https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/issue/feed
วารสารเภสัชกรรมไทย
2026-09-24T11:31:49+07:00
Assoc Prof Sanguan Lerkiatbundit
sanguan.L@psu.ac.th
Open Journal Systems
<p> วารสารเภสัชกรรมไทยเป็นวารสารวิชาการอิเล็กทรอนิกส์ของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วารสารฯ มีวัตถุประสงค์คือเป็นสื่อกลางเผยแพร่และแลกเปลี่ยนวิชาการระหว่างนักวิจัยด้านเภสัชกรรม เภสัชกร นักวิชาการในสาขาที่เกี่ยวข้อง บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขอื่น ๆ ตลอดจนเป็นแหล่งเผยแพร่ผลงานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา</p> <p> วารสารเภสัชกรรมไทยเผยแพร่บทความที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานทางเภสัชกรรม ได้แก่การบริบาลทางเภสัชกรรม เภสัชกรรมสังคม การบริหารเภสัชกิจ เศรษฐศาสตร์ทางยา ระบาดวิทยาของยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ เภสัชสาธารณสุข เภสัชพฤติกรรมศาสตร์ การคุ้มครองผู้บริโภคด้านยาและสุขภาพ นิติเภสัชกรรม จริยศาสตร์เภสัชกรรม นโยบายด้านยาและสุขภาพ การประยุกต์ใช้ศาสตร์ทางสังคมและการบริหารในการปฏิบัติงานเภสัชกรรม</p> <p> ประเภทบทความที่รับตีพิมพ์ในวารสารเภสัชกรรมไทย คือ บทความวิจัยต้นฉบับ บทความทบทวนวรรณกรรมทั้งแบบเชิงบรรยาย (review article) การวิเคราะห์อภิมาน (meta-analysis) และการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ (systematic review) </p> <p> ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 วารสารได้เพิ่มจำนวนเล่มจาก 2 เป็น 4 ฉบับต่อปี ดังนี้ เล่มที่ 1 (มกราคม-มีนาคม) เล่มที่ 2 (เมษายน-มิถุนายน) เล่มที่ 3 (กรกฎาคม-กันยายน) และเล่มที่ 4 (ตุลาคม-ธันวาคม)</p>
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/292069
ปกและสารบัญ
2026-09-24T11:27:35+07:00
บรรณาธิการ วารสารเภสัชกรรมไทย
sanguan.l@psu.ac.th
2026-09-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเภสัชกรรมไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/284910
การพัฒนาแดชบอร์ดสำหรับงานกำกับดูแลการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมในโรงพยาบาล: กรณีศึกษาโรงพยาบาลอ่างทอง
2026-03-28T11:50:47+07:00
ดามพวรรณ ทองมั่น
ddddam@hotmail.com
สรวง รุ่งประกายพรรณ
RUNGPRAGAYPHAN_S@su.ac.th
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อพัฒนาแดชบอร์ดสำหรับงานกำกับดูแลการใช้ต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมของโรงพยาบาลอ่างทอง <strong>วิธีการ</strong>: ผู้วิจัยรวบรวมและวิเคราะห์ตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมจาก 3 แหล่งข้อมูล ได้แก่ 1) antimicrobial stewardship programmes in health-care facilities in low- and middle-income countries: a WHO practical toolkit 2) ตัวชี้วัดงานการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพของกระทรวงสาธารณสุข และ 3) การสัมภาษณ์เชิงลึกเภสัชกรผู้ปฏิบัติงานด้านการกำกับดูแลการใช้ยาต้านจุลชีพในโรงพยาบาลอ่างทองจำนวน 5 ราย การสัมภาษณ์ยังทำเพื่อสำรวจความคิดเห็นและความต้องการต่อการพัฒนาแดชบอร์ด จากนั้นผู้วิจัยสรุปชุดตัวชี้วัดและประเภทข้อมูลที่จำเป็นต่อการรายงานบนแดชบอร์ด ผู้วิจัยสืบค้นข้อมูลจากระบบสารสนเทศโรงพยาบาลและพัฒนาระบบจัดเก็บข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับข้อมูลที่ไม่ปรากฏในระบบเดิม ข้อมูลทั้งหมดถูกนำไปจัดเก็บในคลังข้อมูลบน Google Sheet ก่อนดำเนินการพัฒนาแดชบอร์ดด้วยโปรแกรม Looker Studio หลังจากนั้น นำแดชบอร์ดที่พัฒนาขึ้นให้เภสัชกรผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อและการใช้ยาต้านจุลชีพ เภสัชกรผู้เชี่ยวชาญด้านสารสนเทศทั่วไป และเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญด้านสารสนเทศในโรงพยาบาล จำนวน 3 รายประเมินประสิทธิภาพการทำงาน จากนั้นจึงนำแดชบอร์ดให้เภสัชกรที่รับผิดชอบงานกำกับการใช้ยาต้านจุลชีพของโรงพยาบาลอ่างทองจำนวน 5 ราย ทดลองใช้งานเป็นเวลา 3 เดือน และประเมินความพึงพอใจต่อระบบ <strong>ผลการวิจัย</strong>: ตัวชี้วัดสำคัญที่ควรแสดงบนแดชบอร์ดประกอบด้วย 10 ด้าน ได้แก่ 1) ภาพรวมการติดตามการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสม 2) การประเมินความเหมาะสมในการใช้ยา ครั้งที่ 1 (ภายใน 7 วัน) 3) การประเมินความเหมาะสมในการใช้ยา ครั้งที่ 2 (หลัง 7 วัน) 4) DDD per 1,000 patient-days 5) ปริมาณการใช้ยาต้านจุลชีพรายปี 6) มูลค่าการใช้ยาต้านจุลชีพรายปี 7) อัตราการติดเชื้อ <em>Clostridium difficile</em> 8) การติดเชื้อที่ดื้อยาต้านจุลชีพหลายขนานตามตัวชี้วัดใน service plan AMR ของกระทรวงสาธารณสุข 9) อัตราการกลับเข้ารักษาซ้ำภายใน 30 วันจากโรคติดเชื้อ และ 10) อัตราการตายในโรงพยาบาลที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อ ในการประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งาน (เภสัชกร) พบว่า มีความพึงพอใจต่อเนื้อหาในแดชบอร์ด 3.93±0.80 ความถูกต้องของข้อมูล 4.30±0.35 รูปแบบการนำเสนอ 4.10±0.74 ความง่ายในการใช้งาน 3.80±0.84 และความสม่ำเสมอในการปรับปรุงข้อมูล 4.00±0.71 โดยความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับ 4.00±0.71(จากคะแนนเต็ม 5) <strong>สรุป</strong>: เภสัชกรผู้ใช้งานแดชบอร์ดที่พัฒนาขึ้นมีความพึงพอใจในระดับสูงในด้านเนื้อหา ความถูกต้องของข้อมูล รูปแบบการนำเสนอ ความง่ายในการใช้งาน และการปรับปรุงข้อมูลอย่างต่อเนื่อง แดชบอร์ดมีศักยภาพในการสนับสนุนการตัดสินใจในงานกำกับดูแลการใช้ยาในงานส่งเสริมการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสม</p>
2026-09-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเภสัชกรรมไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/285077
การพัฒนาและประเมินผลแนวทางการส่งเสริมการใช้ยาสมุนไพร ตามบัญชียาหลักแห่งชาติในโรงพยาบาลห้วยยอด จังหวัดตรัง
2026-04-16T14:48:37+07:00
ชินภัทร์ กิตติพงศ์วิวัฒน์
ckitthipongvivat@gmail.com
กร ศรเลิศล้ำวาณิช
korn.s@psu.ac.th
