วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet <p>วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและวิทยาลัยการสาธารณสุขภาคใต้ (SC-Net) จัดทำขึ้นภายใต้ความร่วมมือของวิทยาลัยพยาบาลและวิทยาลัยการสาธารณสุขในเขตภาคใต้ ประกอบด้วยวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สงขลา สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง ยะลา และวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดยะลาและตรัง รับบทความเกี่ยวกับการแพทย์ การพยาบาล การสาธารณสุข การศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ ออกปีละ 3 ฉบับ</p> th-TH <p>1. บทความหรือข้อคิดเห็นใด ๆ ที่ปรากฏในวารสารเครือข่าย วิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ ที่เป็นวรรณกรรมของผู้เขียน บรรณาธิการหรือเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและวิทยาลัยการสาธารณสุขภาคใต้ ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย</p> <p>2. บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้</p> jock2667@gmail.com (Asst. Prof. Dr. Kittiporn Nawsuwan ) sc.net.journal@gmail.com (Mrs. Weeraya Palipot ) Fri, 13 Mar 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การทบทวนขอบเขต: เครื่องมือวิจัยสำหรับการวัดความไวทางจริยธรรม ของผู้บริหารในองค์กรพยาบาล https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/278660 <p>การวิจัยการทบทวนอย่างเป็นระบบนี้เพื่อสรุปองค์ความรู้คุณลักษณะของบทความวิจัยและสังเคราะห์ แนวคิดเกี่ยวกับการสร้างเครื่องมือสำหรับวัดความไวทางจริยธรรมที่มีการตีพิมพ์ ใน พศ. 2553 – 2563 สืบค้นงานวิจัยจากวารสารฐานข้อมูลในระดับชาติและนานาชาติ มีการตีพิมพ์เผยแพร่งานวิจัยในประเทศไทยและงานวิจัยต่างประเทศ ได้แก่ CINAHL, ResearchGate, Google, Google Scholar, ProQuest, Thai LIS, ThaiJO, Academia, Science Direct และฐานข้อมูลอิเลคทรอนิกส์ของมหาวิทยาลัยที่ตรงตามเกณฑ์การเลือก มีการประเมิน คุณภาพบทความวิจัยโดยใช้แบบประเมินคุณภาพของเคเมท ลีและคุ๊ก และใช้สถิติแคปปา (Kappa Statistic) ทดสอบความสอดคล้องกันระหว่างผู้ประเมินรายงานและใช้สถิติเชิงพรรณนา ผลการทดสอบด้วยสถิติแคปปา พบว่าไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>k </em>= 0.54, <em>p-value</em> = .220) ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. รายงานวิจัยทั้งหมด 14 เรื่อง เกี่ยวกับการวัดความไวทางจริยธรรม ส่วนใหญ่ศึกษาในองค์กรการศึกษา (n = 7) ตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศทั้งหมด (n = 14 ) ทางด้านจิตวิทยามาก (n = 6 ) มาตรวัดนิยมใช้แบบลิเคิร์ทสเกล 5 - 7 ระดับ (n = 14) กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนมากที่สุด (n = 5) ขนาดกลุ่มตัวอย่างมากที่สุด คือ 200 - 300 คน (n = 9)</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. การเรียกเครื่องมือการวัดความไวทางจริยธรรมใช้คำว่า Moral Sensitivity Questionnaire (MSQ) หรือ Ethical Sensitivity Questionnaire คุณภาพเครื่องมือนิยมใช้การวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นด้วย Cronbach's Alpha เกณฑ์ค่าความเที่ยงของเครื่องมืออยู่ระว่าง .70 - .90 (n = 14) ใช้สถิติวิเคราะห์เครื่องมือด้วยสถิติ CFA และ EFA (n = 14) ส่วนแนวคิดการพัฒนาเครื่องมือด้านจริยธรรม ทุกบทความวิจัยใช้แนวคิดของ Rest ที่เน้นเรื่องของการตัดสินใจทางจริยธรรม (Ethical Decision) เป็นรากฐาน (n = 14)</span></p> <p>การวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า ยังไม่พบงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในประเทศไทยและศึกษาในองค์กรพยาบาลเรื่องการวัดความไวทางจริยธรรมสำหรับผู้บริหารในองค์กรพยาบาล ซึ่งผู้บริหารองค์กรพยาบาลควรมีเครื่องมือวัดความไวจริยธรรมที่มีคุณภาพมีความน่าเชื่อถือ และมีความตรงเชิงโครงสร้างในการประเมินหรือการวัดความไวทางจริยธรรม เพื่อใช้ประเมินศักยภาพการบริหารคนให้มีพฤติกรรมความไวทางจริยธรรม เพื่อลดข้อขัดแย้งปัญหาเชิงจริยธรรมและเพิ่มคุณภาพของงานในองค์กรพยาบาล</p> อัญชัญ วัฒนะพันธ์ศักดิ์, เพชรน้อย สิงห์ช่างชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/278660 Fri, 13 Mar 2026 00:00:00 +0700 ผลของการใช้โปรแกรมการให้บริการผ่านระบบเภสัชกรรมทางไกลต่อความร่วมมือ และความพึงพอใจในการใช้ยาของผู้ป่วยโรคเรื้อรัง จังหวัดสุโขทัย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/282309 <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบ 2 กลุ่ม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้โปรแกรมการให้บริการผ่านระบบเภสัชกรรมทางไกลต่อความร่วมมือในการใช้ยาของผู้ป่วยโรคเรื้อรัง จังหวัดสุโขทัย กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงและ/หรือเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีอายุ 18 – 60 ปี จำนวน 60 ราย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองที่ได้รับบริการเภสัชกรรมทางไกล 30 ราย และกลุ่มควบคุม 30 ราย ทำการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มอย่างง่ายใช้จับสลากเพื่อเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมสลับกัน ซึ่งกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการให้บริการผ่านระบบเภสัชกรรมทางไกล โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการเสริมสร้างพลังอำนาจ ร่วมกับทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม และกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามมาตรฐานปกติ ระยะเวลาการทดลอง 3 เดือน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) ระบบเภสัชกรรมทางไกลผ่านแอปพลิเคชันหมอพร้อม 2) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 3) แบบประเมินความร่วมมือในการใช้ยา (MAST) และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Paired t-test และ Independent t-test ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1.