณาเลือกใช้ยาปฏิชีวนะแบบเชิงประจักษ์ <strong>วิธีการ</strong><strong>:</strong> การวิจัยเชิงพรรณนาครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยเชิงปฏิบัติการในขั้นตอนการวางแผน โดยใช้ข้อมูล antibiogram ของโรงพยาบาลร้อยเอ็ดในช่วงปี พ.ศ. 2562 - 2567 มาคำนวณค่า AOI เพื่อประเมินความเพียงพอของตัวเลือกยาปฏิชีวนะหลักและตัวเลือกรองสำหรับเชื้อแบคทีเรียก่อโรคที่สำคัญ 8 ชนิด ได้แก่ <em>Acinetobacter baumannii</em>, <em>Pseudomonas aeruginosa</em>, <em>Klebsiella pneumoniae</em>, <em>Staphylococcus aureus</em>, <em>Escherichia coli</em>, <em>Enterococcus faecalis</em>, <em>Enterococcus faecium</em> และ <em>Streptococcus pneumoniae</em> จัดการสนทนากลุ่มร่วมในคณะอนุกรรมการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผลและการจัดการเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ เพื่อสะท้อนมุมมองต่อการใช้ AOI ในการรายงานสถานการณ์การดื้อยา และเป็นแนวทางเพื่อพิจารณาเลือกใช้ยาปฏิชีวนะแบบเชิงประจักษ์<strong> ผลการวิจัย</strong>: ในช่วงปี พ.ศ. 2562 - 2567 เชื้อ <em>A. baumannii</em>, <em>E. coli</em>, <em>K. pneumoniae</em>, <em>S. Pneumoniae</em> และ <em>E. faecium</em> มีค่า AOI หลัก (primary antibiotic options index: 1º AOI<sub>m2</sub>) ต่ำกว่าร้อยละ 80 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชื้อดื้อยาในเชื้อทั้ง 5 ชนิดดังกล่าว สำหรับดัชนีตัวเลือกยาปฏิชีวนะรอง (secondary antibiotic options index: 2ºAOI<sub>m2</sub>) พบว่า <em>A. baumannii</em> เป็นเชื้อที่มีปัญหาต่อเนื่องตลอดช่วงการศึกษา ผลการสนทนากลุ่มสะท้อนว่า AOI ช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าใจสถานการณ์การดื้อยาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น <strong>สรุป</strong><strong>:</strong> AOI เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ในการรายงานสถานการณ์การดื้อยาปฏิชีวนะในระดับโรงพยาบาล ผลการศึกษาชี้ว่าควรนำตารางตัวเลือกการใช้ยาต้านจุลชีพในโรงพยาบาลร้อยเอ็ดจาก antibiogram เป็นแนวทางสนับสนุนการตัดสินใจเลือกใช้ยาปฏิชีวนะแบบเชิงประจักษ์ร่วมกับดุลยพินิจทางคลินิกในโรงพยาบาลร้อยเอ็ดต่อไป</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเภสัชกรรมไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/285172
ผลลัพธ์ของการบริบาลทางเภสัชกรรมในหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะโลหิตจาง ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 1 เชียงใหม่
2026-02-25T08:37:12+07:00
จีราภรณ์ เขมดำรง
jeeraphorn_k@hotmail.com
วรรณกมล สอนสิงห์
wannakamol@gmail.com
สุรพันธ์ แสงสว่าง
suraphan3107@gmail.com
นราวดี เนียมหุ่น
narawadee.n@cmu.ac.th
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาผลของการให้บริบาลทางเภสัชกรรมต่อผลลัพธ์ด้านคลินิก ความรู้เรื่องภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในหญิงตั้งครรภ์ ความร่วมมือในการกินยาเสริมธาตุเหล็ก ปริมาณธาตุเหล็กจากอาหารที่รับประทานต่อวัน และศึกษาปัญหาจากการใช้ยาเสริมธาตุเหล็ก <strong>วิธีการ</strong><strong>:</strong> งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบกึ่งทดลองในหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะโลหิตจาง ทั้งหมด 80 คน แบ่งเป็นกลุ่มละ 40 คน กลุ่มทดลองได้รับการบริบาลทางเภสัชกรรมจำนวน 3 ครั้งห่างกันครั้งละ 1 เดือน ร่วมกับการดูแลตามแนวทางมาตรฐานของคลินิกฝากครรภ์ กลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามแนวทางมาตรฐานของคลินิกฝากครรภ์ การศึกษาประเมินผลทางคลินิกจากการตรวจค่าฮีโมโกลบิน (Hb) และฮีมาโตคริต (Hct) วัดผลความรู้เรื่องภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในหญิงตั้งครรภ์ด้วยแบบทดสอบ ประเมินความร่วมมือในการใช้ยาเสริมธาตุเหล็กโดยใช้วิธีการนับเม็ดยา และประเมินปริมาณธาตุเหล็กจากแบบบันทึกการรับประทานอาหาร 3 วัน <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> เมื่อสิ้นสุดการศึกษาคงเหลือกลุ่มตัวอย่าง 72 คน (กลุ่มทดลอง 36 คน และกลุ่มควบคุม 36 คน) หลังการได้รับการบริบาลทางเภสัชกรรม กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยของ Hb และ Hct มากกว่ากลุ่มควบคุม 0.26 g/dL (95%CI 0.01-0.50; Adjusted P=0.044) และ ร้อยละ 0.83 (95%CI 0.12-1.53, Adjusted P=0.022) ตามลำดับ ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และมีความรู้เรื่องภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในหญิงตั้งครรภ์ ความร่วมมือในการกินยาเสริมธาตุเหล็ก และปริมาณธาตุเหล็กจากอาหารที่รับประทานมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในกลุ่มทดลองพบปัญหาจากการใช้ยาทั้งหมด 70 ครั้ง ปัญหาที่พบมากที่สุด คือ ความไม่ร่วมมือในการใช้ยา <strong>สรุป</strong><strong>:</strong> การให้การบริบาลทางเภสัชกรรมทำให้หญิงตั้งครรภ์มีผลทางคลินิกดีขึ้น มีความรู้เรื่องภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในหญิงตั้งครรภ์ และเลือกรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงเพิ่มขึ้น อีกทั้งมีส่วนช่วยเพิ่มความร่วมมือในการใช้ยามากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเภสัชกรรมไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/285295
การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณการใช้ยาปฏิชีวนะกับ อัตราการติดเชื้อดื้อยาในแผนกผู้ป่วยในของโรงพยาบาลพังงา
2026-02-11T15:21:04+07:00
ชมพิศ ศิริวงศ์
ccn.anne@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อศึกษาปริมาณและแนวโน้มการใช้ยาปฏิชีวนะ อัตราการติดเชื้อดื้อยา และความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณการใช้ยาปฏิชีวนะกับอัตราการติดเชื้อดื้อยาในแผนกผู้ป่วยในของโรงพยาบาลพังงา <strong>วิธีการ</strong>: การวิจัยเชิงนิเวศวิทยาแบบย้อนหลังครั้งนี้ใช้ข้อมูลผู้ป่วยในของโรงพยาบาลพังงา ปีงบประมาณ พ.ศ. 2560-2567 การศึกษาวัดปริมาณการใช้ยาปฏิชีวนะด้วย defined daily dose (DDD) ต่อ 100 วันนอน และจำแนกยาปฏิชีวนะตาม AWaRe classification ข้อมูลเชื้อดื้อยาได้จากระบบ AMASS (AutoMated tool for Antimicrobial resistance Surveillance System) เวอร์ชัน 3.0 <strong>ผลการวิจัย</strong>: ปริมาณการใช้ยาปฏิชีวนะรวมเฉลี่ย 108.53±19.64 DDD/100 วันนอน ปริมาณการใช้ยากลุ่ม Watch (กลุ่มที่ต้องเฝ้าระวัง) มีสัดส่วนสูงสุดร้อยละ 60.20 ขณะที่กลุ่ม Access (กลุ่มที่ควรใช้) มีเพียงร้อยละ 38.35 ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายองค์การอนามัยโลก หลังการระบาดของ COVID-19 การใช้ยากลุ่ม carbapenem และ beta-lactam/Beta-lactamase inhibitor เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (ร้อยละ 36.20, P = 0.001 และร้อยละ 38.30, P = 0.038 ตามลำดับ) CRAB (carbapenem-resistant <em>Acinetobacter baumannii</em>) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทั้งในกระแสเลือด (P = 0.026) และทุกแหล่งติดเชื้อ (P <0.001) ความไวต่อยา fluoroquinolone ใน <em>E. coli</em> ลดลงจากร้อยละ 65.30 เหลือร้อยละ 26.10 ภายใน 8 ปี การศึกษาพบความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างการใช้ carbapenem กับอัตราเชื้อดื้อยาที่ระยะหน่วง 1 ปี (r = +0.773, P = 0.042) และ 2 ปี (r = +0.824, P = 0.044) อัตราป่วยตายจากการติดเชื้อ CRAB ในกระแสเลือดสูงร้อยละ 44.40 การติดเชื้อในโรงพยาบาลมีอัตราการดื้อยา (ร้อยละ 50.4) และอัตราการเสียชีวิต (ร้อยละ 38.3) ซึ่งสูงกว่าการติดเชื้อที่มาจากชุมชนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.001) <strong>สรุป</strong>: ปริมาณการใช้ยา carbapenem มีความสัมพันธ์กับอัตราการติดเชื้อ CRAB โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาผลแบบมีระยะหน่วง อัตราการเสียชีวิตจาก CRAB ในระดับสูง พบสัดส่วนการใช้ยากลุ่ม Watch สูง ในขณะที่ยากลุ่ม Access ต่ำกว่าเป้าหมายขององค์การอนามัยโลก แสดงถึงความไม่สมดุลตามกรอบ AWaRe โรงพยาบาลควรเพิ่มสัดส่วนการใช้ยากลุ่ม Access ให้สอดคล้องกับเป้าหมายองค์การอนามัยโลก ควบคู่กับการกำกับดูแลการใช้ยากลุ่ม fluoroquinolone และ carbapenem อย่างเป็นระบบ ตลอดจนบูรณาการ antimicrobial stewardship กับมาตรการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ และพัฒนาแนวทางการใช้ยาที่อิงข้อมูล antibiogram ของโรงพยาบาล เพื่อลดโอกาสการเกิดและการแพร่กระจายของเชื้อดื้อยาอย่างยั่งยืน</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเภสัชกรรมไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/285852
การจัดการยาคงคลังโดยใช้เทคนิค ABC – FSN: กรณีศึกษาโรงพยาบาลแสวงหา
2026-04-01T18:12:08+07:00
ณีรนันท์ วีระพล
neeranun.wl@gmail.com
อัษฎางค์ พลนอก
assadangp@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาการจัดกลุ่มยาตามลำดับมูลค่าคงคลังและอัตราการใช้ยา และเพื่อเป็นแนวทางการบริหารจัดการยาคงคลังอย่างมีประสิทธิภาพด้วยเครื่องมือ ABC-FSN analysis <strong>วิธีการ: </strong>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยประยุกต์ใช้เทคนิค ABC-FSN analysis ในการวิเคราะห์และจัดลำดับสินค้าคงคลังยา การศึกษารวบรวมข้อมูลการใช้ยาในปีงบประมาณ 2567 ได้แก่ มูลค่าของยา อัตราการใช้ยา และจำนวนเดือนที่ยาถูกใช้จนหมด จากนั้นจัดกลุ่มรายการยาโดย สินค้ากลุ่ม A คือ สินค้าที่มีจำนวนรายการร้อยละ 10-20 และมีมูลค่าใช้ยารวมร้อยละ 70-80 สินค้ากลุ่ม B คือ สินค้าที่มีจำนวนรายการร้อยละ 20-30 และมีมูลค่าใช้ยารวมร้อยละ 10-20 และ สินค้ากลุ่ม C คือ สินค้าที่มีจำนวนรายการร้อยละ 70-80 และมีมูลค่าใช้ยารวมร้อยละ 5-10 สินค้าในกลุ่ม F คือ สินค้าที่มีการหยิบใช้ 8 ถึง 12 ครั้งต่อปี ส่วนสินค้ากลุ่ม S คือ สินค้าที่มีการหยิบใช้ 2 ถึง 7 ครั้งต่อปี และสินค้ากลุ่ม N คือ สินค้าที่มีการหยิบใช้ 1 ครั้งต่อปี หรือในบางครั้งสินค้ากลุ่มนี้ไม่มีการหยิบใช้เลย <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>ยาคงคลังในปีงบประมาณ 2567 มีจำนวนทั้งหมด 294 รายการ แบ่งเป็นยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ 280 รายการ (ร้อยละ 95.2) และยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ 14 รายการ (ร้อยละ 4.8) คิดเป็นมูลค่าคงคลังรวม 1,467,933.0 บาท มูลค่ายาที่ใช้ไปปีงบประมาณ 2567 มีทั้งสิ้น 10,018,905.7 บาท เมื่อวิเคราะห์ด้วย ABC-FSN analysis พบว่ายากลุ่ม AF, BF และ CF มีจำนวนร้อยละ 9.5, 15.6 และ 23.5 ตามลำดับ โดยมีมูลค่าใช้ยาร้อยละ 67.7, 18.1 และ 5.4 ตามลำดับ ยากลุ่ม AS, BS และ CS มีจำนวนร้อยละ 0.7, 2.7 และ 32.0 ตามลำดับ โดยมีมูลค่ายาที่ใช้ร้อยละ 1.7, 3.0 และ 3.5 ตามลำดับ ยากลุ่ม AN, BN และ CN มีจำนวนร้อยละ 0.0, 0.7 และ 15.3 ตามลำดับซึ่งมีมูลค่าใช้ยาร้อยละ 0.0, 0.5 และ 0.2 ตามลำดับ <strong>สรุป</strong><strong>: </strong>การจัดเก็บยากลุ่ม AF, BF และ CF ที่มีอัตราการใช้สูง ควรกำกับดูแลจำนวนยาและการบริหารความถี่การจัดซื้อให้เหมาะสมเพื่อป้องกันยาขาดคลัง ส่วนยากลุ่ม AS และ AN ซึ่งมีมูลค่าคงคลังรวมรองลงมาและมีอัตราการเคลื่อนไหวต่ำ ควรได้รับการกำกับดูแลในลำดับรองลงมาโดยการลดปริมาณการสำรองเกินความจำเป็น การกำหนดรอบการตรวจนับที่ยาวขึ้น และการสั่งซื้อเฉพาะเมื่อจำเป็นเพื่อลดต้นทุนการถือครองสินค้าและลดความเสี่ยงของการสูญเสียจากยาหมดอายุ สำหรับกลุ่ม CN ซึ่งมีมูลค่าน้อยและไม่ค่อยเคลื่อนไหว ควรพยายามลดรายการและมูลค่าของยากลุ่มนี้ลงให้มากที่สุด</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเภสัชกรรมไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/286174
การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมผลิตภัณฑ์อาหารในกลุ่มเศรษฐกิจฐานราก จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการ
2026-03-23T16:38:04+07:00
อัญชรี แก้วประเสริฐ
oiluncharee@gmail.com
พักตร์วิภา สุวรรณพรหม
puckwipa.suwan@cmu.ac.th
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong> : เพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมผลิตภัณฑ์อาหารในกลุ่มเศรษฐกิจฐานราก จังหวัดเชียงใหม่ <strong>วิธีกา</strong>ร: การวิจัยเชิงปฏิบัติการที่ดำเนินการระหว่างเดือนมกราคมถึงธันวาคม 2568 ครั้งนี้ มีขั้นตอนการดำเนินการดังนี้ 1) การสำรวจสถานการณ์การส่งเสริมผลิตภัณฑ์อาหารในกลุ่มเศรษฐกิจฐานราก จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้การสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างกับผู้แทนหน่วยงาน/องค์กรที่เกี่ยวข้อง 2) การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมผลิตภัณฑ์อาหารฯ โดยการสนทนากลุ่มกับผู้แทนหน่วยงาน/องค์กรที่เกี่ยวข้อง 3) การนำรูปแบบที่พัฒนาขึ้นไปใช้ และ 4) การประเมินผลการดำเนินการ<strong> ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> แม้จังหวัดเชียงใหม่จะมีคณะทำงานซึ่งเป็นตัวแทนของหน่วยงานที่หลากหลาย เพื่อทำหน้าที่ในการส่งเสริมผลิตภัณฑ์อาหารในกลุ่มนี้ แต่การทำงานยังแยกส่วนและไม่เป็นระบบ กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการได้ช่วยทำให้หน่วยงานเหล่านี้ได้ร่วมกันพัฒนาแนวทางการทำงานร่วมกัน โดยรูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 1. การถ่ายทอดความรู้ 2. การเยี่ยมเยียน 3. การสนับสนุน 4. การประชุม และ 5. การจัดการข้อมูล ภายหลังการดำเนินกิจกรรมตามรูปแบบที่ตัวแทนของหน่วยงานผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ร่วมกันพัฒนาขึ้นเป็นเวลา 5 เดือน พบว่า ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 12 ราย ได้รับอนุญาตสถานที่ผลิต 3 ราย กำลังยื่นเอกสารขอรับการตรวจประเมินสถานที่ผลิต 1 ราย อยู่ระหว่างดำเนินการปรับปรุงสถานที่และเครื่องมือเครื่องใช้เพื่อขออนุญาตสถานที่ผลิต 7 ราย และไม่ประสงค์จะขออนุญาตสถานที่ผลิตแล้ว 1 ราย ทั้งนี้ยังไม่มีผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตผลิตภัณฑ์ <strong>สรุป</strong><strong>:</strong> การพัฒนาระบบและกลไกในการส่งเสริมผู้ประกอบการ จำเป็นต้องได้รับสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกหน่วยงาน รวมถึงการกำหนดเป้าหมายร่วมกัน โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเป็นตัวเชื่อมประสาน จึงทำให้ผู้ประกอบการมีความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ ดำเนินการปรับปรุงสถานที่ผลิตให้ได้มาตรฐาน และเข้าถึงการสนับสนุนจากภาครัฐและแหล่งเงินทุนต่าง ๆ</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเภสัชกรรมไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/286778
การวัดภาระงาน อัตรากำลังพึงมี และผลิตภาพด้านเภสัชกรรมโรงพยาบาลด้วย เว็บแอปพลิเคชัน : กรณีศึกษาโรงพยาบาลหนึ่งในจังหวัดสมุทรสาคร
2026-04-01T18:14:28+07:00
ชุมพร ชื่นชม
Chunchom_C@silpakorn.edu
พีรยศ ภมรศิลปธรรม
Pamonsinlapa_P@su.ac.th
