วารสารเภสัชกรรมไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วารสารเภสัชกรรมไทยเป็นวารสารวิชาการอิเล็กทรอนิกส์ของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์&nbsp;&nbsp;วารสารฯ มีวัตถุประสงค์คือเป็นสื่อกลางเผยแพร่และแลกเปลี่ยนวิชาการระหว่างนักวิจัยด้านเภสัชกรรม เภสัชกร นักวิชาการในสาขาที่เกี่ยวข้อง บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขอื่น ๆ ตลอดจนเป็นแหล่งเผยแพร่ผลงานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา</p> <p>&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วารสารเภสัชกรรมไทยเผยแพร่บทความที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานทางเภสัชกรรม ได้แก่การบริบาลทางเภสัชกรรม เภสัชกรรมสังคม การบริหารเภสัชกิจ เศรษฐศาสตร์ทางยา ระบาดวิทยาของยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ เภสัชสาธารณสุข เภสัชพฤติกรรมศาสตร์ การคุ้มครองผู้บริโภคด้านยาและสุขภาพ นิติเภสัชกรรม จริยศาสตร์เภสัชกรรม นโยบายด้านยาและสุขภาพ การประยุกต์ใช้ศาสตร์ทางสังคมและการบริหารในการปฏิบัติงานเภสัชกรรม</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ประเภทบทความที่รับตีพิมพ์ในวารสารเภสัชกรรมไทย คือ บทความวิจัยต้นฉบับ บทความทบทวนวรรณกรรมทั้งแบบเชิงบรรยาย (review article) การวิเคราะห์อภิมาน&nbsp; (meta-analysis) และการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ (systematic review)&nbsp;</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 วารสารได้เพิ่มจำนวนเล่มจาก 2 เป็น 4 ฉบับต่อปี ดังนี้ เล่มที่ 1 (มกราคม-มีนาคม) เล่มที่ 2 (เมษายน-มิถุนายน) เล่มที่ 3 (กรกฎาคม-กันยายน) และเล่มที่ 4 (ตุลาคม-ธันวาคม)</p> th-TH <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความถือเป็นความคิดเห็นและอยู่ในความรับผิดชอบของผู้นิพนธ์ มิใช่ความเห็นหรือความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ หรือคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ทั้งนี้ไม่รวมความผิดพลาดอันเกิดจากการพิมพ์&nbsp; บทความที่ได้รับการเผยแพร่โดยวารสารเภสัชกรรมไทยถือเป็นสิทธิ์ของวารสารฯ&nbsp;</p> sanguan.L@psu.ac.th (รศ. ดร. สงวน ลือเกียรติบัณฑิต) kulthida.y@pharmacy.psu.ac.th (คุณกุลธิดา ยงสุวรรณกุล) Mon, 27 Jun 2022 13:43:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ปฏิกิริยาระหว่างอาหารกับวาร์ฟาริน: ความจริงกับความเชื่อ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/249934 <p>การสื่อสารข้อเท็จจริงเพื่อปรับความเชื่อที่ผู้ป่วยรับรู้เป็นสิ่งที่ท้าทายมากในงานบริบาลทางเภสัชกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีการเกิดอันตรกิริยาระหว่างอาหารและ warfarin บทความปริทัศน์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวคิดและแนวทางการจัดการปัญหาการเกิดอันตรกิริยาระหว่างอาหารและ warfarin จากการทบทวนวรรณกรรมและจากประสบการณ์ของผู้นิพนธ์ บทความนี้แสดงให้เห็นประเด็นที่สำคัญ 3 ประการ คือ 1) มีหลักฐานการเกิดอันตรกิริยาระหว่างอาหารและ warfarin แต่ข้อมูลมีจำกัดและคุณภาพต่ำ อาหารที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ทางการแพทย์มากที่สุดซึ่งอยู่ในระดับชั้นของหลักฐานที่ดีในการเกิดอันตรกิริยาแล้วทำให้ค่า INR สูงขึ้นและเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเลือดออกผิดปกติ คือ cranberry และ การเกิดอันตรกิริยาแล้วทำให้ค่า INR ลดลงและเสี่ยงต่อการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน คือ broccoli 2) การตั้งคำถามมีความสำคัญมากกว่าคำตอบ กล่าวคือ เภสัชกรต้องซักประวัติผู้ป่วยโดยละเอียด จับประเด็นปัญหาให้ได้ และใช้ข้อมูลของผู้ป่วยในการแก้ปัญหาของผู้ป่วยแบบเฉพาะราย วิธีคิดที่เหมาะสมนำไปสู่การบริบาลทางเภสัชกรรมที่มีประสิทธิภาพ การตัดสินใจต้องใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ทางการแพทย์เข้ามาพิจารณาและปรับให้เหมาะสมกับการตอบสนองของผู้ป่วย และ 3) การสื่อสารเพื่อให้เกิดความร่วมมือในแผนการรักษาเป็นสิ่งที่ต้องแสดงออกมาให้เป็นรูปธรรม</p> ประยุทธ ภูวรัตนาวิวิธ, ปวีณา สนธิสมบัติ, อิศราวรรณ ศกุนรักษ์, ขวัญชัย รัตนมณี, ระพีพล กุญชร ณ อยุธยา, ชาคริต หริมพานิช, จรัญ สายะสถิต, จิราพร ภูวรัตนาวิวิธ (ผู้แต่ง) Copyright (c) 2021 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/249934 Wed, 27 Oct 2021 00:00:00 +0700 ต้นทุน-ประสิทธิผลของการเยี่ยมบ้านผู้ป่วยโรคจิตเภทโดยทีมสหสาขาวิชาชีพเปรียบเทียบกับการดูแลในระบบบริการปกติของเครือข่ายบริการสุขภาพ อำเภอดอนมดแดง จังหวัดอุบลราชธานี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/250290 <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อประเมินต้นทุน-ประสิทธิผลของการเยี่ยมบ้าน (home health care: HHC) ในผู้ป่วยโรคจิตเภทโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ เปรียบเทียบกับการดูแลในระบบบริการปกติ (usual care: UC) ในอำเภอดอนมดแดง จังหวัดอุบลราชธานี ในมุมมองของสังคม <strong>วิธีการ:</strong> การประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ไปพร้อมกับการศึกษาทางคลินิก ใช้แบบวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมในผู้ป่วยโรคจิตเภท 60 คน (กลุ่ม HHC 30 คน กลุ่ม UC 30 คน) ทั้งสองกลุ่มได้รับการดูแลที่โรงพยาบาลตามปกติ กลุ่ม HHC ได้รับการเยี่ยมบ้านโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ จำนวน 3 ครั้ง ผลลัพธ์ที่วัด คือ การเกิดอาการจิตเภทกำเริบ (recurrence symptom)&nbsp; การนอนโรงพยาบาลจากอาการจิตเภทกำเริบ (hospitalization) และอรรถประโยชน์ (utility) ที่วัดโดยใช้แบบสอบถาม EQ-5D-5L และแบบประเมินสภาวะสุขภาพทางตรง (visual analog scale) การศึกษาวัดต้นทุนในการเยี่ยมบ้าน และต้นทุนเกี่ยวกับการรักษาทั้งต้นทุนทางตรงทางการแพทย์ ต้นทุนทางตรงที่ไม่ใช่ทางการแพทย์ และต้นทุนทางอ้อม ในช่วงเวลา 6 เดือน ระหว่างเดือนกรกฎาคม - ธันวาคม 2562 การศึกษาคำนวณอัตราส่วนของต้นทุนต่อประสิทธิผลส่วนเพิ่ม (incremental cost-effectiveness ratio: ICER) และวิเคราะห์ความไวแบบทางเดียว <strong>ผลการศึกษา:</strong> ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (กลุ่ม HHC ร้อยละ 60 vs. กลุ่ม UC ร้อยละ 63) อายุมากกว่า 30 ปีขึ้นไป (ร้อยละ 93 vs. 67) พักอาศัยอยู่กับครอบครัว (ร้อยละ 77 vs. 90) เป็นโรคจิตเภทมากกว่า 5 ปีขึ้นไป (ร้อยละ 73 vs. 53) เมื่อติดตามผลลัพธ์ในเดือนที่ 6 พบว่า กลุ่ม HHC และกลุ่ม UC มี การเกิดอาการจิตเภทกำเริบ (ร้อยละ 0 vs. 16.6, P=0.020) และ hospitalization (ร้อยละ 0 vs. 13.33, P=0.038) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ มีค่า utility ที่เพิ่มขึ้น 11.00<u>+</u>10.86 คะแนน vs. 9.50<u>+</u>9.13 คะแนน (P=0.697) ตามลำดับ ต้นทุนของกิจกรรมเยี่ยมบ้านเฉลี่ย 3,588.45 บาทต่อคน ต้นทุนรวมเฉลี่ย เท่ากับ 8,502.97 บาทต่อคน ในกลุ่ม HHC และ 6,004.41 บาทต่อคน ในกลุ่ม UC