วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet <p>วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและวิทยาลัยการสาธารณสุขภาคใต้ (SC-Net) จัดทำขึ้นภายใต้ความร่วมมือของวิทยาลัยพยาบาลและวิทยาลัยการสาธารณสุขในเขตภาคใต้ ประกอบด้วยวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สงขลา สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง ยะลา และวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดยะลาและตรัง รับบทความเกี่ยวกับการแพทย์ การพยาบาล การสาธารณสุข การศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ ออกปีละ 3 ฉบับ</p> th-TH <p>1. บทความหรือข้อคิดเห็นใด ๆ ที่ปรากฏในวารสารเครือข่าย วิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ ที่เป็นวรรณกรรมของผู้เขียน บรรณาธิการหรือเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและวิทยาลัยการสาธารณสุขภาคใต้ ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย</p> <p>2. บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้</p> jock2667@gmail.com (Asst. Prof. Dr. Kittiporn Nawsuwan ) sc.net.journal@gmail.com (Mrs. Weeraya Palipot ) Fri, 13 Mar 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การทบทวนขอบเขต: เครื่องมือวิจัยสำหรับการวัดความไวทางจริยธรรม ของผู้บริหารในองค์กรพยาบาล https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/278660 <p>การวิจัยการทบทวนอย่างเป็นระบบนี้เพื่อสรุปองค์ความรู้คุณลักษณะของบทความวิจัยและสังเคราะห์ แนวคิดเกี่ยวกับการสร้างเครื่องมือสำหรับวัดความไวทางจริยธรรมที่มีการตีพิมพ์ ใน พศ. 2553 – 2563 สืบค้นงานวิจัยจากวารสารฐานข้อมูลในระดับชาติและนานาชาติ มีการตีพิมพ์เผยแพร่งานวิจัยในประเทศไทยและงานวิจัยต่างประเทศ ได้แก่ CINAHL, ResearchGate, Google, Google Scholar, ProQuest, Thai LIS, ThaiJO, Academia, Science Direct และฐานข้อมูลอิเลคทรอนิกส์ของมหาวิทยาลัยที่ตรงตามเกณฑ์การเลือก มีการประเมิน คุณภาพบทความวิจัยโดยใช้แบบประเมินคุณภาพของเคเมท ลีและคุ๊ก และใช้สถิติแคปปา (Kappa Statistic) ทดสอบความสอดคล้องกันระหว่างผู้ประเมินรายงานและใช้สถิติเชิงพรรณนา ผลการทดสอบด้วยสถิติแคปปา พบว่าไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>k </em>= 0.54, <em>p-value</em> = .220) ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. รายงานวิจัยทั้งหมด 14 เรื่อง เกี่ยวกับการวัดความไวทางจริยธรรม ส่วนใหญ่ศึกษาในองค์กรการศึกษา (n = 7) ตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศทั้งหมด (n = 14 ) ทางด้านจิตวิทยามาก (n = 6 ) มาตรวัดนิยมใช้แบบลิเคิร์ทสเกล 5 - 7 ระดับ (n = 14) กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนมากที่สุด (n = 5) ขนาดกลุ่มตัวอย่างมากที่สุด คือ 200 - 300 คน (n = 9)</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. การเรียกเครื่องมือการวัดความไวทางจริยธรรมใช้คำว่า Moral Sensitivity Questionnaire (MSQ) หรือ Ethical Sensitivity Questionnaire คุณภาพเครื่องมือนิยมใช้การวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นด้วย Cronbach's Alpha เกณฑ์ค่าความเที่ยงของเครื่องมืออยู่ระว่าง .70 - .90 (n = 14) ใช้สถิติวิเคราะห์เครื่องมือด้วยสถิติ CFA และ EFA (n = 14) ส่วนแนวคิดการพัฒนาเครื่องมือด้านจริยธรรม ทุกบทความวิจัยใช้แนวคิดของ Rest ที่เน้นเรื่องของการตัดสินใจทางจริยธรรม (Ethical Decision) เป็นรากฐาน (n = 14)</span></p> <p>การวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า ยังไม่พบงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในประเทศไทยและศึกษาในองค์กรพยาบาลเรื่องการวัดความไวทางจริยธรรมสำหรับผู้บริหารในองค์กรพยาบาล ซึ่งผู้บริหารองค์กรพยาบาลควรมีเครื่องมือวัดความไวจริยธรรมที่มีคุณภาพมีความน่าเชื่อถือ และมีความตรงเชิงโครงสร้างในการประเมินหรือการวัดความไวทางจริยธรรม เพื่อใช้ประเมินศักยภาพการบริหารคนให้มีพฤติกรรมความไวทางจริยธรรม เพื่อลดข้อขัดแย้งปัญหาเชิงจริยธรรมและเพิ่มคุณภาพของงานในองค์กรพยาบาล</p> อัญชัญ วัฒนะพันธ์ศักดิ์, เพชรน้อย