<p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> 1) เพื่อพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันที่สอดคล้องกับกระบวนงานทางเภสัชกรรม โดยมีความสามารถบันทึกและแสดงผลภาระงานรายบุคคลในงานจ่ายยาของแผนกเภสัชกรรม และ 2) เปรียบเทียบผลลัพธ์การคำนวณภาระงาน อัตรากำลังพึงมี และผลิตภาพระหว่างวิธีการคำนวณแบบเดิม (อิงจำนวนใบสั่งยา) และวิธีการคำนวณแบบใหม่ (อิงจำนวนรายการยา) ที่อาศัยเว็บแอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้น <strong>วิธีการ:</strong> การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงประเมินผลที่ดำเนินการในแผนกเภสัชกรรมของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรสาคร การศึกษาเก็บข้อมูลจากบุคลากรปฏิบัติงาน 70 คน ระหว่างวันที่ 1–31 ธันวาคม พ.ศ. 2568 เว็บแอปพลิเคชันพัฒนาด้วยภาษา PHP, HTML, CSS และ JavaScript และฐานข้อมูล MySQL โดยออกแบบให้รองรับการบันทึกข้อมูลตามกระบวนการทำงาน ของห้องจ่ายยาย่อย การศึกษาเปรียบเทียบผลการวัดภาระงาน อัตรากำลัง และผลิตภาพจากวิธีการเดิมและจากการใช้เว็บแอปพลิเคชันโดยใช้สถิติ paired sample t-test ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ร่วมกับการวิเคราะห์โดยใช้ Bland–Altman plot เพื่อประเมินความสอดคล้องระหว่างวิธีการคำนวณ<strong> ผลการวิจัย:</strong> เว็บแอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้น สามารถบันทึกภาระงานของผู้ปฏิบัติงานได้ตามขั้นตอนการทำงานจริงตั้งแต่การบันทึกข้อมูลยาในระบบ การออกฉลากยา การจัดยา การตรวจสอบยาโดยเภสัชกร และการจ่ายยาและเวชภัณฑ์ รวมทั้งภาระงานเรื่องการรับคืนยา ระบบสามารถแสดงภาพผลลัพธ์ที่เป็นปัจจุบันด้วยแดชบอร์ดที่สามารถแยกการแสดงผลตามห้องจ่ายยาและรายบุคคล ผลการวิเคราะห์ภาระงานด้วยวิธีการใหม่พบว่าเท่ากับ 160.25 ชั่วโมง อัตรากำลังพึงมี คือ 20.26 FTEs และผลิตภาพเท่ากับร้อยละ 62.46 โดยมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าการคำนวณแบบเดิม (151.14 ชั่วโมง, 19.06 FTEs, และร้อยละ 58.92 ตามลำดับ) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.001) การเปรียบเทียบผลการคำนวณโดยใช้ Bland–Altman plot พบว่า ข้อมูลทั้งหมดอยู่ภายในช่วง limits of agreement โดยมีสัดส่วนร้อยละ 96.77–100.00 ของข้อมูลทั้งหมด <strong>สรุป:</strong> เว็บแอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการบริหารจัดการกำลังคนได้อย่างเป็นระบบในงานเภสัชกรรมโรงพยาบาล ระบบสามารถแสดงผลสรุปภาระงานได้ทุกกระบวนการงานบริการจ่ายยาผู้ป่วย การคำนวณภาระงานโดยใช้จำนวนรายการยาอาจสะท้อนภาระงาน อัตรากำลังและความต้องการอัตรากำลังในแผนกเภสัชกรรมได้</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเภสัชกรรมไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/287153
การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างรายการยาที่พบปัญหาที่เกี่ยวข้องกับยา และประเภทของปัญหาที่พบในผู้ป่วยนอกโรคหัวใจและหลอดเลือด
2026-04-09T12:50:00+07:00
ศิริพร จันทฤาไชย
siripornjant@gmail.com
เนาวคุณ อริยพิมพ์
yok_bear@yahoo.com
จิตรดา อึ้งประเสริฐ
jitrada_jum@yahoo.com
พวงผกา อึ้งประเสริฐ
mynamejim@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างรายการยาที่พบปัญหาที่เกี่ยวข้องกับยา (drug-related problems: DRPs) กับประเภทของ DRPs ที่พบในผู้ป่วยนอกโรคหัวใจและหลอดเลือด <strong>วิธีการ:</strong> งานวิจัยเชิงพรรณนาเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลังครั้งนี้เก็บข้อมูลการทบทวนคำสั่งใช้ยาโดยเภสัชกรในแผนกผู้ป่วยนอกโรคหัวใจและหลอดเลือด ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ฯ ระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2565 ถึง กันยายน พ.ศ. 2568 การศึกษาวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างรายการยาที่พบ DRPs กับประเภทของ DRPs โดยใช้แบบจำลอง Generalized Estimating Equations (GEE) และรายงานผลเป็นค่า adjusted odds ratio (aOR) พร้อมช่วงความเชื่อมั่นร้อยละ 95 (95% confidence interval: CI) และค่า P-value <strong>ผลการวิจัย:</strong> ผู้ป่วยในการศึกษามีจำนวน 3,349 ราย อายุเฉลี่ย 64.1 ± 13.2 ปี พบ DRPs รวม 4,191 เหตุการณ์ โดย DRPs ที่พบมากที่สุด คือ การไม่ได้รับยาที่ควรได้รับจำนวน 1,161 เหตุการณ์ (ร้อยละ 27.7) DRPs ที่พบมีความเกี่ยวข้องกับ warfarin มากกว่ายาตัวอื่น (1,119 เหตุการณ์หรือร้อยละ 26.7 ของ DRPs ทั้งหมด) DRPs ที่พบมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มยาต้านการเกิดลิ่มเลือดมากกว่ายากลุ่มอื่น (1,458 เหตุการณ์หรือร้อยละ 34.8) DRPs จาก warfarin มีโอกาสเป็น DRPs ประเภทการได้รับขนาดยาสูงเกินไป (aOR 3.57; 95% CI 2.92-4.37; P<0.001) และการได้รับขนาดยาต่ำเกินไป (aOR 4.78; 95% CI 3.84-5.94; P<0.001) มากกว่า DRPs จากยาอื่น ส่วน DRPs จาก atorvastatin มีโอกาสเป็น DRPs ประเภทการสั่งยาที่มีประวัติแพ้หรือมีประวัติการเกิด ADRs มากกว่า DRPs จากยาอื่น (aOR 3.24; 95% CI 2.16-4.84; P<0.001) ส่วน DRPs จากยา metformin มีโอกาสเป็น DRPs ประเภทการเลือกใช้ยาไม่เหมาะสมมากกว่า DRPs จากยาอื่น (aOR 3.32; 95% CI 2.23-4.93; P<0.001) <strong>สรุป:</strong> ประเภทของ DRPs ที่พบมีความแตกต่างกันตามรายการยาที่พบ DRPs อย่างมีนัยสำคัญ เช่น DRPs จาก warfarin มักอยู่ในประเภทการได้รับขนาดยาสูงและต่ำเกินไป DRPs จากยา atorvastatin มักเป็นประเภทการสั่งยาที่มีประวัติแพ้หรือมีประวัติการเกิด ADR การวิเคราะห์ DRPs ในระดับรายการยาช่วยให้สามารถระบุแนวโน้มการเกิด DRPs ได้ การศึกษานี้สะท้อนให้เห็นบทบาทของเภสัชกรในการตรวจพบและป้องกัน DRPs ผลการวิจัยสามารถนำไปประยุกต์ใช้พัฒนาระบบสนับสนุนการตัดสินใจทางคลินิกเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการใช้ยา</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเภสัชกรรมไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/288203
การพัฒนาเครื่องมือการไฮไลต์โดยผู้สอนกำหนดร่วมกับคำถามชี้นำเชิงโครงสร้าง สำหรับการเรียนเภสัชวิทยาโดยใช้บทความเป็นฐาน: การศึกษาเชิงออกแบบ
2026-05-03T16:44:14+07:00
สุวรรณา ภัทรเบญจพล
suwanna.p@ubu.ac.th
นุตติยา วีระวัธนชัย
nuttiya.w@ubu.ac.th
<p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อพัฒนาต้นแบบเครื่องมือการไฮไลต์โดยผู้สอนกำหนดร่วมกับคำถามชี้นำเชิงโครงสร้าง (instructor-provided highlighting with structured question prompts: IHSQP) ซึ่งเป็นโครงช่วยการอ่าน (reading scaffold) ที่ผสานการชี้ ตำแหน่งหลักฐานในบทความโดยผู้สอนเข้ากับชุดคำถามแบบลำดับก้าวหน้า (progressive task blocks) สำหรับการเรียน เภสัชวิทยาโดยใช้บทความเป็นฐาน และเพื่ออธิบายโครงสร้าง ขั้นตอนการพัฒนา และการประกันคุณภาพภายในของเครื่องมือ อย่างเป็นระบบ <strong>วิธีการ:</strong> การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงออกแบบระยะที่ 1 ของโครงการวิจัย 2 ระยะ ซึ่งมุ่งพัฒนาและกำหนด รายละเอียดของต้นแบบเครื่องมือก่อนนำไปประเมินผลกับผู้เรียนจริงในระยะที่ 2 การออกแบบอาศัยทฤษฎีภาระทางปัญญา การชี้นำความสนใจ การชี้แนะอย่างมีโครงสร้าง และการจัดการเรียนรู้โดยเน้นผลลัพธ์ กระบวนการพัฒนาประกอบด้วย 7 ขั้นตอน ได้แก่ การวิเคราะห์บริบทและผลลัพธ์การเรียนรู้ การกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับกิจกรรม การคัดเลือกบทความต้นแบบ การสร้างผังคำถาม การพัฒนาสมุดงานหลักฐาน