หลังการให้บริการผ่านเภสัชกรรมทางไกลกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความร่วมมือในการใช้ยาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับก่อนการทดลอง และกลุ่มควบคุม (</span><em style="font-size: 0.875rem;">p-value</em><span style="font-size: 0.875rem;"> &lt; .001)</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. หลังการให้บริการผ่านเภสัชกรรมทางไกลกลุ่มทดลองค่าเฉลี่ยคะแนนความพึงพอใจต่อบริการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับก่อนการทดลอง และกลุ่มควบคุม (</span><em style="font-size: 0.875rem;">p-value</em><span style="font-size: 0.875rem;"> &lt; .001)</span></p> <p>การบริการเภสัชกรรมทางไกลสามารถเพิ่มความร่วมมือในการใช้ยา และสร้างความพึงพอใจให้ผู้ป่วยโรคเรื้อรังได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นแนวทางที่สามารถขยายผลเพื่อสนับสนุนการจัดการโรคเรื้อรังในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านบุคลากรและระยะทาง</p> มนู เกตุเอี่ยม, ทรรศนีย์ บุญมั่น ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/282309 Sat, 14 Mar 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาและทดสอบคุณภาพแบบประเมินสมรรถนะการจัดการสุขภาวะชุมชนของบัณฑิตพยาบาล https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/283350 <p>การวิจัยแบบผสมผสานนี้ ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพนำเชิงปริมาณ ตามแนวทางการพัฒนาเครื่องมือของDeVellis มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและทดสอบคุณสมบัติเชิงจิตวิทยาของแบบประเมินสมรรถนะการจัดการสุขภาวะชุมชนของบัณฑิตพยาบาล ประกอบด้วย 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การพัฒนาแบบประเมิน โดยการทบทวนวรรณกรรม การวิเคราะห์แนวคิดตามกรอบ Walker และ Avant การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 ท่าน และการสร้างแบบประเมินเชิงพฤติกรรมตามองค์ประกอบที่ได้จากการสังเคราะห์ และระยะที่ 2 การทดสอบคุณสมบัติของแบบประเมิน โดยการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา ความเข้าใจข้อคำถาม การประเมินคุณภาพเบื้องต้น โดยผ่านการตรวจสอบ ความเชื่อมั่นภายใน ด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค จากนั้นจึงทำการทดสอบภาคสนามโดยตรวจสอบความเชื่อมั่นภายใน การวิเคราะห์ข้อคำถาม และการตรวจสอบโครงสร้างองค์ประกอบด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ ในนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 4 จำนวน 577 คน ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> แบบประเมินที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 9 องค์ประกอบ จำนวน 59 ข้อ ได้แก่ (1) การวิเคราะห์และออกแบบการจัดการสุขภาวะชุมชน (2) การจัดการและการสื่อสารเชิงวัฒนธรรมและความเชื่อชุมชน (3) การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสุขภาวะชุมชน (4) การติดตามประเมินผลและขับเคลื่อนพัฒนาชุมชน (5) การวิจัยเชิงปฏิบัติการและการประสานงานเครือข่าย (6) การวางแผนกิจกรรมและการมีส่วนร่วมของชุมชน (7<strong>) </strong>การดำเนินงานเชิงปฏิบัติในพื้นที่ (8) ภาวะผู้นำและการจัดการทรัพยากร และ (9) การใช้หลักฐานเชิงประจักษ์และองค์ความรู้ทางวิชาการ องค์ประกอบทั้ง 9 สามารถอธิบายความแปรปรวนรวมได้ร้อยละ 50.04 และแบบประเมินมีค่าความเชื่อมั่นภายในสูง (Cronbach<strong>’</strong>s Alpha เท่ากับ .972)</p> <p>ผลการศึกษานี้ชี้ว่า แบบประเมินที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพเหมาะสม สามารถใช้เป็นเครื่องมือมาตรฐานเพื่อประเมินสมรรถนะการจัดการสุขภาวะชุมชนของบัณฑิตพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนพัฒนาหลักสูตรและการผลิตกำลังคนพยาบาลให้สอดคล้องกับบริบทระบบสุขภาพปฐมภูมิของประเทศ</p> ณัชชา สังขภิญโญ, ศิริวรรณ ชูกำเนิด, ยุพาวรรณ ทองตะนุนาม, ศุกร์ใจ เจริญสุข, ณัฐนันท์ วรสุข, ธิดา มุลาลินท์, ชลดา กิ่งมาลา, ปฐพร แสงเขียวุ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/283350 Sun, 15 Mar 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการป้องกันพฤติกรรมก้าวร้าวต่อการควบคุมตนเองและพฤติกรรมก้าวร้าวของผู้ป่วยจิตเภท https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/283016 <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่ม วัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการป้องกันพฤติกรรมก้าวร้าวต่อการควบคุมตนเองและพฤติกรรมก้าวร้าวของผู้ป่วยจิตเภท กลุ่มตัวอย่าง เป็นผู้ป่วยจิตเภทอายุ 20 - 59 ปี ที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยจิตเวช โรงพยาบาลยะลา จำนวน 50 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินการควบคุมตนเอง มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ .85 และแบบประเมินพฤติกรรมก้าวร้าว มีค่าสัมประสิทธิ์แคปปาของโคเฮน เท่ากับ 1.00 2) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ โปรแกรมการป้องกันพฤติกรรมก้าวร้าว ซึ่งผู้วิจัยพัฒนาขึ้นจากแนวคิดการควบคุมตนเองของโรเซนบัม ร่วมกับการทบทวนวรรณกรรม ดำเนินกิจกรรมจำนวน 7 ครั้ง ครั้งละ 60 นาที ต่อเนื่อง 2 สัปดาห์ ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน ได้ค่าดัชนีความเที่ยงตรงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติ Paired t-test และสถิติ Independent t-test ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนการควบคุมตนเองสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรม</span><span style="font-size: 0.875rem;">และค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมก้าวร้าวต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนการควบคุมตนเองสูงกว่ากลุ่มควบคุม และมีค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมก้าวร้าวต่ำกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</span></p> <p>ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า โปรแกรมการป้องกันพฤติกรรมก้าวร้าว สามารถทำให้ผู้ป่วยจิตเภทมีการควบคุมตนเองที่ดีขึ้นและลดการเกิดพฤติกรรมก้าวร้าวได้ จึงควรมีการนำโปรแกรมนี้ไปใช้เพื่อเป็นแนวทางในการพยาบาลผู้ป่วยจิตเภทต่อไป</p> บูคอรี มะมิง, วินีกาญจน์ คงสุวรรณ, วีณา คันฉ้อง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/283016 Tue, 17 Mar 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนา SS-BAR Model เพื่อส่งเสริมการตัดสินใจทางคลินิกสำหรับนักศึกษาพยาบาล https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/281533 <p>การวิจัยและพัฒนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพและความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการตัดสินใจทางคลินิก (2) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการตัดสินใจทางคลินิก และ (3) ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบฯ ที่พัฒนาขึ้น มีการดำเนินการ 3 ระยะ คือ (1) ศึกษาสภาพและความต้องการจำเป็น โดยใช้แบบสำรวจสภาพและความต้องการ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่น .95 และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ PNI <sub>Modified</sub> (2) การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ฯ โดยการสังเคราะห์ผลระยะที่ 1 ร่วมกับการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง พร้อมพัฒนาแบบสังเกตการตัดสินใจทางคลินิก โดยผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน จากนั้นนำไปศึกษาความเป็นไปได้ และปรับปรุงเพื่อนำไปใช้ในระยะที่ 3 (3) ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบฯ โดยการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบซ้ำ 3 ครั้ง และใช้แบบสังเกตการตัดสินใจทางคลินิกที่มีค่าความเที่ยง .91 วิเคราะห์ข้อมูลด้วย Paired t-test และ Repeated measures ANOVA ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. สภาพการตัดสินใจทางคลินิกในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 3.437, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 0.60) ความต้องการอยู่ในระดับมาก (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 4.17, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 0.47) โดยการใช้ความรู้และประสบการณ์ในการตั้งข้อสังเกต หรือวิเคราะห์ข้อมูลมีความต้องการสูงสุด (PNI </span><sub>modified</sub><span style="font-size: 0.875rem;"> = 0.32)</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ฯ (SS-BAR Model) มีหลักการการสร้างการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์เป็นตัวสร้างประสบการณ์ ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นการเตรียมการ ขั้นการทำความเข้าใจ ขั้นการระดมสมอง ขั้นการปฏิบัติการ และขั้นการสรุปการเรียนรู้</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">3. การใช้ SS-BAR Model พบว่า การตัดสินใจทางคลินิกหลังการจัดการเรียนรู้ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 46.23, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 2.93) สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 21.98, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 4.89) อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 และพบว่าทำให้เกิด</span><span style="font-size: 0.875rem;">ความคงทนของการตัดสินใจทางคลินิกหลังทิ้งระยะเวลา 2 (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 46.05, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 2.94) (</span><em style="font-size: 0.875rem;">MD</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 0.18, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SE</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 0.09) และ 4 สัปดาห์ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 46.07, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 2.95) (</span><em style="font-size: 0.875rem;">MD</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 0.85,</span><em style="font-size: 0.875rem;"> SE</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 0.07)</span></p> <p>จึงถือว่า SS-BAR Model มีผลในการส่งเสริมการตัดสินใจทางคลินิก ทั้งในด้านผลสัมฤทธิ์ และความคงทน จึงกล่าวได้ว่า การสร้างการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาองค์ความรู้อย่างยั่งยืน</p> พิมพ์ณัฐชา สุไลมาน, ธีรยุทธ รัชชะ, ณรงค์ศักดิ์ รอบคอบ, จิระวัฒน์ ตันสกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/281533 Fri, 20 Mar 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุโรคเบาหวานด้วยการแพทย์ทางไกล สำหรับหน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/282813 <p>การวิจัยและพัฒนาแบบผสานวิธี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการณ์ พัฒนา และทดสอบผลของรูปแบบการดูแลผู้สูงอายุโรคเบาหวานด้วยการแพทย์ทางไกลสำหรับหน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ 3 ระยะ คือ 1) ศึกษาสภาพการณ์การดูแลผู้สูงอายุโรคเบาหวาน ด้วยการเก็บข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ 2) พัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุโรคเบาหวานด้วยการแพทย์ทางไกลสำหรับหน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาของรูปแบบฯ จากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ได้คะแนนความเหมาะสมอยู่ระดับมาก และ 3) ทดสอบรูปแบบฯ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้สูงอายุโรคเบาหวาน 30 คน โดยใช้แบบบันทึกระดับน้ำตาลในเลือด แบบวัดคุณภาพชีวิตและแบบประเมินความพึงพอใจของรูปแบบฯ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ และทดสอบค่าทีแบบสัมพันธ์ ผลการวิจัย พบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. สภาพการณ์การดูแลผู้สูงอายุโรคเบาหวาน พบว่า การแพทย์ทางไกลมีความสำคัญ โดยเฉพาะผู้ป่วย</span><span style="font-size: 0.875rem;">ในพื้นที่ห่างไกลหรือขาดแคลนแพทย์ ทำให้เข้าถึงการรักษาได้ง่าย ลดภาระการเงินและลดระยะเวลาการเดินทาง ควรออกแบบการแพทย์ทางไกลให้เอื้อต่อการดูแล คำนึงถึงข้อจำกัดของผู้สูงอายุและการจัดการโรคเบาหวาน</span><span style="font-size: 0.875rem;">ในระยะยาว ผลการสำรวจด้วยแบบสอบถามพบว่า บุคลากรทางสุขภาพส่วนใหญ่ต้องการให้มีการดูแลผู้สูงอายุโรคเบาหวานด้วยการแพทย์ทางไกลระดับสูง</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. รูปแบบการดูแลผู้สูงอายุโรคเบาหวานด้วยการแพทย์ทางไกลสำหรับหน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ ประกอบด้วย 1) การประเมินความพร้อมด้านผู้รับบริการ ด้านความต้องการ ด้านความคุ้มค่า และด้านเทคโนโลยี 2) การบูรณาการทีมสหวิชาชีพ 3) การพัฒนาระบบการสื่อสาร และ 4) ระบบการรับ-ส่งยาผู้รับบริการ</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">3</span><strong style="font-size: 0.875rem;">. </strong><span style="font-size: 0.875rem;">ผู้สูงอายุโรคเบาหวานที่ใช้รูปแบบการแพทย์ทางไกลสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ มีคุณภาพชีวิตอยู่ระดับดี และมีความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบการแพทย์ทางไกลระดับมาก</span></p> <p>ข้อเสนอแนะ การแพทย์ทางไกลควรถูกสนับสนุนและบูรณาการในระบบบริการปฐมภูมิเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลผู้สูงอายุโรคเบาหวาน ลดภาระเวลาและค่าใช้จ่ายของผู้ดูแล โดยคำนึงถึงความพร้อมของแต่ละพื้นที่เป็นสำคัญ นอกจากนี้ หน่วยบริการควรประยุกต์ใช้การแพทย์ทางไกลครอบคลุมทุกมิติการส่งเสริม ป้องกัน รักษา และฟื้นฟู รวมถึงเชื่อมต่อบริการจากสถานพยาบาลถึงบ้านผู้สูงอายุ พร้อมทั้งขยายผลสู่โรคเรื้อรังอื่น เช่น ความดันโลหิตสูงและโรคไตเรื้อรัง