วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet <p>วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและวิทยาลัยการสาธารณสุขภาคใต้ (SC-Net) จัดทำขึ้นภายใต้ความร่วมมือของวิทยาลัยพยาบาลและวิทยาลัยการสาธารณสุขในเขตภาคใต้ ประกอบด้วยวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สงขลา สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง ยะลา และวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดยะลาและตรัง รับบทความเกี่ยวกับการแพทย์ การพยาบาล การสาธารณสุข การศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ ออกปีละ 3 ฉบับ</p> th-TH <p>1. บทความหรือข้อคิดเห็นใด ๆ ที่ปรากฏในวารสารเครือข่าย วิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ ที่เป็นวรรณกรรมของผู้เขียน บรรณาธิการหรือเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและวิทยาลัยการสาธารณสุขภาคใต้ ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย</p> <p>2. บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้</p> jock2667@gmail.com (Asst. Prof. Dr. Kittiporn Nawsuwan ) sc.net.journal@gmail.com (Mrs. Weeraya Palipot ) Fri, 31 Jul 2026 19:12:23 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ผลของการใช้รูปแบบการป้องกันการพลัดตกหกล้มต่อความรู้ พฤติกรรม และความพึงพอใจ ของผู้สูงอายุในชุมชนภายใต้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโคกเคียน จังหวัดนราธิวาส https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/285328 <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มเปรียบเทียบวัดหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้รูปแบบการป้องกันการพลัดตกหกล้มในชุมชนต่อความรู้ พฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้มและความพึงพอใจต่อการดูแลตามรูปแบบของผู้สูงอายุที่อยู่ภายใต้การดูแลของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโคกเคียน จังหวัดนราธิวาส กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุ จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 30 คน โดยกลุ่มทดลองได้รับรูปแบบการป้องกันการพลัดตกหกล้มที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ ขณะที่กลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามแนวปฏิบัติปกติของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโคกเคียน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบทดสอบความรู้เกี่ยวกับการป้องกันการพลัดตกหกล้ม แบบประเมินพฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้ม และแบบสอบถามความพึงพอใจต่อการดูแลตามรูปแบบการป้องกันการพลัดตกหกล้ม ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (CVI = 1.00) และมีค่าความเชื่อมั่นอยู่ในระดับสูง (KR-20 = .94; Cronbach’s alpha = .94–.97) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติ Mann–Whitney U test ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. หลังทดลองผู้สูงอายุในกลุ่มทดลองมีความรู้เกี่ยวกับการป้องกันการพลัดตกหกล้ม สูงกว่ากลุ่มควบคุม</span><span style="font-size: 0.875rem;">อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. หลังทดลองผู้สูงอายุในกลุ่มทดลองมีคะแนนพฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้ม สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">3. หลังทดลองผู้สูงอายุในกลุ่มทดลองมีคะแนนความพึงพอใจต่อการดูแลตามรูปแบบการป้องกันการพลัดตกหกล้มอยู่ในระดับมากที่สุด (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 73.07, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 1.84)</span></p> <p>ควรนำรูปแบบการป้องกันการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุในชุมชน ไปใช้ในชุมชนจังหวัดนราธิวาสที่มีบริบทพหุวัฒนธรรม เพื่อเฝ้าระวัง ประเมินความเสี่ยง และปรับสภาพแวดล้อมในบ้าน ลดโอกาสการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุได้อย่างเหมาะสมกับพื้นที่</p> วรากร ฟาอิส วาเลาะแต, อัครีม๊ะ กาเซ็ง, โรฮานี บินตีฮะซัน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/285328 Fri, 31 Jul 2026 00:00:00 +0700 การศึกษารูปแบบบริการและต้นทุนรายกิจกรรมการบริการทางทันตกรรมของเด็กอายุ 0-12 ปี: กรณีศึกษาจังหวัดเชียงใหม่ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/284957 <p>การศึกษาแบบผสมวิธี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการจัดบริการและต้นทุนรายกิจกรรมการจัดบริการทางทันตกรรมช่องปากของเด็กอายุ 0-12 ปี ของโรงพยาบาลหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ประกอบด้วย 2 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 ศึกษารูปแบบการจัดบริการ คัดเลือกผู้ให้บริการทางทันตกรรมช่องปากแบบเฉพาะเจาะจงจำนวน 8 คน ทำการสัมภาษณ์แบบกลุ่มด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ขั้นตอนที่ 2 ศึกษาต้นทุนการจัดบริการในมุมมองของผู้ให้บริการปีงบประมาณ 2567 โดยใช้แบบบันทึกข้อมูลต้นทุน วิเคราะห์และนําเสนอข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. รูปแบบการจัดบริการทางทันตกรรมช่องปากเด็ก 0-12 ปี ในสถานบริการมีทันตแพทย์เป็น ผู้ให้บริการเป็นหลัก เช่น การตรวจฟัน อุดฟัน ขูดหินปูน เป็นต้น โดยทันตาภิบาลช่วยให้บริการในหัตถการที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน ส่วนการจัดบริการนอกสถานบริการมีทันตาภิบาลเป็นผู้ให้บริการเป็นหลัก โดยเน้นกิจกรรมส่งเสริมป้องกันโรค เช่น การทาหรือเคลือบฟลูออไรด์ และการให้ทันตสุขศึกษา เป็นต้น</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. ต้นทุนทางตรงของการจัดบริการทางทันตกรรมช่องปากเด็กอายุ 0-12 ปี เท่ากับ 13,605,650.19 บาท ประกอบด้วย ค่าแรง 12,289,893.58 บาท (ร้อยละ 90.33) ค่าวัสดุ 750,591.28 บาท (ร้อยละ 5.52) และค่าครุภัณฑ์ 565,165.33 บาท (ร้อยละ 4.15) ต้นทุนรวมกิจกรรมการส่งเสริมและป้องกันโรคสุขภาพช่องปาก ในสถานบริการ เท่ากับ 486,124.69 บาท ต้นทุนต่อครั้ง เท่ากับ 71.51 บาท ต้นทุนรวมกิจกรรมการส่งเสริมและป้องกันโรคสุขภาพช่องปากนอกสถานบริการ เท่ากับ 1,398,628.12 บาท ต้นทุนต่อครั้ง เท่ากับ 75.74 บาท และต้นทุนรวมโครงการกิจกรรมการส่งเสริมและป้องกันโรคสุขภาพช่องปาก เท่ากับ 793,466.88 บาท ต้นทุนต่อครั้ง เท่ากับ 99.52 บาท</span></p> <p> การศึกษานี้เป็นข้อมูลในการวางแผนจัดสรรงบประมาณ ทรัพยากร และบุคลากร ให้สอดคล้องกับต้นทุน ลดภาระการขาดทุนของหน่วยงาน และยังสามารถใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับการประเมินความคุ้มค่าของโครงการส่งเสริมและป้องกันโรคสุขภาพช่องปากได้ในอนาคต</p> นภชา สิงห์วีรธรรม, อนนต์ เฟื่องขจร, รักชนก นุชพ่วง, ปิยะนารถ จาติเกตุ, อารีรัตน์ นิรันต์สิทธิรัชต์, นันทิยา เสถียรวุฒิวงศ์, นุชนารถ ต้นกิตติรัตนกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/284957 Sat, 01 Aug 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาผลการผ่าตัดในผู้ป่วยสูงอายุกระดูกรอบสะโพกหักจากการดูแลแบบเร่งด่วน ในโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ณ อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/285784 <p>การศึกษาย้อนหลังนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการผ่าตัดในผู้ป่วยสูงอายุที่มีปัญหากระดูกหักรอบสะโพกแบบเร่งด่วนในโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ณ อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา ตั้งแต่เดือนมกราคม 2564 ถึง ธันวาคม 2667 ในผู้ป่วยกระดูกรอบสะโพกหัก จำนวน 134 คน อายุมากกว่า 60 ปี รวบรวมข้อมูลตั้งแต่ 1 มกราคม 2564 ถึง 31 ธันวาคม 2567 เก็บข้อมูลการรักษาในโรงพยาบาล ได้แก่ การผ่าตัดได้ใน 24 ชั่วโมง 24 - 48 ชั่วโมง48 - 72 ชั่วโมง และมากกว่า 72 ชั่วโมง ภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด ระยะเวลาในการนอนโรงพยาบาลและค่าใช้จ่ายในการรักษา สถิติที่ใช้ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ Fisher’s Exact Test สถิติ Kruskal Wallis Test และ สถิติ Mann-Whitney U Test ผลวิจัยพบว่า</p> <p>การผ่าตัดได้ภายใน 24 ชั่วโมงแรกมีระยะเวลาในการรักษา ค่าใช้จ่ายน้อยกว่าผ่าตัดหลัง 48 ชั่วโมง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p-value</em> &lt; .001) แต่ภาวะแทรกซ้อนไม่แตกต่างกัน (<em>p-value</em> = .376)</p> <p>การดูแลผ่าตัดผู้ป่วยสูงอายุกระดูกสะโพกหักใน 24 ชั่วโมงแรก สามารถลดระยะเวลารักษาตัวในโรงพยาบาล ค่าใช้จ่ายในการรักษา และลดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดได้ดีกว่าผ่าตัดหลัง 24 ชั่วโมง</p> ปิยะโชค พรหมสุทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/285784 Sun, 09 Aug 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยเชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อจริยธรรมวิชาชีพของนักศึกษาพยาบาลในยุคดิจิทัล มหาวิทยาลัยราชภัฏในประเทศไทย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/286701 <p>วิจัยแบบผสมผสานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องและจริยธรรมวิชาชีพ 2) สร้างโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อจริยธรรมวิชาชีพ และ 3) จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจริยธรรมวิชาชีพของนักศึกษาพยาบาลในยุคดิจิทัล มหาวิทยาลัยราชภัฏในประเทศไทย การวิจัยครั้งนี้ ผู้ให้ข้อมูลในการวิจัย ประกอบด้วย นักศึกษาพยาบาลมหาวิทยาลัยราชภัฎในประเทศไทย จำนวน 530 คน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น และพยาบาลวิชาชีพจากแหล่งฝึกภาคปฏิบัติ และนักวิชาการ และผู้ทรงคุณวุฒิด้านจริยธรรมวิชาชีพ จำนวน 10 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์มีโครงสร้าง เครื่องมือวิจัยมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .991 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ด้วยการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมวิชาชีพของนักศึกษาพยาบาลประกอบด้วย 6 ปัจจัย ได้แก่ คุณลักษณะ ภายใน พื้นฐานแห่งจริยธรรมวิชาชีพพยาบาล จิตสำนึกคุณธรรมเพื่อส่วนรวม การส่งเสริมจริยธรรมในระบบการศึกษา การปลูกฝังและถ่ายทอดจริยธรรมวิชาชีพ และสมรรถนะดิจิทัลในวิชาชีพพยาบาล</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในระดับดี (c</span><sup>2 </sup><span style="font-size: 0.875rem;">= 713.196, </span><em style="font-size: 0.875rem;">df </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 224, GFI = 891, AGFI = 0.850, NFI = 0.950, CFI = 0.970, RMSEA = 0.066) โดยปัจจัยด้านสมรรถนะ ดิจิทัลในวิชาชีพพยาบาลมีอิทธิพลรวมสูงสุด ต่อจริยธรรมวิชาชีพของนักศึกษาพยาบาล รองลงมาคือ ปัจจัยด้านการปลูกฝังและถ่ายทอดจริยธรรมวิชาชีพ และปัจจัยด้านการส่งเสริมจริยธรรมในระบบการศึกษา ตามลำดับ</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">3. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายพบว่า การพัฒนาจริยธรรมวิชาชีพในยุคดิจิทัลควรดำเนินการในลักษณะ “ระบบนิเวศจริยธรรมดิจิทัล โดยบูรณาการนโยบาย หลักสูตร การจัดการเรียนรู้ อาจารย์ต้นแบบ และการพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมวิชาชีพที่มีความรับผิดชอบ โปร่งใส และเคารพสิทธิผู้ป่วยในบริบทสังคมดิจิทัล</span></p> <p>ดังนั้น จึงควรกำหนดนโยบายและมาตรการในการเสริมสร้างจริยธรรมวิชาชีพของนักศึกษาพยาบาลในมหาวิทยาลัยราชภัฏอย่างเป็นระบบ ต่อเนื่อง และยั่งยืน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมดิจิทัลในอนาคต</p> <p> </p> รัชนี ศรีตะวัน, ภูมิพิพัฒน์ รักพรมงคล, ประจบ ขวัญมั่น ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/286701 Sun, 09 Aug 2026 00:00:00 +0700 คุณภาพชีวิตการทำงานของบุคลากรในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ภายหลังการถ่ายโอนสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัด: กรณีศึกษาจังหวัดนครสวรรค์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/284745 <p>การวิจัยเชิงพรรณนาภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบคุณภาพชีวิตการทำงาน รวมถึงศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตการทำงานของบุคลากรในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ภายหลังการถ่ายโอนสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์ กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากร รพ.สต. ที่ได้รับการถ่ายโอนในปีงบประมาณ 2566 – 2567 จำนวน 320 คน คัดเลือกด้วยวิธีการสุ่มแบบชั้นภูมิ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ที่มีค่าความเชื่อมั่น .97 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยคุณภาพชีวิตการทำงานก่อนและหลังการถ่ายโอนโดยใช้สถิติ Paired t-test และวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตการทำงานด้วยการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน กำหนดระดับนัยสำคัญที่น้อยกว่า .05 ผลวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. คุณภาพชีวิตการทำงานโดยรวมทั้ง 8 องค์ประกอบของบุคลากรในรพ.สต. ภายหลังการถ่ายโอนอยู่ในระดับสูง (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 3.93, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 0.62) และมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าก่อนการถ่ายโอนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">t</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 8.17,</span><em style="font-size: 0.875rem;">p-value</em><span style="font-size: 0.875rem;"> &lt; .001) โดยทุกองค์ประกอบมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">p-value</em><span style="font-size: 0.875rem;"> &lt; .001)</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตการทำงานของบุคลากรหลังการถ่ายโอน ได้แก่ ด้านกระบวนการบริหารด้านการสนับสนุนยาและเวชภัณฑ์ ด้านระบบสารสนเทศ ด้านการให้บริการสุขภาพ และอายุงาน โดยสามารถร่วมกันพยากรณ์คุณภาพชีวิตการทำงานได้ร้อยละ 63.5 (</span><em style="font-size: 0.875rem;">R<sup>2</sup></em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 0.641, </span><em style="font-size: 0.875rem;">Adjusted R</em><sup>2</sup><span style="font-size: 0.875rem;"> = 0.635, </span><em style="font-size: 0.875rem;">p-</em><em style="font-size: 0.875rem;">value</em><span style="font-size: 0.875rem;"> &lt; .05)</span></p> <p>การศึกษาครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าการถ่ายโอน รพ.สต. ไปยัง อบจ. มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของคุณภาพชีวิตการทำงานของบุคลากร โดยปัจจัยด้านการบริหารจัดการและการสนับสนุนระบบบริการเป็นปัจจัยสำคัญ ดังนั้น ผู้บริหารควรพัฒนาระบบบริหารและการสนับสนุนทรัพยากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตการทำงานและประสิทธิภาพการปฏิบัติงานภายหลังการถ่ายโอน</p> ฐิติชญา ปัณณกิจจากุล, ดาวรุ่ง คำวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/284745 Wed, 12 Aug 2026 00:00:00 +0700 ประสบการณ์ชีวิตของผู้ป่วยที่มีนิ่วในท่อทางเดินน้ำดีซ้ำภายหลังการผ่าตัดถุงน้ำดี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/287225 <p>การวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยาเชิงพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรยายประสบการณ์ชีวิตของผู้ป่วยที่มีนิ่วในท่อทางเดินน้ำดีซ้ำภายหลังการผ่าตัดถุงน้ำดี ผู้ให้ข้อมูลจำนวน 12 คน คัดเลือกแบบเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด คือ ได้รับการยืนยันทางรังสีวิทยาหรือ ERCP ว่ามีนิ่วในท่อทางเดินน้ำดีซ้ำภายหลังการผ่าตัดถุงน้ำดีอย่างน้อย 1 ครั้ง มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ และยินดีเข้าร่วมการวิจัย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยแนวคำถาม กึ่งโครงสร้าง ณ สถานที่ที่ผู้ให้ข้อมูลสะดวกและมีความเป็นส่วนตัว วิเคราะห์ข้อมูลตามแนวทางของ Colaizzi 7 ขั้นตอน และตรวจสอบความน่าเชื่อถือด้วยการตรวจสอบสามเส้า การทำ Member Checking และการรักษา Audit Trail ตลอดกระบวนการวิจัย ผลวิจัยพบว่า</p> <p>ข้อค้นพบ 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ ประเด็นที่ 1 ความตกใจและความสับสนเมื่อทราบว่าเกิดนิ่วซ้ำ ซึ่งครอบคลุมความไม่เชื่อต่อการวินิจฉัย ความกลัวต่อการรักษาที่ต้องเผชิญซ้ำ และการตั้งคำถามต่อสาเหตุของการเกิดซ้ำ ประเด็นที่ 2 ผลกระทบที่ทอดยาวในทุกมิติของชีวิต ครอบคลุมความเจ็บปวดและข้อจำกัดทางร่างกาย ภาระทางจิตใจและความไม่แน่ใจในอนาคต และผลกระทบต่อครอบครัวและภาระค่าใช้จ่าย ประเด็นที่ 3 การค้นหาหนทางและการปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับโรค ครอบคลุมการปรับพฤติกรรมสุขภาพด้วยตนเอง การพึ่งพาแรงสนับสนุนทางสังคมและจิตใจ และการแสวงหาข้อมูลเกี่ยวกับโรคและการรักษา และประเด็นที่ 4 ความต้องการการดูแลที่มองเห็นตัวตนและต่อเนื่อง ครอบคลุมความต้องการข้อมูลที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย การสนับสนุนทางอารมณ์อย่างแท้จริงจากบุคลากรสุขภาพ และระบบติดตามดูแลต่อเนื่องหลังจำหน่าย</p> <p>ผลการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าการกลับมาเป็นนิ่วซ้ำในท่อทางเดินน้ำดีก่อให้เกิดประสบการณ์ที่ซับซ้อนในลักษณะวงจรแห่งความไม่แน่นอนที่วนซ้ำ ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการรักษาทางการแพทย์เพียงอย่างเดียว พยาบาลจึงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาการดูแลแบบองค์รวมที่ตอบสนองต่อทุกมิติของประสบการณ์ชีวิต รวมถึงการสร้างระบบการดูแลต่อเนื่องที่เชื่อมโยงโรงพยาบาลกับชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ</p> เสาวลักษณ์ เนตรชัง, จิราพร ศรีพลากิจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/287225 Tue, 11 Aug 2026 00:00:00 +0700 ผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ทีมเป็นฐานและกรณีศึกษาเป็นฐานต่อความรู้ การให้เหตุผลทางคลินิก และการเรียนรู้แบบนำตนเองของนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 3 รายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ 2 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/286077 <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ทีมเป็นฐานและกรณีศึกษาเป็นฐานต่อความรู้ การให้เหตุผลทางคลินิกและการเรียนรู้แบบนำตนเองของนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 3 รายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ 2 กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาพยาบาล ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สระบุรี จำนวน 118 คน สุ่มได้กลุ่มที่เรียนรู้โดยใช้ทีมเป็นฐาน และกรณีศึกษาเป็นฐาน กลุ่มละ 60 และ 58 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบวัดความรู้ 2) แบบวัดการให้เหตุผลทางคลินิก และ 3) แบบวัดการเรียนรู้แบบนำตนเอง มีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ .88, .94 และ .94 ตามลำดับ ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .91, .94 และ .95 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติพรรณนา และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. คะแนนเฉลี่ยความรู้ การให้เหตุผลทางคลินิกและการเรียนรู้แบบนำตนเองของกลุ่มที่เรียนรู้โดยใช้ทีมเป็นฐานหลังทดลองสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. คะแนนเฉลี่ยความรู้ การให้เหตุผลทางคลินิกของกลุ่มที่เรียนรู้โดยใช้กรณีศึกษาเป็นฐาน หลังทดลอง</span><span style="font-size: 0.875rem;">สูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยคะแนนเฉลี่ยการเรียนรู้แบบนำตนเองสูงกว่าก่อนทดลอง แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">3. คะแนนเฉลี่ยความรู้ การให้เหตุผลทางคลินิกหลังทดลองของกลุ่มที่เรียนรู้โดยใช้ทีมเป็นฐาน และกรณีศึกษาเป็นฐานไม่แตกต่างกัน แต่คะแนนเฉลี่ยการเรียนรู้แบบนำตนเองของกลุ่มที่เรียนโดยใช้ทีมเป็นฐานสูงกว่าการเรียนโดยใช้กรณีศึกษาเป็นฐานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</span></p> <p>ผลการวิจัยเสนอแนะให้อาจารย์จัดการเรียนรู้โดยใช้ทีมเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมความรู้ การให้เหตุผลทางคลินิกและการเรียนรู้แบบนำตนเอง และจัดการเรียนรู้แบบกรณีศึกษาเป็นฐานเพื่อส่งเสริมความรู้ และการให้เหตุผลทางคลินิกของนักศึกษาพยาบาล</p> สมจิตต์ สินธุชัย, วนรัตน์ แสงหัวช้าง, กุลิสรา ขุนพินิจ, ภัทรมลวิรัล ภคพัชรภิรมย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/286077 Sat, 15 Aug 2026 00:00:00 +0700