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อพัฒนาและประเมินผลแนวทางการส่งเสริมการใช้ยาสมุนไพรตามบัญชียาหลักแห่งชาติในโรงพยาบาลห้วยยอด จังหวัดตรัง <strong>วิธีการ:</strong> การศึกษานี้ใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมแบบ 2 วงรอบ ผู้ร่วมวิจัยประกอบด้วยบุคลากรทางการแพทย์ 16 คน ได้แก่ แพทย์ เภสัชกร แพทย์แผนไทย และพยาบาล กลุ่มละ 4 คน รวมถึงผู้บริหารโรงพยาบาล <strong>วงรอบที่ </strong><strong>1 (กรกฎาคม–กันยายน 2567)</strong> เริ่มด้วยการวิเคราะห์สถานการณ์จากฐานข้อมูล HOSxP ย้อนหลัง 3 ปี ตามด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกในแพทย์ 4 คน และสนทนากลุ่มกับเภสัชกร แพทย์แผนไทย และพยาบาล กลุ่มละ 4 คน เพื่อระบุอุปสรรค จากนั้นจัดประชุมเชิงปฏิบัติการสหสาขาวิชาชีพเพื่อออกแบบและดำเนินมาตรการส่งเสริม ได้แก่ การจัดอบรม การปรับระบบแจ้งเตือน HOSxP และการจัดทำสื่อความรู้ พร้อมติดตามผลการสั่งใช้ยา ใน<strong>วงรอบที่ </strong><strong>2 (ตุลาคม–ธันวาคม 2567)</strong> ผู้วิจัยทบทวนผลจากวงรอบแรก แล้วดำเนินมาตรการเพิ่มเติม ได้แก่ จัดทำคู่มือยาสมุนไพรโรงพยาบาลและพัฒนาระบบสื่อสารภายในทีมรักษาผ่านการประชุมประจำเดือน จดหมายข่าว และกลุ่ม LINE การวัดผลเชิงปริมาณทำโดยเปรียบเทียบจำนวนครั้งของการสั่งใช้ยาสมุนไพรรายไตรมาส และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา <strong>ผลการศึกษา:</strong> ก่อนดำเนินโครงการ อัตราการทดแทนยาแผนปัจจุบันด้วยยาสมุนไพรอยู่ในระดับต่ำ (ร้อยละ 3.57–4.03) ต่ำกว่าเกณฑ์ร้อยละ 10 ที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด สาเหตุหลักคือบุคลากรขาดความมั่นใจในประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยาสมุนไพร และขาดแนวทางการสั่งใช้ที่ชัดเจน หลังดำเนินการครบ 2 วงรอบ จำนวนครั้งของการสั่งใช้ยาสมุนไพรหลายรายการเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยฟ้าทะลายโจรเพิ่มขึ้นร้อยละ 74.64 เมื่อเปรียบเทียบไตรมาสแรกกับไตรมาสสุดท้าย และยาสหัสธาราเพิ่มขึ้นร้อยละ 104.39 ในวงรอบที่ 2 บุคลากรทางการแพทย์มีความเชื่อมั่นในการสั่งใช้ยาสมุนไพรเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ <strong>สรุป:</strong> กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม 2 วงรอบ ช่วยให้ได้แนวทางการส่งเสริมการใช้ยาสมุนไพรที่สอดคล้องกับบริบทของโรงพยาบาลห้วยยอด เสริมสร้างความเชื่อมั่นของบุคลากร และนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของการใช้ยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติอย่างเป็นระบบและยั่งยืน</p>
2026-09-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเภสัชกรรมไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/286784
การพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันเพื่อการจัดประเภทผลิตภัณฑ์สุขภาพ
2026-04-23T09:15:46+07:00
กฤดิพล จันทรานันต์
kridiphol@gmail.com
วีรยุทธ์ เลิศนที
LERTNATTEE_V@su.ac.th
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันสำหรับการจัดประเภทผลิตภัณฑ์สุขภาพที่อยู่ในการกำกับของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยเป็นเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจที่ช่วยให้ผู้ประกอบการและนักวิจัยสามารถจัดประเภทผลิตภัณฑ์ของตนและเตรียมการขึ้นทะเบียนได้ด้วยตนเอง <strong>วิธีการวิจัย</strong><strong>: </strong>เว็บแอปพลิเคชันนี้พัฒนาโดยใช้แพลตฟอร์ม Google Apps Script (GAS) โดยมีส่วน rule-based system สำหรับจัดประเภทผลิตภัณฑ์ตามกฎหมายและตามแผนภูมิการจัดประเภทของ อย. นอกจากนี้ ยังมีส่วนให้คำแนะนำเบื้องต้นด้วย generative AI (artificial intelligence) ประเภท large language model (LLM) โดยใช้โมเดล gpt-5 จาก OpenAI ผ่าน API ผู้วิจัยประเมินประสิทธิภาพของระบบโดยเปรียบเทียบผลการจัดประเภทโดยใช้ rule-based system, generative AI และผู้เชี่ยวชาญจาก อย. 2 ท่าน ตลอดจนประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งาน 30 คนที่มารับบริการที่ศูนย์บริการผลิตภัณฑ์สุขภาพเบ็ดเสร็จของ อย. <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong>การจัดประเภทผลิตภัณฑ์โดย rule-based system และ generative AI มีความสอดคล้องกับผลการจัดประเภทของผู้เชี่ยวชาญ 2 ท่านในระดับสูงมาก (Fleiss’ Kappa = 0.862) และไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างผลการประเมินในแต่ละวิธี rule-based system ให้ผลสอดคล้องกับผู้เชี่ยวชาญในระดับสูงมาก (K = 0.918) ขณะที่ generative AI สอดคล้องในระดับดี (K = 0.751) และมี overall accuracy อยู่ที่ 0.933 สำหรับ rule-based system และ 0.800 สำหรับ generative AI ผู้เชี่ยวชาญจาก อย. ประเมินคุณภาพคำแนะนำจาก generative AI ด้วยคำถามที่พบบ่อย 5 ข้อ (ถามซ้ำ 3 รอบต่อข้อ) พบว่า คุณภาพโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (3.20 จาก 5 คะแนนเต็ม) ความพึงพอใจของผู้ใช้งานเว็บแอปพลิเคชันอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.38–4.47 จากคะแนนเต็ม 5) <strong>สรุป</strong><strong>: </strong>เว็บแอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพในการเป็นเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจเพื่อการจัดประเภทผลิตภัณฑ์ โดยสามารถช่วยเตรียมความพร้อมและเป็นแหล่งเรียนรู้เบื้องต้นสำหรับผู้ประกอบการหรือนักวิจัยในการเตรียมการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์สุขภาพได้ อย่างไรก็ตามควรใช้เว็บแอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้นร่วมกับข้อแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ</p>
2026-09-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเภสัชกรรมไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/287080
ประสิทธิผลของโปรแกรมกระตุ้นสมรรถภาพสมองในผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองบกพร่องระยะต้น ในพื้นที่ตำบลเคียนซา อำเภอเคียนซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
2026-03-30T09:44:20+07:00
มนตรี สวนกูล
67205501007@scphtrang.ac.th
บุบผา รักษานาม
Buppha@scphtrang.ac.th
สุขุมาภรณ์ ศรีวิศิษฐ
sukhumaphorn@scphtrang.ac.th
<p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมกระตุ้นสมรรถภาพสมองในผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองบกพร่องระยะต้น (โปรแกรมฯ) ในพื้นที่ตำบลเคียนซา อำเภอเคียนซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี <strong>วิธีการ</strong><strong>:</strong>การศึกษานี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองในตัวอย่างกลุ่มเดียววัดผลที่มีการวัดผลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองบกพร่องระยะต้น อายุระหว่าง 60-69 ปี ที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลเคียนซา จำนวน 32 คน การศึกษานี้ดำเนินการตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 ถึงเดือนมีนาคม 2569 กิจกรรมหลักของโปรแกรมฯ ประกอบด้วย กิจกรรมกระตุ้นสมรรถภาพสมองด้านความใส่ใจ ด้านความจำ ด้านมิติสัมพันธ์ และด้านการคิดและการตัดสินใจ ตัวอย่างตอบแบบทดสอบความรู้เกี่ยวกับภาวะสมองเสื่อมและ the standardized Montreal Cognitive Assessment ก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมฯ เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ <strong>ผลการศึกษา</strong>: คะแนนเฉลี่ยของความรู้เกี่ยวกับภาวะสมองเสื่อมหลังการเข้าร่วมโปรแกรมสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (5.69±1.23 และ 12.66±1.54 จากคะแนนเต็ม 15, P<0.001) คะแนนเฉลี่ยของสมรรถภาพสมองหลังการเข้าร่วมโปรแกรมสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (18.44±0.72 และ 25.59±0.95 จากคะแนนเต็ม 30, P<0.001) <strong>สรุป</strong>: การได้รับโปรแกรมกระตุ้นสมรรถภาพสมองในผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองบกพร่องระยะต้นมีความสัมพันธ์กับระดับความรู้เกี่ยวกับภาวะสมองเสื่อมและระดับสมรรถภาพสมองที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า โปรแกรมฯ อาจมีส่วนช่วยส่งเสริมทั้งด้านความรู้และสมรรถภาพของสมองของผู้สูงอายุที่ภาวะสมองบกพร่องระยะต้น ทำให้สามารถดูแลตนเองและชะลอความเสื่อมของสมองในผู้สูงอายุได้</p>
2026-09-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเภสัชกรรมไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/287119
การประเมินคุณภาพในการแปลภาษาระหว่างภาษาจีนและภาษาไทยสำหรับ การสื่อสารเพื่อซักประวัติเบื้องต้นของกูเกิลแปลภาษา ไป่ตู้แปลภาษา และแชตจีพีทีการประเมินคุณภาพในการแปลภาษาระหว่างภาษาจีนและภาษาไทยสำหรับ การสื่อสารเพื่อซักประวัติเบื้องต้นของกูเกิลแปลภาษา ไป่ตู้แปลภาษา และแชตจีพีที
2026-05-06T16:21:54+07:00
ภาพิต มากคุณ
makkun_p@silpakorn.edu
วีรยุทธ์ เลิศนที
LERTNATTEE_V@su.ac.th
<p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อประเมินและเปรียบเทียบคุณภาพการแปลภาษาระหว่างภาษาจีนและภาษาไทยสำหรับการซักประวัติเบื้องต้นของกูเกิลแปลภาษา ไป่ตู้แปลภาษา และแชตจีพีที <strong>วิธีการ:</strong> การวิจัยเชิงประเมินประสิทธิภาพนี้เริ่มจากการทดสอบคำสั่งหรือ prompt สำหรับแชตจีพีที 3 รูปแบบ เพื่อเลือกคำสั่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการแปลข้อความด้านสุขภาพ จากนั้นจึงใช้กูเกิลแปลภาษา ไป่ตู้แปลภาษา และแชตจีพีทีแปลคำศัพท์เกี่ยวกับโรคและอาการจำนวน 75 คำ และวลีหรือประโยคจำนวน 86 วลีหรือประโยคที่เกี่ยวข้องกับการซักประวัติเบื้องต้น ระบบประสาท ระบบทางเดินอาหาร และระบบสืบพันธุ์ ผู้วิจัยได้คัดเลือกคำ วลี หรือประโยคดังกล่าวจากคู่มือการซักประวัติผู้รับบริการ การแปลมีทั้งการแปลภาษาจีนเป็นภาษาไทยและภาษาไทยเป็นภาษาจีน การประเมินคุณภาพการแปลดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญ 2 ท่าน การประเมินแบ่งเป็น 2 ระดับ ได้แก่ 1) ระดับคำศัพท์ ประเมินด้วยค่ายอมรับได้ และเปรียบเทียบคุณภาพการแปลของเครื่องมือทั้งสามด้วย Bayesian generalized linear mixed models และ 2) ระดับวลีหรือประโยค ประเมินด้วยแบบสอบถามมาตรวัดลิเคิร์ท 5 ระดับ ใน 4 ด้าน ได้แก่ adequacy (ความครบถ้วน)<strong>, </strong>fluency (ความเป็นไปตามไวยากรณ์และเข้าใจได้)<strong>, </strong>meaning (ความหมาย) และ severity (ผลกระทบต่อสุขภาพ) การเปรียบเทียบคุณภาพการแปลของเครื่องมือทั้งสามใช้ ordinal logistic mixed-effects model <strong>ผลการวิจัย:</strong> การแปลระดับคำศัพท์ไม่พบปฏิสัมพันธ์ระหว่างเครื่องมือแปลและผู้ประเมินอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แชตจีพีทีมีโอกาสได้คำแปลที่ยอมรับได้สูงกว่าเครื่องมืออื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทั้งในทิศทางจีนเป็นไทยและไทยเป็นจีน อัตราการยอมรับการแปลคำศัพท์ได้ของแชตจีพีทีเท่ากับร้อยละ 99.98 และ 99.96 ตามลำดับ แชตจีพีทีมีคุณภาพการแปลในระดับคำศัพท์ที่ดีกว่ากูเกิลแปลภาษาและไป่ตู้แปลภาษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทั้งสองทิศทาง (P < 0.05) ขณะที่กูเกิลแปลภาษาและไป่ตู้แปลภาษามีคุณภาพการแปลคำศัพท์ได้ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P > 0.05) สำหรับการแปลระดับวลีหรือประโยค ไม่พบปฏิสัมพันธ์ระหว่างเครื่องมือแปลและผู้ประเมินเช่นกัน แชตจีพีทีมีคะแนนคุณภาพการแปลสูงกว่าอีก 2 เครื่องมืออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกด้านและทุกทิศทางการแปล (P < 0.01) ในทิศทางจีนเป็นไทย กูเกิลแปลภาษามีคะแนนสูงกว่าไป่ตู้แปลภาษาอย่างมีนัยสำคัญทุกด้าน (P < 0.05) ส่วนในทิศทางไทยเป็นจีน กูเกิลแปลภาษามีคะแนนสูงกว่าไป่ตู้แปลภาษาในด้าน adequacy, meaning และ severity (P < 0.05) แต่ไม่แตกต่างกันในด้าน fluency (P =0.424) <strong>สรุป:</strong> แชตจีพีทีมีคุณภาพสูงที่สุดในการแปลคำ วลี หรือประโยคที่ใช้ในการซักประวัติเบื้องต้น ทั้งจากภาษาไทยเป็นภาษาจีนและจากภาษาจีนเป็นภาษาไทย อย่างไรก็ตาม ควรใช้เครื่องมือนี้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยสื่อสารในเบื้องต้นเท่านั้น โดยบุคลากรทางการแพทย์ควรตรวจสอบข้อมูลสำคัญเพิ่มเติม เพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนที่อาจส่งผลต่อสุขภาพของผู้รับบริการ</p>
2026-09-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเภสัชกรรมไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/287426
ปัญหาและอุปสรรคในการให้บริการกัญชาทางการแพทย์แก่ผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคอง: มุมมองของบุคลากรทางการแพทย์ในจังหวัดปัตตานี