ค่า ICER เท่ากับ 14,988.36 บาทต่อการลดการเกิดอาการจิตเภทกำเริบ 1 คน, 18,743.89 บาทต่อการลด hospitalization 1 คน และ 181,615.33 บาทต่อปีสุขภาวะที่เพิ่มขึ้น การวิเคราะห์ความไวจะมีความคุ้มค่าในกรณีปรับลดต้นทุนกิจกรรมเยี่ยมบ้านลงร้อยละ 20 <strong>สรุป:</strong> การเยี่ยมบ้านผู้ป่วยโรคจิตเภทโดยทีมสหสาขาวิชาชีพมีประสิทธิผลและหากลดต้นทุนในการเยี่ยมบ้านได้จะมีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ดังนั้นหน่วยบริการสุขภาพควรสนับสนุนบริการเชิงรุกนี้</p> อาริยา ตั้งมโนกุล, สุรศักดิ ไชยสงค์ (ผู้แต่ง) Copyright (c) 2021 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/250290 Thu, 28 Oct 2021 00:00:00 +0700 การโฆษณาทางสื่อสังคมออนไลน์ที่ฝ่าฝืนกฎหมายของคลินิกเวชกรรม ที่ให้บริการเสริมความงามในจังหวัดมหาสารคาม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/250401 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อสำรวจสถานการณ์การโฆษณาทางสื่อออนไลน์ที่ฝ่าฝืนกฎหมายของคลินิกเวชกรรมที่ให้บริการ เสริมความงามในจังหวัดมหาสารคาม <strong>วิธีการ</strong><strong>:</strong> ผู้วิจัยเก็บข้อมูลการโฆษณาทางสื่อสังคมออนไลน์ทุกช่องทาง (เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิสเตอร์ ยูทูปและเว็บไซต์อื่น) ของคลินิกฯ ทุกแห่ง (27 แห่ง) ในระยะเวลา 1 เดือน พบว่า คลินิกทุกแห่งใช้เฟซบุ๊กเป็นช่องทางในการโฆษณา จึงเลือกโฆษณาที่ใช้ชื่อคลินิกในเฟซบุ๊กตรวจสอบประเด็นการฝ่าฝืนตามมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2559 ประกอบประกาศกรมสนับสนุน บริการสุขภาพ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และค่าใช้จ่ายในการ โฆษณาหรือประกาศเกี่ยวกับสถานพยาบาล พ.ศ.2562 และประกาศแพทยสภาที่ 50/2549 เรื่อง &nbsp;คำที่ห้ามใช้ในการโฆษณาและคู่มือการปฏิบัติงานการพิจารณาอนุมัติโฆษณาหรือประกาศเกี่ยวกับสถานพยาบาล <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> โฆษณาในเฟซบุ๊กจำนวนทั้งสิ้น 163 ชิ้น ฝ่าฝืนกฎหมาย จำนวน 151 ชิ้น (ร้อยละ 92.64) เมื่อพิจารณากฎหมายทั้งสามฉบับที่เกี่ยวข้อง พบการโฆษณาฝ่าฝืนประกาศกรมสนับสนุนบริการสุขภาพฯ&nbsp; หรือประกาศเกี่ยวกับสถานพยาบาล พ.ศ.2562 มากที่สุดใน ข้อ 7(1) (ห้ามมิให้โฆษณาอันเป็นเท็จหรือไม่มีมูลความจริงฯ) จำนวน 37 ชิ้น (ร้อยละ 24.50 ของโฆษณาที่พบว่าผิดกฎหมาย การฝ่าฝืนประกาศแพทยสภาฯ พบมากที่สุด ใน ข้อ 8 โดยใช้คำว่า “ครบวงจร" หรือการแสดงราคาเปรียบเทียบมากที่สุด (28 ชิ้น หรือร้อยละ 18.54 ของโฆษณาที่ผิดกฎหมายที่พบ) การฝ่าฝืนคู่มือการปฏิบัติงานฯ พบมากที่สุดในเรื่อง โบท็อกซ์ (22 ชิ้น ร้อยละ 14.57 ของโฆษณาที่ผิดกฎหมายที่พบ) <strong>สรุป</strong><strong>:</strong> ผลจากการศึกษาสามารถใช้เป็นข้อมูลในการจัดทำคู่มือแนวทางปฏิบัติการพิจารณาอนุมัติโฆษณาและเฝ้าะระวังคลินิกเอกชน และใช้เป็นข้อมูล เพื่อประชาสัมพันธ์แนวทางการตรวจสอบโฆษณาไปยังผู้บริโภคและเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน</p> อาภากร เขจรรักษ์ (ผู้แต่ง) Copyright (c) 2021 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/250401 Thu, 28 Oct 2021 00:00:00 +0700 การพัฒนาและออกแบบเว็บแอปพลิเคชันเพื่อจัดการข้อมูลเกี่ยวกับความคลาดเคลื่อนทางยา ในโรงพยาบาล: แนวคิดและการแก้ไขปัญหาด้วยสารสนเทศศาสตร์ทางสุขภาพ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/250701 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อสำรวจปัญหาในการบันทึก วิเคราะห์ และสรุปรายงานความคลาดเคลื่อนทางยา และพัฒนาระบบสารสนเทศสำหรับงานดังกล่าว <strong>วิธีการ</strong><strong>: </strong>การพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันยึดตามกรอบแนวคิดทางสารสนเทศศาสตร์ทางสุขภาพ (Searching Analytics Management Presentation: SAMP) การศึกษาสำรวจปัญหาของระบบการรายงานความคลาดเคลื่อนทางยาแบบเดิม โดยการสัมภาษณ์เภสัชกรผู้ปฏิบัติงาน หลังจากนั้นสรุปผลโดยใช้แผนภูมิก้างปลา ผู้วิจัยนำสารสนเทศที่ได้<br>มาวิเคราะห์หาขั้นตอนการดำเนินการพัฒนาโปรแกรมเว็บแอปพลิเคชัน หาความสัมพันธ์ของงานแต่ละส่วนเพื่อสรุปขั้นตอนการทำงานของระบบ การแสดงทิศทางการไหลของข้อมูลใช้เครื่องมือแผนภาพกระแสข้อมูล ผู้วิจัยพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันโดยภาษา PHP,&nbsp; HTML, CSS ร่วมกับ JavaScript และ Ajax การศึกษานี้ใช้ฐานข้อมูลประเภท MySQL เว็บแอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้น<br>ผ่านการประเมินผลโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านสารสนเทศจำนวน 3 ท่าน และทดสอบในเภสัชกรโรงพยาบาลจำนวน 13 ท่าน<br>ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการรายงานความคลาดเคลื่อนทางยา <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>การประเมินผลโดยผู้เชี่ยวชาญพบว่า เว็บแอปพลิเคชันผ่านการประเมินทั้งหมด 41 รหัสทดสอบ และมีข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงให้มีการทำงานที่ดีขึ้น ภายหลังการปรับปรุง<br>ตามคำแนะนำ การทดสอบในเภสัชกรโรงพยาบาลพบว่า ตัวอย่างมีความพึงพอใจทั้ง 4 ด้าน คือ 1) ด้านการใช้งานระบบ <br>2) ด้านความมีประสิทธิภาพ 3) ด้านความมีประสิทธิผล และ 4) ด้านความพึงพอใจ อยู่ในระดับมากที่สุด <strong>สรุป</strong>: การพัฒนาระบบสารสนเทศด้วยเว็บแอปพลิเคชันตามกรอบแนวคิด SAMP เพื่อแก้ไขปัญหาของระบบการทำงานสามารถดำเนินการได้ผลดี<br>ตรงตามวัตถุประสงค์ ผู้ใช้พึงพอใจในการใช้งาน วิธีการพัฒนาระบบสารสนเทศในการศึกษานี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้<br>เพื่อพัฒนาระบบอื่น ๆ ต่อไปในอนาคตได้</p> ปัณณ์ อัตโสภณ, พีรยศ ภมรศิลปธรรม (ผู้แต่ง) Copyright (c) 2021 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/250701 Thu, 28 Oct 2021 00:00:00 +0700 การประเมินหลักสูตรและความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อคุณลักษณะของ ผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรวุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบ วิชาชีพเภสัชกรรม สาขาเภสัชบำบัดของวิทยาลัยเภสัชบำบัดแห่งประเทศไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/250742 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อประเมินหลักสูตร สำรวจความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ของหลักสูตรวุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม สาขาเภสัชบำบัด <strong>วิธีการ</strong><strong>:</strong> กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้ผ่านการฝึกอบรม ผู้บังคับบัญชา ผู้ร่วมงาน อาจารย์ผู้สอน ตัวแทนกระทรวงสาธารณสุข และองค์กรวิชาชีพ การศึกษาใช้แบบสอบถามออนไลน์และแบบสัมภาษณ์เพื่อสอบถามความคิดเห็นต่อหลักสูตรวุฒิบัตรฯ จุดแข็ง จุดด้อย คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้ที่สำเร็จการศึกษา และข้อเสนอแนะในการจัดการสอน ผลการสำรวจถูกนำเสนอในโครงการสัมมนาหลักสูตรวุฒิบัตรฯ เพื่อกำหนดผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> จากคะแนนเต็ม 5 ผู้ผ่านการฝึกอบรม (n=31) พึงพอใจต่อหลักสูตรโดยรวมเฉลี่ย 3.77 พึงพอใจในคุณลักษณะตนเองเฉลี่ย 4.19 อาจารย์ในหลักสูตรวุฒิบัตรฯ (n=9) พึงพอใจต่อหลักสูตรโดยรวมเฉลี่ย 4.00 ผู้บังคับบัญชา (n=7) พึงพอใจคุณลักษณะของผู้ผ่านการฝึกอบรมเฉลี่ย 4.61 จุดแข็งของหลักสูตร คือ เป็นการฝึกอบรมในสถานการณ์จริงทำให้เชี่ยวชาญในการให้บริบาลทางเภสัชกรรม และริเริ่มงานใหม่ได้ด้วยตัวเอง จุดอ่อนของหลักสูตรคือมีระยะเวลาเรียนที่ยาวนานและความก้าวหน้าทางวิชาชีพของผู้จบจากหลักสูตรที่ไม่ใช่อาจารย์ยังไม่ชัดเจน ส่วนประเด็นที่ยังสามารถพัฒนาได้ ได้แก่ การจัดการเรียนการสอนในรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับการทำวิจัยและการประเมินผลการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ได้แก่ 1) เชี่ยวชาญการบริบาลทางเภสัชกรรม 2) ให้ข้อมูลยาได้ถูกต้องและเหมาะสม 3) มีทักษะการทำวิจัย 4) ทำงานเป็นทีม 5) มีคุณธรรมและจริยธรรม 6) มีภาวะผู้นำ 7) มีทักษะการสอนที่ดี และ 8) ระบุปัญหา/แก้ไขปัญหาด้านยาเชิงระบบ <strong>สรุป</strong><strong>:</strong> ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียพึงพอใจในคุณลักษณะของผู้ผ่านการฝึกอบรม การฝึกอบรมควรมุ่งเน้นการฝึกปฏิบัติงานในสถานการณ์จริงและปรับรูปแบบการฝึกอบรมเพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมากขึ้น</p> สุทธิพร ภัทรชยากุล, สิริมา สิตะรุโน, อรวรรณ แซ่ลิ่ม, ดิษยา วัฒนาไพศาล, ยงยุทธ เลิศศรีสถิต (ผู้แต่ง) Copyright (c) 2021 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/250742 Fri, 29 Oct 2021 00:00:00 +0700 ประสิทธิภาพของน้ำมันดินในการรักษาโรคสะเก็ดเงิน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/250986 <p>โรคสะเก็ดเงินเป็นโรคทางพันธุกรรมชนิดหนึ่งที่มีภาวะการอักเสบของผิวหนังแบบเรื้อรัง สามารถพบได้ประมาณร้อยละ 2 ของประชากรทั้งหมด ปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้อาการของโรคเกิดการกำเริบ เช่น อาหารจำพวกหมักดอง สารเคมี เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาบางชนิด หรือโรคที่เกี่ยวข้องกับอวัยวะภายในต่าง ๆ เช่น โรคตับ โรคไต เป็นต้น ตำแหน่งรอยโรคที่มักเกิดผื่นผิวหนังอักเสบของโรคสะเก็ดเงินที่พบได้บ่อยคือผิวหนังบริเวณที่มักมีการเสียดสีหรือแกะเกา เช่น ข้อศอก เข่า แขน ขา ก้นกบ ลำคอ ศีรษะ เป็นต้น ลักษณะสำคัญของผื่นคือ เป็นปื้นหนา มีสะเก็ดสีขาว การรักษาโรคสะเก็ดเงินมีหลายวิธี ได้แก่ การรักษาด้วยยาทาภายนอก การรักษาด้วยยารับประทาน การรักษาด้วยยาฉีดกลุ่มชีวภาพ และการใช้แสงอาทิตย์เทียม แนวทางการรักษาสะเก็ดเงินสามารถทำได้ 2 วิธีคือ 1. การรักษาโดยใช้ยารักษาเดี่ยว หรือ 2.การรักษาด้วยวิธีผสมผสานที่หลากหลาย การรักษาด้วยยาทาภายนอกกลุ่มสเตียรอยด์จัดเป็นทางเลือกแรกในการรักษาโรคสะเก็ดเงินที่มีความรุนแรงระดับน้อยถึงปานกลาง แต่เนื่องจากการรักษาพบผลข้างเคียงจากการใช้ยาในระยะยาวค่อนข้างมาก เช่น ผิวแตกลายถาวร (striae) ปานหรือห้อเลือดบนผิวหนัง (bruising) และเกิดภาวะดื้อยาสเตียรอยด์ ดังนั้นการรักษาโรคสะเก็ดเงินในประเทศไทยจึงนิยมใช้น้ำมันดิน (tar หรือ coal tar) เนื่องจากมีหลักฐานทางวิชาการหลายการศึกษาที่แสดงถึงประสิทธิภาพที่ดีในการรักษาโรคสะเก็ดเงิน โดยทำให้การอักเสบของรอยโรคสงบลงไปได้ยาวนาน และลดโอกาสการกลับเป็นซ้ำใหม่ได้ช้ากว่าเมื่อเทียบกับการใช้ยาทาสเตียรอยด์</p> ณัฐวัฒน์ วิไลเจริญพัฒน์ (ผู้แต่ง) Copyright (c) 2021 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/250986 Fri, 29 Oct 2021 00:00:00 +0700 พฤติกรรมและเหตุผลการใช้กัญชาของประชาชน: กรณีศึกษาในจังหวัดกาฬสินธุ์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/251603 <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาพฤติกรรมและเหตุผลของการใช้กัญชาทางการแพทย์ของประชาชนในจังหวัดกาฬสินธุ์ <strong>วิธีการ:</strong> การศึกษาเชิงคุณภาพนี้สัมภาษณ์เชิงลึกผู้ใช้กัญชาทางการแพทย์จำนวน 15 คน การศึกษาเลือกผู้ให้ข้อมูลสำคัญแบบเจาะจง และใช้วิธีการเลือกตัวอย่างแบบลูกโซ่ เกณฑ์การคัดเลือก คือเป็นผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในการใช้กัญชาที่มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดกาฬสินธุ์ การเก็บข้อมูลดำเนินการระหว่างเดือนเมษายน 2564 - พฤษภาคม 2564 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหา <strong>ผลการวิจัย:</strong> ผู้ให้ข้อมูลสำคัญให้ความหมายกัญชาตามรูปแบบและวิธีใช้กัญชา ได้แก่ กัญชาเป็นยาเสพติด กัญชาเป็นยารักษาโรค และกัญชาเป็นสมุนไพรเพื่อการดูแลสุขภาพ สำหรับเหตุผลที่ใช้กัญชา แบ่งเป็นการใช้เพื่อการดูแลสุขภาพ และการใช้เพื่อการรักษาโรคหรือความเจ็บป่วย โดยส่วนใหญ่ใช้กัญชาเป็นการรักษาเสริมควบคู่กับการรักษาแผนปัจจุบัน และต้องปิดบังข้อมูลการใช้กัญชาต่อแพทย์ผู้รักษา ในส่วนพฤติกรรมการใช้กัญชาพบว่า แม้จะมีการให้บริการคลินิกกัญชาทางแพทย์ในโรงพยาบาล ผู้ให้ข้อมูลสำคัญส่วนใหญ่ยังเลือกใช้กัญชาที่เรียกว่า “กัญชาใต้ดิน” เนื่องจากมองว่าการไปรับบริการที่คลินิกกัญชาทางแพทย์เป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ยาก ในการเลือกใช้กัญชาผู้ให้ข้อมูลสำคัญให้ความสำคัญกับผลที่เกิดขึ้นเท่านั้น รูปแบบกัญชาที่พบ ประกอบด้วย น้ำมันกัญชา ใบกัญชา แคปซูลน้ำมันกัญชา และกัญชาในตำรับยาแผนไทย น้ำมันกัญชาเป็นรูปแบบที่มีการใช้มากที่สุด และมีมุมมองว่าน้ำมันกัญชาเป็นยารักษาโรคที่มีฤทธิ์แรงที่สุด <strong>สรุป</strong> ในมุมมองของผู้ให้ข้อมูลสำคัญ กัญชาถูกนำมาใช้เป็นทางเลือกในการดูแลสุขภาพและเป็นตัวช่วยในการรักษาอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้น การใช้ “กัญชาใต้ดิน” อาจเป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดของการเข้ารับบริการในระบบสาธารณสุขไทย</p> รัตติยา แดนดงยิ่ง, กรแก้ว จันทภาษา (ผู้แต่ง) Copyright (c) 2021 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/251603 Fri, 29 Oct 2021 00:00:00 +0700 การประเมิลผลการดำเนิน “โครงการนำร่องให้ผู้ป่วยรับยาที่ร้านยาเพื่อ ลดความแออัดในโรงพยาบาลมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม” https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/250260 <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อประเมินผลโครงการนำร่องให้ผู้ป่วยรับยาที่ร้านยาเพื่อลดความแออัดในโรงพยาบาลมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม <strong>วิธีการวิจัย:</strong> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงการประเมินผลโครงการโดยการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด 16 คน และการสัมภาษณ์ผู้ป่วยทั้งหมด 21 คน ซึ่งแบ่งเป็นในโครงการ 11 คนและนอกโครงการ 10 คน การวิจัยนี้ดำเนินการในระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2562 – กันยายน พ.