เพื่อเสริมประสิทธิภาพการดูแลและลดภาระพึ่งพิงอย่างยั่งยืน</p> รุ่งนภา จันทรา, ศุภลักษณ์ ธนาโรจน์, จีราพร ทองดี, ฉันทนา นาคฉัตรีย์, อติญาณ์ ศรเกษตริน, กฤดา เอื้อกฤดาธิการ, เบญจพร รัชตารมย์, ปิยรัตน์ ชูมี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/282813 Sat, 04 Apr 2026 00:00:00 +0700 ผลการสอนออนไลน์แบบแพลตฟอร์ม ThaiMOOC รายวิชากฎหมายและจริยธรรมสำหรับพยาบาลต่อความรู้ พฤติกรรมการเรียนและความพึงพอใจของนักศึกษาพยาบาล https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/280820 <p>การวิจัยกึ่งทดลองโดยใช้แบบแผนการวิจัยกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคะแนนความรู้ก่อนและหลังการเรียนรายวิชากฎหมายและจริยธรรมสำหรับพยาบาลออนไลน์แบบแพลตฟอร์ม ThaiMOOC และศึกษาพฤติกรรมการเรียนและความพึงพอใจของนักศึกษาพยาบาล กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 3 ที่สำเร็จการเรียนวิชากฎหมายและจริยศาสตร์ จำนวน 194 คน เลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย 1) การสอนออนไลน์แบบแพลตฟอร์ม ThaiMOOC รายวิชากฎหมายและจริยธรรมสำหรับพยาบาล 2) แบบทดสอบความรู้รายวิชากฎหมายและจริยธรรมสำหรับพยาบาล 3) แบบสอบถามพฤติกรรมการเรียนออนไลน์ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ ตรวจสอบความตรงของเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องรายข้ออยู่ระหว่าง .67 - 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่น (Cronbach's Alpha) ของแบบสอบถามพฤติกรรมและความพึงพอใจเท่ากับ .86 และ .84 ตามลำดับ แบบทดสอบความรู้ค่าความเชื่อมั่น (Kuder-Richardson Formula 20) ได้เท่ากับ .85 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ Wilcoxon Signed-Rank Test ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. คะแนนเฉลี่ยความรู้หลังการเรียนรายวิชากฎหมายและจริยธรรมสำหรับพยาบาลออนไลน์แบบแพลตฟอร์ม ThaiMOOC สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (</span><em style="font-size: 0.875rem;">z = -8.926, p-value </em><span style="font-size: 0.875rem;">&lt; .001)</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. นักศึกษาพยาบาลมีพฤติกรรมในการเรียนออนไลน์ในระดับมาก (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 4.01, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 0.92)</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">3. ความพึงพอใจของนักศึกษาพยาบาลในการเรียนออนไลน์แบบแพลตฟอร์ม ThaiMOOC มีความพึงพอใจมากที่สุด (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 4.50, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 0.63)</span></p> <p>การจัดการเรียนรู้รายวิชากฎหมายและจริยธรรมสำหรับพยาบาลออนไลน์แบบแพลตฟอร์ม ThaiMOOC มีประสิทธิภาพในการเพิ่มพูนความรู้ของผู้เรียน โดยผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง เข้าถึงได้ทุกเวลา และสามารถทบทวนได้ตามความต้องการ</p> พัชรินทร์ สังวาล , วราภรณ์ ยศทวี , สินีนุช ศิริวงศ์ , วิชยาพร ทองเพชร , กฤติยา ปองอนุสรณ์ , อุษมา สิงหเสม , แสงทิพย์ ลีลากานต์ , กันตพร ยอดใชย , บุษกร ยอดทราย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/280820 Thu, 23 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการขับเคลื่อนอำเภอปลอดโรคพิษสุนัขบ้าแบบการมีส่วนร่วมของเครือข่าย ในพื้นที่ท่องเที่ยวฝั่งอันดามัน เขตสุขภาพที่ 11 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/285772 <p>การวิจัยและพัฒนานี้ เพื่อศึกษาสภาพการณ์ ปัญหา ความต้องการ พัฒนารูปแบบการขับเคลื่อนอำเภอปลอดโรคพิษสุนัขบ้าแบบการมีส่วนร่วมของเครือข่ายในพื้นที่ท่องเที่ยวฝั่งอันดามันเขตสุขภาพที่ 11 ดำเนินการวิจัย 3 ขั้นตอน 1) ศึกษาสภาพการณ์ ปัญหาและความต้องการจำเป็นในการขับเคลื่อนอำเภอปลอดโรคพิษสุนัขบ้า ด้วยการวิเคราะห์เอกสาร เก็บข้อมูลจากผู้ที่ดำเนินงานอำเภอปลอดโรคพิษสุนัขบ้าโดยใช้แบบสอบถาม 354 คน และสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องใน 5 อำเภอ ๆ ละ 15 คน 2) พัฒนารูปแบบโดยยกร่างรูปแบบผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ 3 คน 3) ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบใช้วิธีการวิจัยกึ่งทดลองแบบหนึ่งกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่ดำเนินงานอำเภอปลอดโรคพิษสุนัขบ้า 135 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติ Wilcoxon Signed Ranks Test ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. ปีงบประมาณ พ.ศ.2565 - 2567 จำนวนการฉีดวัคซีน ทำหมันสุนัขและแมวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จำนวนสัตว์ที่ส่งตรวจหาเชื้อพิษสุนัขบ้าลดลง ความต้องการจำเป็นในการขับเคลื่อนอำเภอปลอดโรคพิษสุนัขบ้า คือ ใช้เทคโนโลยี (เช่น GPS) ติดตามการระบาด ปัญหาในการดำเนินงาน ได้แก่ จำนวนสุนัขและแมวจรจัดมากขึ้น</span><span style="font-size: 0.875rem;">และขาดศูนย์พักพิงสัตว์จรจัดที่เหมาะสม ต้องการให้หน่วยงานภาครัฐมีศูนย์พักพิงสัตว์จรจัดที่มั่นคง ปรับปรุง </span><span style="font-size: 0.875rem;">กฎระเบียบ</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. รูปแบบที่พัฒนาขึ้น คือ KRABI model ได้แก่ K: สร้างระบบเฝ้าระวัง R: จัดพื้นที่รับฝากสัตว์เลี้ยงชั่วคราว A: สื่อสารและประชาสัมพันธ์เชิงรุก B: พัฒนาศักยภาพเครือข่าย และ I: จัดกิจกรรมบูรณาการ</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">3. หลังการใช้รูปแบบ เครือข่ายฯ มีคะแนนความรู้ พฤติกรรมการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า การมีส่วนร่วม และความพึงพอใจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ .001 ไม่พบการเกิดโรค จำนวนผู้สัมผัสโรค และผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้า และมีการส่งตัวอย่างสัตว์ตรวจหาเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าจำนวน 10 ตัวอย่าง</span></p> <p>ดังนั้นควรนำรูปแบบไปขับเคลื่อนโดยบูรณาการเครือข่ายชุมชนมีการจัดตั้งศูนย์พักพิงสัตว์จรจัดชั่วคราว จัดโครงการทำหมัน ฉีดวัคซีน นำเทคโนโลยีมาใช้ติดตามการระบาด เน้นการสื่อสารเชิงรุกเพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของชุมชนและความยั่งยืนของโครงการ</p> กรรณิกา สุวรรณา, แพรพลอย ฤกษ์เมือง, พิมลนาฏ นวนแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/285772 Sat, 25 Apr 2026 00:00:00 +0700 การสังเคราะห์ต้นแบบเครื่องมือในการคาดการณ์ผลกระทบต่อสถานะสุขภาพและการจัดบริการสุขภาพที่อาจเป็นผลเชื่อมโยงมาจากการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/286018 <p>การวิจัยแบบผสมวิธีนี้เพื่อสังเคราะห์ต้นแบบเครื่องมือและเพื่อศึกษาความสามารถของเครื่องมือในการคาดการณ์ผลกระทบต่อสถานะสุขภาพและการจัดบริการสุขภาพอาจเป็นผลเชื่อมโยงมาจากการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) มี 2 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 เพื่อสังเคราะห์ต้นแบบเครื่องมือในการคาดการณ์ผลกระทบต่อสถานะสุขภาพและการจัดบริการ โดยวิเคราะห์ข้อมูลทุติยภูมิจากฐานข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ปีงบประมาณ 2561 - 2565 เป็นข้อมูลพื้นฐาน และข้อมูลปีงงบประมาณ 2566 - 2567 เป็นผลการดำเนินการภายหลังการถ่ายโอน หน่วยการวิเคราะห์เป็นระดับคู่สัญญาบริการสาธารณสุขระดับปฐมภูมิ และจังหวัด ครอบคลุมตัวชี้วัดในการเข้าถึงบริการปฐมภูมิ การดูแลรักษาตามแนวทางเวชปฏิบัติ การดูแลอย่างต่อเนื่องหรือการได้รับการดูแลรักษาทันเวลา ผลลัพธ์ทางสุขภาพ และต้นทุนของการรักษา ขั้นตอนที่ 2 ศึกษาความสามารถของเครื่องมือในการคาดการณ์ผลกระทบ ใช้วิธีเชิงคุณภาพ เลือกพื้นที่แบบเฉพาะเจาะจง 13 จังหวัด 15 พื้นที่ โดยการสนทนากลุ่มในระดับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) องค์การบริหารส่วนจังหัวด (อบจ.) ระดับ CUP และ รพ.สต. 120 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า </p> <p>สังเคราะห์ต้นแบบเครื่องมือคาดการณ์ผลกระทบต่อสถานะสุขภาพและการจัดบริการสุขภาพได้ 6 รูปแบบ ได้แก่ (1) การเปรียบเทียบระดับและแนวโน้มของผลการดำเนินงานตามสถานะการถ่ายโอน (2) การ วิเคราะห์ความสมดุลระหว่างทรัพยากรกับผลลัพธ์บริการ (3) การวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของผลการดำเนินงานเมื่อเทียบกับปีฐาน (4) ดัชนีสัญญาณเตือนรายตัวชี้วัด (5) ดัชนีสัญญาณเตือนสองตัวชี้วัด และ (6) การประเมินผลกระทบรวมหลายมิติของระบบบริการสุขภาพ เครื่องมือในการคาดการณ์ทั้ง 6 รูปแบบ มีศักยภาพในการใช้เป็นระบบเฝ้าระวังเชิงรุก สะท้อนความเสี่ยงเชิงระบบ และจัดลำดับความสำคัญของปัญหาในระดับพื้นที่ทั้งในระดับอำเภอ จังหวัดและระดับ ประเทศ สนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายด้านบริการสุขภาพปฐมภูมิภายหลังการถ่ายโอน</p> <p>เครื่องมือสามารถสนับสนุนการบริหารจัดการระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิในช่วงเปลี่ยนผ่าน ช่วยกำหนดมาตรการที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ โดยควรมุ่งเน้นการใช้ข้อมูลเพื่อการพัฒนาและการสนับสนุนเชิงระบบ มากกว่าการประเมินผลการดำเนินงานของหน่วยบริการ</p> ดาวรุ่ง คำวงศ์, นภชา สิงห์วีรธรรม, จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์, มโน มณีฉาย, พัลลภ เซียวชัยสกุล, นิตย์ธิดา ภัทรธีรกุล, สุพัสตรา เสนสาย, ทักษิณา วัชรีบูรพ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/286018 Wed, 06 May 2026 00:00:00 +0700 สมรรถนะของผู้ช่วยพยาบาลภายใต้การกำกับดูแลของพยาบาลวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชและผู้ป่วยที่มีปัญหาการใช้สารเสพติดในบริบทพหุวัฒนธรรม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/285201 <p>การวิจัยเชิงคุณภาพนี้เพื่อศึกษาสมรรถนะผู้ช่วยพยาบาลภายใต้การดูแลของพยาบาลวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชและผู้ป่วยยาเสพติดในบริบทพหุวัฒนธรรมของจังหวัดชายแดนใต้ ผู้ให้ข้อมูลจำนวน 30 คน ได้แก่ พยาบาลวิชาชีพ จำนวน 10 คน ผู้ช่วยพยาบาล จำนวน 10 คน และอาจารย์สาขาสุขภาพจิตและจิตเวช จำนวน 10 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ เครื่องมือที่ใช้คือแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาแบบแก่นสาระ ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>สมรรถนะผู้ช่วยพยาบาลจำแนกเป็น 7 ด้าน ได้แก่ 1) ดูแลผู้ป่วยที่ต้องพึ่งพิงด้านสุขอนามัยและสิ่งแวดล้อม มีทักษะการสังเกต ตรวจประเมินร่างกายพื้นฐาน ช่วยเหลือด้านสุขอนามัย และตรวจค้นสิ่งผิดปกติในสภาพแวดล้อมเพื่อความปลอดภัย 2) ปฏิบัติการพยาบาลที่ไม่ซับซ้อนตามกิจวัตรประจำวัน ครอบคลุมการประเมินปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน ADL ดูแลสุขวิทยาส่วนบุคคล จัดการอาหารและยา ป้องกันอุบัติเหตุ และสนับสนุนวัฒนธรรม–ศาสนาตามพหุวัฒนธรรม 3) ป้องกันภาวะแทรกซ้อนและสังเกตอาการ ผลกระทบจากอาการที่ไม่พึงประสงค์ของสารเสพติด อาการถอนพิษยา เฝ้าระวังสัญญาณเตือนความก้าวร้าว การวัดสัญญาณชีพ และช่วยเหลือฉุกเฉินเบื้องต้น 4) บันทึกอาการและข้อมูลสำคัญอย่างเป็นระบบ รวมถึงสังเกตอาการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมเสี่ยง กำกับ การรับประทานยา และการจัดทำบันทึกร่วมกับพยาบาลเพื่อรายงานแพทย์ 5) ช่วยแพทย์และพยาบาลในการตรวจและรักษา ได้แก่ เตรียมร่างกาย เก็บสิ่งส่งตรวจ เป็นสื่อกลางทางภาษา ประเมินความพร้อมทางจิตใจ และจำกัดพฤติกรรมอย่างปลอดภัย การสื่อสารกับญาติและจัดการภาวะฉุกเฉิน ครอบคลุมการประสานงานกับครอบครัว สนับสนุนกิจกรรมครอบครัวบำบัด 6) เตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉิน จัดการสิ่งแวดล้อม และช่วยควบคุมอารมณ์ผู้ป่วย 7) ฟื้นฟูสภาพตามแผนการรักษา ผู้นำกิจกรรมกลุ่ม ฟื้นฟูด้านกาย จิตใจ ทักษะชีวิต อาชีวบำบัด รวมถึงกระตุ้นการคิดวิเคราะห์ และพัฒนาสมรรถนะเพิ่มเติมผ่านการอบรมต่อยอด</p> <p>หน่วยงานทางการพยาบาลสามารถนำผลการวิจัยไปใช้ในการวางแผนพัฒนาบุคลากร การจัดอบรมพัฒนาสมรรถนะของผู้ช่วยพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชและผู้ป่วยที่มีปัญหาการใช้สารเสพติดในบริบทพหุวัฒนธรรม</p> ณัฐติกา ชูรัตน์, ยมนา ดอแว, ศิริพันธุ์ ศิริพันธุ์, อุไร ยอดแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/285201 Thu, 07 May 2026 00:00:00 +0700 ผลของการให้มารดาโอบกอดลูกแบบเนื้อแนบเนื้อภายหลังคลอดทันที ต่อประสิทธิภาพการดูดนมแม่และระยะเวลาการเริ่มไหลของน้ำนม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/285186 <p>การวิจัยเชิงเปรียบเทียบชนิดย้อนหลังและไปข้างหน้าแบบไม่ควบคุมก่อนและหลังการให้มารดาโอบกอดลูกแบบเนื้อแนบเนื้อภายหลังคลอดทันที มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการให้มารดาโอบกอดลูกแบบเนื้อแนบเนื้อภายหลังคลอดทันที ต่อประสิทธิภาพการดูดนมแม่ และระยะเวลาการเริ่มไหลของน้ำนม กลุ่มตัวอย่างเป็นมารดาหลังคลอดปกติ และทารกแรกเกิดครบกำหนดที่มาคลอดในห้องคลอด โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ จำนวน 64 คู่ กลุ่มที่ทำการศึกษาแบบย้อนหลัง จำนวน 32 คู่ ได้รับการพยาบาลแบบเดิม กลุ่มที่ศึกษาแบบไปข้างหน้า จำนวน 32 คู่ ได้รับแนวทางปฏิบัติการให้มารดาโอบกอดลูกแบบเนื้อแนบเนื้อภายหลังคลอดทันที เก็บรวบรวมข้อมูลโดยแบบประเมินการไหลของน้ำนม มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ .80 ค่าความเที่ยงระหว่างผู้ประเมิน เท่ากับ .81แบบประเมินประสิทธิภาพการเข้าเต้าและการดูดนมแม่ (LATCH Score) ค่าความเที่ยงระหว่างผู้ประเมิน เท่ากับ .80 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา สถิติทีอิสระ สถิติทดสอบแมนวิทนีย์ยู ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. คะแนนการเข้าเต้าและการดูดนมแม่ กลุ่มที่ได้รับแนวทางการให้มารดาโอบกอดลูกแบบเนื้อแนบเนื้อภายหลังคลอดทันที (</span><em style="font-size: 0.875rem;">Median</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 9, </span><em style="font-size: 0.875rem;">IQR</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 1) สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลแบบเดิม (</span><em style="font-size: 0.875rem;">Median</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 8, </span><em style="font-size: 0.875rem;">IQR</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 2) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขนาดอิทธิพลระดับปานกลาง (</span><em style="font-size: 0.875rem;">r = 0.44</em><span style="font-size: 0.875rem;">)</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. ค่าเฉลี่ยระยะเวลาการเริ่มไหลของน้ำนมกลุ่มที่ได้รับแนวทางการให้มารดาโอบกอดลูกแบบเนื้อแนบเนื้อภายหลังคลอดทันที (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 25.53, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 10.23) สั้นกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลแบบเดิม </span><em style="font-size: 0.875rem;">(M</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 33.97, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 16.03) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขนาดอิทธิพลระดับปานกลาง (Cohen’s d = 0.627, 95% CI = 0.122-1.127) </span></p> <p>พยาบาลผดุงครรภ์ห้องคลอด ควรนำแนวทางการให้มารดาโอบกอดลูกแบบเนื้อแนบเนื้อภายหลังคลอดทันทีไปใช้กับมารดาหลังคลอดปกติทุกราย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูดนมแม่และทำให้ระยะเวลาการเริ่มไหลของน้ำนมเร็วขึ้น ช่วยส่งเสริมการเลี้ยงลูกให้นมแม่ประสบความสำเร็จ</p> นุชนาถ กระจ่าง, ปาริชาติ ทาโน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/285186 Thu, 07 May 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการบริการตรวจคัดกรองโรคหนอนพยาธิทางห้องปฏิบัติการแก่นักเรียน ในโครงการพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และโรงเรียนผู้ว่าราชการจังหวัด ในบริบทโรงพยาบาลชุมชนชายแดนใต้ : กรณีศึกษาโรงพยาบาลโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/284693 <p>การวิจัยและพัฒนานี้ เพื่อศึกษาสภาพการณ์ ปัญหา ความต้องการ พัฒนารูปแบบและศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการบริการตรวจคัดกรองโรคหนอนพยาธิทางห้องปฏิบัติการแก่นักเรียนในโครงการพระราชดำริดำเนินการเป็น 3 ระยะ คือ 1) ศึกษาสถานการณ์โดยวิเคราะห์ข้อมูลทุติยภูมิจากรายงานผลการตรวจคัดกรองโรคหนอนพยาธิ ปี พ.ศ. 2561 – 2565 และการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา 2) พัฒนารูปแบบการบริการตรวจคัดกรองโรคหนอนพยาธิทางห้องปฏิบัติการ 3) ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบด้วยการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดหลังการทดลอง ใช้แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีค่าความเชื่อมั่น .96 กับกลุ่มเครือข่าย 45 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และ One-sample Wilcoxon Signed Ranks Test ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. ปัญหาการดำเนินงาน ได้แก่ การตรวจคัดกรองครอบคลุมเฉพาะโรงเรียนโครงการพระราชดำริฯ </span><span style="font-size: 0.875rem;">เพียงแห่งเดียว การจัดเก็บและขนส่งตัวอย่างขาดมาตรฐาน เทคนิคการตรวจวิเคราะห์ด้วยวิธี Direct Smear </span><span style="font-size: 0.875rem;">มีข้อจำกัดในการตรวจพบไข่พยาธิ ระบบการบริหารจัดการตัวอย่างอุจจาระสำหรับการตรวจวิเคราะห์ และขาดการบูรณาการเครือข่ายจากทุกภาคส่วน</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. รูปแบบการบริการตรวจคัดกรองโรคหนอนพยาธิทางห้องปฏิบัติการ (5K Model) ประกอบด้วย </span><span style="font-size: 0.875rem;">5 องค์ประกอบ ได้แก่ Knowledge Management (การจัดการความรู้) Kato-Katz Implementation (การตรวจวิเคราะห์ตามวิธีมาตรฐาน) Keeping Sample Standard (การรักษามาตรฐานตัวอย่าง) Key Mobile Lab (ห้องปฏิบัติการเคลื่อนที่) และ Keep Together Network (เครือข่ายความร่วมมือบูรณาการ)</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">3. </span><span style="font-size: 0.875rem;">หลังใช้รูปแบบอัตราความครอบคลุมการเก็บตัวอย่างเพิ่มจากร้อยละ 22.20 เป็นร้อยละ 92.60 ตัวอย่างเสียหายลดจากร้อยละ 12.30 เหลือร้อยละ 0.40 และอัตราความชุกโรคหนอนพยาธิลดจากร้อยละ 21.10 เหลือ</span><span style="font-size: 0.875rem;">ร้อยละ 2.40 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (</span><em style="font-size: 0.875rem;">Z</em><strong style="font-size: 0.875rem;"> = </strong><span style="font-size: 0.875rem;">11.453) ความพึงพอใจของเครือข่ายอยู่ในระดับมาก </span><span style="font-size: 0.875rem;">(</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 4.23, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 0.73) สูงกว่าเกณฑ์ระดับดีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</span></p> <p>สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับโรงพยาบาลชุมชนอื่นที่มีบริบทใกล้เคียงเพื่อพัฒนาสุขภาพและคุณภาพชีวิตของเด็กนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล </p> นพดล สีสุข, ลำพู อมตวิยานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/284693 Fri, 08 May 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารถเข็นเครื่องเอกซเรย์เคลื่อนที่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า โรงพยาบาลมะเร็งสุราษฎร์ธานี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/283403 <p>การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมนี้มีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อพัฒนาและประเมินผลการใช้รถเข็นเครื่อง เอกซเรย์เคลื่อนที่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพเหมาะสมต่อการใช้งาน ประเมินประสิทธิภาพการทำงาน และความพึงพอใจของผู้ใช้งาน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักรังสีการแพทย์ จำนวน 12 คน โดยการคัดเลือกแบบเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด ดำเนินการวิจัยเป็น 2 ขั้นตอน ประกอบด้วย ขั้นตอนที่ 1 สร้างรถเข็นเครื่องเอกซเรย์เคลื่อนที่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า มี 3 ระยะ ดังนี้ การศึกษาและวิเคราะห์ การออกแบบและเขียนแบบ การทดสอบเบื้องต้นและปรับปรุง ขั้นตอนที่ 2 ประเมินประสิทธิภาพและความพึงพอใจการใช้งาน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) รถเข็นเครื่องเอกซเรย์ 2) แบบประเมินประสิทธิภาพและความพึงพอใจ ผลการประเมินของผู้ทรงคุณวุฒิได้ค่าความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ .86 เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนธันวาคม พ.ศ. 2567 ถึงมีนาคม พ.ศ. 2568 วิเคราะห์ข้อมูลโดยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที่อิสระ และกำหนดระดับความมีนัยสำคัญที่ .05 ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. รถเข็นต้นแบบที่ได้ มีขนาด 70×80×11 เซนติเมตร น้ำหนัก 20.70 กิโลกรัม รับน้ำหนักได้สูงสุด </span><span style="font-size: 0.875rem;">250 กิโลกรัม โครงสร้างทำจากเหล็กกัลวาไนส์ชุบกันสนิม ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรงแบบไร้แปรงถ่านขนาด </span><span style="font-size: 0.875rem;">350 วัตต์ 36 โวลต์ จำนวน 2 ชุด ใช้แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน 36 โวลต์ 8 แอมแปร์ชั่วโมง ชาร์จเต็มภายใน 2 ชั่วโมง </span><span style="font-size: 0.875rem;">ใช้งานต่อเนื่องได้ 7 ชั่วโมง หรือระยะทาง 15 กิโลเมตร ควบคุมความเร็วด้วยคันเร่งมือในช่วง 1–5 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และสามารถขึ้นทางลาดชันได้สูงสุด 10 องศา</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. ประเมินประสิทธิภาพหลังการพัฒนา (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M =</em><span style="font-size: 0.875rem;"> 3.91, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD = </em><span style="font-size: 0.875rem;">0.61) สูงกว่าก่อนการพัฒนา (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M = </em><span style="font-size: 0.875rem;">2.51</span><em style="font-size: 0.875rem;">,</em> <em style="font-size: 0.875rem;">SD= 0.44</em><span style="font-size: 0.875rem;">) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ </span><em style="font-size: 0.875rem;">(t</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = -5.57, </span><em style="font-size: 0.875rem;">p</em><span style="font-size: 0.875rem;">-</span><em style="font-size: 0.875rem;">value</em><span style="font-size: 0.875rem;"> &lt; .001</span><em style="font-size: 0.875rem;">) </em><span style="font-size: 0.875rem;">โดยด้านที่ได้คะแนนสูงสุดคือความสะดวกในการเคลื่อนย้ายและการใช้งาน (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 4.25, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 0.75) คะแนนความพึงพอใจหลังการพัฒนา (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M = </em><span style="font-size: 0.875rem;">4.18</span><em style="font-size: 0.875rem;">, SD = </em><span style="font-size: 0.875rem;">0.34) สูงกว่าก่อนการพัฒนา (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M =</em><span style="font-size: 0.875rem;"> 2.00</span><em style="font-size: 0.875rem;">, </em><em style="font-size: 0.875rem;">SD = </em><span style="font-size: 0.875rem;">0.23) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ </span><em style="font-size: 0.875rem;">(</em><em style="font-size: 0.875rem;">t = </em><span style="font-size: 0.875rem;">-14.57</span><em style="font-size: 0.875rem;">, </em><em style="font-size: 0.875rem;">p</em><span style="font-size: 0.875rem;">-</span><em style="font-size: 0.875rem;">value</em><span style="font-size: 0.875rem;"> &lt; .001</span><em style="font-size: 0.875rem;">)</em><span style="font-size: 0.875rem;"> ด้านที่มีความพึงพอใจสูงสุดคือความเร็วในการเคลื่อนที่ </span><em style="font-size: 0.875rem;">(</em><em style="font-size: 0.875rem;">M = </em><span style="font-size: 0.875rem;">4.58</span><em style="font-size: 0.875rem;">, SD = </em><span style="font-size: 0.875rem;">0.67)</span></p> <p>สรุปได้ว่ารถเข็นเครื่องเอกซเรย์เคลื่อนที่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพและความพึงพอใจสูงกว่าการใช้งานแบบเดิม สามารถนำไปใช้งานเพื่อลดภาระงาน เพิ่มความปลอดภัย และเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการทางการแพทย์ได้อย่างมีประสิทธิผลในโรงพยาบาลมะเร็งสุราษฎร์ธานี</p> ธัชนนท์ ศรีทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/283403 Fri, 08 May 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารทางการพยาบาลไทยในทศวรรษหน้า https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/283225 <p>การวิจัยเชิงอนาคตโดยประยุกต์ใช้เทคนิคเดลฟาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารทางการพยาบาลไทยในทศวรรษหน้า ผู้ให้ข้อมูลหลักเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในการบริหารทางการพยาบาลและจริยธรรมทางการพยาบาลจำนวน 20 คน ประกอบด้วย 1) กลุ่มผู้เชี่ยวชาญจากสภาการพยาบาล จำนวน 3 คน 2) กลุ่มผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทย จำนวน 5 คน และ 3) กลุ่มผู้เชี่ยวชาญจากผู้บริหารทางการพยาบาล จำนวน 12 คน โดยใช้เทคนิคการบอกต่อ วิธีดำเนินการวิจัย ประกอบด้วย 3 รอบ ได้แก่ รอบที่ 1 การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารทางการพยาบาลไทยในทศวรรษหน้า รอบที่ 2 นำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์แก่นสาระของข้อมูลแล้วสร้างเป็นแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญประมาณค่าแนวโน้มความสำคัญของภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารทางการพยาบาลไทย ในทศวรรษหน้า และรอบที่ 3 นำข้อมูลที่ได้จากรอบที่ 2 คำนวณหาค่ามัธยฐาน และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์จัดทำเป็นแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญยืนยันหรือเปลี่ยนแปลงความคิดเห็น เพื่อสรุปเป็นภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารทางการพยาบาลไทยในทศวรรษหน้า ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารทางการพยาบาลไทยในทศวรรษหน้า ประกอบด้วยคุณลักษณะหลัก 6 ด้าน และคุณลักษณะย่อย 65 ข้อ ได้แก่ 1) การมีความซื่อสัตย์สุจริต จำนวน 12 ข้อ 2) การมีความยุติธรรม จำนวน 7 ข้อ 3) การเคารพผู้อื่น จำนวน 8 ข้อ 4) การให้บริการผู้อื่น จำนวน 20 ข้อ 5) การเป็นแบบอย่างที่ดี จำนวน 12 ข้อ และ 6) การมีความตระหนักเชิงจริยธรรม จำนวน 6 ข้อ โดยภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารทางการพยาบาลไทยในทศวรรษหน้ามีความสำคัญระดับมากที่สุดและมีความสอดคล้องกันทุกข้อรายการ (<em>Md</em> = 4.50 - 5.00, <em>IR</em> = 0.00 - 1.00)</p> <p>ดังนั้น ผู้บริหารทางการพยาบาลสามารถนำผลการวิจัยไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาตนเอง และองค์กรพยาบาลสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาผู้บริหารทางการพยาบาลด้านภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารทางการพยาบาลที่เหมาะสมสำหรับผู้บริหารทางการพยาบาลไทยในทศวรรษหน้า สำหรับข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไปสามารถศึกษาวิจัยเรื่องการพัฒนาเกณฑ์และแบบประเมินภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารทางการพยาบาลไทยและการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารทางการพยาบาลไทยในทศวรรษหน้า</p> กุลลัดดา มอร์แกน, กาญจนา ศรีสวัสดิ์, สุนทราวดี เธียรพิเชฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/283225 Fri, 08 May 2026 00:00:00 +0700 การเพิ่มประสิทธิภาพการทำนายภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ด้วยแบบจำลองร่วมของอัตราส่วนนิวโตรฟิลต่อลิมโฟไซต์ ฮีโมโกลบิน และอายุมารดาของหญิงตั้งครรภ์ในภาคใต้ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/285342 <p>การศึกษาย้อนหลังนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพในการวินิจฉัยของค่า NLR ระดับฮีโมโกลบิน และอายุมารดา พร้อมทั้งสร้างแบบจำลองการทำนายร่วมเพื่อใช้คัดกรอง GDM ในหญิงตั้งครรภ์ทางภาคใต้ของประเทศไทย จำนวน 180 ราย (กลุ่ม GDM 62 ราย และกลุ่มควบคุม 118 ราย) วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปและค่าพารามิเตอร์ทางโลหิตวิทยา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติถดถอยโลจิสติกพหุตัวแปร และวิเคราะห์ด้วยกราฟ ROC (Receiver Operating Characteristic) ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. การเปรียบเทียบพารามิเตอร์ทางโลหิตวิทยาพบว่า ระดับฮีโมโกลบินกลุ่ม GDM สูงกว่ากลุ่มปกติ ในขณะที่อัตราส่วน NLR ต่ำกว่ากลุ่มปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">p-value</em><span style="font-size: 0.875rem;"> &lt; .05)</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. การประเมินปัจจัยทำนายด้วยการวิเคราะห์พหุตัวแปร พบว่า อายุมารดา ≥ 30 ปี (aOR = 1.090; 95% CI: 028 - 1.156) ระดับฮีโมโกลบิน ≥ 11.8 g/dL (aOR = 1.710; 95% CI: 1.218 - 2.400) และอัตราส่วน NLR &lt; 3.15 (aOR = 0.632; 95% CI: 0.454 - 0.880) เป็นปัจจัยเสี่ยงอิสระต่อการเกิดภาวะ GDM (</span><em style="font-size: 0.875rem;">p-value</em><span style="font-size: 0.875rem;"> &lt; .05)</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">3. การสร้างแบบจำลองการทำนาย GDM พบว่า การใช้ปัจจัยเสี่ยงอิสระร่วมกัน (AUC = 0.734) สามารถจำแนกกลุ่ม GDM ออกจากกลุ่มปกติได้มากกว่าการใช้อัตราส่วน NLR เพียงอย่างเดียว (AUC = 0.623) เมื่อนำมาสร้างแบบประเมินความเสี่ยงอย่างง่ายด้วยช่วงคะแนน 0–5 พบว่า หญิงตั้งครรภ์ที่มีคะแนนสูงสุดเท่ากับ 5 คะแนน มีโอกาสเกิด GDM ร้อยละ 61.1 เมื่อเทียบกับกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำ (0 คะแนน) ซึ่งสามารถทำนายได้ร้อยละ 20.80</span></p> <p>การสร้างแบบจำลองร่วมจากอัตราส่วน NLR ร่วมกับระดับฮีโมโกลบินและอายุมารดา ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการทำนาย GDM ได้อย่างมีนัยสำคัญ แบบประเมินความเสี่ยง GDM อย่างง่ายที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้เป็นเครื่องมือที่ใช้ได้จริง มีความคุ้มค่า และไม่รุกรานร่างกาย สำหรับการคัดกรองความเสี่ยงเบื้องต้น ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่งในบริบทที่มีทรัพยากรจำกัด เพื่อคัดกรองหญิงตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยงสูงเข้าสู่กระบวนการวินิจฉัยยืนยันได้อย่างรวดเร็ว</p> ทวีศักดิ์ สายอ๋อง, ดลรวี แวเยง, ธนพร คำพยา, ญาณิศา รัตนพันธ์, เกศศิริ สมาพงค์, สุภาภรณ์ ยิ้มเที่ยง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/285342 Sat, 09 May 2026 00:00:00 +0700 การใช้ปัญญาประดิษฐ์สำหรับการวิจัยการทบทวนอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์อภิมาน ด้านการบริหารทางการพยาบาล https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/287496 <p>การวิจัยการทบทวนอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์อภิมาน (Systematic Review: SR and Meta-Analysis :MA) ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการสังเคราะห์หลักฐานเชิงประจักษ์สำหรับการบริหารทางการพยาบาล บทความนี้นำเสนอภาพรวมของการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เพื่อเสริมสมรรถภาพการดำเนินการวิจัยการทบทวนอย่างเป็นระบบ (Systematic Review: SR) ใน 6 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ การจัดการรายการอ้างอิง (Reference Management) การคัดกรองและคัดเลือกงานวิจัย (Screening and Selection) การสกัดข้อมูล (Data Extraction) การวิเคราะห์อภิมาน (Meta-Analysis) การประเมินความเสี่ยงต่อความลำเอียง (Risk of Bias Assessment) และมาตรฐานการรายงาน (Reporting Standards) เครื่องมือซอฟต์แวร์ที่นำเสนอ ได้แก่ Zotero, Rayyan, REDCap, R (metafor), RoB 2, JBI Critical Appraisal Tools และ PRISMA 2020 ผลการทบทวนพบว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI) สามารถลดภาระการทำงานของนักวิจัยได้อย่างมีนัยสำคัญ เพิ่มความแม่นยำในการคัดกรอง และส่งเสริมมาตรฐานการรายงานผลการวิจัยระดับสากล บทความนี้มุ่งสนับสนุนนักวิจัยและนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาสาขาบริหารการพยาบาลในการเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูงสุด</p> ศาสตราจารย์ ดร.เพชรน้อย สิงห์ช่างชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/287496 Sun, 19 Apr 2026 00:00:00 +0700