2026-04-23T09:28:31+07:00
วิรากานต์ ช่วยวงศ์
wirakarn591@gmail.com
กรกมล รุกขพันธ์
korngamon.r@psu.ac.th
<p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษากระบวนการทำงาน ปัญหาและอุปสรรคในระบบการให้บริการกัญชาทางการแพทย์แก่ผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคองในอำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี และนำเสนอแนวทางการพัฒนาระบบการให้บริการดังกล่าว <strong>วิธีการ:</strong> ผู้วิจัยสัมภาษณ์เจาะลึกผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการกัญชาทางการแพทย์และการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองในอำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี 15 ท่าน และสังเกตการให้บริการ จัดการสนทนากลุ่มผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน 8 ท่านเพื่อจัดทำแนวทางการพัฒนาระบบบริการ การเก็บข้อมูลดำเนินการระหว่าง มีนาคม-กันยายน พ.ศ. 2567 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์แก่นสาระ <strong>ผลการวิจัย:</strong> การให้บริการคลินิกกัญชาทางการแพทย์เป็นระบบบริการแบบสหสาขาวิชาชีพ เชื่อมโยงระหว่างโรงพยาบาลและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ครอบคลุมการคัดกรอง วินิจฉัย สั่งใช้ยา ให้คำแนะนำ และติดตามผล โดยมีการส่งต่อข้อมูลกับชุมชนเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง ปัญหาในระบบการให้บริการกัญชาทางการแพทย์แบ่งเป็น 7 ด้าน คือ 1) ด้านบุคลากร พบข้อจำกัดด้านความรู้ ประสบการณ์ ความมั่นใจ และจำนวนกำลังคนไม่เพียงพอ 2) ด้านยา ยากัญชาอายุสั้น รูปแบบยาหยดใช้งานยาก และการหยุดสนับสนุนยา 3) ด้านแนวทางการรักษา ยากัญชาไม่ใช่ยาหลักและแนวทางปฏิบัติขัดแย้งกับนโยบายที่ต้องการเพิ่มการเข้าถึงยา 4) ด้านสถานที่และสิ่งแวดล้อม ยังไม่เอื้อต่อการให้บริการ 5) ด้านระบบงาน ขาดความเชื่อมโยงระหว่างผู้ปฏิบัติงานและระหว่างโรงพยาบาลกับ รพ.สต. 6) ด้านการประชาสัมพันธ์ ประชาสัมพันธ์น้อยและขาดสื่อที่เป็นภาษาท้องถิ่น และ 7) ด้านผู้รับบริการ จำนวนลดลง ขาดความรอบรู้เรื่องกัญชา มีพฤติกรรมที่สร้างความไม่สบายใจแก่บุคลากร ปฏิเสธยากัญชา และการใช้กัญชาขัดกับความเชื่อของผู้ป่วย แนวทางการพัฒนาการให้บริการกัญชาทางการแพทย์ได้แก่ การสร้างความรอบรู้และความเชื่อมั่นแก่เจ้าหน้าที่ การปรับปรุงกระบวนการทำงานและเชื่อมโยงการจัดบริการระหว่างหน่วยงาน การพัฒนาสถานที่ให้บริการ การบริหารจัดการระบบยา การเพิ่มการประชาสัมพันธ์ การสร้างความรอบรู้เรื่องกัญชาแก่ประชาชน และการวิจัยเกี่ยวกับการใช้กัญชาทางการแพทย์ <strong>สรุป:</strong> ปัญหาในการให้บริการกัญชาทางการแพทย์มี 7 ด้าน การแก้ไขปัญหาควรทำโดยการสร้างความรู้และ ความมั่นใจของบุคลากร เตรียมความพร้อมด้านคน ยา และสถานที่ให้บริการ ปรับปรุงกระบวนการทำงาน เพิ่มการประชาสัมพันธ์ และสร้างความรอบรู้และความเชื่อมั่นของประชาชนในการใช้กัญชาทางการแพทย์อย่างเหมาะสมและปลอดภัย</p>
2026-09-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเภสัชกรรมไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/287533
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความร่วมมือในการใช้ยาของผู้สูงอายุโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในอำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย: การวิจัยภาคตัดขวาง
2026-05-07T17:26:31+07:00
ภริดา ฝ้ายเทศ
pharida.fai@scphpl.ac.th
เมธิณี อินทรเทศ
methinee@scphpl.ac.th
<p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาระดับความร่วมมือในการใช้ยาและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความร่วมมือในการใช้ยาของผู้สูงอายุโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในอำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย <strong>วิธีการ:</strong> การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง ครั้งนี้ทำในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 374 คน ที่เข้ารับบริการผู้ป่วยนอก ณ โรงพยาบาลคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย ผู้ป่วยตอบแบบประเมินความร่วมมือในการใช้ยาสำหรับคนไทย (Medication Adherence Scale in Thais: MAST-8) และแบบสอบถามปัจจัยที่เกี่ยวข้องตามกรอบแนวคิดพหุมิติของ World Health Organization <strong>ผลการศึกษา:</strong> ผู้ร่วมการวิจัยจำนวน 324 คน (ร้อยละ 86.6) มีความร่วมมือในการใช้ยาในระดับที่เพียงพอ ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความร่วมมือในการใช้ยาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคลากรทางการแพทย์กับผู้ป่วย (adjusted odds ratio (aOR) = 2.569, 95% CI 1.448-4.559, P = 0.001) การมีโรคร่วมเป็นโรคเกาต์ (aOR = 0.271, 95% CI 0.083-0.882, P = 0.030) การเคยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจากภาวะแทรกซ้อนของความดันโลหิตสูง (adjusted OR = 0.235, 95% CI 0.092-0.602, P = 0.003) ความเชื่ออย่างเหมาะสมต่อการใช้ยา (adjusted OR = 3.398, 95% CI 1.226-9.417, P = 0.019) และระดับ HbA1c ≥ 7.0% (adjusted OR = 0.474, 95% CI 0.238-0.942, P = 0.033) <strong>สรุป:</strong> ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคลากรทางการแพทย์กับผู้ป่วย และความเชื่ออย่างเหมาะสมต่อการใช้ยา มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความร่วมมือในการใช้ยา ขณะที่การมีโรคร่วมบางชนิดและการควบคุมระดับน้ำตาลที่ไม่ดีมีความสัมพันธ์ในทิศทางลบ ดังนั้น บุคลากรทางการแพทย์ควรส่งเสริมสัมพันธภาพกับผู้ป่วย และสนับสนุนความเชื่อที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้ยา เพื่อเพิ่มความร่วมมือในการใช้ยาและประสิทธิภาพในการควบคุมโรค</p>
2026-09-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเภสัชกรรมไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/287817
การศึกษาประสบการณ์และปัญหาในการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับยาวาร์ฟารินในโรงพยาบาลชุมชน: การวิจัยเชิงคุณภาพ
2026-04-26T17:25:37+07:00
ปิโยรส ประทุมรัตน์
piyorote.p@kkumail.com
กรแก้ว จันทภาษา
korcha@kku.ac.th