ศ. 2563 <strong>ผลการวิจัย:</strong> โรงพยาบาลมหาสารคามมีการดำเนินงานรูปแบบที่ 1 คือ โรงพยาบาลเป็นผู้จัดยาและส่งยาให้ร้านยาเพื่อจ่ายยาให้ผู้ป่วย&nbsp; ร้านยาเข้าร่วมโครงการ 13 ร้าน และมีผู้ป่วยที่เข้าร่วมทั้งหมด 225 คน โดยป่วยด้วยโรคหอบหืด (ร้อยละ 53.77) โรคเบาหวาน (ร้อยละ 27.11) และโรคต่อมลูกหมากโต (ร้อยละ 14.22) ส่วนใหญ่มีความพึงพอใจกับการบริการในร้านยามากโดยเฉพาะด้านความสะดวกสบายและรวดเร็ว ผู้ป่วยทั้งในและนอกโครงการไม่ค่อยพึงพอใจเนื่องจากไม่ได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์และขาดความกระตือรือร้น/ความเอาใจใส่ ความแออัดในโรงพยาบาลลดลงเล็กน้อย เห็นได้จากสัดส่วนของผู้เข้าร่วมโครงการซึ่งคิดเป็นร้อยละ 1.07 ของจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด 21,000 คน ผู้ป่วยในโครงการประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางมากกว่าผู้ป่วยนอกโครงการ <strong>สรุป:</strong> โครงการฯ สามารถลดความแออัดในโรงพยาบาลได้เล็กน้อย ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีความพึงพอใจกับบริการที่ได้รับมาก ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการดำเนินงานที่มีประสิทธิผลมากขึ้นจำเป็นต้องมีการจัดระบบและขั้นตอนการรองรับที่มีประสิทธิภาพ ได้แก่ การประชาสัมพันธ์และการขยายสิทธิให้ครอบคลุมทุกกลุ่มประชากร</p> จุฬารัตน์ ฮาดวิเศษ, สุรศักดิ์ ไชยสงค์, กาญจนาภรณ์ ตาราไต, เพียงขวัญ ศรีมงคล, ร่มตะวัน กาลพัฒน์, พสิษฐ์ พัจนา (ผู้แต่ง) Copyright (c) 2021 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/250260 Fri, 29 Oct 2021 00:00:00 +0700 การศึกษาสภาพการจัดการศึกษาหลักสูตรเจ้าพนักงานเภสัชกรรมในประเทศไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/251043 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาสภาพการจัดการศึกษาหลักสูตรเจ้าพนักงานเภสัชกรรมในประเทศไทย<strong> วิธีการ</strong><strong>:</strong> การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจโดยเก็บข้อมูลจากอาจารย์ 88 คน และนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาวิชาเทคนิคเภสัชกรรม 276 คนของวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร ทั้ง 7 แห่งในประเทศไทย (ชลบุรี พิษณุโลก ยะลา ขอนแก่น ตรัง อุบลราชธานี และสุพรรณบุรี) การศึกษาใช้แบบสอบถามเพื่อเก็บข้อมูลความเห็นต่อความเหมาะสมของสภาพการจัดการศึกษาใน 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านหลักสูตร 2) ด้านการจัดการเรียนการสอน 3) ด้านการบริหารจัดการ <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> อาจารย์ให้ความเห็นต่อความเหมาะสมของสภาพการจัดการศึกษาในด้านหลักสูตรในระดับมาก (4.01±0.69 จากคะแนนเต็ม 5) ด้านการจัดการเรียนการสอนในระดับมาก (4.14±0.65) และด้านการบริหารจัดการอยู่ในระดับมาก (3.89±0.80) สำหรับกลุ่มนักศึกษาให้ความเห็นต่อความเหมาะสมในการจัดการศึกษาในระดับมากทุกด้านเช่นเดียวกัน ดังนี้ ด้านหลักสูตร (4.15±0.60) ด้านการจัดการเรียนการสอน (4.18±0.60) และด้านบริหารจัดการ (4.05±0.72)<strong>&nbsp; สรุป:</strong> ถึงแม้ว่าความเห็นของอาจารย์ต่อความเหมาะสมของสภาพการจัดการศึกษาของวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธรแต่ละแห่ง โดยภาพรวมจะอยู่ในระดับมาก แต่ยังมีประเด็นที่ยังต้องพัฒนาในเรื่องการบริหารจัดการ สื่อการเรียนการสอน อาคารสถานที่ สภาพแวดล้อม และการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร ดังนั้นวิทยาลัยแต่ละแห่งต้องตระหนักถึงการพัฒนาในประเด็นเหล่านี้ ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุจุดมุ่งหมายของหลักสูตร&nbsp;</p> กิ่งแก้ว มาพงษ์, สัมมนา มูลสาร, น้องเล็ก คุณวราดิศัย (ผู้แต่ง) Copyright (c) 2021 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/251043 Fri, 29 Oct 2021 00:00:00 +0700 การพัฒนาและวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจของเครื่องมือประเมิน ความคิดเห็นของสหสาขาวิชาชีพต่อแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพ สาขาการพัฒนาระบบบริการให้มีการใช้ยาสมเหตุผลภายใต้แบบจำลองซิปป์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/251081 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อพัฒนาและวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจของเครื่องมือประเมินความคิดเห็นของสหสาขาวิชาชีพต่อแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพ สาขาการพัฒนาระบบบริการให้มีการใช้ยาสมเหตุผล ภายใต้ตัวแปรซึ่งพัฒนาจากนิยามเชิงปฏิบัติการตามแบบจำลองซิปป์ กรณีศึกษาเขตสุขภาพที่ 10 ประเทศไทย <strong>วิธีการวิจัย</strong>: เป็นการวิจัยเชิงปริมาณที่ใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจร่วมกับการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจของเครื่องมือ การสกัดองค์ประกอบใช้เทคนิคการวิเคราะห์องค์ประกอบสำคัญและหมุนแกนองค์ประกอบแบบมุมแหลมด้วยวิธีโปรแมกซ์ โดยกำหนดให้มี 4 องค์ประกอบตามมิติของแบบจำลองซิปป์ <strong>ผลการวิจัย</strong> มีผู้ตอบแบบสอบถาม 375 คน ส่วนใหญ่เป็นเภสัชกร (ร้อยละ 46.90) พยาบาล (ร้อยละ 30.10) และแพทย์ (ร้อยละ 22.90) ภายหลังการสกัดปัจจัยจากตัวแปรสังเกตได้ตั้งต้น 67 ตัว คงเหลือตัวแปร 66 ตัว ใน 4 องค์ประกอบ ค่าน้ำหนักองค์ประกอบของตัวแปร 0.36 - 0.83&nbsp; ทุกองค์ประกอบมีค่าไอเกนมากกว่า 1 องค์ประกอบทั้ง 4 มิติ ได้แก่ บริบท ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ และผลผลิต มิติด้านกระบวนการมีค่าร้อยละความแปรปรวนสูงสุดเป็นร้อยละ 44.81 แสดงถึงการเป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญสูงสุด รองลงมาคือมิติด้านผลผลิต ปัจจัยนำเข้า และบริบท (เป็นร้อยละ 5.56, 4.29 และ 4.03 ตามลำดับ) ทุกองค์ประกอบสามารถร่วมกันอธิบายถึงความแปรปรวนของแบบประเมินได้ถึงร้อยละ 58.69 ทั้งนี้ ภายหลังการจัดกลุ่มตัวแปรตามองค์ประกอบ เครื่องมือนี้ยังคงมีความเที่ยงในระดับสูง โดยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคในแต่ละมิติ ได้แก่ บริบท ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ และผลผลิต เป็น 0.90, 0.95, 0.97 และ 0.95 ตามลำดับ <strong>สรุป</strong> เครื่องมือประเมินความคิดเห็นของสหสาขาวิชาชีพต่อแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพสาขาการพัฒนาระบบบริการให้มีการใช้ยาสมเหตุผลฉบับนี้ เป็นเครื่องมือประเมินฉบับแรกของประเทศ ที่ได้รับการพัฒนาและตรวจสอบว่ามีความตรงเชิงโครงสร้างและมีความเที่ยงในระดับสูง สามารถเป็นเครื่องมือมาตรฐานที่ใช้ในการประเมินและมีความสอดคล้องกับสภาพของการปฏิบัติจริง</p> จีริสุดา คำสีเขียว, ศักดิ์สิทธิ์ ศรีภา, สัมมนา มูลสาร, แคลร์ แอนเดอร์สัน, ธีราพร สุภาพันธุ์ (ผู้แต่ง) Copyright (c) 2021 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/251081 Fri, 29 Oct 2021 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับระยะเวลารอรับยาของห้องยาผู้ป่วยนอกพิเศษ ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/251193 