วารสารเภสัชกรรมไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP <p> วารสารเภสัชกรรมไทยเป็นวารสารวิชาการอิเล็กทรอนิกส์ของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วารสารฯ มีวัตถุประสงค์คือเป็นสื่อกลางเผยแพร่และแลกเปลี่ยนวิชาการระหว่างนักวิจัยด้านเภสัชกรรม เภสัชกร นักวิชาการในสาขาที่เกี่ยวข้อง บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขอื่น ๆ ตลอดจนเป็นแหล่งเผยแพร่ผลงานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา</p> <p> วารสารเภสัชกรรมไทยเผยแพร่บทความที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานทางเภสัชกรรม ได้แก่การบริบาลทางเภสัชกรรม เภสัชกรรมสังคม การบริหารเภสัชกิจ เศรษฐศาสตร์ทางยา ระบาดวิทยาของยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ เภสัชสาธารณสุข เภสัชพฤติกรรมศาสตร์ การคุ้มครองผู้บริโภคด้านยาและสุขภาพ นิติเภสัชกรรม จริยศาสตร์เภสัชกรรม นโยบายด้านยาและสุขภาพ การประยุกต์ใช้ศาสตร์ทางสังคมและการบริหารในการปฏิบัติงานเภสัชกรรม</p> <p> ประเภทบทความที่รับตีพิมพ์ในวารสารเภสัชกรรมไทย คือ บทความวิจัยต้นฉบับ บทความทบทวนวรรณกรรมทั้งแบบเชิงบรรยาย (review article) การวิเคราะห์อภิมาน (meta-analysis) และการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ (systematic review) </p> <p> ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 วารสารได้เพิ่มจำนวนเล่มจาก 2 เป็น 4 ฉบับต่อปี ดังนี้ เล่มที่ 1 (มกราคม-มีนาคม) เล่มที่ 2 (เมษายน-มิถุนายน) เล่มที่ 3 (กรกฎาคม-กันยายน) และเล่มที่ 4 (ตุลาคม-ธันวาคม)</p> th-TH <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความถือเป็นความคิดเห็นและอยู่ในความรับผิดชอบของผู้นิพนธ์ มิใช่ความเห็นหรือความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ หรือคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ทั้งนี้ไม่รวมความผิดพลาดอันเกิดจากการพิมพ์&nbsp; บทความที่ได้รับการเผยแพร่โดยวารสารเภสัชกรรมไทยถือเป็นสิทธิ์ของวารสารฯ&nbsp;</p> sanguan.L@psu.ac.th (Assoc Prof Sanguan Lerkiatbundit) pakjira@pharmacy.psu.ac.th (Phakjira Kitipanasin ) Tue, 30 Dec 2025 11:27:06 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 บุคคลสำคัญ: เภสัชกรหญิง ท่านผู้หญิงปรียา เกษมสันต์ ณ อยุธยา ผู้วางรากฐานระบบคุณภาพยาของไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/283944 บรรณาธิการ วารสารเภสัชกรรมไทย (ผู้แต่ง) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/283944 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปกและสารบัญ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/283946 บรรณาธิการ วารสารเภสัชกรรมไทย (ผู้แต่ง) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/283946 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 คุณภาพการนอนหลับในผู้ป่วยไทยโรคสมองขาดเลือด https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/275150 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อประเมินคุณภาพการนอนหลับหลังผู้ป่วยเกิดโรคสมองขาดเลือด และเพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพการนอนหลับกับคุณลักษณะด้านประชากรศาสตร์และทางคลินิก <strong>วิธีการ</strong><strong>: </strong>การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางครั้งนี้เก็บข้อมูลจากผู้ป่วยนอกโรคสมองขาดเลือดที่คลินิกโรคหลอดเลือดสมองและอายุรกรรมประสาท 2 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ภายใน 12 เดือนหลังจากผู้ป่วยออกจากหอผู้ป่วยใน การศึกษาประเมินคุณภาพการนอนหลับด้วย Pittsburgh Sleep Quality Index ฉบับภาษาไทย หรือ T-PSQI <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>ผู้ป่วยโรคสมองขาดเลือด 206 คนจากทั้งหมด 360 คน (ร้อยละ 57.2) <br />มีคุณภาพการนอนหลับไม่ดี (T-PSQI &gt;5) คะแนนเฉลี่ยของ T-PSQI หลังเกิดโรคเท่ากับ 8.21 ± 2.33 ในองค์ประกอบ 2 ของ <br />T-PSQI (ระยะเวลาตั้งแต่เข้านอนจนถึงเริ่มหลับ) พบคะแนนอยู่ในระดับที่แย่มากในผู้ป่วย 101 คน (ร้อยละ 28.1) โดยผู้ป่วยต้องใช้เวลานานจึงจะนอนหลับและนอนไม่หลับหลังเข้านอนไปแล้วนานกว่า 30 นาที ปัจจัยที่สัมพันธ์กับคุณภาพการนอนหลับที่ไม่ดี คือ มีประวัติการได้รับยานอนหลับ (OR=16.44, P&lt;0.001) ระดับความรุนแรงของโรค (modified Rankin Scale, mRS) ≥3 คะแนน (OR=2.18, P=0.005) และการเกิดภาวะซึมเศร้าหลังเกิดโรคสมองขาดเลือด (คะแนน PSDS-T &gt;6) (OR=4.63, P&lt;0.001) <strong>สรุป</strong><strong>:</strong> ผู้ป่วยโรคสมองขาดเลือดร้อยละ 57.2 มีคุณภาพการนอนหลับไม่ดี ปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะนอนไม่หลับ<br />คือ การมีประวัติได้รับยานอนหลับ ระดับความรุนแรงของโรคสมองขาดเลือด และการเกิดภาวะซึมเศร้าหลังเกิดโรค ดังนั้นควรให้ความสนใจผู้ป่วยหลังการเกิดโรคสมองขาดเลือดที่มีปัจจัยข้างต้น</p> รัตยาภรณ์ ใจกุศล, สิริพรรณ พัฒนาฤดี, อรอุมา ชุติเนตร, สิริชัย ชูสิริ, พรรณทิพา ศักดิ์ทอง (ผู้แต่ง) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/275150 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การประยุกต์ใช้ Electronic Kanban System ในการจัดการคลังยาของโรงพยาบาลภูเขียวเฉลิมพระเกียรติ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/278222 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อปรับปรุงการบริหารคลังยาในโรงพยาบาลภูเขียวเฉลิมพระเกียรติโดยการนำ electronic Kanban system (e-Kanban) เข้ามาประยุกต์ใช้ <strong>วิธีการ</strong><strong>:</strong> การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยพัฒนาระบบ e-Kanban แบบ two-bin ซึ่งคำนวณปริมาณยาในแต่ละรายการในกล่องคัมบังที่แบ่งออกเป็น 