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อศึกษาประสบการณ์ ความต้องการ และปัญหาของผู้ป่วยที่ได้รับยาวาร์ฟาริน รวมถึงมุมมองของทีมสุขภาพต่อการจัดบริการในโรงพยาบาลชุมชน และเพื่อระบุจุดปัญหาและโอกาสในการพัฒนาระบบบริการโดยใช้แนวคิดการออกแบบบริการ <strong>วิธีการ:</strong> การวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้ดำเนินการเก็บข้อมูลระหว่างเดือนเมษายน–มิถุนายน พ.ศ. 2568 ในคลินิกวาร์ฟารินของโรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่งในจังหวัดสกลนคร ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วยผู้ป่วยจำนวน 10 ราย ผู้ดูแล 2 ราย และบุคลากรด้านสาธารณสุข 8 ราย การเก็บข้อมูลใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มโดยใช้แนวคำถามกึ่งโครงสร้าง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และสังเคราะห์ผลร่วมกับกรอบแนวคิดการออกแบบบริการ <strong>ผลการวิจัย: </strong>ผู้ป่วยและผู้ดูแลสะท้อนปัญหาสำคัญเกี่ยวกับอุปสรรคด้านการเข้าถึงบริการ การพึ่งพาผู้ดูแล ความรู้และความเชื่อเกี่ยวกับยา รวมถึงพฤติกรรมการใช้ยาในชีวิตประจำวัน ขณะที่ทีมสหสาขาวิชาชีพสะท้อนปัญหาความไม่ชัดเจนของบทบาทและกระบวนการดูแล ข้อจำกัดของระบบข้อมูล และเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจ ตลอดจนข้อจำกัดในการให้สุขศึกษาและการติดตามผู้ป่วย การสังเคราะห์ข้อมูลนำไปสู่การพัฒนาบุคลิกภาพจำลองของผู้ป่วย 4 กลุ่ม และแผนที่เส้นทางการรับบริการ ซึ่งสะท้อนจุดปัญหาและโอกาสในการพัฒนาในแต่ละช่วงของการดูแล แนวทางการพัฒนาระบบบริการประกอบด้วยระบบติดตามผู้ป่วยเชิงรุก เครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจทางคลินิก และรูปแบบการให้สุขศึกษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละกลุ่ม<strong> สรุป:</strong> การประยุกต์ใช้แนวคิดการออกแบบบริการช่วยให้สามารถบูรณาการมุมมองของผู้ป่วย ผู้ดูแล และทีมสุขภาพ เพื่อทำความเข้าใจปัญหาเชิงระบบของการดูแลผู้ป่วยวาร์ฟารินในโรงพยาบาลชุมชนได้อย่างเป็นองค์รวม และเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาระบบบริการที่ส่งเสริมความต่อเนื่อง ความปลอดภัย และความสอดคล้องกับบริบทชีวิตจริงของผู้ป่วยมากยิ่งขึ้น</p>
2026-09-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเภสัชกรรมไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/287838
การประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวภายในระยะเวลา 5 ปีในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ด้วยคะแนนความเสี่ยง WATCH-DM ในคลินิกเบาหวานผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลนครพิงค์
2026-04-20T15:06:10+07:00
สุภารัฐ โรจนวสุ
suparath.ro@gmail.com
จันทิมา เมทนีธร
janthima.m@chula.ac.th
คณิตา ดวงแจ่มกาญจน์
kkhanita.du@up.ac.th
<p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อประเมินและจำแนกระดับความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว (heart failure, HF) ใน 5 ปีของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 (type 2 diabetes mellitus, T2DM) ที่รับการรักษาในคลินิกเบาหวานผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลนครพิงค์ โดยใช้คะแนนความเสี่ยง WATCH-DM <strong>วิธีการ:</strong> การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลังครั้งนี้ดึงข้อมูลจากระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ของโรงพยาบาลนครพิงค์ระหว่าง พ.ศ. 2562–2567 โดยมีกลุ่มตัวอย่างเริ่มต้น 13,958 ราย หลังคัดกรองข้อมูลสูญหายของตัวแปร WATCH-DM ทั้ง 10 ตัวแปร และตัดข้อมูลที่ไม่สมเหตุสมผลทางชีววิทยา คงเหลือกลุ่มตัวอย่างที่มีข้อมูลครบถ้วน 2,382 ราย (ร้อยละ 17.1) การวิเคราะห์ทางสถิติระหว่างกลุ่มความเสี่ยงใช้ Kruskal-Wallis test สำหรับตัวแปรต่อเนื่อง และ Chi-squared test สำหรับตัวแปรเชิงหมวดหมู่ <strong>ผลการวิจัย:</strong> กลุ่มตัวอย่าง 2,382 ราย มีอายุเฉลี่ย 64.3±11.7 ปี คะแนน WATCH-DM เฉลี่ย 7.6±2.9 และ eGFR เฉลี่ย 72.6±27.4 มล./นาที/1.73 ตร.ม. ตัวอย่างถูกจำแนกออกเป็น 5 กลุ่มความเสี่ยง ดังนี้: ต่ำมาก 1,214 ราย (ร้อยละ 51.0) ต่ำ 574 ราย (ร้อยละ 24.1) ปานกลาง 206 ราย (ร้อยละ 8.6) สูง 330 ราย (ร้อยละ 13.9) และสูงมาก 58 ราย (ร้อยละ 2.4) ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูงและสูงมากจำนวนรวม 388 ราย (ร้อยละ 16.3) ต้องการการดูแลเชิงรุกจากเภสัชกร ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงในระดับต่าง ๆ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P < 0.001) ในตัวแปรอายุ ความดันโลหิตซิสโทลิก eGFR ระดับ HDL-C และประวัติกล้ามเนื้อหัวใจตาย <strong>สรุป:</strong> คะแนนความเสี่ยง WATCH-DM สามารถนำมาใช้จำแนกระดับความเสี่ยงต่อ HF ในผู้ป่วย T2DM ในบริบทคลินิกผู้ป่วยนอกของไทยได้ โดยผู้ป่วย 1 ใน 6 ราย (ร้อยละ 16.3) อยู่ในกลุ่มที่ต้องการการบริบาลทางเภสัชกรรมเชิงรุกจากเภสัชกร ผลการศึกษานี้สนับสนุนบทบาทสำคัญของเภสัชกรคลินิกในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ป่วยเบาหวาน</p>
2026-09-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเภสัชกรรมไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/287918
การพัฒนาระบบบริบาลทางเภสัชกรรมที่ผสานการตรวจยีน NAT2 และ การเปลี่ยนแปลงของภาวะตับอักเสบจากยาต้านวัณโรคในโรงพยาบาลชุมชน
2026-05-22T16:18:20+07:00
วีระยุทธ พลั่วพันธ์
weerayut_pl@hotmail.com
นิภาภรณ์ ภูดรโพธิ์
Kachan_17@hotmail.com
สมสินทร์ แสงสว่าง