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับระยะเวลารอรับยาของผู้รับบริการที่ห้องยาผู้ป่วยนอกพิเศษ ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์ <strong>วิธีการ</strong>: การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลัง โดยเก็บข้อมูลระยะเวลารอรับยาและปัจจัยที่ศึกษาจากโปรแกรม IBM<sup>®</sup> cognos<sup>®</sup> business intelligence (BI) โปรแกรมที่ใช้บันทึกการสั่งใช้ยาของแพทย์ในระบบผู้ป่วยนอก และใบสั่งยาของห้องยาผู้ป่วยนอกพิเศษของศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 ถึง 31 มกราคม 2564 ระยะเวลารอรับยาแสดงใน 3 แบบ ได้แก่ ระยะเวลารอกระบวนการภายในห้องยา ระยะเวลารอส่งมอบยา และระยะเวลารอทั้งระบบ ปัจจัยที่ศึกษาทั้งหมด 8 ปัจจัย ได้แก่ ระบบการสั่งใช้ยา วันของสัปดาห์ เวลาที่ห้องยาได้รับใบสั่งยา หน่วยตรวจ จำนวนชั้นวางยาที่ใช้จัดยาต่อใบสั่งยา จำนวนรายการยาต่อใบสั่งยา ใบสั่งยาที่ไม่มียาเพียงพอพร้อมใช้ในห้องยา และใบสั่งยาที่ห้องยาส่งข้อมูลกลับไปให้แพทย์แก้ไข <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>ตัวอย่างใบสั่งยาทั้งหมด 1,243 ใบสั่งยา มีระยะเวลารอรับยาเฉลี่ยของกระบวนการภายในห้องยา กระบวนการรอส่งมอบยา และกระบวนการทั้งระบบ เท่ากับ 17.65±0.34 นาที 33.78±2.12 นาที และ 51.44±2.16 นาที ตามลำดับ มีใบสั่งยาที่ได้รับยาภายใน 30 นาทีตามเป้าหมาย ร้อยละ 53.10 ระยะเวลารอรับยาที่นานเกิดจากหลายปัจจัย ส่วนใหญ่มีระยะเวลารอคอยในส่วนกระบวนการรอส่งมอบยานาน ปัจจัยอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากกระบวนการทำงานของห้องยา ทำให้ระยะเวลารอรับยาเฉลี่ยทั้งระบบไม่บรรลุเป้าหมาย จากการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร พบว่า ทุกปัจจัยมีความสัมพันธ์กับระยะเวลารอรับยาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P&lt;0.05) ปัจจัยที่ทำให้ระยะเวลารอคอยของกระบวนการภายในห้องยาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ มี 6 ปัจจัย ได้แก่ วันของสัปดาห์ เวลา จำนวนชั้นวางยาที่ใช้จัดยาต่อใบสั่งยา จำนวนรายการยา ใบสั่งยาที่ไม่มียาเพียงพอพร้อมใช้ในห้องยา และใบสั่งยาที่ส่งข้อมูลกลับไปให้แพทย์แก้ไข ปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุดต่อระยะเวลารอรับยาของกระบวนการภายในห้องยาคือ การไม่มียาที่ระบุในใบสั่งเพียงพอพร้อมใช้ในห้องยา รองลงมาคือ ใบสั่งยาที่ส่งข้อมูลกลับไปให้แพทย์แก้ไข ปัจจัยที่ทำให้ระยะเวลารอคอยของกระบวนการรอส่งมอบยาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ มี 4 ปัจจัย ได้แก่ วันของสัปดาห์ ช่วงเวลา หน่วยตรวจ และจำนวนชั้นวางยาที่ใช้จัดยาต่อใบสั่งยา <strong>สรุป: </strong>ทุกปัจจัยที่ศึกษามีความสัมพันธ์กับระยะเวลารอรับยา ปัจจัยที่ส่งผลต่อระยะเวลารอรับยาของกระบวนการภายในห้องยามากที่สุด คือ การไม่มียาที่ระบุในใบสั่งยาเพียงพอพร้อมใช้ในห้องยาและใบสั่งยาที่ห้องยาส่งข้อมูลกลับไปให้แพทย์แก้ไข ดังนั้น ควรนำปัจจัยที่ทำให้ผู้รับบริการรอคอยนาน ไปพัฒนากระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดระยะเวลารอคอยของผู้รับบริการ และใช้เป็นแนวทางในการกำหนดเกณฑ์เป้าหมายตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับบริบทของโรงพยาบาลมากขึ้น</p> ประภัสสร ทับทวี, พชร บุณยะตุลานนท์ (ผู้แต่ง) Copyright (c) 2021 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/251193 Sun, 31 Oct 2021 00:00:00 +0700 ข้อเสนอแนะเบื้องต้นต่อการควบคุมการให้บริการผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง ชนิดเซลล์บำบัดภายในสถานพยาบาลของประเทศไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/251354 <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อพัฒนาข้อเสนอแนะเบื้องต้นต่อการควบคุมการให้บริการผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง (advanced therapy medicinal products: ATMPs) ชนิดเซลล์บำบัดภายในสถานพยาบาล <strong>วิธีการ: </strong>การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือนมีนาคม – กันยายน 2564 ประกอบด้วย 1. การทบทวนวรรณกรรมจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2. การสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 17 คนด้วยแบบสอบถามกึ่งโครงสร้าง ผู้ให้ข้อมูลสำคัญถูกเลือกมาแบบเฉพาะเจาะจงจากนักวิจัยหรือแพทย์ที่ดำเนินการวิจัยด้วย ATMPs ชนิด cell-based therapy และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแล ATMPs ชนิด cell-based therapy และ 3. การจัดทำเป็นข้อเสนอแนะเบื้องต้นต่อการควบคุมการให้บริการ ATMPs ชนิด cell-based therapy ภายในสถานพยาบาลของประเทศไทย หลังจากนั้น ส่งข้อเสนอแนะที่ได้กลับไปยังผู้ให้ข้อมูลสำคัญพิจารณาอีกครั้ง<strong>&nbsp; ผลการวิจัย</strong>: ผู้ให้ข้อมูลสำคัญมีความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยต่อการรับบริการด้วย ATMPs ชนิด cell-based therapy ควรกำหนดเงื่อนไขเฉพาะสำหรับการให้บริการนี้ ได้แก่ คุณสมบัติของแพทย์ สถานที่ผลิต มาตรฐานห้องปฏิบัติการ สถานพยาบาล เวชปฏิบัติ รวมทั้งการติดตามการใช้ ATMPs ชนิด cell-based therapy <strong>สรุป: </strong>การกำกับ ดูแลการให้บริการ ATMPs ชนิด cell-based therapy ภายในสถานพยาบาล ต้องมีการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการของหลายหน่วยงาน เช่น กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แพทยสภา และราชวิทยาลัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพ และปลอดภัย</p> พัชราพรรณ กิจพันธ์, ระพีพรรณ ฉลองสุข (ผู้แต่ง) Copyright (c) 2021 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/251354 Sun, 31 Oct 2021 00:00:00 +0700 การจัดการปัญหาด้านยาภายใต้โครงการลดความแออัด ของผู้ป่วยที่โรงพยาบาลโดยการรับยาที่ร้านขายยา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/251588 <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อศึกษาการจัดการปัญหาด้านยา และประเมินระดับความพึงพอใจของผู้ป่วยต่อโครงการลดความแออัดของผู้ป่วยที่โรงพยาบาลโดยให้รับยาที่ร้านขายยาแผนปัจจุบัน <strong>วิธีการ: </strong>ตัวอย่างในการศึกษานี้ประกอบด้วยผู้ป่วยนอก 46 คนที่เป็นโรคเรื้อรังที่ต้องได้รับการบริการอย่างต่อเนื่องของโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์และโรงพยาบาลวารินชำราบที่มารับบริการที่ร้านยา 10 แห่ง ตามโครงการฯ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563 ถึงวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2564 การศึกษาประเมินความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมโครงการฯ ใน 4 ด้าน คือ ลักษณะของผู้ให้บริการ บริการที่ได้รับ สถานที่ที่รับบริการ และระยะเวลาในการให้บริการด้วยการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ ข้อมูลความดันโลหิตและระดับนํ้าตาลในเลือดเก็บจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่บันทึกข้อมูลการตรวจผู้ป่วยที่ร้านยา ข้อมูลความคลาดเคลื่อนทางยาและปัญหาเกี่ยวกับยาในใบสั่งยา 1,660 ใบเก็บจากบันทึกของเภสัชกรในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของร้านยา 3 ร้านในเครือข่าย &nbsp;<strong>ผลการวิจัย: </strong>ผู้ป่วยสามารถคุมความดันโลหิตได้ร้อยละ 75.00 และควบคุมระดับนํ้าตาลในเลือดได้ร้อยละ 51.72 ปัญหาด้านยาที่พบมากที่สุดคือ ปัญหาความไม่ร่วมมือในการใช้ยา (ร้อยละ 6.99 ของใบสั่งยาที่ศึกษา) ความพึงพอใจในแต่ละด้านของผู้ป่วยอยู่ในระดับมากที่สุด โดยพบความพึงพอใจสูงสุด ในด้านลักษณะของผู้ให้บริการ (3.91±0.28 จากคะแนนเต็ม 4) และด้านระยะเวลาในการให้บริการ (3.91±0.35) <strong>สรุป: </strong>เภสัชกรสามารถช่วยให้ผู้ป่วยในโครงการฯ ยังคงมีผลลัพธ์ทางคลินิกที่ดี และช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับยาที่เกิดกับผู้ป่วยได้ ผู้ป่วยมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุดต่อโครงการทั้งด้านเภสัชกรที่ให้บริการ งานบริการที่ได้รับ สถานที่ตั้งของร้านยา และเวลาในการรับยา</p> ประสิทธิชัย พูลผล, ขุนพล ปัดสำราญ, นครินทร์ เนื่องสิทธิ์, ธีราพร สุภาพันธุ์, อุไรวรรณ อกนิตย์ (ผู้แต่ง) Copyright (c) 2021 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/251588 Sun, 31 Oct 2021 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของยาสูดพ่นชนิดกำหนดขนาดและยาสูดพ่นชนิดผงแห้งของยา salmeterol xinafoate/ fluticasone propionate ต่อการกำเริบเฉียบพลันของ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง: การศึกษาย้อนหลังในกลุ่มประชากรจากข้อมูลการใช้จริง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/251610 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อศึกษาประสิทธิผลของเภสัชภัณฑ์ชนิดพ่นสูด 2 รูปแบบของยา salmeterol/fluticasone ได้แก่ ยาสูดพ่นชนิดกำหนดขนาด (metered-dose inhalers; MDI) และยาสูดพ่นชนิดผงแห้ง (dry powder inhalers; DPI) ต่อการกำเริบเฉียบพลันของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (acute exacerbation of chronic obstructive pulmonary disease; AECOPD) จากข้อมูลการสั่งใช้ยาจริงในเวชปฏิบัติ<strong> วิธีการ</strong>: งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาย้อนหลังในกลุ่มประชากร โดยเก็บข้อมูลจากเวชระเบียนของผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (chronic obstructive pulmonary disease; COPD) ณ โรงพยาบาลวัดจันทร์เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 12 ก.พ. 51 ถึง 31 พ.ค. 64 ผลลัพธ์คือ ภาวะ AECOPD หลังได้รับยา salmeterol/fluticasone ซึ่งถูกแบ่งเป็น 1) อุบัติการณ์เกิด AECOPD 2) การเกิด AECOPD ซ้ำ และ 3) ความถี่ของ AECOPD ตลอดระยะเวลาติดตาม และใช้ยารูปแบบ MDI เป็นกลุ่มอ้างอิง ข้อมูลถูกวิเคราะห์ด้วยการถดถอย Cox proportional-hazards การวิเคราะห์เหตุการณ์ซ้ำ และการถดถอยทวินามลบ ตามลำดับ โมเดลพหุตัวแปรถูกปรับด้วยอายุ เพศ และ propensity score ของการได้รับ DPI <strong>ผลการวิจัย</strong>: หลังติดตามเป็นระยะเวลามัธยฐาน 9.3 เดือนในผู้ป่วย COPD 110 คนที่ได้รับยา salmeterol/fluticasone พบว่า การได้รับ DPI สัมพันธ์กับการเพิ่มอุบัติการณ์ AECOPD เปรียบเทียบกับ MDI โดยมีค่า adjusted hazard ratio (aHR) เท่ากับ 3.88 (95%CI 1.29-11.65) อย่างไรก็ตามการได้รับ DPI ยังสัมพันธ์กับการลดอัตราการเกิด AECOPD ซ้ำ (aHR 0.78; 95%CI 0.60-0.99)) เปรียบเทียบกับ MDI แต่ไม่พบหลักฐานความแตกต่างของความถี่ในการเกิด AECOPD ระหว่างกลุ่มทั้งสอง (adjusted incidence rate ratio 1.09; 95%CI 0.27-4.35) ทั้งนี้การวิเคราะห์กลุ่มย่อยแสดงให้เห็นว่า ความรุนแรงของ COPD อาจรบกวนความสัมพันธ์ระหว่างการได้รับ DPI กับการเพิ่มอุบัติการณ์เกิด AECOPD ที่พบ <strong>สรุป</strong>: ในขณะที่ยา salmeterol/fluticasone รูปแบบ DPI สัมพันธ์กับการเพิ่มอุบัติการณ์ AECOPD ยารูปแบบดังกล่าวยังสัมพันธ์กับการลดการเกิดโรคกำเริบซ้ำ อย่างไรก็ตามยาทั้งสองรูปแบบไม่แตกต่างกันในแง่การลดความถี่ของ AECOPD</p> ชยกร มงคลสวัสดิ์, ศิรยุทธ พัฒนโสภณ, สุธิดา บุญสม, ณัฐ นาเอก (ผู้แต่ง) Copyright (c) 2021 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/251610 Sun, 31 Oct 2021 00:00:00 +0700 ความสำคัญและการรับรู้ต่อเกณฑ์มาตรฐานวิธีปฏิบัติทาง เภสัชกรรมชุมชนในมุมมองของผู้รับบริการร้านยา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/251837 <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อสำรวจความสำคัญและการรับรู้ต่อเกณฑ์มาตรฐานวิธีปฏิบัติทางเภสัชกรรมชุมชน (Good Pharmacy Practice: GPP) ในมุมมองของผู้รับบริการร้านยา <strong>วิธีการ</strong>: การศึกษานี้เป็นการสำรวจแบบภาคตัดขวางโดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ ซึ่งประกอบด้วยส่วนประเมินความสำคัญและการรับรู้ข้อกำหนด GPP ที่เป็นมาตราส่วนประมาณค่า 3 ระดับ (สำคัญมาก สำคัญน้อย และไม่สำคัญ สำหรับประเมินความสำคัญ หรือ ทราบเป็นอย่างดี เคยได้ยินข้อมูลนี้มาบ้าง และไม่ทราบเลย สำหรับประเมินการรับรู้) กลุ่มตัวอย่างคือผู้ที่เคยรับบริการร้านยาในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 20 มิถุนายน - 20 กรกฎาคม 2564 ผ่าน Google Form ซึ่งประชาสัมพันธ์ผ่านทางกลุ่ม Facebook และกลุ่ม Line ที่มีประชาชนทั่วไปเป็นสมาชิก <strong>ผลการวิจัย:</strong> ผู้รับบริการตอบแบบสอบถามจำนวน 388 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 76.3) ค่ามัธยฐานอายุ 29 ปี (พิสัยระหว่างควอไทล์ 23 – 40 ปี) จำนวนผู้รับบริการที่ตอบว่าข้อกำหนด GPP ที่เป็นข้อบกพร่องวิกฤต มีความสำคัญมาก อยู่ในช่วงร้อยละ 85.1 - 93.1 ในด้านวิธีปฏิบัติทางเภสัชกรรมชุมชนและร้อยละ 59.6 - 89.7 ในด้านสถานที่และอุปกรณ์ โดยข้อที่มีสัดส่วนผู้รับบริการให้ความสำคัญมากที่สุดคือ ต้องไม่มีการจ่ายยาหมดอายุในร้านยา (ร้อยละ 93.1) และต่ำที่สุด คือ ต้องมีเครื่องชั่งน้ำหนักและที่วัดส่วนสูงให้บริการ (ร้อยละ 59.6) ข้อที่ผู้รับบริการทราบสูงสุดคือ ร้านยาต้องไม่มีการจ่ายยาหมดอายุ (ร้อยละ 77.3) และต่ำที่สุดคือ พื้นที่ของร้านยาต้องไม่เล็กกว่า 8 ตารางเมตร (ร้อยละ 18.5) อย่างไรก็ตามข้อกำหนดที่ผู้รับบริการส่วนใหญ่เห็นว่ามีความสำคัญระดับสูงสุด เช่น เภสัชกรต้องซักถามข้อมูลที่จำเป็นจากผู้รับบริการก่อนจ่ายยา และยาที่ได้รับต้องมีฉลากยาที่ชัดเจน (ร้อยละ 94.1 และ 93.6 ตามลำดับ) ไม่ถูกจัดเป็นข้อบกพร่องวิกฤตในการตรวจประเมินตามข้อกำหนด GPP <strong>สรุป:</strong> ข้อกำหนด GPP ที่เป็นข้อบกพร่องวิกฤตในด้านวิธีปฏิบัติทางเภสัชกรรมชุมชนมีความสำคัญในมุมมองของผู้รับบริการ แต่ในด้านสถานที่และอุปกรณ์มีความสำคัญน้อย จึงควรมีมาตรการเพิ่มการรับรู้และความตระหนักของผู้รับบริการ</p> ภัณฑิรา ปริญญารักษ์, กิติยศ ยศสมบัติ (ผู้แต่ง) Copyright (c) 2021 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/251837 Sun, 31 Oct 2021 00:00:00 +0700 