สิงห์ช่างชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/278660 Fri, 13 Mar 2026 00:00:00 +0700 ผลของการใช้โปรแกรมการให้บริการผ่านระบบเภสัชกรรมทางไกลต่อความร่วมมือ และความพึงพอใจในการใช้ยาของผู้ป่วยโรคเรื้อรัง จังหวัดสุโขทัย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/282309 <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบ 2 กลุ่ม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้โปรแกรมการให้บริการผ่านระบบเภสัชกรรมทางไกลต่อความร่วมมือในการใช้ยาของผู้ป่วยโรคเรื้อรัง จังหวัดสุโขทัย กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงและ/หรือเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีอายุ 18 – 60 ปี จำนวน 60 ราย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองที่ได้รับบริการเภสัชกรรมทางไกล 30 ราย และกลุ่มควบคุม 30 ราย ทำการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มอย่างง่ายใช้จับสลากเพื่อเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมสลับกัน ซึ่งกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการให้บริการผ่านระบบเภสัชกรรมทางไกล โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการเสริมสร้างพลังอำนาจ ร่วมกับทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม และกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามมาตรฐานปกติ ระยะเวลาการทดลอง 3 เดือน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) ระบบเภสัชกรรมทางไกลผ่านแอปพลิเคชันหมอพร้อม 2) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 3) แบบประเมินความร่วมมือในการใช้ยา (MAST) และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Paired t-test และ Independent t-test ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1.หลังการให้บริการผ่านเภสัชกรรมทางไกลกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความร่วมมือในการใช้ยาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับก่อนการทดลอง และกลุ่มควบคุม (</span><em style="font-size: 0.875rem;">p-value</em><span style="font-size: 0.875rem;"> &lt; .001)</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. หลังการให้บริการผ่านเภสัชกรรมทางไกลกลุ่มทดลองค่าเฉลี่ยคะแนนความพึงพอใจต่อบริการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับก่อนการทดลอง และกลุ่มควบคุม (</span><em style="font-size: 0.875rem;">p-value</em><span style="font-size: 0.875rem;"> &lt; .001)</span></p> <p>การบริการเภสัชกรรมทางไกลสามารถเพิ่มความร่วมมือในการใช้ยา และสร้างความพึงพอใจให้ผู้ป่วยโรคเรื้อรังได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นแนวทางที่สามารถขยายผลเพื่อสนับสนุนการจัดการโรคเรื้อรังในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านบุคลากรและระยะทาง</p> มนู เกตุเอี่ยม, ทรรศนีย์ บุญมั่น ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/282309 Sat, 14 Mar 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาและทดสอบคุณภาพแบบประเมินสมรรถนะการจัดการสุขภาวะชุมชนของบัณฑิตพยาบาล https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/283350 <p>การวิจัยแบบผสมผสานนี้ ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพนำเชิงปริมาณ ตามแนวทางการพัฒนาเครื่องมือของDeVellis มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและทดสอบคุณสมบัติเชิงจิตวิทยาของแบบประเมินสมรรถนะการจัดการสุขภาวะชุมชนของบัณฑิตพยาบาล ประกอบด้วย 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การพัฒนาแบบประเมิน โดยการทบทวนวรรณกรรม การวิเคราะห์แนวคิดตามกรอบ Walker และ Avant การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 ท่าน และการสร้างแบบประเมินเชิงพฤติกรรมตามองค์ประกอบที่ได้จากการสังเคราะห์ และระยะที่ 2 การทดสอบคุณสมบัติของแบบประเมิน โดยการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา ความเข้าใจข้อคำถาม การประเมินคุณภาพเบื้องต้น โดยผ่านการตรวจสอบ ความเชื่อมั่นภายใน ด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค จากนั้นจึงทำการทดสอบภาคสนามโดยตรวจสอบความเชื่อมั่นภายใน