somsin_tk@hotmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อพัฒนาระบบบริบาลทางเภสัชกรรมที่ผสานผลตรวจยีน NAT2 (N-acetyltransferase 2) สำหรับผู้ป่วยวัณโรคปอดรายใหม่ในโรงพยาบาลชุมชน และประเมินการเปลี่ยนแปลงของภาวะตับอักเสบจากยาต้านวัณโรคภายหลังการนำระบบดังกล่าวไปใช้<strong> วิธีการ:</strong> การศึกษานี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองเชิงพัฒนาระบบ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยวัณโรคปอดรายใหม่อายุ 18 ปีขึ้นไปที่เริ่มรักษาระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2566 ถึง 31 ธันวาคม 2568 และได้รับสูตรยามาตรฐาน 2HRZE/4HR การศึกษาคัดออกผู้ติดเชื้อ HIV ผู้มีโรคตับเดิมหรือมีประวัติไวรัสตับอักเสบที่ทราบมาก่อน ผู้มีค่า alanine aminotransferase (ALT) ก่อนเริ่มยามากกว่า 2 เท่าของค่าปกติส่วนบน และผู้ป่วยวัณโรคดื้อยา การพัฒนาระบบบริบาลทางเภสัชกรรมที่ผสานผลตรวจยีน NAT2 ทำภายใต้แนวคิดการบริบาลทางเภสัชกรรม กรอบโครงสร้าง–กระบวนการ–ผลลัพธ์ของ Donabedian และวงจรวางแผน–ปฏิบัติ–ตรวจสอบ–ปรับปรุง (Plan–Do–Check–Act: PDCA) จำนวน 2 รอบ ช่วงก่อนใช้ระบบเต็มรูปแบบคือวันที่ 1 ตุลาคม 2566 ถึง 30 กันยายน 2567 ช่วงเปลี่ยนผ่านคือเดือนตุลาคมถึงธันวาคม 2567 และช่วงหลังใช้ระบบเต็มรูปแบบคือวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2568 ข้อมูลช่วงเปลี่ยนผ่านไม่รวมอยู่ในการวิเคราะห์หลัก ผลลัพธ์หลักคืออุบัติการณ์รายเดือนของภาวะตับอักเสบจากยาต้านวัณโรค การศึกษาใช้การวิเคราะห์อนุกรมเวลาแบบรายเดือนที่มีการแทรกแซง (interrupted time series: ITS) แบบจำลองหลักใช้ segmented Poisson regression โดยใช้จำนวนผู้ป่วยวัณโรคปอดรายใหม่รายเดือนเป็นตัวแปรชดเชย <strong>ผลการวิจัย:</strong> ภายหลังใช้ระบบเต็มรูปแบบ ผู้ป่วยทุกรายได้รับการตรวจ NAT2 และผลตรวจถูกนำมาใช้พิจารณาขนาดยา isoniazid รายบุคคล ผู้ป่วยกลุ่ม rapid และ slow acetylators ได้รับการพิจารณาปรับขนาดยาครบทุกราย ส่วนกลุ่ม intermediate acetylators ได้รับขนาดยามาตรฐานตามแนวทางการควบคุมวัณโรคของประเทศไทย ความสม่ำเสมอในการใช้ยาที่ประเมินจากการนับเม็ดยาเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 96.7 ± 1.4 เป็นร้อยละ 97.8 ± 0.9 (P<0.001) ภาวะตับอักเสบจากยาต้านวัณโรคลดลงจาก 60 รายในผู้ป่วย 152 ราย (ร้อยละ 39.5) เป็น 13 รายในผู้ป่วย 165 ราย (ร้อยละ 7.9) การวิเคราะห์ด้วย ITS พบการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของอัตราการเกิดภาวะตับอักเสบทันทีหลังใช้ระบบเต็มรูปแบบ (incidence rate ratio หรือ IRR 0.503, 95% CI 0.345–0.732, P<0.001) และพบการลดลงของแนวโน้มรายเดือนหลังใช้ระบบเมื่อเทียบกับช่วงก่อนใช้ระบบ (IRR 0.837, 95% CI 0.747–0.938, P=0.002)<strong> สรุป:</strong> ภายหลังการนำระบบบริบาลทางเภสัชกรรมที่ผสานผลตรวจ NAT2 ไปใช้ อุบัติการณ์ภาวะตับอักเสบจากยาต้านวัณโรคมีแนวโน้มลดลง พร้อมกับการเพิ่มขึ้นของการตรวจ NAT2 การพิจารณาขนาดยา และการติดตามความปลอดภัยและความสม่ำเสมอในการใช้ยา อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาควรตีความว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สัมพันธ์กับการพัฒนาระบบบริการแบบบูรณาการ ไม่ใช่ผลของการตรวจ NAT2 หรือการปรับขนาดยา isoniazid เพียงองค์ประกอบเดียว ผลการศึกษายังไม่สามารถสรุปผลด้านประสิทธิผลทางจุลชีววิทยาหรือผลลัพธ์การรักษาระยะยาวได้</p>
2026-09-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเภสัชกรรมไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/287931
กรอบวิธีการอย่างง่ายเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจสำหรับการประมาณผลได้ทางการเงิน จากโครงการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงยาสำหรับผู้ป่วยแบบกำหนดจำนวนรอบการรักษา
2026-05-01T10:36:46+07:00
พวงเพชร กลิ่นแก้ว
phoungphet.klin@gmail.com
กุลจิรา อุดมอักษร
khunjira.u@psu.ac.th
<p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อพัฒนากรอบวิธีการอย่างง่ายในการประมาณผลได้ทางการเงินจากโครงการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงยาสำหรับผู้ป่วย (patient access program: PAP) ในรูปแบบกำหนดรอบการรักษา (cycle capping) ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถดำเนินการศึกษาความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเป็นการเฉพาะได้ <strong>วิธีการ:</strong> กรอบวิธีการอย่างง่ายถูกพัฒนาจาก 4 กรณีศึกษาสมมติของ PAP ของยารักษามะเร็งชนิดมุ่งเป้าที่ไม่อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติในรูปแบบกำหนดรอบการรักษา คำถามสำคัญ 4 ข้อที่ใช้เป็นกรอบในการประมาณผลได้ทางการเงินในแต่ละกรณีศึกษา คือ 1) ยาใน PAP มีประสิทธิผลทางคลินิกเหนือกว่าการรักษาที่เป็นมาตรฐานหรือไม่ 2) PAP ช่วยลดค่าใช้จ่ายของยาได้มากน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับไม่เข้าร่วมในโครงการ 3) การลดค่าใช้จ่ายของยาใน PAP ทำให้ค่าใช้จ่ายที่เหลือของยาเข้าใกล้ระดับความสามารถในการจ่ายเพียงใด และ 4) การปรับเงื่อนไขใน PAP ควรต้องทำอย่างไรเพื่อทำให้ผู้ป่วยมีความสามารถในการจ่ายและเข้าถึงยาได้ ความรู้และบทเรียนจากกรณีศึกษาดังกล่าวได้ถูกนำมาสังเคราะห์เพื่อพัฒนาเป็นกรอบอย่างง่ายเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ <strong>ผลการศึกษา:</strong> การวิจัยทำให้ได้กรอบอย่างง่ายเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจที่ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนเพื่อใช้ประเมินผลได้ทางการเงินของ PAP ในรูปแบบกำหนดรอบการรักษา ขั้นตอนที่ 1 คือ การประเมินหลักฐานทางคลินิกของยาในโครงการ PAP เปรียบเทียบกับการรักษามาตรฐาน ขั้นตอนที่ 2 เป็นการวิเคราะห์การลดลงของค่ายาเนื่องจากการเข้าร่วม PAP เปรียบเทียบกับการไม่เข้าร่วม ขั้นตอนที่ 3 เป็นการประเมินค่ายาส่วนที่เหลือเทียบกับเกณฑ์ความสามารถในการจ่าย และขั้นตอนที่ 4 เป็นการค้นหาแนวทางปรับปรุงเงื่อนไขของโครงการ PAP เพื่อเพิ่มความสามารถในการจ่ายของผู้ป่วย ผลการศึกษาชี้ว่า การไม่ถ่วงน้ำหนักต้นทุนค่ายาด้วยอัตราการรอดชีวิตโดยโรคไม่ลุกลาม (progression-free survival rate) อาจส่งผลให้ประเมินมูลค่ายาที่ประหยัดได้สูงเกินจริง แม้ว่าการเข้าร่วมโครงการ PAP จะช่วยลดต้นทุนค่ายาซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายหลักของการรักษาลงได้อย่างมาก แต่หลายครั้งพบว่าค่าใช้จ่ายดังกล่าวยังคงสูงกว่าเกณฑ์ความคุ้มค่าและเกณฑ์ความสามารถในการจ่ายอยู่ ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนการออกแบบ PAP เช่น การลดราคายา การเพิ่มจำนวนรอบยาสนับสนุน หรือการปรับงวดของการชำระเงิน สามารถส่งผลต่ออัตราส่วนต้นทุนต่อประสิทธิผลส่วนเพิ่ม (incremental cost-effectiveness ratio) และถือเป็นทางเลือกที่น่าจะทำได้ในการเพิ่มความสามารถในการจ่ายค่ายาให้แก่ผู้ป่วยและในขณะเดียวกันก็ยังคงเป็นไปได้สำหรับการต่อรอง <strong>สรุป</strong><strong>: </strong>กรอบแนวคิดอย่างง่ายเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจสามารถช่วยในการประเมินเกี่ยวกับการเข้าร่วม PAP ในรูปแบบจำกัดจำนวนรอบการรักษา อีกทั้งยังให้แนวทางที่ปฏิบัติได้จริงเพื่อเพิ่มความสามารถในการจ่ายค่ายาและการเข้าถึงยากลุ่มที่มีราคาสูงผ่าน PAP ที่ผ่านการปรับปรุงรูปแบบและเงื่อนไขของโครงการ</p>
