https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/issue/feed
วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้
2026-07-31T19:12:23+07:00
Asst. Prof. Dr. Kittiporn Nawsuwan
jock2667@gmail.com
Open Journal Systems
<p>วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและวิทยาลัยการสาธารณสุขภาคใต้ (SC-Net) จัดทำขึ้นภายใต้ความร่วมมือของวิทยาลัยพยาบาลและวิทยาลัยการสาธารณสุขในเขตภาคใต้ ประกอบด้วยวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สงขลา สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง ยะลา และวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดยะลาและตรัง รับบทความเกี่ยวกับการแพทย์ การพยาบาล การสาธารณสุข การศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ ออกปีละ 3 ฉบับ</p>
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/285328
ผลของการใช้รูปแบบการป้องกันการพลัดตกหกล้มต่อความรู้ พฤติกรรม และความพึงพอใจ ของผู้สูงอายุในชุมชนภายใต้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโคกเคียน จังหวัดนราธิวาส
2026-05-15T14:00:44+07:00
วรากร ฟาอิส วาเลาะแต
fais17fange@gmail.com
อัครีม๊ะ กาเซ็ง
fais17fange@gmail.com
โรฮานี บินตีฮะซัน
fais17fange@gmail.com
<p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มเปรียบเทียบวัดหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้รูปแบบการป้องกันการพลัดตกหกล้มในชุมชนต่อความรู้ พฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้มและความพึงพอใจต่อการดูแลตามรูปแบบของผู้สูงอายุที่อยู่ภายใต้การดูแลของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโคกเคียน จังหวัดนราธิวาส กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุ จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 30 คน โดยกลุ่มทดลองได้รับรูปแบบการป้องกันการพลัดตกหกล้มที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ ขณะที่กลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามแนวปฏิบัติปกติของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโคกเคียน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบทดสอบความรู้เกี่ยวกับการป้องกันการพลัดตกหกล้ม แบบประเมินพฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้ม และแบบสอบถามความพึงพอใจต่อการดูแลตามรูปแบบการป้องกันการพลัดตกหกล้ม ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (CVI = 1.00) และมีค่าความเชื่อมั่นอยู่ในระดับสูง (KR-20 = .94; Cronbach’s alpha = .94–.97) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติ Mann–Whitney U test ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. หลังทดลองผู้สูงอายุในกลุ่มทดลองมีความรู้เกี่ยวกับการป้องกันการพลัดตกหกล้ม สูงกว่ากลุ่มควบคุม</span><span style="font-size: 0.875rem;">อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. หลังทดลองผู้สูงอายุในกลุ่มทดลองมีคะแนนพฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้ม สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">3. หลังทดลองผู้สูงอายุในกลุ่มทดลองมีคะแนนความพึงพอใจต่อการดูแลตามรูปแบบการป้องกันการพลัดตกหกล้มอยู่ในระดับมากที่สุด (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 73.07, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 1.84)</span></p> <p>ควรนำรูปแบบการป้องกันการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุในชุมชน ไปใช้ในชุมชนจังหวัดนราธิวาสที่มีบริบทพหุวัฒนธรรม เพื่อเฝ้าระวัง ประเมินความเสี่ยง และปรับสภาพแวดล้อมในบ้าน ลดโอกาสการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุได้อย่างเหมาะสมกับพื้นที่</p>
2026-07-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/284957
การศึกษารูปแบบบริการและต้นทุนรายกิจกรรมการบริการทางทันตกรรมของเด็กอายุ 0-12 ปี: กรณีศึกษาจังหวัดเชียงใหม่
2026-05-17T18:41:37+07:00
นภชา สิงห์วีรธรรม
noppcha@cmu.ac.th
อนนต์ เฟื่องขจร
anon.anonymous57190271@gmail.com
รักชนก นุชพ่วง
noppcha.s@cmu.ac.th
ปิยะนารถ จาติเกตุ
noppcha.s@cmu.ac.th
อารีรัตน์ นิรันต์สิทธิรัชต์
noppcha.s@cmu.ac.th
นันทิยา เสถียรวุฒิวงศ์
noppcha.s@cmu.ac.th
นุชนารถ ต้นกิตติรัตนกุล
noppcha.s@cmu.ac.th
<p>การศึกษาแบบผสมวิธี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการจัดบริการและต้นทุนรายกิจกรรมการจัดบริการทางทันตกรรมช่องปากของเด็กอายุ 0-12 ปี ของโรงพยาบาลหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ประกอบด้วย 2 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 ศึกษารูปแบบการจัดบริการ คัดเลือกผู้ให้บริการทางทันตกรรมช่องปากแบบเฉพาะเจาะจงจำนวน 8 คน ทำการสัมภาษณ์แบบกลุ่มด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ขั้นตอนที่ 2 ศึกษาต้นทุนการจัดบริการในมุมมองของผู้ให้บริการปีงบประมาณ 2567 โดยใช้แบบบันทึกข้อมูลต้นทุน วิเคราะห์และนําเสนอข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. รูปแบบการจัดบริการทางทันตกรรมช่องปากเด็ก 0-12 ปี ในสถานบริการมีทันตแพทย์เป็น ผู้ให้บริการเป็นหลัก เช่น การตรวจฟัน อุดฟัน ขูดหินปูน เป็นต้น โดยทันตาภิบาลช่วยให้บริการในหัตถการที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน ส่วนการจัดบริการนอกสถานบริการมีทันตาภิบาลเป็นผู้ให้บริการเป็นหลัก โดยเน้นกิจกรรมส่งเสริมป้องกันโรค เช่น การทาหรือเคลือบฟลูออไรด์ และการให้ทันตสุขศึกษา เป็นต้น</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. ต้นทุนทางตรงของการจัดบริการทางทันตกรรมช่องปากเด็กอายุ 0-12 ปี เท่ากับ 13,605,650.19 บาท ประกอบด้วย ค่าแรง 12,289,893.58 บาท (ร้อยละ 90.33) ค่าวัสดุ 750,591.28 บาท (ร้อยละ 5.52) และค่าครุภัณฑ์ 565,165.33 บาท (ร้อยละ 4.15) ต้นทุนรวมกิจกรรมการส่งเสริมและป้องกันโรคสุขภาพช่องปาก ในสถานบริการ เท่ากับ 486,124.69 บาท ต้นทุนต่อครั้ง เท่ากับ 71.51 บาท ต้นทุนรวมกิจกรรมการส่งเสริมและป้องกันโรคสุขภาพช่องปากนอกสถานบริการ เท่ากับ 1,398,628.12 บาท ต้นทุนต่อครั้ง เท่ากับ 75.74 บาท และต้นทุนรวมโครงการกิจกรรมการส่งเสริมและป้องกันโรคสุขภาพช่องปาก เท่ากับ 793,466.88 บาท ต้นทุนต่อครั้ง เท่ากับ 99.52 บาท</span></p> <p> การศึกษานี้เป็นข้อมูลในการวางแผนจัดสรรงบประมาณ ทรัพยากร และบุคลากร ให้สอดคล้องกับต้นทุน ลดภาระการขาดทุนของหน่วยงาน และยังสามารถใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับการประเมินความคุ้มค่าของโครงการส่งเสริมและป้องกันโรคสุขภาพช่องปากได้ในอนาคต</p>
2026-08-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/285784
การศึกษาผลการผ่าตัดในผู้ป่วยสูงอายุกระดูกรอบสะโพกหักจากการดูแลแบบเร่งด่วน ในโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ณ อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา
2026-03-18T21:28:00+07:00
ปิยะโชค พรหมสุทธิ์
kae_kung4@hotmail.com
<p>การศึกษาย้อนหลังนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการผ่าตัดในผู้ป่วยสูงอายุที่มีปัญหากระดูกหักรอบสะโพกแบบเร่งด่วนในโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ณ อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา ตั้งแต่เดือนมกราคม 2564 ถึง ธันวาคม 2667 ในผู้ป่วยกระดูกรอบสะโพกหัก จำนวน 134 คน อายุมากกว่า 60 ปี รวบรวมข้อมูลตั้งแต่ 1 มกราคม 2564 ถึง 31 ธันวาคม 2567 เก็บข้อมูลการรักษาในโรงพยาบาล ได้แก่ การผ่าตัดได้ใน 24 ชั่วโมง 24 - 48 ชั่วโมง48 - 72 ชั่วโมง และมากกว่า 72 ชั่วโมง ภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด ระยะเวลาในการนอนโรงพยาบาลและค่าใช้จ่ายในการรักษา สถิติที่ใช้ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ Fisher’s Exact Test สถิติ Kruskal Wallis Test และ สถิติ Mann-Whitney U Test ผลวิจัยพบว่า</p> <p>การผ่าตัดได้ภายใน 24 ชั่วโมงแรกมีระยะเวลาในการรักษา ค่าใช้จ่ายน้อยกว่าผ่าตัดหลัง 48 ชั่วโมง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p-value</em> < .001) แต่ภาวะแทรกซ้อนไม่แตกต่างกัน (<em>p-value</em> = .376)</p> <p>การดูแลผ่าตัดผู้ป่วยสูงอายุกระดูกสะโพกหักใน 24 ชั่วโมงแรก สามารถลดระยะเวลารักษาตัวในโรงพยาบาล ค่าใช้จ่ายในการรักษา และลดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดได้ดีกว่าผ่าตัดหลัง 24 ชั่วโมง</p>
2026-08-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/286701
ปัจจัยเชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อจริยธรรมวิชาชีพของนักศึกษาพยาบาลในยุคดิจิทัล มหาวิทยาลัยราชภัฏในประเทศไทย
2026-04-08T10:27:28+07:00
รัชนี ศรีตะวัน
ratchaneesritawan@gmail.com
ภูมิพิพัฒน์ รักพรมงคล
ratchaneesritawan@gmail.com
ประจบ ขวัญมั่น
ratchaneesritawan@gmail.com
<p>วิจัยแบบผสมผสานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องและจริยธรรมวิชาชีพ 2) สร้างโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อจริยธรรมวิชาชีพ และ 3) จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจริยธรรมวิชาชีพของนักศึกษาพยาบาลในยุคดิจิทัล มหาวิทยาลัยราชภัฏในประเทศไทย การวิจัยครั้งนี้ ผู้ให้ข้อมูลในการวิจัย ประกอบด้วย นักศึกษาพยาบาลมหาวิทยาลัยราชภัฎในประเทศไทย จำนวน 530 คน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น และพยาบาลวิชาชีพจากแหล่งฝึกภาคปฏิบัติ และนักวิชาการ และผู้ทรงคุณวุฒิด้านจริยธรรมวิชาชีพ จำนวน 10 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์มีโครงสร้าง เครื่องมือวิจัยมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .991 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ด้วยการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมวิชาชีพของนักศึกษาพยาบาลประกอบด้วย 6 ปัจจัย ได้แก่ คุณลักษณะ ภายใน พื้นฐานแห่งจริยธรรมวิชาชีพพยาบาล จิตสำนึกคุณธรรมเพื่อส่วนรวม การส่งเสริมจริยธรรมในระบบการศึกษา การปลูกฝังและถ่ายทอดจริยธรรมวิชาชีพ และสมรรถนะดิจิทัลในวิชาชีพพยาบาล</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในระดับดี (c</span><sup>2 </sup><span style="font-size: 0.875rem;">= 713.196, </span><em style="font-size: 0.875rem;">df </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 224, GFI = 891, AGFI = 0.850, NFI = 0.950, CFI = 0.970, RMSEA = 0.066) โดยปัจจัยด้านสมรรถนะ ดิจิทัลในวิชาชีพพยาบาลมีอิทธิพลรวมสูงสุด ต่อจริยธรรมวิชาชีพของนักศึกษาพยาบาล รองลงมาคือ ปัจจัยด้านการปลูกฝังและถ่ายทอดจริยธรรมวิชาชีพ และปัจจัยด้านการส่งเสริมจริยธรรมในระบบการศึกษา ตามลำดับ</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">3. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายพบว่า การพัฒนาจริยธรรมวิชาชีพในยุคดิจิทัลควรดำเนินการในลักษณะ “ระบบนิเวศจริยธรรมดิจิทัล โดยบูรณาการนโยบาย หลักสูตร การจัดการเรียนรู้ อาจารย์ต้นแบบ และการพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมวิชาชีพที่มีความรับผิดชอบ โปร่งใส และเคารพสิทธิผู้ป่วยในบริบทสังคมดิจิทัล</span></p> <p>ดังนั้น จึงควรกำหนดนโยบายและมาตรการในการเสริมสร้างจริยธรรมวิชาชีพของนักศึกษาพยาบาลในมหาวิทยาลัยราชภัฏอย่างเป็นระบบ ต่อเนื่อง และยั่งยืน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมดิจิทัลในอนาคต</p> <p> </p>
2026-08-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้