การวิเคราะห์ข้อคำถาม และการตรวจสอบโครงสร้างองค์ประกอบด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ ในนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 4 จำนวน 577 คน ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> แบบประเมินที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 9 องค์ประกอบ จำนวน 59 ข้อ ได้แก่ (1) การวิเคราะห์และออกแบบการจัดการสุขภาวะชุมชน (2) การจัดการและการสื่อสารเชิงวัฒนธรรมและความเชื่อชุมชน (3) การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสุขภาวะชุมชน (4) การติดตามประเมินผลและขับเคลื่อนพัฒนาชุมชน (5) การวิจัยเชิงปฏิบัติการและการประสานงานเครือข่าย (6) การวางแผนกิจกรรมและการมีส่วนร่วมของชุมชน (7<strong>) </strong>การดำเนินงานเชิงปฏิบัติในพื้นที่ (8) ภาวะผู้นำและการจัดการทรัพยากร และ (9) การใช้หลักฐานเชิงประจักษ์และองค์ความรู้ทางวิชาการ องค์ประกอบทั้ง 9 สามารถอธิบายความแปรปรวนรวมได้ร้อยละ 50.04 และแบบประเมินมีค่าความเชื่อมั่นภายในสูง (Cronbach<strong>’</strong>s Alpha เท่ากับ .972)</p> <p>ผลการศึกษานี้ชี้ว่า แบบประเมินที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพเหมาะสม สามารถใช้เป็นเครื่องมือมาตรฐานเพื่อประเมินสมรรถนะการจัดการสุขภาวะชุมชนของบัณฑิตพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนพัฒนาหลักสูตรและการผลิตกำลังคนพยาบาลให้สอดคล้องกับบริบทระบบสุขภาพปฐมภูมิของประเทศ</p> ณัชชา สังขภิญโญ, ศิริวรรณ ชูกำเนิด, ยุพาวรรณ ทองตะนุนาม, ศุกร์ใจ เจริญสุข, ณัฐนันท์ วรสุข, ธิดา มุลาลินท์, ชลดา กิ่งมาลา, ปฐพร แสงเขียวุ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/283350 Sun, 15 Mar 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการป้องกันพฤติกรรมก้าวร้าวต่อการควบคุมตนเองและพฤติกรรมก้าวร้าวของผู้ป่วยจิตเภท https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/283016 <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่ม วัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการป้องกันพฤติกรรมก้าวร้าวต่อการควบคุมตนเองและพฤติกรรมก้าวร้าวของผู้ป่วยจิตเภท กลุ่มตัวอย่าง เป็นผู้ป่วยจิตเภทอายุ 20 - 59 ปี ที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยจิตเวช โรงพยาบาลยะลา จำนวน 50 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินการควบคุมตนเอง มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ .85 และแบบประเมินพฤติกรรมก้าวร้าว มีค่าสัมประสิทธิ์แคปปาของโคเฮน เท่ากับ 1.00 2) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ โปรแกรมการป้องกันพฤติกรรมก้าวร้าว ซึ่งผู้วิจัยพัฒนาขึ้นจากแนวคิดการควบคุมตนเองของโรเซนบัม ร่วมกับการทบทวนวรรณกรรม ดำเนินกิจกรรมจำนวน 7 ครั้ง ครั้งละ 60 นาที ต่อเนื่อง 2 สัปดาห์ ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน ได้ค่าดัชนีความเที่ยงตรงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติ Paired t-test และสถิติ Independent t-test ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนการควบคุมตนเองสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรม</span><span style="font-size: 0.875rem;">และค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมก้าวร้าวต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนการควบคุมตนเองสูงกว่ากลุ่มควบคุม และมีค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมก้าวร้าวต่ำกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</span></p> <p>ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า โปรแกรมการป้องกันพฤติกรรมก้าวร้าว สามารถทำให้ผู้ป่วยจิตเภทมีการควบคุมตนเองที่ดีขึ้นและลดการเกิดพฤติกรรมก้าวร้าวได้ จึงควรมีการนำโปรแกรมนี้ไปใช้เพื่อเป็นแนวทางในการพยาบาลผู้ป่วยจิตเภทต่อไป</p> บูคอรี มะมิง, วินีกาญจน์ คงสุวรรณ, วีณา คันฉ้อง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/283016 Tue, 17 Mar 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนา SS-BAR Model เพื่อส่งเสริมการตัดสินใจทางคลินิกสำหรับนักศึกษาพยาบาล https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/281533 <p>การวิจัยและพัฒนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพและความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการตัดสินใจทางคลินิก (2) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการตัดสินใจทางคลินิก และ (3) ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบฯ ที่พัฒนาขึ้น มีการดำเนินการ 3 ระยะ คือ (1) ศึกษาสภาพและความต้องการจำเป็น โดยใช้แบบสำรวจสภาพและความต้องการ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่น .95 และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ PNI <sub>Modified</sub> (2) การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ฯ โดยการสังเคราะห์ผลระยะที่ 1 ร่วมกับการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง พร้อมพัฒนาแบบสังเกตการตัดสินใจทางคลินิก โดยผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน จากนั้นนำไปศึกษาความเป็นไปได้ และปรับปรุงเพื่อนำไปใช้ในระยะที่ 3 (3) ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบฯ โดยการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบซ้ำ 3 ครั้ง และใช้แบบสังเกตการตัดสินใจทางคลินิกที่มีค่าความเที่ยง .91 วิเคราะห์ข้อมูลด้วย Paired t-test และ Repeated measures ANOVA ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. สภาพการตัดสินใจทางคลินิกในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 3.437, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 0.60) ความต้องการอยู่ในระดับมาก (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 4.17, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 0.47) โดยการใช้ความรู้และประสบการณ์ในการตั้งข้อสังเกต หรือวิเคราะห์ข้อมูลมีความต้องการสูงสุด (PNI </span><sub>modified</sub><span style="font-size: 0.875rem;"> = 0.32)</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ฯ (SS-BAR Model) มีหลักการการสร้างการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์เป็นตัวสร้างประสบการณ์ ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นการเตรียมการ ขั้นการทำความเข้าใจ ขั้นการระดมสมอง ขั้นการปฏิบัติการ และขั้นการสรุปการเรียนรู้</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">3. การใช้ SS-BAR Model พบว่า การตัดสินใจทางคลินิกหลังการจัดการเรียนรู้ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 46.23, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 2.93) สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 21.98, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 4.89) อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 และพบว่าทำให้เกิด</span><span style="font-size: 0.875rem;">ความคงทนของการตัดสินใจทางคลินิกหลังทิ้งระยะเวลา 2 (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 46.05, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 2.94) (</span><em style="font-size: 0.875rem;">MD</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 0.18, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SE</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 0.09) และ 4 สัปดาห์ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 46.07, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 2.95) (</span><em style="font-size: 0.875rem;">MD</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 0.85,</span><em style="font-size: 0.875rem;"> SE</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 0.07)</span></p> <p>จึงถือว่า SS-BAR Model มีผลในการส่งเสริมการตัดสินใจทางคลินิก ทั้งในด้านผลสัมฤทธิ์ และความคงทน จึงกล่าวได้ว่า การสร้างการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาองค์ความรู้อย่างยั่งยืน</p> พิมพ์ณัฐชา สุไลมาน, ธีรยุทธ รัชชะ, ณรงค์ศักดิ์ รอบคอบ, จิระวัฒน์ ตันสกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/281533 Fri, 20 Mar 2026 00:00:00 +0700