การจัดทำเครื่องมือ IHSQP และการประกันคุณภาพภายใน <strong>ผลการวิจัย:</strong> กระบวนการพัฒนาทำให้ได้ต้นแบบเครื่องมือ IHSQP สำหรับหัวข้อเภสัชวิทยาของยารักษาโรคต้อหิน ซึ่งประกอบด้วยเอกสาร สำหรับผู้เรียนและเอกสารสำหรับผู้สอน เครื่องมือมีคำถามชี้นำเชิงโครงสร้าง 5 ชุด ชุดละ 4 ข้อ รวม 20 ข้อ ซึ่งมีการจัดลำดับ คำถามจากความเข้าใจพื้นฐานไปสู่การให้เหตุผลด้านการรักษา บทความที่ผ่านการไฮไลต์มีหน่วยหลักฐาน 58 หน่วย โดยจำแนก แหล่งที่มาของแต่ละหน่วยเป็นหลักฐานจากบทความต้นแบบและสื่อสนับสนุนเชิงภาพที่ผู้วิจัยจัดทำขึ้น ผลการประกันคุณภาพ ภายในยืนยันว่า หลักฐานทุกหน่วยมีตำแหน่งอ้างอิงตรวจสอบย้อนกลับได้ และคำถามทุกข้อมีหลักฐานครอบคลุมเพียงพอสำหรับ การตอบคำถาม <strong>สรุป:</strong> IHSQP เป็นต้นแบบโครงช่วยการอ่านที่เชื่อมโยงคำถาม หลักฐาน และการให้เหตุผลด้านเภสัชวิทยา อย่างเป็นระบบ โดยมีตรรกะการออกแบบและขั้นตอนการพัฒนาที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ จึงเป็นฐานสำหรับการประเมินผลกับ ผู้เรียนจริงในการศึกษาระยะต่อไป อย่างไรก็ตามเครื่องมือยังผ่านเพียงการประกันคุณภาพภายในโดยทีมผู้วิจัย และยังไม่ได้รับ การตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญภายนอก</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเภสัชกรรมไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/287413
ภาระทางปัญญาและผลลัพธ์ด้านการเรียนรู้ในการเรียนเภสัชวิทยาโดยใช้บทความเป็นฐานด้วย เครื่องมือการไฮไลต์โดยผู้สอนกำหนดร่วมกับคำถามชี้นำเชิงโครงสร้าง: การประเมินในชั้นเรียน
2026-04-17T11:47:21+07:00
นุตติยา วีระวัธนชัย
nuttiya.w@ubu.ac.th
สุวรรณา ภัทรเบญจพล
suwanna.p@ubu.ac.th
<p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อประเมินผลของการใช้เครื่องมือการไฮไลต์โดยผู้สอนกำหนดร่วมกับคำถามชี้นำเชิงโครงสร้าง</p> <p>(Instructor-Provided Highlighting with Structured Question Prompts: IHSQP) ในการเรียนโดยใช้บทความเป็นฐานในรายวิชา หลักการทางเภสัชวิทยา ต่อพฤติกรรมการใช้เครื่องมือ IHSQP ของผู้เรียน ภาระทางปัญญา และผลลัพธ์ด้านการเรียนรู้ <strong>วิธีการ:</strong> การศึกษานี้เป็นการประเมินทางการศึกษาแบบกลุ่มเดียวภายหลังได้รับกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาเภสัชศาสตร์ ปีที่ 2 จำนวน 107 คน ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาหลักการทางเภสัชวิทยาในภาคการศึกษาปลาย ปีการศึกษา 2568 ผู้เรียนได้รับ IHSQP ล่วงหน้าเพื่อใช้เป็นโครงช่วยการอ่านบทความภาษาอังกฤษเกี่ยวกับยารักษาโรคต้อหิน การศึกษาเก็บข้อมูลด้วย<br />แบบสอบถามออนไลน์เพื่อประเมินพฤติกรรมการใช้ IHSQP ภาระทางปัญญาใน 4 มิติย่อย การรับรู้ถึงความเข้าใจก่อน–หลังเรียน โดยสอบถามแบบย้อนหลังเมื่อการเรียนผ่านไปแล้ว แบบวัดทั้งหมดเป็นมาตรวัดลิเคิร์ต 7 ระดับ ผู้วิจัยยังได้เก็บข้อมูลคะแนน ทดสอบหลังเรียนและบันทึกการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในฐานะตัวแปรบริบท <strong>ผลการศึกษา:</strong> คะแนนเฉลี่ยการใช้ IHSQP เท่ากับ 4.05 ± 1.17 การใช้และการรับรู้ประโยชน์ของปัญญาประดิษฐ์มีค่าเฉลี่ย 5.28 ± 0.98 ภาระที่จำเป็นต่อการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (5.29 ± 0.84) รองลงมาคือภาระภายใน (5.18 ± 0.77) ภาระภายนอกจากภาษาอังกฤษ (4.84 ± 0.98) และภาระภายนอก จากรูปแบบการนำเสนอ (3.89 ± 0.89) คะแนนการรับรู้ความเข้าใจหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนแบบย้อนหลัง อย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติ มัธยฐานของคะแนนการรับรู้ถึงความเข้าใจหลังเรียนอยู่ในระดับที่สูงกว่าในช่วงก่อนเรียนเท่ากับ 1.20 (IQR 0.80–2.40) ซึ่งมีนัยสำคัญทางสถิติ (P < 0.001) คะแนนผลการทดสอบหลังเรียนที่ตัวอย่างรายงานด้วยตนเองมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 7.47 ± 1.62 จากคะแนนเต็ม 10 การศึกษาไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญระหว่างภาระทางปัญญากับผลลัพธ์ด้านการเรียนรู้ <strong> สรุป: </strong>ผล การประเมินในชั้นเรียนนี้ชี้ว่า IHSQP สามารถใช้เป็นโครงช่วยการอ่านเพื่อชี้นำความสนใจไปยังหลักฐานสำคัญและสนับสนุนการ เชื่อมโยงข้อมูลในการให้เหตุผลทางเภสัชวิทยา โดยภาระภายนอกจากรูปแบบการนำเสนอมีค่าต่ำกว่าภาระภายนอกจากภาษา อังกฤษและภาระภายในจากเนื้อหา อย่างไรก็ตามด้วยรูปแบบการศึกษาแบบกลุ่มเดียวและการใช้ปัญญาประดิษฐ์ร่วมของผู้เรียน ผลลัพธ์ที่พบจึงควรตีความเป็นผลจากการประเมินในชั้นเรียนที่มีปัจจัยที่หลากหลายมาเกี่ยวข้อง ไม่อาจสรุปว่าเป็นผลมาจาก IHSQP เพียงอย่างเดียว</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเภสัชกรรมไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/287450
ความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดอันตรกิริยาระหว่างยา ในผู้ป่วยสูงอายุโรคมะเร็งในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง
2026-04-17T12:18:04+07:00
ทิพาวรรณ หิรัญมาพร
tipcha@kku.ac.th
เบญญาภา หมื่นมนตรี
benyapha.m@kkumail.com
นิศากาณฑ์ ศรีบุตร
nisakan.s@kkumail.com
มานิตย์ แซ่เตียว
manitsa@kku.ac.th
ปิยกาญจน์ วัชเรนทร์วงศ์
piyawa@kku.ac.th
สุธาร จันทะวงศ์
suthch@kku.ac.th
<p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาความชุก ความรุนแรง และปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดอันตรกิริยาระหว่างยา (drug-drug interactions: DDIs) ในผู้ป่วยสูงอายุโรคมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด <strong>วิธีการ:</strong> การวิจัยเชิงพรรณนาภาคตัดขวางแบบย้อนหลังครั้งนี้ทำในผู้ป่วยอายุ 65 ปีขึ้นไปจำนวน 390 ราย ณ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2566 การศึกษาเก็บข้อมูลเกี่ยวกับยาจากฐานข้อมูลระเบียนประวัติอิเล็กทรอนิกส์ และประเมิน DDIs โดยใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูล Lexicomp® และ Beers Criteria® ฉบับปรับปรุงปี 2023 ของสมาคมผู้สูงอายุแห่งอเมริกา <strong>ผลการวิจัย:</strong> ความชุกของอันตรกิริยาระหว่างยาที่อาจเกิดขึ้น (potential DDIs) ตามฐานข้อมูล Lexicomp® เท่ากับร้อยละ 97.4 ความชุกของคู่ยาที่อาจไม่เหมาะสม (potentially inappropriate drug combinations) ตาม Beers Criteria® เท่ากับร้อยละ 23.8 การวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกส์แบบพหุตัวแปรพบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับการเกิด potential DDIs ตามฐานข้อมูล Lexicomp® ได้แก่ การใช้ยาร่วมกันตั้งแต่ 10 รายการขึ้นไป (aOR 18.04, 95% CI: 6.05–53.86, P<0.001) ระยะโรคมะเร็งที่มีการแพร่กระจาย (aOR 1.88, 95% CI: 1.18–3.00, P=0.008) มะเร็งทางนรีเวช (aOR 3.59, 95% CI: 1.65–7.80, P=0.001) และโรคมะเร็งชนิดอื่นๆ (aOR 5.26, 95% CI: 1.96–14.16, P=0.001) คู่ยาที่พบจาก DDIs ส่วนใหญ่มีความเสี่ยงระดับ C (ร้อยละ 56.5 ของคู่ยาที่พบ) <strong>สรุป:</strong> ผู้ป่วยสูงอายุโรคมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัดมีความชุกในการเกิด potential DDIs สูง จำนวนรายการยาที่ผู้ป่วยได้รับมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับการเกิด potential DDIs ที่เพิ่มขึ้น เภสัชกรจึงควรมีบทบาทในการทบทวนรายการยาและเฝ้าระวังอันตรกิริยาระหว่างยาอย่างเป็นระบบร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการใช้ยาของผู้ป่วย</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเภสัชกรรมไทย