การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคหอบหืด โรงพยาบาลปากเกร็ด
คำสำคัญ:
การพัฒนารูปแบบการดูแล, ผู้ป่วยโรคหอบหืด, ระบบบริการสุขภาพบทคัดย่อ
การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์และวิเคราะห์ปัญหาการดูแลผู้ป่วยโรคหอบหืด 2) พัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคหอบหืด และ 3) ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคหอบหืดที่พัฒนาขึ้น การวิจัยดำเนินการ 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาและวิเคราะห์สถานการณ์ โดยการวิเคราะห์เอกสาร การสัมภาษณ์ และการสนทนากลุ่ม ระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบการดูแล และระยะที่ 3 การประเมินประสิทธิภาพผลของรูปแบบฯ โดยใช้การวิจัยกึ่งทดลองแบบหนึ่งกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคหอบหืด 34 คน และทีมสหสาขาวิชาชีพ 10 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แนวคำถามสัมภาษณ์แบบสอบถามความพึงพอใจ แบบสอบถามความคิดเห็นของทีมสหสาขาวิชาชีพต่อรูปแบบฯ และแบบประเมินคุณภาพชีวิตMini-AQLQ เครื่องมือการวิจัยมีค่า IOC ระหว่าง .67 – 1.00 และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .82, .84, และ .87 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติการทดสอบ Dependent T-Test และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า
1. จากการวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหา พบว่า ผู้ป่วยยังขาดความรู้และทักษะการดูแลตนเอง ใช้ยาพ่นไม่ถูกต้อง รวมไปถึงการพ่นไม่ถูกวิธี และขาดการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ระบบบริการยังขาดแนวทางมาตรฐานและการบูรณาการของทีมสหสาขาวิชาชีพ
2. รูปแบบที่พัฒนาขึ้น ได้แก่ Pakkred ATMA Model ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ การประเมินผู้ป่วย การใช้เทคโนโลยีผ่าน LINE Official Account การจัดการยา และการดูแลแบบมีส่วนร่วม
3. การติดตามประเมินผลของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น พบว่า ภายหลังการใช้รูปแบบ ผู้ป่วยมีความพึงพอใจต่อบริการอยู่ในระดับสูง มีคุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับดี (M = 5.76, SD = 0.74) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p-value < .05
สรุปได้ว่า รูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคหอบหืดที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้ในการช่วยส่งเสริมการดูแลตนเอง เพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารระหว่างผู้ป่วยกับทีมสุขภาพ และสามารถประยุกต์ใช้ในโรงพยาบาลได้ทุกระดับ
เอกสารอ้างอิง
เจริญสุข อัศวพิพิธ และวัฒนา ชยธวัช. (2567). การพยากรณ์จำนวนป่วยโรคหอบหืดและโรคหลอดลมอักเสบด้วยวิธีบ๊อกซ์และเจนกินส์. วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ, 7(3), 64–76. https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/268728
นิศานาถ ณะนวล, สงวน ลือเกียรติบัณฑิต, และวรนุช แสงเจริญ. (2566). ความสัมพันธ์ของการใช้ยาสูดอย่างถูกวิธี ความร่วมมือในการใช้ยา และความสามารถในการควบคุมโรคหืด. วารสารเภสัชศาสตร์อีสาน, 19(2), 45-60. https://doi.org/10.14456/ijps.2023.10
พรรัติกาล พลหาญ, ดวงรัตน์ วัฒนกิจไกรเลิศ, และคนึงนิจ พงศ์ถาวรกมล. (2561). ผลของโปรแกรมการให้ความรู้และทักษะการใช้ยาสูดโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ต่อการควบคุมอาการในผู้ป่วยโรคหืด. วารสารพยาบาลทหารบก, 20(3), 93–103. https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/233089
วาสนา สวัสดีนฤนาท, อมรพันธุ์ ธานีรัตน์, และธารทิพย์ วิเศษธาร. (2558). การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะท้ายแบบประคับประคอง โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช. วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข, 25(1), 144–156. https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tnaph/article/view/36245
สุดารัตน์ วันงามวิเศษ, พนิดา ภูตระกูล, วริณญา อาจธรรม, และสุมนา ยวดยิ่ง. (2568). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความร่วมมือในการใช้คอร์ติโคสเตียรอยด์ชนิดสูดของผู้ดูแลเด็กก่อนวัยเรียนโรคหืด. วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี, 19(1), e277131. https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JHR/article/view/277131
สุรีพร ศิริยะพันธุ์, นิฮูดา ชายเกตุ, และเนตรชนก สันตรัตติ. (2564). การพัฒนารูปแบบการดูแลแบบประคับประคองสำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ไม่ได้รับการบำบัดทดแทนไตในโรงพยาบาลยะลา. วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ, 4(2), 1-15. https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/245298
สุวรรณา จิตต์วราวงษ์ และกิตติพร เนาว์สุวรรณ. (2564). ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยหืดในคลินิกโรคหอบหืด โรงพยาบาลควนเนียง จังหวัดสงขลา. ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์, 11(1), 15–26. https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnsurin/article/view/245820
ฮัมดี มาแย, กีรติ บินอุมา, จิรัชญา นบนุ่น, ซารีนา สร้อยสน, อนันต์ มรรคาเขตต์, และศิขรินทร์ พรหมประทีป. (2568). ผลของการใช้ Line Official Account “Malnutrition” ต่อความรู้ ความพึงพอใจ และประสบการณ์ของผู้ดูแลเด็กวัยหัดเดินในเขตเทศบาลเมือง จังหวัดนราธิวาส. วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้, 12(3), e280128. https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/280128
Antimisiaris, D., Folz, R. J., Huntington-Moskos, L., & Polivka, B. J. (2024). Specific medication literacy in older adults with asthma. The Journal for Nurse Practitioners, 20(5), 104979. https://doi.org/10.1016/j.nurpra.2024.104979
Borg, W. R., & Gall, M. D. (1983). Educational Research: An Introduction (4th ed.). New York, NY: Longman.
Chan, A., De Simoni, A., Wileman, V., Holliday, L., Newby, C. J., Chisari, C., et al. (2022). Digital interventions to improve adherence to maintenance medication in asthma. The Cochrane Database of Systematic Reviews, 6(6), CD013030. https://doi.org/10.1002/14651858.CD013030.pub2
Cohen, J. (1988). Statistical Power Analysis for The Behavioral Sciences (2nd ed.). Hillsdale, NJ: Lawrence Erlbaum Associates.
Faul, F., Erdfelder, E., Lang, A. G., & Buchner, A. (2007). G*Power 3: A flexible statistical power analysis program for the social, behavioral, and biomedical sciences. Behavior Research Methods, 39(2), 175-191.
Global Initiative for Asthma. (2023). Global strategy for asthma management and prevention (2023 update). Retrieved April 28, 2025, from https://www.ginasthma.org
Haggerty, J. L., Reid, R. J., Freeman, G. K., Starfield, B. H., Adair, C. E., & McKendry, R. (2003). Continuity of care: A multidisciplinary review. BMJ, 327(7425), 1219–1221. https://doi.org/10.1136/bmj.327.7425.1219
Hodkinson, A., Bower, P., Grigoroglou, C., Zghebi, S. S., Pinnock, H., Kontopantelis, E., et al. (2020). Self-management interventions to reduce healthcare use and improve quality of life among patients with asthma: Systematic review and network meta-analysis. BMJ (Clinical Research Ed.), 370, m2521. https://doi.org/10.1136/bmj.m2521
Lertsinudom, S., Johns, N. P., Chanthawong, S., Boonsawat, W., & Samosorn, C. (2010). Validity and reliability of the Thai Mini Asthma Quality of Life Questionnaire. Journal of the Medical Association of Thailand = Chotmaihet thangphaet, 93(3), 373–377.
Rackow, P., Drennan, A., Pinnock, H., & Dima, A. L. (2025). Optimizing adherence to medication to improve outcomes in asthma. Current opinion in pulmonary medicine, 31(3), 262–269. https://doi.org/10.1097/MCP.0000000000001166
Thavornwattanayong, W., & Nuallaong, P. (2023). Outcomes of telepharmacy on asthma control at Ratchaburi Hospital. Journal of Health Science and Medical Research, 41(4), Article e2022928. https://doi.org/10.31584/jhsmr.2022928
Wagner, E. H., Austin, B. T., & Von Korff, M. (1996). Organizing care for patients with chronic illness. The Milbank Quarterly, 74(4), 511–544. https://doi.org/10.2307/3350391
World Health Organization. (2021). Global Strategy on Digital Health 2020–2025. Retrieved May 28, 2025, from https://www.who.int/publications/i/item/9789240020924
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
1. บทความหรือข้อคิดเห็นใด ๆ ที่ปรากฏในวารสารเครือข่าย วิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ ที่เป็นวรรณกรรมของผู้เขียน บรรณาธิการหรือเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและวิทยาลัยการสาธารณสุขภาคใต้ ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย
2. บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้