2 กล่อง โดยมีปริมาณยาเท่ากัน เมื่อใช้ยาในกล่องแรกหมด จะยังคงมียาในกล่องที่ 2 บรรจุไว้เพียงพอสำหรับการใช้งานในช่วงเวลานำที่รอการจัดส่งยามาเติม เมื่อยาในกล่องแรกหมด ผู้ปฏิบัติงานจะสแกนบาร์โค้ดบนกล่องคัมบัง ซึ่งทำให้คลังยาทราบข้อมูลการเบิกจากหน่วยบริการอย่างเป็นปัจจุบันและทันท่วงทีมากขึ้น การศึกษาจำแนกรายการยาด้วย ABC-VEN matrix การศึกษาประเมินผลของการใช้ e-Kanban ตามตัวชี้วัดประสิทธิภาพ 4 ด้านคือ ด้านคุณภาพ ด้านเวลาการทำงาน ด้านการเงิน และด้านผลผลิต โดยเปรียบเทียบก่อนและหลังการพัฒนาเป็นเวลา 3 เดือน พร้อมทั้งประเมินความพึงพอใจของผู้ที่เกี่ยวข้องในงานบริหารคลังเวชภัณฑ์จำนวนทั้งสิ้น 22 คน<strong> ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> การใช้ e-Kanban สามารถเพิ่มประสิทธิภาพด้านคุณภาพโดยจำนวนรายการยาขาดลดลงร้อยละ 15 ร้อยละของรายการยาที่ได้รับครบถ้วนตามใบเบิกเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.41 และมูลค่ายาหมดอายุหรือเสื่อมคุณภาพในคลังยาหลักลดลงจาก 4100 บาท เหลือ 425 บาท และในคลังยาย่อยลดลงจาก 12,455.71 บาท เหลือ 4947.47 บาท การประเมินประสิทธิภาพด้านเวลาการทำงานพบว่า จำนวนครั้งในการของเบิกยานอกรอบลดลงร้อยละ 52 การประเมินประสิทธิภาพด้านการเงินพบว่า ก่อนและหลังพัฒนาระบบไม่พบเวชภัณฑ์ที่สูญเสียระหว่างการขนส่ง และมูลค่าคงคลังที่ของคลังยาย่อยทั้ง 2 แห่งลดลง 1,678,354.24 บาท คิดเป็นร้อยละ 45.98 การประเมินประสิทธิภาพด้านผลผลิตที่คลังยาย่อยทั้ง 2 แห่งพบว่า อัตราการหมุนเวียนยาคงเหลือเพิ่มขึ้นร้อยละ 83.03 และอัตราการสำรองยาที่คลังยาย่อยลดลง ร้อยละ 52.27 ผู้ที่มีส่วนรวมในการบริหารคลังเวชภัณฑ์พึงพอใจในระดับที่สูงต่อ e-Kanban ในหลายประเด็น เช่น การลดภาระงานประจำวัน การลดเวลาในการเบิกจ่ายยา การขนส่งยาที่รวดเร็วมากขึ้น และการลดจำนวนสต็อคยาลงซึ่งทำให้ง่ายต่อการบริหารจัดการ <strong>สรุป</strong><strong>:</strong> การนำระบบ e-Kanban มาใช้ในการบริหารคลังยาของโรงพยาบาลในการวิจัยช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดภาระงาน และลดเวลารอคอย ขณะเดียวกันทำให้เกิดความพึงพอใจในบุคลากรผู้ปฏิบัติงาน</p> แพรวจิต ฤทธิ์ไธสง, นุศราพร เกษสมบูรณ์, วัชราวุธ หงอกภิลัย (ผู้แต่ง) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/278222 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาแนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคด้านฉลากของอาหาร ที่ได้รับการอนุญาตผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-Submission) https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/278256 <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>1) เพื่อพัฒนาแนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคด้านฉลากที่ได้รับการอนุญาตทางระบบ E-Submission 2) เพื่อศึกษาความถูกต้องตามกฎหมายของฉลากอาหารที่ผลิตในจังหวัดสุรินทร์ที่ได้รับอนุญาตจากระบบ E-Submission และ 3) เพื่อประเมินความรู้และสำรวจมุมมองของผู้ประกอบการผลิตอาหารเกี่ยวกับการแสดงฉลาก <strong>วิธีการ</strong><strong>: </strong>การวิจัยแบบผสมผสานครั้งนี้แบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 เป็นการตรวจสอบความถูกต้องของฉลากอาหาร จำนวน 360 ผลิตภัณฑ์ และประเมินความรู้และสำรวจมุมมองต่อการแสดงฉลากของผู้ผลิตอาหาร จำนวน 250 คน หลังจากนั้นนำข้อมูลที่ได้เข้าสู่การวิจัยในระยะที่ 2 เพื่อพัฒนาแนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคด้านฉลาก โดยจัดการสนทนากลุ่ม 2 ครั้งในกลุ่มผู้ผลิตและกลุ่มเจ้าหน้าที่เพื่อค้นหาปัญหาและอุปสรรคของการแสดงฉลาก และนำไปสู่ข้อเสนอในการพัฒนาแนวทางคุ้มครองผู้บริโภคด้านฉลาก <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>การประเมินพบฉลากอาหารไม่ถูกต้อง 216 ผลิตภัณฑ์ (ร้อยละ 60.0) อาหารสำเร็จรูปที่พร้อมบริโภคทันทีมีสัดส่วนของความไม่ถูกต้องมากกว่าอาหารประเภทอื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P&lt;0.001) ผู้ประกอบการมีคะแนนความรู้เฉลี่ยเท่ากับ 8.68±2.49 คะแนน (พิสัย 2-14 จากคะแนนเต็ม 14) ผู้ประกอบการมีมุมมองเชิงบวกต่อการแสดงฉลาก การสนทนากลุ่มพบปัญหาและอุปสรรคต่อการแสดงฉลากหลายประการ ได้แก่ การขาดความรู้เกี่ยวกับฉลาก และการขาดการตรวจสอบฉลากก่อนใช้ เป็นต้น แนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคด้านฉลากอาหาร ประกอบด้วย 1) ด้านการให้ความรู้ คือ การจัดอบรมผู้ผลิตโดยแบ่งตามประเภทอาหาร การจัดทำฉลากตัวอย่างที่ถูกต้อง และการเผยแพร่ความรู้ทางออนไลน์ 2) ด้านการส่งเสริมและสนับสนุน คือ การสร้างช่องทางให้คำปรึกษาในเรื่องการจัดทำฉลากที่เข้าถึงง่าย การขอความร่วมมือจากผู้ผลิตให้ส่งฉลากให้เจ้าหน้าที่พิจารณาตั้งแต่ขั้นตอนขออนุญาต และการที่ผู้ผลิตตรวจสอบฉลากให้ถูกต้องก่อนใช้ 3) ด้านการบังคับใช้กฎหมาย คือ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขควรเพิ่มการเฝ้าระวังฉลากในแผนการตรวจเฝ้าระวังประจำปี อาจใช้มาตรการตักเตือนให้แก้ไข หากไม่ดำเนินการค่อยบังคับใช้กฎหมาย <strong>สรุป</strong><strong>: </strong>การคุ้มครองผู้บริโภคด้านฉลากอาหาร ควรแก้ปัญหาฉลากไม่ถูกต้องโดยแบ่งตามประเภทอาหาร และใช้แนวทางที่ออกแบบอย่างมีส่วนร่วมซึ่งประกอบด้วยการให้ความรู้ การส่งเสริมและสนับสนุน และการบังคับใช้กฎหมาย</p> อภิชาติ ลายทอง, หทัยกาญจน์ เชาวนพูนผล (ผู้แต่ง) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/278256 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ประสบการณ์และบทบาทของเภสัชกรชุมชนในการเข้าร่วมโครงการดูแลอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย สำหรับสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในร้านยาเขตกรุงเทพมหานคร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/278415 