2026-09-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเภสัชกรรมไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/288134
การประเมินคุณภาพของคำตอบจาก ChatGPT สำหรับคำถามด้านข้อมูลยา : การศึกษาในรายการยาที่คัดเลือกจากบัญชียาหลักแห่งชาติ
2026-05-03T17:04:58+07:00
สมหมาย พิมพ์อูบ
smptong@hotmail.com
ฐิติมา ทุ่งส่วย
sunshine035bellar@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อประเมินคุณภาพคำตอบที่ได้จาก ChatGPT เมื่อสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ โดยประเมินในด้านความถูกต้อง ความเหมาะสม ความครบถ้วน ความสม่ำเสมอ ความเข้าใจง่ายของภาษา และความปลอดภัย รวมทั้งวิเคราะห์ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการผ่านเกณฑ์คุณภาพของคำตอบ <strong>วิธีการ:</strong> การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางครั้งนี้ประเมินคำตอบจาก ChatGPT จำนวน 960 คำตอบเมื่อถามด้วยคำถามที่เกี่ยวกับข้อบ่งใช้ ขนาดยา วิธีใช้ยา และอาการไม่พึงประสงค์ของยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ ทั้งยาแผนปัจจุบันและยาสมุนไพร โดยถามด้วยคำถามแบบปลายเปิดและปลายปิดใน 4 ช่วงเวลา คือ วันที่ 0, 7, 14 และ 28 โดยการถามในวันที่ 0 จะสอบถาม 3 ครั้งแบบต่อเนื่อง แต่การสอบถามในวันอื่น ๆ เป็นการสอบถามเพียงครั้งเดียว เภสัชกรผู้เชี่ยวชาญ 2 คนประเมินคำตอบอย่างเป็นอิสระต่อกันโดยใช้มาตรวัดลิเคิร์ต 5 ระดับใน 6 มิติของการประเมิน การวิเคราะห์ความสอดคล้องระหว่างผู้ประเมินใช้ weighted Cohen’s kappa และ intraclass correlation coefficient (ICC) การวิเคราะห์ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการผ่านเกณฑ์คุณภาพของคำตอบใช้ generalized estimating equations (GEE) <strong>ผลการวิจัย:</strong> คำตอบจาก ChatGPT มีคะแนนเฉลี่ยมากกว่า 4.0 จากคะแนนเต็ม 5 ในทุกมิติการประเมิน โดยด้านความถูกต้องมีคะแนนเฉลี่ยสูงสุด (4.60±0.67) รองลงมาคือความปลอดภัย (4.43±0.69) และความเหมาะสม (4.40±0.69) ในทุกมิติมีสัดส่วนของคำตอบที่ผ่านเกณฑ์การประเมิน (ได้คะแนน ≥4) มากกว่าร้อยละ 92 ความสอดคล้องระหว่างผู้ประเมินอยู่ในระดับต่ำในทุกด้านของการประเมิน ผลการวิเคราะห์ด้วย GEE ไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างโอกาสการผ่านเกณฑ์คุณภาพของคำตอบ กับหมวดคำถาม ประเภทยา ประเภทคำถาม หรือช่วงเวลาการประเมิน <strong>สรุป:</strong> ChatGPT มีศักยภาพในการให้ข้อมูลยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ โดยคุณภาพของคำตอบอยู่ในระดับสูงในทุกมิติของการประเมิน การศึกษาไม่พบความแตกต่างของคุณภาพคำตอบตามช่วงเวลาการประเมินในการศึกษานี้ อย่างไรก็ตาม ChatGPT ยังอาจมีข้อจำกัดด้านความครบถ้วนและความสม่ำเสมอในบางบริบท และไม่ควรใช้ทดแทนการตัดสินใจทางคลินิกหรือการให้คำแนะนำโดยบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ทั้งนี้ ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมในบริบททางคลินิกที่หลากหลายและซับซ้อนมากขึ้นเพื่อสนับสนุนการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับข้อมูลยาอย่างเหมาะสมและปลอดภัย</p>
2026-09-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเภสัชกรรมไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/288191
การพัฒนาฐานข้อมูลยาเสพติดตามกฎหมายประเทศไทยในรูปแบบออนไลน์
2026-05-26T12:09:25+07:00
วณิชญา มีศิริโรจน์
wanich.aor@gmail.com
สรวง รุ่งประกายพรรณ
RUNGPRAGAYPHAN_S@su.ac.th
<p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อพัฒนาฐานข้อมูลยาเสพติดตามกฎหมายประเทศไทยในรูปแบบออนไลน์ที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งาน และประเมินประสิทธิภาพของฐานข้อมูลที่พัฒนาขึ้นในด้านความพึงพอใจในภาพรวม ประโยชน์ในการใช้งานระบบ คุณภาพของข้อมูล และคุณภาพของส่วนติดต่อผู้ใช้ <strong>วิธีการ:</strong> การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพัฒนาและประเมินผลโดยใช้กระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบน้ำตก ผู้วิจัยได้รวบรวมและวิเคราะห์ความต้องการของผู้ใช้งาน พัฒนาฐานข้อมูลในรูปแบบเว็บแอปพลิเคชันโดยใช้ภาษา PHP และ MySQL โครงสร้างฐานข้อมูลถูกพัฒนาตามแบบจำลองเชิงสัมพันธ์ในระดับนอร์มัลฟอร์มที่ 3 ข้อมูลในระบบถูกบูรณาการจากแหล่งข้อมูลที่มีมาตรฐาน อาทิ องค์การอนามัยโลก และ DrugBank ฐานข้อมูลที่พัฒนาผ่านการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลยาเสพติดและสารสนเทศทางสุขภาพ รวม 6 คน ก่อนส่งให้กลุ่มตัวอย่างรวม 48 คน ประกอบด้วยกลุ่มประชาชนทั่วไป ผู้ประกอบการ และเจ้าหน้าที่รัฐ ประเมินความพึงพอใจต่อระบบโดยใช้แบบประเมินที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น <strong>ผลการวิจัย:</strong> ฐานข้อมูลที่พัฒนาขึ้นสามารถทำงานได้ตามฟังก์ชันที่กำหนด และสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งาน ผลการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญพบว่า ระบบผ่านเกณฑ์ในทุกหัวข้อ ทั้งด้านความถูกต้องของข้อมูลและประสิทธิภาพการทำงาน ผู้ใช้งานมีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจ 4.82±0.22 จากคะแนนเต็ม 5 <strong>สรุป:</strong> ฐานข้อมูลของยาเสพติดที่พัฒนาขึ้น สามารถทำงานได้ตามฟังก์ชันที่กำหนด และตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งาน โดยช่วยแก้ไขข้อจำกัดของระบบเดิมทำให้สามารถสืบค้นข้อมูลยาเสพติดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบยังช่วยสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐในการกำกับดูแลและเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของยาเสพติด และอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการในการเข้าถึงข้อมูลเพื่อการปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย</p>