การเปรียบเทียบประสิทธิผลและความปลอดภัยของการใช้ยาต้านไวรัสเอชไอวี สูตรที่สองในผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีที่มีการรักษาล้มเหลวจากยาสูตรแรก : การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์อภิมานเครือข่าย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/251857 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาประสิทธิผลและความปลอดภัยของการใช้ยาต้านไวรัสเอชไอวีสูตรที่สองในผู้ป่วยที่มีความล้มเหลวจากยาสูตรแรกเปรียบเทียบกับสูตรยาต้านไวรัสเอชไอวีมาตรฐานของสูตรที่สองตามแนวทางการรักษาขององค์กรอนามัยโลก (lopinavir/ritonavir (LPV/r)+2 nucleoside reverse transcriptase inhibitors (2NRTIs))<strong>&nbsp; </strong><strong>วิธีการ</strong><strong>: </strong>การศึกษานี้ใช้การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและวิเคราะห์อภิมานเครือข่าย ทำการสืบค้นงานวิจัย ชนิดการวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม จากฐานข้อมูล Pubmed, Embase, Cochrane Central Register of Controlled Trials, Clinicaltrial.gov และ The International Clinical trials Registry Platform โดยสืบค้นตั้งแต่เริ่มมีฐานข้อมูลถึงเดือนธันวาคม 2563 &nbsp;<strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>มีการศึกษาที่ถูกคัดเข้า 7 ฉบับ ผู้ป่วยทั้งหมด 3,819 ราย โดยทั้งหมดเป็นผู้ป่วยที่ล้มเหลวจากยาต้านไวรัสสูตรแรกซึ่งเป็นสูตร non-nucleoside reverse transcriptase inhibitors<strong> (</strong>NNRTIs) based<strong>&nbsp; </strong>ระยะเวลาในการศึกษาที่ 48 สัปดาห์ในเรื่องประสิทธิผลและความปลอดภัย มีกลุ่มควบคุมเป็นสูตรยามาตรฐานที่เป็นสูตรที่สอง (2NRTIs+boosted protease inhibitors (bPIs)) พบว่า สูตรยาต้านไวรัสสูตรที่สองที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือ 2NRTIs+dolutrgravir (DTG)<strong>&nbsp; </strong>มีประสิทธิผลในการกดเชื้อไวรัสในกระแสเลือด มากกว่ากลุ่มควบคุมที่เป็นสูตรที่สอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (RR 1.14, 95% CI 1.04 -1.26 และ RR 1.20, 95% CI 1.10 – 1.31 ตามลำดับ)&nbsp; ในด้านอาการข้างเคียงทางระบบทางเดินอาหาร สูตร 2NRTIs+DTG นี้มีความปลอดภัยมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (RR 0.25, 95% CI 0.13 – 0.48) <strong>สรุป</strong><strong>: </strong>&nbsp;ปัจจุบันตามแนวทางการตรวจวินิจฉัยรักษาและป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีประเทศไทย ปี 2563/ 2564 นั้นได้แนะนำให้ใช้ยาสูตร TDF+3TC/ FTC+DTG ในกลุ่มผู้ป่วยที่เริ่มยาต้านไวรัสครั้งแรก แต่ทั้งนี้ยังมีผู้ป่วยอีกจำนวนหนึ่งที่ใช้สูตรยาต้านไวรัสเอชไอวีสูตรแรกที่ไม่ใช่สูตร DTG ดังนั้นการวิจัยในครั้งนี้จึงเป็นประโยชน์ในการเป็นแนวทางเลือกสูตรยาสูตรที่สองกลุ่มใหม่ที่มีทั้งทางด้านประสิทธิผลและความปลอดภัย</p> นิจวรรณ ชื่นไมตรี, ธีราพร สุภาพันธุ์, พีรวัฒน์ จินาทองไทย, ณธร ชัยญาคุณาพฤกษ์, เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม (ผู้แต่ง) Copyright (c) 2021 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/251857 Sun, 31 Oct 2021 00:00:00 +0700 การประเมินผลการจัดบริการดูแลผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงโดยทีมหมอครอบครัวตามนโยบายการจัดกลุ่มหน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิ อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/250287 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อประเมินผลการจัดบริการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงโดยทีมหมอครอบครัวของตำบลสะอาด อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น <strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> การศึกษานี้ใช้วิธีแบบผสมผสาน ได้แก่ 1) การวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกและสนทนากลุ่ม ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปและมีภาวะพึ่งพิง (Barthel Activity of Daily Living:&nbsp; ADL≤11) จำนวน 37 คน ทีมหมอครอบครัว 10 คนของตำบลสะอาด ประกอบด้วย แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว 1 คน เภสัชกร 1 คน พยาบาลวิชาชีพ 5 คน นักกายภาพบำบัด 1 คน และเจ้าพนักงานสาธารณสุข 2 คน และเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 1 คน และยังใช้ข้อมูลจากเอกสารการประชุม และรายงานการดำเนินงานหรือเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง และ 2) การวิจัยเชิงปริมาณ ใช้ข้อมูลคลินิกจากบันทึกของศูนย์ดูแลระยะยาวและฐานข้อมูลเวชระเบียนผู้ป่วยโรงพยาบาลน้ำพอง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงทั้งหมด 37 คน การวิเคราะห์ข้อมูลคุณภาพใช้การวิเคราะห์เชิงประเด็นตามจุดประสงค์ของการศึกษา <strong>ผลการศึกษา:</strong> ตำบลสะอาดมีรูปแบบการจัดบริการการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงโดยทีมหมอครอบครัวที่เน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางที่เป็นเชื่อมโยงการทำงานระหว่างทีมสหวิชาชีพกับชุมชนทำให้เกิดการดูแลที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงมีจำนวน 37 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 24.83 ของผู้สูงอายุทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุติดบ้าน ร้อยละ 78.38 อายุเฉลี่ย 80.81 ปี เป็นผู้หญิง ร้อยละ 62.61 และอยู่กับหลาน ร้อยละ 97.30 ในด้านผลลัพธ์ พบว่า ระดับคะแนน ADL โดยเฉลี่ยของผู้สูงอายุระหว่างก่อนและหลังรับบริการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติโดยเพิ่มจาก 6.78 (±3.20) เป็น 10.68 (± 6.08) ปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญ ได้แก่ การจัดบริการอย่างเป็นระบบ การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการมีพยาบาลชุมชนซึ่งเป็นกุญแจสำคัญของการทำงานในชุมชนที่สามารถให้บริการได้ตามนโยบายการจัดกลุ่มหน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิในปัจจุบัน <strong>สรุป:</strong> รูปแบบการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในอำเภอน้ำพองเป็นตัวอย่างของการจัดบริการแบบบูรณาการระหว่างการดูแลโดยสถานบริการและชุมชนที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งควรมีการสนับสนุนให้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องและขยายผลไปยังพื้นที่อื่น</p> นวลจันทร์ แสนกอง, สุรศักดิ์ ไชยสงค์, กฤษณี สระมุณี, ร่มตะวัน กาลพัฒน์, พสิษฐ์ พัจนา (ผู้แต่ง) Copyright (c) 2021 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/250287 Sun, 31 Oct 2021 00:00:00 +0700 ประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยาที่ออกฤทธิ์ยับยั้งตัวขนส่งร่วมของโซเดียม-กลูโคส 2 ในการใช้รักษาภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรังชนิดการบีบตัวของหัวใจห้องล่างซ้ายลดลง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/251065 <p>ในปัจจุบัน ยากลุ่มออกฤทธิ์ยับยั้ง sodium-glucose cotransporter-2 (SGLT-2) ได้แก่ยา dapagliflozin และยา empagliflozin ได้ถูกนำมาใช้รักษาผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวที่มีการบีบตัวของหัวใจห้องล่างซ้ายลดลง (heart failure with reduced ejection fraction: HFrEF) ยากลุ่มนี้มีประสิทธิภาพในการลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจและลดอัตราการเข้ารับรักษาตัวในโรงพยาบาลของผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวทั้งผู้ที่มีโรคเบาหวานร่วมและผู้ที่ไม่มีโรคเบาหวานร่วมที่มีระดับความสามารถการประกอบกิจวัตรประจำวันซึ่งประเมินตามเกณฑ์ข้อ New York Heart Association อยู่ในระดับ 2 ถึงระดับ 4 การใช้ยากลุ่มนี้ควรพิจารณาให้ร่วมกับยากลุ่มหลักที่ใช้รักษาผู้ป่วย HFrEF ในปัจจุบันเริ่มมีการนำยากลุ่มนี้ไปในผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวที่มีโรคเบาหวานร่วมตามแนวทางเวชปฏิบัติเพื่อการวินิจฉัยและการดูแลรักษาผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว &nbsp; อาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยากลุ่มนี้ ได้แก่ การติดเชื้อบริเวณทางเดินปัสสาวะและการติดเชื้อราบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ ภาวะขาดน้ำและการเสียสมดุลเกลือแร่ ดังนั้นจึงควรมีการติดตามการใช้ยากลุ่มนี้ทั้งเรื่องประสิทธิภาพและความปลอดภัยเพื่อให้เกิดผลการรักษาที่ดีที่สุดต่อผู้ป่วย</p> ธร อำนวยผลวิวัฒน์ (ผู้แต่ง) Copyright (c) 2021 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/251065 Sun, 31 Oct 2021 00:00:00 +0700 ประสบการณ์การใช้ยาฮอร์โมนเพศของหญิงข้ามเพศในจังหวัดสกลนคร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/251681 <p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อศึกษาประสบการณ์ในการใช้ยาฮอร์โมนเพศของหญิงข้ามเพศในจังหวัดสกลนคร <strong>วิธีการ:</strong> การวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพที่เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เจาะลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่เป็นหญิงข้ามเพศจำนวน 18 คน ที่เคยใช้และกำลังใช้ยาฮอร์โมนเพศเพื่อการข้ามเพศ การศึกษาเก็บข้อมูลระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ.2563 ถึง เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2564 การวิเคราะห์ข้อมูลทำโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา <strong>ผลการศึกษา:</strong> ผู้ให้ข้อมูลสำคัญให้ความหมายของยาฮอร์โมนเพศว่าเป็นพาหนะหรือเป็นทางลัดนำไปสู่ความเป็นผู้หญิง เหตุผลสำคัญที่ทำให้ใช้ยาฮอร์โมนเพศคือ ความต้องการปรับเปลี่ยนร่างกายจากเพศชายไปสู่เรือนร่างสวยงามของเพศหญิง ซึ่งแต่ละคนมีประสบการณ์ในการใช้ยาฮอร์โมนเพศและมีรูปแบบในการเทคยาที่แตกต่างกันตามเงื่อนไขหรือตามข้อจำกัดของแต่ละคน ไม่มีสูตรสำเร็จหรือแบบแผนสำหรับการข้ามเพศไปสู่ความเป็นผู้หญิง ช่องทางที่ทำให้รู้จักและใช้ยาฮอร์โมนเพศ คือ การรับรู้ข้อมูลแบบออฟไลน์ที่เป็นการแนะนำบอกต่อแบบปากต่อปากจากเพื่อนหรือรุ่นพี่ และการรับรู้ข้อมูลแบบออนไลน์ นอกจากนี้ยังพบว่าอาการข้างเคียงจากการใช้ยาซึ่งเป็นนิยามทางการแพทย์ได้ถูกตีความเชื่อมโยงกับประสิทธิภาพของยาในการทำให้บรรลุถึงรูปร่างที่พึงปรารถนา ผู้ให้ข้อมูลนิยามอาการข้างเคียงดังกล่าวว่า ยากำลังทำงานหรือยากำลังออกฤทธิ์ ซึ่งสร้างความสุขความพึงพอใจให้ผู้ใช้มากกว่าจะมองว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือร่างกาย ในทางตรงกันข้ามหากอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นส่งผลให้เกิดเรือนร่างที่ไม่พึงปรารถนา เช่น อ้วนขึ้นหรือเกิดผื่นแพ้ ก็พร้อมที่จะตีความอาการดังกล่าวในทางลบจนถึงขั้นทำให้ทนไม่ได้และตอบสนองโดยการหยุดใช้ยา <strong>สรุป:</strong> การใช้ยาฮอร์โมนเพศของหญิงข้ามเพศเน้นที่การใช้ยาด้วยตนเองเป็นสำคัญ การมีประสบการณ์ในการใช้ยาฮอร์โมนเพศที่หลากหลาย และการนิยามอาการข้างเคียงที่เกิดจากการใช้ยาในมุมมองใหม่เป็นสิ่งที่บุคลากรทางการแพทย์ควรทำความเข้าใจและควรให้คำแนะนำเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้ยาที่สอดรับกับบริบทของหญิงข้ามเพศต่อไป</p> ปิญาภรณ์ นามวงสา, กรแก้ว จันทภาษา (ผู้แต่ง) Copyright (c) 2021 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/251681 Sun, 31 Oct 2021 00:00:00 +0700 การพยากรณ์ปริมาณการจัดซื้อยา: กรณีศึกษาโรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่ง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/252140 <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาความแม่นยำของวิธีการพยากรณ์ปริมาณยาที่จัดซื้อ โดยใช้วิธีค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่อย่างง่ายและวิธีการปรับเรียบแบบเอกซ์โพแนนเซียล <strong>วิธีการ: </strong>การวิจัยนี้ศึกษาเฉพาะรายการยากลุ่ม A จำนวน 61 รายการที่จัดกลุ่มยาตามระบบ VEN และ SDE ในโรงพยาบาลชุมชนระดับ F2 แห่งหนึ่ง การศึกษาใช้ข้อมูลการใช้ยาจริงย้อนหลัง 3 ปีงบประมาณ (2559-2561) สำหรับการคำนวณค่าพยากรณ์ปริมาณการจัดซื้อยา แล้วนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลการใช้ยาจริงในปีงบประมาณ 2562 การเปรียบเทียบความแม่นยำของการพยากรณ์แสดงด้วยค่าเปอร์เซ็นต์ค่าผิดพลาดสมบูรณ์เฉลี่ย (mean absolute percentage error: MAPE) <strong>ผลการวิจัย:</strong> ข้อมูลการใช้ยาย้อนหลังของยากลุ่ม A เป็นแบบไร้รูปแบบ การพยากรณ์วิธีการปรับเรียบแบบเอกซ์โพแนนเซียลชั้นเดียวซึ่งค่าสัมประสิทธิ์การปรับเรียบเท่ากับ 0.9 นั้นมีความแม่นยำสูงสุด โดยค่า MAPE ต่ำสุดเท่ากับ 19 เมื่อจำแนกตามระดับความแม่นยำของค่า MAPE พบว่า วิธีการปรับเรียบแบบเอกซ์โพแนนเซียลชั้นเดียวซึ่งค่าสัมประสิทธิ์การปรับเรียบเท่ากับ 0.9 มีร้อยละของความแม่นยำสูงสูงที่สุด (MAPE น้อยกว่า 10) เป็น 24.6 ซึ่งสูงกว่าวิธีอื่น ๆ อย่างมีนัยสำคัญ (P&lt;0.001) กลุ่มยาจำเป็นมีร้อยละของความแม่นยำ (ร้อยละ 11.7 ที่ MAPE น้อยกว่า 10) สูงกว่ากลุ่มยาช่วยชีพ (ร้อยละ 6.3 ที่ MAPE น้อยกว่า 10) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P=0.010)&nbsp; <strong>สรุป:</strong> ผลการวิจัยครั้งนี้เป็นประโยชน์กับเภสัชกรในโรงพยาบาลบริบทเดียวกัน โดยควรพิจารณานำวิธีการพยากรณ์แบบปรับเรียบแบบเอกซ์โพแนนเซียลชั้นเดียวไปประยุกต์ใช้ในการจัดทำแผนจัดซื้อยาในกลุ่ม A ที่มีลักษณะไร้รูปแบบ เพื่อลดความคลาดเคลื่อนในการพยากรณ์ปริมาณการจัดซื้อยาและป้องกันปัญหายาขาดคลังต่อไป</p> ปิยะพันธ์ จำเริญขจรสุข, อารีวรรณ เชี่ยวชาญวัฒนา (ผู้แต่ง) Copyright (c) 2021 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/252140 Wed, 03 Nov 2021 00:00:00 +0700 ปกและสารบัญ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/252754 บรรณาธิการ วารสารเภสัชกรรมไทย (ผู้แต่ง) Copyright (c) 2021 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/252754 Sun, 31 Oct 2021 00:00:00 +0700