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาประสบการณ์และบทบาทของเภสัชกรชุมชนในการเข้าร่วมโครงการดูแลอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย สำหรับสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในร้านยาเขตกรุงเทพมหานคร <strong>วิธีการ</strong><strong>:</strong> การศึกษาเชิงคุณภาพครั้งนี้ เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยคำถามปลายเปิด และแนวทางการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง จากผู้ให้ข้อมูล 2 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ 1) เภสัชกรเจ้าของกิจการร้านยาและเป็นผู้ปฏิบัติงานประจำร้านยาที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 6 คน 2) เภสัชกรลูกจ้างประจำที่ปฏิบัติงานในร้านยาที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 6 คน ส่วนกลุ่มผู้ให้ข้อมูลรอง ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญจากคณะกรรมการสภาเภสัชกรรม คณะกรรมการสมาคมเภสัชกรรมชุมชน และคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จำนวน 3 คน ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ถูกวิเคราะห์ด้วยวิธีการหาแก่นสาระสำคัญ <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> การศึกษาพบประเด็นสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ 1) มุมมองเชิงบวกต่อการเข้าร่วมโครงการ ซึ่งสะท้อนถึงโอกาสทางธุรกิจของร้านยาและวิชาชีพเภสัชกรรม 2) มุมมองเกี่ยวกับปัญหาในการทำงานซึ่งสะท้อนว่าผู้รับบริการขาดความเข้าใจในข้อกำหนดของโครงการ การซื้อยาไม่สมเหตุสมผล ปัญหาด้านระบบที่ใช้ในการปฏิบัติงาน การเบิกค่าให้บริการจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มาตรฐานการให้บริการที่แตกต่างกัน การติดตามผลการรักษาที่ไม่เพียงพอ และจำนวนเภสัชกรที่ไม่เพียงพอกับภาระงาน 3) ข้อท้าทายของเภสัชกรที่ปฏิบัติงานในโครงการ ได้แก่ ความเชื่อถือจากผู้มารับบริการ ทักษะด้านบริบาลเภสัชกรรม และการเรียนรู้ระบบการทำงานในโครงการ และ 4) ข้อเสนอแนะจากการปฏิบัติการในโครงการฯ เพื่อนำไปสู่แนวทางการพัฒนาบทบาทวิชาชีพเภสัชกรรมชุมชน <strong>สรุป</strong><strong>:</strong> โครงการดูแลอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย เป็นโครงการที่เภสัชกรชุมชนได้แสดงบทบาทและอัตลักษณ์ทางวิชาชีพเภสัชกรรมให้เป็นที่รับรู้มากขึ้น เพิ่มโอกาสทางธุรกิจของร้านยา และเป็นบริการที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนภายใต้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ อีกทั้งยังสามารถช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาล จึงควรมีการดำเนินการพัฒนาปรับปรุงต่อเนื่องให้มีความยั่งยืนในอนาคต</p> นิชาภา จันทปัน, ฝน นิลเขต (ผู้แต่ง) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/278415 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความรู้และความเห็นของผู้ประกอบการร้านยาเกี่ยวกับโครงการร้านยาคุณภาพ และปัจจัยที่สัมพันธ์กับความตั้งใจที่จะเข้าร่วมโครงการดังกล่าว https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/278870 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาความรู้และความเห็นของผู้ประกอบการร้านยาเกี่ยวกับโครงการร้านยาคุณภาพและปัจจัยที่สัมพันธ์กับความตั้งใจที่จะเข้าร่วมโครงการดังกล่าว <strong>วิธีการ</strong><strong>:</strong> การศึกษาเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวางครั้งนี้ส่งแบบสอบถามทางไปรษณีย์เพื่อเก็บข้อมูลจากผู้ประกอบการร้านยา 410 รายที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการร้านยาคุณภาพ การวิเคราะห์หาปัจจัยที่สัมพันธ์กับความตั้งใจที่จะเข้าร่วมโครงการร้านยาคุณภาพใช้ logistic regression <strong>ผลการวิจัย: </strong>ผู้ประกอบการ 139 รายตอบกลับแบบสอบถาม (ร้อยละ 33.90) ผู้ประกอบการร้อยละ 73.95 มีความรู้ต่อข้อกำหนดของโครงการร้านยาคุณภาพในภาพรวม และเห็นด้วยต่อข้อกำหนดของโครงการฯ (ค่าเฉลี่ย 4.17±0.67 จากคะแนนเต็ม 5) ผู้ประกอบการร้อยละ 60.43 ตั้งใจเข้าร่วมในโครงการฯ ปัจจัยลักษณะทางประชากรและสังคม และความรู้ต่อโครงการฯ ไม่มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจที่จะเข้าร่วมโครงการฯ แต่ความเห็นต่อประโยชน์จากการเข้าร่วมโครงการฯ ที่เพิ่มขึ้น 1 คะแนนสัมพันธ์กับความตั้งใจเข้าร่วมโครงการฯ ที่เพิ่มขึ้น 2.37 เท่าตัว (95% CI: 1.031-5.444, P=0.042) อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการที่ตอบกลับแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเภสัชกร อายุ 30 – 39 ปี และมีประสบการณ์การดำเนินธุรกิจร้านยาน้อยกว่า 10 ปี ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่ทราบแนวทางตามข้อกำหนดของโครงการฯ ในบางหัวข้อ ได้แก่ เรื่อง”ค่าธรรมเนียมในการสมัครโครงการ ฯ” “การให้บริการ telepharmacy” “การจัดกิจกรรมหรือบริการสาธารณะเพื่อชุมชนตามมาตรฐานที่ 5” “สิทธิประโยชน์ลดอัตราค่าธรรมเนียมในการรับรองร้านยาคุณภาพ” และ“สิทธิการเข้าร่วมและใช้งานโปรแกรมประยุกต์จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง” <strong>สรุป</strong><strong>: </strong>ปัจจุบันผู้ประกอบการมีความตั้งใจเข้าร่วมร้านยาคุณภาพมากขึ้นกว่าที่รายงานจากการศึกษาในอดีต ควรจูงใจผู้ประกอบการโดยจัดกิจกรรมหรือประชาสัมพันธ์ที่เน้นเรื่องสิทธิประโยชน์ที่ได้รับจากการเข้าร่วมร้านยาคุณภาพ ในกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเภสัชกรรุ่นใหม่ และเพิ่มความชัดเจนในประเด็นแนวทางตามข้อกำหนดของร้านยาคุณภาพแบบใหม่</p> วิวัฒน์ ถาวรวัฒนยงค์, สุภวิชญ์ ตายนะศานติ (ผู้แต่ง) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/278870 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินที่ได้รับยาเมโธเทรกเซทและโอกาสกับความท้าทาย ของการจัดบริการเภสัชกรรมทางไกล: การทำความเข้าใจผ่านแนวคิดการออกแบบบริการ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/278881 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อทำความเข้าใจประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินที่ได้รับยา methotrexate (MTX) และความต้องการบริการเภสัชกรรมทางไกล และวิเคราะห์โอกาสและอุปสรรคของการจัดบริการเพื่อเตรียมการออกแบบบริการที่เหมาะกับบริบทของสถาบันราชประชาสมาสัย <strong>วิธีการ</strong><strong>: </strong>การวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้ใช้แนวคิดการออกแบบบริการ (service design) การเก็บข้อมูลทำโดยทบทวนลักษณะของผู้ป่วยและแบบแผนการใช้ยาจากข้อมูลย้อนหลัง (desk research) และสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างในผู้ป่วยและบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการผู้ป่วยสะเก็ดเงิน (gather insights) ผู้วิจัยสังเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาและสรุปผลด้วยเครื่องมือ empathy map และ persona <strong>ผลการวิจัย:</strong> ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีภูมิลำเนาอยู่สมุทรปราการและชำระเงินค่ารักษาพยาบาลเองโดยเบิกจ่ายไม่ได้ ผู้ป่วยรับรู้ว่ายา MTX คือ ยากดภูมิคุ้มกัน แม้ว่าจะจดจำชื่อยาไม่ได้ ผู้ป่วยมีประสบการณ์ที่ดีในการรักษาโรคสะเก็ดเงินด้วยยา MTX ผู้ป่วยไม่ต้องการบริการการแพทย์ทางไกล แต่ต้องการบริการเภสัชกรรมทางไกลเพิ่มเติมหลังจากรับบริการปกติที่โรงพยาบาล ซึ่งบริการดังกล่าวต้องมีความยืดหยุ่นในเรื่องเวลาการให้บริการ สิ่งที่เป็นโอกาสทำให้เกิดการจัดบริการ คือ นโยบายด้านความปลอดภัยของผู้ป่วยของสถาบัน บุคลากรที่มีศักยภาพและยินดีสนับสนุนการจัดบริการ และการเข้าถึงเทคโนโลยีการสื่อสาร แต่มีอุปสรรคจากการขาดนโยบายการแพทย์ทางไกลที่ชัดเจน การขาดประสบการณ์ในการจัดบริการของสถาบัน การขาดอุปกรณ์ สถานที่ และระบบข้อมูลที่เชื่อมต่อเพื่อรองรับบริการ รวมถึงมีความกังวลต่อความพร้อมของผู้ป่วย<strong> สรุป</strong><strong>:</strong> การทำความเข้าใจประสบการณ์ผู้ป่วย โอกาสและอุปสรรคของเภสัชกรรมทางไกล ผ่านแนวคิดการออกแบบบริการ ช่วยให้สถาบันราชประชาสมาสัย เข้าใจสถานการณ์รอบด้านมากขึ้น ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญในการออกแบบและสนับสนุนการพัฒนาบริการเภสัชกรรมทางไกลที่เหมาะสมกับบริบทผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินที่รับยา MTX เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีต่อไป</p> ชนัญชิดา ผุสดี, ศิริตรี สุทธจิตต์, พักตร์วิภา สุวรรณพรหม (ผู้แต่ง) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/278881 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการจัดการด้านยาโดยเภสัชกรร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านสำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่มีประวัติการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ระหว่างการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน : กรณีศึกษาตำบลป่าไร่ อำเภอแม่ลาน จังหวัดปัตตานี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/279151 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการด้านยา (Medication Therapy Management: MTM) ในผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีประวัติการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ระหว่างการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน ในตำบลป่าไร่ อำเภอแม่ลาน จังหวัดปัตตานี และประเมินผลรูปแบบดังกล่าว <strong>วิธีการ</strong>: การวิจัยเชิงปฏิบัติการประกอบด้วย 4 ระยะ ได้แก่ 1) การวางแผนซึ่งเป็นการจัดการสนทนากลุ่มในอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เพื่อให้ได้รูปแบบบริการ MTM สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานในชุมชนซึ่ง อสม. มีส่วนร่วมในการดำเนินการ 2) การปฏิบัติการโดยใช้รูปแบบบริการ MTM ในเดือนรอมฎอนเพื่อดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีประวัติการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ระหว่างการถือศีลอด 3) การประเมิน แบ่งเป็นการประเมินผลลัพธ์ในผู้ป่วย ได้แก่ ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยก่อนและหลังการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน ความร่วมมือในการใช้ยาที่ประเมินจากการนับเม็ดยาคงเหลือและแบบวัดความร่วมมือในการใช้ยาในคนไทย (Medication Adherence Scale for Thai หรือ MAST) ในช่วงก่อนและหลังการใช้รูปแบบ MTM (สัปดาห์ที่ 1 และสัปดาห์ที่ 4 ของเดือนรอมฎอน) และความพึงใจของผู้ป่วยต่อรูปแบบบริการ MTM และ 4) การสะท้อนผลหลังการดำเนินงานของเภสัชกร และ อสม. ในประเด็นจุดแข็งที่เอื้อต่อความสำเร็จของการดำเนินงาน ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน และข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนาการดำเนินงาน <strong>ผลการวิจัย</strong>: รูปแบบบริการ MTM ที่พัฒนาขึ้นมีการออกแบบเพื่อแก้ไขปัญหาการดูแลผู้ป่วยในชุมชนผ่านการทำงานร่วมกันระหว่างเภสัชกรและ อสม. ผู้ป่วยเข้าร่วมการศึกษาจำนวน 30 คน โดยหลังการบริการ MTM ผู้ป่วยมีค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลในเลือดหลังการถือศีลอดในเดือนรอมฎอนลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จาก 170.17 ± 20.07 mg/dL เป็น 147.90 ± 16.96 mg/dL (P &lt; 0.05) ร้อยละของผู้ป่วยที่มีความร่วมมือในการใช้ยาซึ่งประเมินจากการนับเม็ดยาคงเหลือเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 15.38 เป็นร้อยละ 66.67 จำนวนผู้ป่วยที่มีความร่วมมือในการใช้ยาเมื่อประเมินด้วย MAST เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจำนวน 20 คน คิดเป็นร้อยละ 66.67 (P &lt; 0.05) ผู้ป่วยพึงพอใจในระดับดีมากต่อการรับบริการ MTM (4.59 ± 0.50 จากคะแนนเต็ม 5) <strong>สรุป</strong>: การนำรูปแบบบริการ MTM มาดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีประวัติการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ในเดือนรอมฎอน ทำให้ผู้ป่วยมีค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลในเลือดลดลง อีกทั้งทำให้ผู้ป่วยมีความร่วมมือในการใช้ยาเพิ่มขึ้น</p> อะลาวีย์ หมาดทิ้ง, ธนวัฒน์ คงยศ (ผู้แต่ง) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/279151 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้านโดยการมีส่วนร่วม ของชุมชนในตำบลน้ำผุด อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/279306 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> 1) เพื่อศึกษาปัญหาการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้านในตำบลน้ำผุด อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้านโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน (รูปแบบฯ) ในพื้นที่ดังกล่าว และ 3) เพื่อประเมินผลการใช้รูปแบบฯ ที่พัฒนาขึ้น <strong>วิธีการ</strong><strong>:</strong> การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการซึ่งแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1) การศึกษาปัญหาการดูแลสุขภาพโดยการเก็บข้อมูลทั่วไป ความรู้ และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพจากผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้าน 38 คน นอกจากนี้ ยังประชุมกลุ่มผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในชุมชน 15 คนเพื่อรวบรวมปัญหาการดูแลผู้สูงอายุกลุ่มนี้ด้วยแนวคำถามที่สร้างจาก Six Building Block Plus One 2) การพัฒนารูปแบบฯ ทำโดยใช้ประชุมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในชุมชน 15 คนเพื่อระดมความคิดเห็นต่อการกำหนดแนวทางการพัฒนารูปแบบฯ และแผนการปฏิบัติการในการใช้รูปแบบฯ และ 3) การประเมินผลหลังจากใช้รูปแบบฯ ที่พัฒนาขึ้นเป็นเวลา 12 สัปดาห์ ทำโดยประเมินระดับน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิต ความรู้และพฤติกรรมเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพตนเองของผู้สูงอายุ หลังจากนั้นจัดประชุมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในชุมชน 15 คนเพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและมุมมองที่สะท้อนถึงความเหมาะสมของรูปแบบที่ได้พัฒนา ตลอดจนแนวทางปรับปรุงในอนาคต <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> ปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้านส่วนใหญ่ คือ การเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง (35 คน) มีปัญหาซึมเศร้า (19 คน) และไม่ได้รับการดูแลที่ต่อเนื่อง (19 คน) ข้อมูลของผู้สูงอายุถูกจัดเก็บแบบแยกส่วน ไม่บูรณาการระหว่างหน่วยงาน และขาดการมีส่วนร่วมจากชุมชนและครอบครัวในการดูแลผู้สูงอายุ รูปแบบฯ ที่พัฒนาขึ้น คือ “NAMPHUT Model” มีองค์ประกอบ 7 ประการ ได้แก่ Non-communicable disease (NCD), Active aging, Monitoring system, Participation, Holistic Care, Unity, และ Trang Care หลังการใช้รูปแบบฯ ที่พัฒนาขึ้น พบว่า ผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้านมีผลลัพธ์ทางคลินิกทุกตัวที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P&lt;0.001) โดยระดับน้ำตาลในเลือดลดลงจาก 133.45±15.44 เป็น 127.29±18.16 mg/dLความดันโลหิตตัวบนลดจาก 139.79±5.40 เป็น 135.79±5.51 mmHg และความดันโลหิตตัวล่างลดจาก 82.26±4.15 เป็น 80.39±4.58 mmHg (P&lt;0.001) ระดับความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพตนเองของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จาก 7.29±1.25 เป็น 11.00±1.19 คะแนน (จากคะแนนเต็ม 14, P&lt;0.001) และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จาก 1.79±0.39 เป็น 2.33±0.14 (จากคะแนนเต็ม 3, P&lt;0.001) <strong>สรุป</strong><strong>:</strong> NAMPHUT Model เป็นรูปแบบฯ ที่ครอบคลุมทุกมิติทั้งด้านการป้องกัน รักษา และส่งเสริมสุขภาพ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน การบูรณาการการทำงานของภาคีเครือข่าย และการดูแลแบบองค์รวม ส่งผลให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพดีขึ้นและเกิดระบบการดูแลที่ชัดเจน ปัจจัยแห่งความสำเร็จ คือการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย การมีโครงสร้างการดำเนินงานที่ชัดเจน การใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการดำเนินงาน การพัฒนาศักยภาพของผู้ดูแล และกิจกรรมส่งเสริมคุณภาพชีวิต</p> ปาณิสรา ซังปาน, บุบผา รักษานาม, วรยุทธ นาคอ้าย (ผู้แต่ง) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/279306 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองและความดันโลหิตของผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงในตำบลไม้เรียง อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/279362 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> 1) เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง และความดันโลหิตของผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงในตำบลไม้เรียง อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช <strong>วิธีการ</strong><strong>:</strong> การศึกษานี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงซึ่งได้รับการยืนยันวินิจฉัยโรคจากแพทย์ และได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างน้อย 1 ปี ตัวอย่างแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มศึกษาที่เป็นผู้สูงอายุในตำบลไม้เรียง จำนวน 32 คน และกลุ่มเปรียบเทียบที่เป็นผู้สูงอายุในตำบลละอาย จำนวน 32 คน กลุ่มศึกษาได้รับโปรแกรมสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพที่สร้างโดยประยุกต์ใช้แนวคิดทักษะความรอบรู้แบบ K-Shape เป็นเวลา 12 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 วัน วันละ 2 ชั่วโมง การศึกษาประเมินผลลัพธ์ประกอบด้วยความรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง ความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง (ซึ่งครอบคลุม 5 ด้าน ประกอบด้วยการเข้าถึง การเข้าใจ การไต่ถาม การตัดสินใจ และ การนำไปใช้) และพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในช่วงก่อนและสิ้นสุดการวิจัย การประเมินความดันโลหิตเฉลี่ย 7 วันทำเฉพาะในกลุ่มศึกษ ในสัปดาห์ที่ 1, 6 และ 12 <strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> หลังการทดลอง กลุ่มศึกษามีคะแนนเฉลี่ยด้านความรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง ความรอบรู้ด้านสุขภาพทั้ง 5 ด้าน และพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองสูงกว่าก่อนการทดลอง และสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P&lt; 0.05) นอกจากนี้ ค่าความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัวของกลุ่มศึกษาหลังการได้รับโปรแกรมฯ ลดลงจากก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P&lt; 0.05) แต่ความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัวไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P&gt;0.05) <strong>สรุป</strong><strong>:</strong> โปรแกรมสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพมีประสิทธิผลในการส่งเสริมความรู้ ทักษะ และพฤติกรรมในการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองของผู้สูงอายุที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง ทำให้ผู้สูงอายุสามารถเข้าถึง เข้าใจ และนำข้อมูลสุขภาพไปใช้ได้อย่างเหมาะสม ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้อง อันเป็นแนวทางสำคัญในการลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมองและภาวะแทรกซ้อนในอนาคต</p> วิภาภรณ์ สัญจร, บุบผา รักษานาม, วรยุทธ นาคอ้าย (ผู้แต่ง) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/279362 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันเพื่อคัดกรองใบสั่งยาวาร์ฟารินของ ผู้ป่วยนอกในคลินิกวาร์ฟารินของโรงพยาบาลมหาสารคาม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/279812 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อพัฒนาและประเมินเว็บแอปพลิเคชันสำหรับคัดกรองใบสั่งยาวาร์ฟารินของผู้ป่วยนอกในคลินิกวาร์ฟารินของโรงพยาบาลมหาสารคามในด้านการลดระยะเวลาการคัดกรองใบสั่งยา และความพึงพอใจของเภสัชกรผู้ใช้งาน <strong>วิธีการ</strong><strong>: </strong>การศึกษาพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันตามวงจรการพัฒนาซอฟต์แวร์ (Software Development Life Cycle) โดยใช้ ReactJS เป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างเว็บไซต์ที่เชื่อมต่อกับฐานข้อมูล MySQL ของโรงพยาบาล การประเมินผลทำโดยเปรียบเทียบระยะเวลาการคัดกรองใบสั่งยาก่อนและหลังใช้ระบบที่พัฒนาขึ้น การศึกษาประเมินความพึงพอใจของเภสัชกรผู้ใช้งาน จำนวน 13 คน ด้วยแบบสอบถาม mHealth App Usability Questionnaire (MAUQ) <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>เว็บแอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้นสามารถรวบรวมข้อมูลที่จำเป็น ลดขั้นตอนการทำงานที่ซับซ้อน และมีฟังก์ชันคำนวณอัตโนมัติ เว็บแอปพลิเคชันช่วยลดระยะเวลาการคัดกรองใบสั่งยาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจาก 3.02 นาที เป็น 2.69 นาที (95% CI: 0.17-0.49, P&lt;0.001) คิดเป็นการลดลงร้อยละ 10.93 ในด้านความพึงพอใจ เภสัชกรให้คะแนนในระดับเห็นด้วยถึงเห็นด้วยอย่างยิ่ง (ค่าเฉลี่ย 6.14-6.44 จากคะแนนเต็ม 7) ในทั้ง 3 ด้านหลัก ได้แก่ ความง่ายในการใช้งาน (6.44±0.39) ประโยชน์ในการใช้งาน (6.39±0.50) และการจัดการข้อมูลของระบบ (6.14±0.49) <strong>สรุป</strong><strong>:</strong> เว็บแอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้นสามารถลดระยะเวลาการคัดกรองใบสั่งยาวาร์ฟารินได้ และผู้ใช้พึงพอใจในการใช้งานทั้งในด้านความสะดวก การจัดการข้อมูล และประโยชน์ต่อการปฏิบัติงาน</p> ภาคภูมิ รัตนแสง (ผู้แต่ง) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/279812 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 มุมมองของเภสัชกรต่อบทบาทที่ยังมีช่องว่างในการบริบาลเภสัชกรรมด้านการตรวจเยี่ยมผู้ป่วยบนหอผู้ป่วยและการติดตามวัดระดับยาในเลือด : การศึกษาเชิงคุณภาพในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่ง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/280104 <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษามุมมองของเภสัชกรที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่นต่อบทบาทในการบริบาลเภสัชกรรม <strong>วิธีการ:</strong> การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพที่ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกในผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 18 คน ประกอบด้วยเภสัชกรที่ปฏิบัติงานประจำบนหอผู้ป่วยอายุรกรรมทั่วไปและหอผู้ป่วยมะเร็ง และเภสัชกรที่ไม่ได้ปฏิบัติงานประจำบนหอผู้ป่วย โดยมาจากหลายแผนกในกลุ่มงานเภสัชกรรม หลายบทบาทหน้าที่ และมีระดับประสบการณ์ที่แตกต่างกัน การศึกษาเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม ถึง 15 พฤศจิกายน 2567 