2026-09-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเภสัชกรรมไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/288421
การสำรวจวิธีการกำจัดยาเหลือใช้ของประชาชน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และการจัดการยาทิ้งจากครัวเรือนของเทศบาลในจังหวัดปทุมธานี
2026-06-05T13:09:08+07:00
ศิริรัตน์ จตุรพูลลาภ
sirirat.jatu@gmail.com
กิตติวินท์ คงชาติ
kittiwinkon@gmail.com
ณิชกานต์ แสงอ่อน
Nichakarnsaengon@gmail.com
นัยรัฐ จันทรากุล
nairath.jan@gmail.com
จุราพร พงศ์เวชรักษ์
juraporn@tu.ac.th
<p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>1) สำรวจวิธีการกำจัดยาเหลือใช้ของประชาชนทั่วไปและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) 2) สำรวจการจัดการยาทิ้งจากครัวเรือนของเทศบาล และ 3) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของลักษณะเฉพาะของประชาชนทั่วไปกับวิธีการจัดการยาเหลือใช้อย่างเหมาะสม <strong>วิธีการ</strong><strong>: </strong>พื้นที่ศึกษาอยู่ในจังหวัดปทุมธานี ประชากรที่ศึกษามี 3 กลุ่ม 1) ประชาชนทั่วไป (509 คน) 2) รพ.สต. (79 แห่ง) และ 3) เทศบาล 3 ระดับ ๆ ละ 1 ที่ ได้แก่ เทศบาลนคร เทศบาลเมือง และเทศบาลตำบล การศึกษาใช้แบบสอบถามสำหรับเก็บข้อมูลจากประชาชนทั่วไปและสำหรับ รพ.สต. ส่วนเทศบาลใช้การสัมภาษณ์ในการเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลใช้<a href="https://www.google.com/search?q=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%94%E0%B8%96%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%AB%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B8%93&oq=multiple+logistic+regression+%E0%B8%A0&gs_lcrp=EgZjaHJvbWUqCAgBEAAYFhgeMgYIABBFGDkyCAgBEAAYFhgeMgoIAhAAGKIEGIkFMgcIAxAAGO8FMgoIBBAAGIAEGKIE0gEJNDk5OWowajE1qAIIsAIB8QVzfbwZe8tyIw&sourceid=chrome&ie=UTF-8&mstk=AUtExfDMbd3ACmjDNV5DfmBGcTscDwlusy115l1r0xX1LyKqgYfZIU0dOGumrHtNQf57zNJ8_Jx9ubydnuQQe403BR047QCoIZ9eqSwKJ5UkiBQlVMFjGrm447Jdka_sOzzjoMZqZ1Z_unAIhhYuUZb4QQBoZoxmV0c9QFq6sq-yZPg9tFU&csui=3&ved=2ahUKEwiTqIifx_uSAxVnklYBHdbbDxEQgK4QegQIAhAD">การถดถอยโลจิสติกส์แบบสองกลุ่</a>ม <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>วิธีการจัดการยาเหลือใช้ที่พบมากที่สุดในประชาชน คือ การทิ้งลงถังขยะทั่วไป (ร้อยละ 68.3) และ ร้อยละ 20 นำไปมอบให้สถานบริการสาธารณสุข ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการกำจัดยาอย่างเหมาะสม คือ อายุ 55 ปีขึ้นไป (aOR 3.98, 95% CI 1.77-10.69) เพศหญิง (aOR 1.82, 95% CI 1.04-3.19) และการเคยได้รับข้อมูลการกำจัดยาอย่างเหมาะสม (aOR 9.04, 95% CI 5.15-15.88) สิทธิการรักษาประเภทประกันสังคม (aOR 0.30, 95% CI 0.12-0.77) และประกันสุขภาพถ้วนหน้า (aOR 0.40, 95% CI 0.18-0.90) สัมพันธ์กับการกำจัดยาอย่างไม่เหมาะสม ร้อยละ 68 ของ รพ.สต. ส่งต่อยาเหลือใช้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือจ้างบริษัทภายนอกเพื่อการทำลายยา เทศบาลทั้ง 3 ระดับ ไม่มีระบบการจัดการยาทิ้งจากครัวเรือน เนื่องจากรับรู้ว่า รพ.สต. เป็นที่รับยาที่ประชาชนไม่ต้องการใช้และนำไปจัดการต่อ <strong>สรุป</strong><strong>: </strong>ประชาชนส่วนใหญ่ทิ้งยาเหลือใช้อย่างไม่เหมาะสม อายุที่มากกว่า 55 ปีขึ้นไป เพศหญิง และการได้รับข้อมูลการกำจัดยาอย่างเหมาะสมมีความสัมพันธ์กับการทิ้งยาถูกวิธี ผู้มีสิทธิการรักษาประกันสุขภาพถ้วนหน้าและประกันสังคมมีความสัมพันธ์กับการทิ้งยาอย่างไม่ถูกวิธี รพ.สต. ส่วนใหญ่มีการจัดการที่เหมาะสม เทศบาลระดับนคร/เมือง/ตำบล ไม่มีนโยบายจัดการยาทิ้งจากครัวเรือน</p>
2026-09-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเภสัชกรรมไทย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/288677
การพัฒนาและประเมินผลโมบายแอปพลิเคชันเพื่อให้ความรู้แก่ผู้ป่วยโรคเบาหวาน
2026-05-20T12:03:04+07:00
กนกวรรณ พรหมมี
kanokp33@gmail.com
กรกมล รุกขพันธ์
korngamon.r@psu.ac.th
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อพัฒนาโมบายแอปพลิเคชันสำหรับให้ความรู้แก่ผู้ป่วยโรคเบาหวาน และประเมินผลโมบายแอปพลิเคชันในเรื่องระบบการทำงาน ความถูกต้อง ความเหมาะสม และความพึงพอใจของผู้ใช้งาน <strong>วิธีการ</strong><strong>: </strong>ผู้วิจัยเก็บข้อมูลสภาพปัญหาและข้อมูลที่ต้องการในโมบายแอปพลิเคชันโดยสัมภาษณ์แพทย์ พยาบาล เภสัชกร นักโภชนาการ และนักกายภาพบำบัด วิชาชีพละ 1 ท่าน และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่เป็นโรคเบาหวาน 3 ท่าน หลังจากนั้น นำข้อมูลที่ได้มาพัฒนาโมบายแอปพลิเคชันด้วยโปรแกรม THUNKABLE และตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ 3 ท่าน ประเมินความถูกต้องเหมาะสมของเนื้อหาในโมบายแอปพลิเคชันโดยการสัมภาษณ์บุคลากรทางการแพทย์ 7 ท่าน และอสม.ที่เป็นโรคเบาหวาน 3 ท่าน การประเมินความพึงพอใจทำในผู้ป่วยเบาหวาน 60 คน <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>โมบายแอปพลิเคชันคู่มือเบาหวานมีองค์ประกอบ 4 ส่วน ได้แก่ เบาหวานเบาใจ ยาเบาหวาน อาหารและโภชนาการ และการออกกำลังกาย ผลการประเมินประสิทธิภาพของระบบโดยผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศมีค่าเฉลี่ย 4.67 ± 0.48 (คะแนนเต็ม 5) ผลการประเมินความถูกต้องเหมาะสมของเนื้อหาด้านองค์ประกอบทั่วไปและความถูกต้องของเนื้อหามีค่าเฉลี่ย 4.85 ± 0.38 (คะแนนเต็ม 5) ความพึงพอใจของผู้ป่วยในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.86 ± 0.37 (คะแนนเต็ม 5)<strong> </strong><strong>สรุป</strong><strong>: </strong>โมบายแอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับความต้องการของผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ และเป็นที่พึงพอใจของผู้ใช้งาน ควรนำไปขยายผลการใช้งานในโรงพยาบาลและชุมชน รวมถึงส่งเสริมให้ อสม.ใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน และควรพัฒนาโมบายแอปพลิเคชันอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้ความรู้และสะดวกต่อการใช้งาน</p>
2026-09-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเภสัชกรรมไทย