วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet <p>วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและวิทยาลัยการสาธารณสุขภาคใต้ (SC-Net) จัดทำขึ้นภายใต้ความร่วมมือของวิทยาลัยพยาบาลและวิทยาลัยการสาธารณสุขในเขตภาคใต้ ประกอบด้วยวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สงขลา สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง ยะลา และวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดยะลาและตรัง รับบทความเกี่ยวกับการแพทย์ การพยาบาล การสาธารณสุข การศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ ออกปีละ 3 ฉบับ</p> th-TH <p>1. บทความหรือข้อคิดเห็นใด ๆ ที่ปรากฏในวารสารเครือข่าย วิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ ที่เป็นวรรณกรรมของผู้เขียน บรรณาธิการหรือเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและวิทยาลัยการสาธารณสุขภาคใต้ ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย</p> <p>2. บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้</p> jock2667@gmail.com (ดร.กิตติพร เนาว์สุวรรณ) sc.net.journal@gmail.com (นางสาวกมลวรรณ จันทร์เพศ) Mon, 15 Aug 2022 15:41:43 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาล สังกัดสถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/250659 <p>การวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับปัจจัยสนับสนุนในการดำเนินงานกิจกรรมพัฒนานักศึกษา ระดับทักษะในศตวรรษที่ 21 และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 1-4 จำนวน 163 คน สุ่มตัวอย่างอย่างแบบมีระบบ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามด้านกระบวนการจัดกิจกรรมพัฒนานักศึกษา ด้านเจ้าหน้าที่/วิทยากร ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ด้านคุณภาพของกิจกรรมพัฒนานักศึกษา และทักษะในศตวรรษที่ 21 ได้ค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาช เท่ากับ .86, .80, .89 .96 และ.99 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการศึกษาพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. ปัจจัยสนับสนุนในการดำเนินงานกิจกรรมพัฒนานักศึกษา อยู่ในระดับสูง ร้อยละ 79.76 และมีระดับทักษะในศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษาพยาบาล อยู่ในระดับสูง ร้อยละ 88.95</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 ได้แก่ ด้านคุณภาพของกิจกรรมพัฒนานักศึกษา ด้านกระบวนการจัดกิจกรรมพัฒนานักศึกษา ด้านเจ้าหน้าที่/วิทยากร และผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ (GPA) สามารถอธิบายความผันแปรทักษะในศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษาพยาบาล ได้ร้อยละ 79.2</span></p> <p> ดังนั้น การสนับสนุนปัจจัยที่จะดำเนินงานกิจกรรมพัฒนานักศึกษา เป็นสิ่งที่ควรให้การสนับสนุนเพื่อที่จะพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษาพยาบาล และควรส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดองค์การหรือสโมสรนักศึกษาที่เข้มแข็ง สามารถดำเนินงานร่วมกับผู้รับผิดชอบงานกิจกรรมพัฒนานักศึกษาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลต่อคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ที่กำหนดโดยสถาบัน</p> บุญประจักษ์ จันทร์วิน, รัถยานภิศ รัชตะวรรณ, อัญชนา วิชช์วัฒนางกูร, สิงห์ กาญจนอารี Copyright (c) 2022 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/250659 Mon, 15 Aug 2022 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของการเล่านิทานต่อการเสริมสร้างการคิดเชิงบริหารในเด็กก่อนวัยเรียน :การวิเคราะห์อภิมาณ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/256837 <p>การวิจัยแบบทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและสังเคราะห์งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินศึกษาประสิทธิผลของการเล่านิทานต่อการพัฒนาสร้างเสริมการคิดเชิงบริหารของในเด็กก่อนวัยเรียน ดำเนินการสืบค้นหลักฐานงานวิจัยที่ตีพิมพ์ระหว่าง ปี พ.ศ. 2555 –2564 จากฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ PubMed, CINAHL, Scopus, ScienceDirect, Clinical key, Thai Jo, Thai List และการสืบค้นด้วยมือ โดยระบุขอบเขตลักษณะงานโดยใช้หลัก PICO การตรวจสอบคุณภาพงานวิจัยโดยใช้รูปแบบการประเมินของ PRISMA และ ใช้แบบประเมิน แบบรวบรวมข้อมูล และ ซอฟต์แวร์ JBI SUMARI ของสถาบัน Joanna Briggs Institute (JBI) ในการวิเคราะห์ข้อมูล Meta Analysis โดยใช้สถิติ Standardized Mean Difference ผลการทบทวนวรรณกรรมพบว่า</p> <p>เป็นบทความวิจัยเชิงปริมาณจำนวน 8 ฉบับ โดยการเล่านิทานเป็นการจัดประสบการณ์ที่สำคัญและมีประสิทธิผลในมีผลต่อการสร้างเสริมพัฒนาการคิดเชิงบริหารของเด็กก่อนวัยเรียน ผลวิเคราะห์อภิมาณแยกตามรูปแบบการประเมิน ประกอบด้วยการประเมินหลัก 3 รูปแบบได้แก่ 1) รูปแบบการประเมินจากการสังเกตพฤติกรรมของเด็กขณะที่เด็กทำกิจกรรม พบว่า Odds Ratio 0.76; 95% Confidence Interval (CI) 0.44-1.07; <em>P</em>&lt; 0.00001 2) รูปแบบการประเมินจากการสอบถามผู้ปกครองหรือครูประจำชั้นแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักคือ ประเมินการพัฒนาการคิดเชิงบริหาร (Odds Ratio 1.42; 95% Confidence Interval (CI) 0.99 -1.86; <em>P</em>&lt; 0.00001 และประเมินความบกพร่องของสมอง พบว่า Odds Ratio -1.80; 95% Confidence Interval (CI) 2.32-1.28; <em>P</em>&lt;0.00001 และ 3) รูปแบบการประเมินทางสมองด้วยการประเมินคลื่นสมอง ผลสรุปโดยรวมของการศึกษานี้พบว่า การเล่านิทานเป็นการส่งสารระหว่างกันระหว่างผู้เล่าและผู้ฟัง สาระสำคัญของเนื้อหาในนิทานมีการสอดแทรกตัวอย่างที่ดีไว้เป็นการจัดประสบการณ์ที่สำคัญในการพัฒนาการคิดเชิงบริหารในเด็กก่อนวัยเรียน</p> <p>งานวิจัยฉบับนี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการส่งเสริมให้เด็กได้ฟังนิทานที่เสริมสร้างการคิดเชิงบริหาร การเล่าแต่ละครั้งควรมีลำดับขั้นตอนกระตุ้นการเรียนรู้และจูงใจโดยใช้อุปกรณ์ที่เด็กสนใจ</p> กัญญพัชร พงษ์ช้างอยู่, ภัทรวลัย เมืองทอง, นริศรา วิสุงเร, สมพร สุนทราภา Copyright (c) 2022 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/256837 Wed, 24 Aug 2022 00:00:00 +0700 ผลการดำเนินงานตามนโยบายการใช้ยาอย่างสมเหตุผลต่อการใช้ยาปฏิชีวนะ ของงานผู้ป่วยนอกในโรงพยาบาลเขตสุขภาพที่ 7 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/256747 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการดำเนินงานตามนโยบายการใช้ยาอย่างสมเหตุผลของกระทรวงสาธารณสุขต่อปริมาณการใช้ยาปฏิชีวนะของงานผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลในจังหวัดมหาสารคาม และเพื่อศึกษาปริมาณการใช้ยาปฏิชีวนะของงานผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลในจังหวัดมหาสารคาม (พิจารณาจาก DDD ต่อ 1000 OP visits) ของผู้ป่วยนอกโรคติดเชื้อที่ระบบการหายใจช่วงบนและหลอดลมอักเสบเฉียบพลัน โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน และบาดแผลสดจากอุบัติเหตุที่เกิดภายใน 6 ชั่วโมงก่อนได้รับการรักษา ในระหว่างก่อนดำเนินนโยบาย 12 เดือนและหลังดำเนินนโยบาย 12 เดือน (เดือนตุลาคม 2558 ถึงกันยายน 2560) โดยใช้ข้อมูลจากการบันทึกใน 43 แฟ้มของงานผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลในจังหวัดมหาสารคาม โดยประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบายด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลอนุกรมด้วยสมการถดถอยแบบเป็นช่วงและข้อมูลปริมาณการใช้ยาปฏิชีวนะทำการวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. ปริมาณการใช้ยาปฏิชีวนะในช่วงก่อนเริ่มใช้นโยบายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกเดือนประมาณ 1.579 DDD ต่อ 1000 OP visits (95% CI:-16.708 to 19.902, </span><em style="font-size: 0.875rem;">p</em><span style="font-size: 0.875rem;">=.857) เมื่อเริ่มดำเนินการตามนโยบายในเดือนแรกพบว่าปริมาณการใช้ยาปฏิชีวนะต่อเดือนลดลง 25.639 DDD ต่อ 1000 OP visits โดยไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (95% CI: -220.056 to 168.780, </span><em style="font-size: 0.875rem;">p</em><span style="font-size: 0.875rem;">=.786) และหลังการดำเนินนโยบายปริมาณการใช้ยาปฏิชีวนะมีแนวโน้มลดลง 24.480 DDD ต่อ 1000 OP visits ทุกเดือนเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนมีนโยบาย โดยไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (95% CI: -51.907 to 2.945, </span><em style="font-size: 0.875rem;">p</em><span style="font-size: 0.875rem;">=.077) การประมาณแนวโน้มปริมาณการใช้ยาปฏิชีวนะต่อเดือน (DDD ต่อ 1000 OP visits) เมื่อดำเนินการตามนโยบายการใช้ยาอย่างสมเหตุผลพบว่ามีปริมาณการใช้ยาปฏิชีวนะต่อเดือนลดลงที่อัตรา 22.884 DDD ต่อ 1000 OP Visits อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (95% CI:-42.071 to-3.696, </span><em style="font-size: 0.875rem;">p</em><span style="font-size: 0.875rem;">= .022)</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. ปริมาณการใช้ยาปฏิชีวนะระหว่างเดือนตุลาคม 2558 ถึงกันยายน 2559 เท่ากับ 20,473.20 DDD ต่อ 1000 OP Visits และระหว่างเดือนตุลาคม 2559 ถึงกันยายน 2560 เท่ากับ 18,779.81 DDD ต่อ 1000 OP Visits</span></p> <p>ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าการดำเนินนโยบายการใช้ยาอย่างสมเหตุผลทำให้มีการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผลมากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณการใช้ยาปฏิชีวนะของงานผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลในจังหวัดมหาสารคามมีแนวโน้มลดลง ดังนั้นนโยบายการใช้ยาอย่างสมเหตุผลเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่มีความสำคัญในการนำมาประยุกต์ใช้เพื่อลดเชื้อดื้อยาในโรงพยาบาล</p> อรนุช ทองจันดี, กาญจนา ไชยประดิษฐ์, วุฒิกุล ธนากาญจนาภักดี, กาญจนา สานุกูล Copyright (c) 2022 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/256747 Tue, 20 Sep 2022 00:00:00 +0700 ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการหลีกเลี่ยงการได้รับบุหรี่มือสองของนักศึกษา ในมหาวิทยาลัย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/251905 <p>การศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนายนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมหลีกเลี่ยงการได้รับควันบุหรี่มือสองของนักศึกษา และศึกษาปัจจัยพยากรณ์พฤติกรรมหลีกเลี่ยงการได้รับควันบุหรี่มือสองของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร 147 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นตามแนวคิดวงล้อจากวงล้อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (The Behavior Chang Wheel) ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาอยู่ระหว่าง .83 - 1.00 ค่าความเชื่อมั่นอยู่ระหว่าง .79-.92 วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปด้วยสถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ถดถอยทางพหุคูณแบบลำดับขั้น ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. ระดับพฤติกรรมการหลีกเลี่ยงการได้รับบุหรี่มือสองในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;">=14.88, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;">=5.90)</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการหลีกเลี่ยงการได้รับบุหรี่มือสองพฤติกรรมการหลีกเลี่ยงการได้รับบุหรี่มือสอง ตามองค์ประกอบของ ความสามารถ โอกาส และแรงจูงใจ ประกอบไปด้วยตัวแปรทั้ง 6 ตัวโดยเรียงจากตัวแปรที่มีอิทธิพลสูงที่สุด ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบพุทธศักราช ฯ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">b</em><span style="font-size: 0.875rem;">=.332) การรับรู้ความรุนแรงของบุหรี่มือสอง (</span><em style="font-size: 0.875rem;">b</em><span style="font-size: 0.875rem;">=284) การต่อต้านการสูบบุหรี่ของคนรอบข้าง (</span><em style="font-size: 0.875rem;">b</em><strong style="font-size: 0.875rem;"><em>=</em></strong><span style="font-size: 0.875rem;">.259) การรับรู้โอกาสเสี่ยงการเกิดโรคจากควันบุหรี่มือสอง (</span><em style="font-size: 0.875rem;">b</em><span style="font-size: 0.875rem;"> =.246) ทัศนคติต่อการสูบบุหรี่ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">b</em><span style="font-size: 0.875rem;">=-.169) และการรับรู้อุปสรรคในการหลีกเลี่ยงควันบุหรี่มือสอง (</span><em style="font-size: 0.875rem;">b</em><span style="font-size: 0.875rem;">=-.113) โดยสามารถร่วมอธิบายได้ ร้อยละ 86.3</span></p> <p>หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่นสถาบันการศึกษาควรดำเนินการเพื่อส่งเสริมความสามารถในการหลีกเลี่ยงควันบุหรี่มือสองเช่นการเพิ่มช่องทางการสื่อสารความรู้เกี่ยวกับเกี่ยวกับพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบรวมไปถึงการรณรงค์ต่อต้านการสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ มีนโยบายเพื่อการลดอุปสรรคในการหลีกเลี่ยงควันบุหรี่มือสอง รวมไปถึงการจูงใจให้นักศึกษาหลีกเลี่ยงควันบุหรี่มือสองโดยการพัฒนาการรับรู้เกี่ยวกับความรุนแรง โอกาสเสี่ยงการเกิดโรคจากควันบุหรี่มือสอง</p> อารยา เชียงของ, เชษฐ รัชดาพรรณาธิกุล Copyright (c) 2022 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/251905 Thu, 22 Sep 2022 00:00:00 +0700 การพัฒนาสื่อวิดีโอให้ความรู้ในการดูแลสุขภาพตนเอง ของเด็กป่วยวัยเรียนโรคธาลัสซีเมีย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/246913 <p>การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) พฤติกรรมการดูแลตนเองของเด็กป่วยวัยเรียนโรคธาลัสซีเมีย 2) พัฒนาสื่อวิดีโอให้ความรู้เรื่อง “มารู้จักโรคธาลัสซีเมียกันเถอะ” 3) ประสิทธิผลของสื่อวิดีโอให้ความรู้เรื่อง “มารู้จักโรคธาลัสซีเมียกันเถอะ” ในเด็กป่วยวัยเรียนโรคธาลัสซีเมีย ณ หอผู้ป่วยกุมารเวชกรรม 1 โรงพยาบาลอุดรธานี ดำเนินการ 3 ขั้นตอน ประกอบด้วย ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาพฤติกรรมการดูแลตนเองของเด็กป่วยวัยเรียนโรคธาลัสซีเมีย จำนวน 30 คน ขั้นตอนที่ 2 พัฒนาสื่อวิดีโอให้ความรู้เรื่อง “มารู้จักโรคธาลัสซีเมียกันเถอะ” และทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 30 คน และขั้นตอนที่ 3 ศึกษาประสิทธิผลของสื่อวิดีโอ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบทดสอบความรู้ในการดูแลตนเอง มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.67-1.00 และค่าความยากง่าย เท่ากับ .68 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติ <em>Wilcoxon Signed</em> <em>Rank test </em>และ Mann–Whitney U test ผลวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. พฤติกรรมการดูแลตนเองที่ไม่เหมาะสมของเด็กป่วยวัยเรียนโรคธาลัสซีเมีย คือเรื่องการรับประทานอาหาร และเด็กส่วนใหญ่มีความรู้ในการดูแลสุขภาพตนเองในระดับปานกลาง (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;">=15.90, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;">=3.36)</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. คะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจต่อสื่อวิดีโออยู่ในระดับมากที่สุด (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;">=4.53,</span><em style="font-size: 0.875rem;"> SD</em><span style="font-size: 0.875rem;">=0.57) เจ้าหน้าที่พยาบาลในระดับมาก (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;">=4.25, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;">=0.16) และผู้ปกครองในระดับมาก (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;">=4.27, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;">=0.55) และผลการทดลองใช้ในเด็กพบว่า หลังดูสื่อวิดีโอเด็กมีค่ามัธยฐานคะแนนความรู้สูงกว่าก่อนดูสื่ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (</span><em style="font-size: 0.875rem;">Z</em><span style="font-size: 0.875rem;">=-4.47, </span><em style="font-size: 0.875rem;">p</em><span style="font-size: 0.875rem;">&lt;0.01)</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">3. กลุ่มทดลองหลังดูสื่อวิดีโอมีค่ามัธยฐานคะแนนความรู้สูงกว่าก่อนดูสื่อ และ กลุ่มทดลองที่ได้ดูสื่อวิดีโอ มีค่ามัธยฐานคะแนนความรู้สูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (</span><em style="font-size: 0.875rem;">Z</em><span style="font-size: 0.875rem;">=-3.94, </span><em style="font-size: 0.875rem;">p</em><span style="font-size: 0.875rem;">&lt;.001, </span><em style="font-size: 0.875rem;">Z</em><span style="font-size: 0.875rem;">=-5.17, </span><em style="font-size: 0.875rem;">&lt;0.01</em><span style="font-size: 0.875rem;">) ตามลำดับ</span></p> <p>สรุป สื่อวิดีโอให้ความรู้เรื่อง “มารู้จัก โรคธาลัสซีเมียกันเถอะ” มีประสิทธิผลที่ดีในการให้ความรู้เพื่อนำไปส่งเสริมการดูแลสุขภาพตนเองของเด็กป่วยวัยเรียนโรคธาลัสซีเมีย</p> สุกัญญา ฆารสินธุ์, ณัฏฐพล นนทิบุตรธีรชัย, กฤชกันทร สุวรรณพันธุ์, ชรินทร์พร มะชะรา Copyright (c) 2022 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/246913 Thu, 22 Sep 2022 00:00:00 +0700 การพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาหม่องตำรับยาทาพระเส้นรูปแบบแท่ง เพื่อบรรเทาอาการปวดคอ บ่า ไหล่ จากออฟฟิศซินโดรม สำหรับบุคลากรอาจารย์และนักศึกษา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/252997 <p>การวิจัยเชิงพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาหม่องตำรับยาทาพระเส้นรูปแบบแท่ง ใช้บรรเทาอาการปวดคอ บ่า ไหล่ จากออฟฟิศซินโดรม สำหรับบุคลากร อาจารย์และนักศึกษาวิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก ดำเนินการวิจัย 3 ขั้นตอนขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสถานการณ์และปัญหาการใช้ยาหม่องรูปแบบเดิม จากบุคลากร อาจารย์และนักศึกษาในวิทยาลัยจำนวน 14 คน ขั้นตอนที่ 2 พัฒนาผลิตภัณฑ์ยาหม่องตำรับยาทาพระเส้นรูปแบบแท่ง และขั้นตอนที่ 3 ศึกษาประสิทธิผลของผลิตภัณฑ์ยาหม่องตำรับยาทาพระเส้นรูปแบบแท่ง ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบกึ่งทดลองจากบุคลากร อาจารย์และนักศึกษา จำนวน 30 คน โดยใช้เครื่องมือ ข้อคำถามการสนทนากลุ่ม แบบบันทึกผลการสกัดสมุนไพร แบบประเมินคุณภาพผลิตภัณฑ์ แบบประเมินระดับอาการปวด แบบประเมินความพึงพอใจ ได้ค่าความสอดคล้อง เท่ากับ 1.00 ได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาค เท่ากับ 0.99 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ Paired simple t-test ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. สถานการณ์และปัญหาการใช้ยาหม่องรูปแบบเดิม พบว่า ส่วนใหญ่ใช้ผลิตภัณฑ์แก้ปวดประเภทยาหม่องมากที่สุดเนื่องจากมีการใช้ที่ง่ายและพกพาสะดวก แต่เวลาใช้งานต้องใช้นิ้วป้ายตัวยาในยาหม่องมีรสร้อนติดที่มือค่อนข้างนาน เมื่อมือสัมผัสใบหน้า ดวงตา ทำให้เกิดอาการแสบร้อน ชา เลยต้องการยาหม่องที่มีคุณสมบัติในการรักษา ให้อยู่ในรูปแบบที่ใช้งานได้ง่าย พกพาสะดวก จึงนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาหม่องตำรับยาทาพระเส้นรูปแบบแท่ง</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. ค่าเฉลี่ยระดับอาการปวดหลังการใช้ผลิตภัณฑ์เท่ากับ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;">=5.23, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;">=1.04) ดีกว่าค่าเฉลี่ยระดับอาการปวดก่อนการใช้ผลิตภัณฑ์เท่ากับ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;">=3.93, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;">=0.94) อย่างมีนัยสำคัญในระดับ 0.05</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">3. ระดับความพึงพอใจของบุคลากร อาจารย์และนักศึกษาต่อการใช้ผลิตภัณฑ์ยาหม่องตำรับยาทาพระเส้นรูปแบบแท่งอยู่ในระดับมาก (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;">=4.27, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;">=0.34) ซึ่งในด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์ พบว่า ผลิตภัณฑ์มีความปลอดภัย ไม่ก่อให้เกิดอันตราย อยู่ในระดับมาก (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;">=4.37, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;">=0.34) และด้านรูปแบบของผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์มีรูปแบบที่สามารถพกพาได้ง่าย อยู่ในระดับมากที่สุด (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;">=4.57, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;">=0.34)</span></p> <p>การพัฒนาตำรับยาทาพระเส้นสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบรรเทาอาการปวดคอ บ่า ไหล่ จากออฟฟิศซินโดรม ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานในการนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของตำรับยาทาพระเส้น เพื่อบรรเทาอาการปวดและเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้บริโภคในการดูแลสุขภาพให้เกิดประโยชน์ต่อไป</p> สุทธิศักดิ์ สุริรักษ์, วีรภัทร พิลึก, คณาพงษ์ เกิดแสง, ชฎารัตน์ เหลืองอร่าม Copyright (c) 2022 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/252997 Thu, 22 Sep 2022 00:00:00 +0700