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหา <strong>ผลการวิจัย:</strong> ผู้ให้ข้อมูลสำคัญมีมุมมองเชิงบวกต่อบทบาทของตนในการตรวจเยี่ยมผู้ป่วย (ward rounds) และตระหนักถึงความสำคัญของกิจกรรม โดยเฉพาะผู้ที่ปฏิบัติงานประจำบนหอผู้ป่วยเห็นถึงประโยชน์ของการมีส่วนร่วมในการวางแผนการใช้ยากับทีมบุคลากรทางการแพทย์ อย่างไรก็ตามการมีส่วนร่วมยังคงจำกัด เนื่องจากภาระงานที่สูง อัตรากำลังไม่เพียงพอ และการขาดระบบหรือกลไกที่ชัดเจนในการตรวจเยี่ยมผู้ป่วยร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพ สำหรับการติดตามวัดระดับยาในเลือดพบว่า เภสัชกรหลายคนยังไม่มั่นใจในความรู้เฉพาะทาง บุคลากรที่รับผิดชอบด้านนี้โดยตรงมีน้อย และระบบสนับสนุนยังไม่สมบูรณ์ทั้งในด้านข้อมูลและเทคโนโลยี อย่างไรก็ดี ผู้ที่มีประสบการณ์หรือผ่านการอบรมสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้รับการยอมรับจากทีมบุคลากรทางการแพทย์ <strong>สรุป:</strong> บทบาทของเภสัชกรในการบริบาลเภสัชกรรม โดยเฉพาะการตรวจเยี่ยมผู้ป่วยและการติดตามวัดระดับยาในเลือด ยังมีข้อจำกัดและไม่สอดคล้องกับความคาดหวังของบุคลากรทางการแพทย์ เภสัชกรเสนอแนวทางพัฒนา เช่น การเพิ่มบุคลากร ระบบตรวจเยี่ยมที่ชัดเจน การฝึกอบรมเฉพาะทาง การจัดตั้งหน่วยติดตามวัดระดับยาในเลือด และการใช้เทคโนโลยี เพื่อลดช่องว่างที่เกิดขึ้นและยกระดับคุณภาพการในดูแลผู้ป่วยโดยรวม</p> พิมพิอร พันธุรัตน์, กรแก้ว จันทภาษา (ผู้แต่ง) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/280104 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลลัพธ์ทางคลินิกและปัจจัยที่มีผลต่อการเสียชีวิตหลังจากการปรับยาต้านจุลชีพให้แคบลงในโปรแกรมการเปลี่ยนแปลงและชี้นำการใช้ยาต้านจุลชีพของยากลุ่มคาร์บาพีเนม ณ หอผู้ป่วยอายุรกรรม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/280196 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาอัตราการเสียชีวิตภายใน 30 วัน ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการเสียชีวิตของผู้ป่วยในกลุ่มที่ได้รับการปรับยาต้านจุลชีพให้แคบลงในโปรแกรมการเปลี่ยนแปลงและชี้นำการใช้ยาต้านจุลชีพของยากลุ่ม carbapenems และศึกษาอัตราการตอบรับคำแนะนำจากเภสัชกรโดยแพทย์ <strong>วิธีการ</strong><strong>: </strong>การศึกษาจากเหตุไปหาผลแบบย้อนหลัง เก็บข้อมูลของผู้ป่วยที่วินิจฉัยติดเชื้อแบคทีเรียแกรมลบที่ได้รับการรักษาด้วยยาในกลุ่ม carbapenems อย่างน้อย 1 ครั้ง และมีการปรับชนิดยาต้านจุลชีพแคบลงตามผลความไวเชื้อแบคทีเรีย ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยอายุรกรรมของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ซึ่งอยู่ในโปรแกรมการเปลี่ยนแปลงและชี้นำการใช้ยาต้านจุลชีพโดยมีเภสัชกรร่วมประเมินระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2565 ถึง 30 มิถุนายน พ.ศ. 2567 <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> งานวิจัยรวบรวมข้อมูลผู้ป่วยที่มีการปรับยาต้านจุลชีพให้แคบลงทั้งหมด 311 ราย (379 ใบสั่งยา) การสั่งใช้ยาส่วนใหญ่เป็นการรักษาแบบคาดการณ์ (ร้อยละ 80.21) ยา meropenem ถูกสั่งใช้มากที่สุด (ร้อยละ 97.89) อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยที่ปรับยาต้านจุลชีพให้แคบลงพบร้อยละ 19.61 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการเสียชีวิตของผู้ป่วยที่ได้รับการปรับยาต้านจุลชีพให้แคบลง คือ ภาวะช็อกจากการติดเชื้อ (adjusted odds ratio (aOR) 1.94, 95% confidence interval (CI) 1.03-3.65) และการใช้เครื่องช่วยหายใจ (aOR 2.15, 95%CI 1.14-4.06) อัตราการตอบรับคำแนะนำจากเภสัชกรเท่ากับร้อยละ 86.30 <strong>สรุป: </strong>ผู้ป่วยที่ติดเชื้อแบคทีเรียแกรมลบที่ได้รับการรักษาแบบคาดการณ์ด้วยยากลุ่ม carbapenems ควรปรับยาต้านจุลชีพให้แคบลงตามผลเพาะเชื้อเนื่องจากอัตราการเสียชีวิตและอัตราการติดเชื้อกลับมาภายใน 30 วันที่ต่ำ แต่ต้องติดตามอาการทางคลินิกในผู้ป่วยที่มีภาวะช็อกจากการติดเชื้อและมีการใช้เครื่องช่วยหายใจอย่างใกล้ชิด</p> ธนวรรณ ชื่นจิตต์, กำพล สุวรรณพิมลกุล, โชติรัตน์ นครานุรักษ์ (ผู้แต่ง) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/280196 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และการใช้ยา Sacubitril/valsartan ในการรักษา ภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรังชนิดการบีบตัวของหัวใจห้องล่างซ้ายปกติ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/280472 <p>ในปัจจุบันมีการใช้ยา sacubitril/valsartan ในการรักษาภาวะหัวใจล้มเหลวเฉพาะชนิดการบีบตัวของห้องล่างซ้ายลดลง (heart failure with reduced ejection fraction: HFrEF) โดยมีประสิทธิภาพในการลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจและสามารถลดอัตราการเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลซ้ำด้วยภาวะหัวใจล้มเหลว แต่แนวทางในการรักษาภาวะหัวใจล้มเหลวในปัจจุบัน ยาดังกล่าวสามารถเป็นยาทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวชนิดการบีบตัวของห้องล่างซ้ายปกติ (heart failure with preserved ejection fraction: HFpEF) โดยยาช่วยลดระดับ N-terminal pro b-type natriuretic peptide ทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นได้ ทั้งนี้ควรคำนึงถึงความปลอดภัยในการใช้ยาร่วมด้วย อาการไม่พึงประสงค์ของยา sacubitril/valsartan ได้แก่ ความดันโลหิตต่ำลงเวลาเปลี่ยนอิริยาบถและภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง ดังนั้นจึงควรติดตามการใช้ยานี้ทั้งในด้านประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และการนำไปใช้เพื่อให้เกิดผลการรักษาที่ดีและเหมาะสมต่อผู้ป่วย รวมถึงปลอดภัยจากการใช้ยา</p> ธร อำนวยผลวิวัฒน์ (ผู้แต่ง) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/280472 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของการให้คำปรึกษาด้านยาผ่านระบบเภสัชกรรมทางไกลต่อความร่วมมือในการใช้ยา ของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองของโรงพยาบาลละงู จังหวัดสตูล https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/280611 <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อประเมินผลการติดตามการใช้ยาผ่านระบบเภสัชกรรมทางไกลต่อความร่วมมือในการใช้ยา ของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองของโรงพยาบาลละงู จังหวัดสตูล <strong> วิธีการ:</strong> การวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมครั้งนี้ ดำเนินการระหว่างเดือนมีนาคม พ.ศ. 2567 – มีนาคม พ.ศ. 2568 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่โรงพยาบาลละงู จำนวน 80 คน ผู้วิจัยสุ่มแยกตัวอย่างแบบกลุ่มย่อย (block randomization) เป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 40 คน ทั้งสองกลุ่มได้รับการบริบาลทางเภสัชกรรมด้วยวิธีปกติและได้รับบริการเภสัชกรรมทางไกลผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์เพื่อติดตามอาการของโรค กลุ่มทดลองยังได้รับการแจ้งเตือนผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์เกี่ยวกับวันนัด การเน้นย้ำการรับประทานยาให้ถูกต้องและให้มารับยาต่อเนื่องตามวันนัดเป็นจำนวนสองครั้งหลังเริ่มการศึกษา 1 และ 2 เดือน ผลลัพธ์หลักที่ศึกษา คือ ความร่วมมือในการใช้ยาซึ่งวัดด้วยการสัมภาษณ์ผู้ป่วยด้วยแบบประเมินความร่วมมือในการใช้ยาจำนวน 3 ครั้ง คือ ก่อนเริ่มการศึกษา (เดือนที่ 0) หลังใช้ระบบเภสัชกรรมทางไกลครั้งแรก (เดือนที่ 3) และครั้งที่สอง (เดือนที่ 6) ส่วนการกลับเป็นซ้ำภายใน 6 เดือนเก็บข้อมูลจากประวัติการรักษาในโรงพยาบาลภายในระยะเวลา 6 เดือนหลังจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลครั้งสุดท้าย <strong>ผลการศึกษา:</strong> ผู้ป่วยในกลุ่มทดลองมีคะแนนความร่วมมือในการใช้ยาโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบคะแนนเริ่มต้นก่อนการวิจัย มากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P &lt; 0.001) โดยในเดือนที่ 3 และ 6 กลุ่มทดลองมีคะแนนเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบคะแนนเริ่มต้นก่อนการวิจัย 13.8 คะแนน (95% CI = 11.2-16.4) และ 16.47 คะแนน (95% CI: 13.9 - 19.1) ตามลำดับ <strong>สรุป:</strong> การแทรกแซงด้วยการติดตามการใช้ยาทางไกลส่งผลกระทบเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อความร่วมมือในการใช้ยาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 6 เดือน </p> วัลลภา สายสินธุ์, ธนะวิชช์ ปานน้อย (ผู้แต่ง) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/280611 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การประเมินคุณภาพชีวิตและอาการไม่พึงประสงค์ในผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและคอที่ได้รับ การรักษาด้วยยาเคมีบำบัดร่วมรังสีรักษา ณ โรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/281000 <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพชีวิตและอาการไม่พึงประสงค์ของผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและคอก่อนและหลังได้รับยาเคมีบำบัดร่วมรังสีรักษา <strong>วิธีการ: </strong>การวิจัยแบบติดตามไปข้างหน้าครั้งนี้ทำในผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและคอที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดร่วมรังสีรักษาในโรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานี การศึกษาประเมินคุณภาพชีวิตด้วยแบบประเมิน FACT-H&amp;N version 4.0 และประเมินความรุนแรงของอาการไม่พึงประสงค์ด้วยแบบประเมิน CTCAE version 5 การศึกษาประเมินคุณภาพชีวิต 5 ครั้ง คือ ก่อนได้รับยาเคมีบำบัดร่วมรังสีรักษา (T1) หลังได้รับยาเคมีบำบัดร่วมรังสีรักษา 2 สัปดาห์ (T2) หลังได้รับยาเคมีบำบัดร่วมรังสีรักษา 4 สัปดาห์ (T3) หลังได้รับยาเคมีบำบัดร่วมรังสีรักษาเสร็จสิ้น (T4) และหลังได้รับยาเคมีบำบัดร่วมรังสีรักษาครบ 1 เดือน (T5) <strong>ผลการศึกษา: </strong>ผู้ป่วยเข้าร่วมการศึกษามีจำนวน 51 ราย ค่าเฉลี่ยคะแนนคุณภาพชีวิตโดยรวมที่ T4 เท่ากับ 84.55±16.63 คะแนน มีระดับลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับคะแนนคุณภาพชีวิตที่ T1 ซึ่งเท่ากับ 100.82±14.98 คะแนน (P &lt; 0.001) ผู้ป่วยร้อยละ 64.71 มีคะแนนคุณภาพชีวิตโดยรวมลดลงมากกว่า 12 คะแนนซึ่งถือว่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางคลินิก คะแนนคุณภาพชีวิตโดยรวมที่ T5 เท่ากับ 99.99±14.70 คะแนน ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก T4 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P &lt; 0.05) อุบัติการณ์ของภาวะเยื่อบุช่องปากอักเสบในผู้ป่วยเท่ากับ ร้อยละ 86.30 การศึกษายังพบความสัมพันธ์ระหว่างระดับความรุนแรงของอาการเยื่อบุช่องปากอักเสบกับการลดลงของคะแนนคุณภาพชีวิต (P = 0.007) <strong>สรุป: </strong>ผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและคอที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดร่วมรังสีรักษามีคุณภาพชีวิตลดลงเมื่อเทียบกับก่อนได้รับการรักษา และเริ่มดีขึ้นหลังการรักษาเสร็จสิ้นแล้ว 1 เดือน ระดับความรุนแรงของภาวะเยื่อบุช่องปากอักเสบเป็นปัจจัยส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงคะแนนคุณภาพชีวิต</p> กนกพร ชมาฤกษ์, พิชญ์จิรา สงวนบุญญพงษ์, มานิตย์ แซ่เตียว, สุภัชชา เขียวหวาน, วรอนงค์ ถิรมนตรี (ผู้แต่ง) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเภสัชกรรมไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/TJPP/article/view/281000 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700