https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/issue/feed วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ 2026-03-13T00:00:00+07:00 Asst. Prof. Dr. Kittiporn Nawsuwan jock2667@gmail.com Open Journal Systems <p>วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและวิทยาลัยการสาธารณสุขภาคใต้ (SC-Net) จัดทำขึ้นภายใต้ความร่วมมือของวิทยาลัยพยาบาลและวิทยาลัยการสาธารณสุขในเขตภาคใต้ ประกอบด้วยวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สงขลา สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง ยะลา และวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดยะลาและตรัง รับบทความเกี่ยวกับการแพทย์ การพยาบาล การสาธารณสุข การศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ ออกปีละ 3 ฉบับ</p> https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/278660 การทบทวนขอบเขต: เครื่องมือวิจัยสำหรับการวัดความไวทางจริยธรรม ของผู้บริหารในองค์กรพยาบาล 2025-10-01T17:10:19+07:00 อัญชัญ วัฒนะพันธ์ศักดิ์ wattanapansak75@gmail.com เพชรน้อย สิงห์ช่างชัย phechnoy@gmail.com <p>การวิจัยการทบทวนอย่างเป็นระบบนี้เพื่อสรุปองค์ความรู้คุณลักษณะของบทความวิจัยและสังเคราะห์ แนวคิดเกี่ยวกับการสร้างเครื่องมือสำหรับวัดความไวทางจริยธรรมที่มีการตีพิมพ์ ใน พศ. 2553 – 2563 สืบค้นงานวิจัยจากวารสารฐานข้อมูลในระดับชาติและนานาชาติ มีการตีพิมพ์เผยแพร่งานวิจัยในประเทศไทยและงานวิจัยต่างประเทศ ได้แก่ CINAHL, ResearchGate, Google, Google Scholar, ProQuest, Thai LIS, ThaiJO, Academia, Science Direct และฐานข้อมูลอิเลคทรอนิกส์ของมหาวิทยาลัยที่ตรงตามเกณฑ์การเลือก มีการประเมิน คุณภาพบทความวิจัยโดยใช้แบบประเมินคุณภาพของเคเมท ลีและคุ๊ก และใช้สถิติแคปปา (Kappa Statistic) ทดสอบความสอดคล้องกันระหว่างผู้ประเมินรายงานและใช้สถิติเชิงพรรณนา ผลการทดสอบด้วยสถิติแคปปา พบว่าไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>k </em>= 0.54, <em>p-value</em> = .220) ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. รายงานวิจัยทั้งหมด 14 เรื่อง เกี่ยวกับการวัดความไวทางจริยธรรม ส่วนใหญ่ศึกษาในองค์กรการศึกษา (n = 7) ตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศทั้งหมด (n = 14 ) ทางด้านจิตวิทยามาก (n = 6 ) มาตรวัดนิยมใช้แบบลิเคิร์ทสเกล 5 - 7 ระดับ (n = 14) กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนมากที่สุด (n = 5) ขนาดกลุ่มตัวอย่างมากที่สุด คือ 200 - 300 คน (n = 9)</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. การเรียกเครื่องมือการวัดความไวทางจริยธรรมใช้คำว่า Moral Sensitivity Questionnaire (MSQ) หรือ Ethical Sensitivity Questionnaire คุณภาพเครื่องมือนิยมใช้การวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นด้วย Cronbach's Alpha เกณฑ์ค่าความเที่ยงของเครื่องมืออยู่ระว่าง .70 - .90 (n = 14) ใช้สถิติวิเคราะห์เครื่องมือด้วยสถิติ CFA และ EFA (n = 14) ส่วนแนวคิดการพัฒนาเครื่องมือด้านจริยธรรม ทุกบทความวิจัยใช้แนวคิดของ Rest ที่เน้นเรื่องของการตัดสินใจทางจริยธรรม (Ethical Decision) เป็นรากฐาน (n = 14)</span></p> <p>การวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า ยังไม่พบงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในประเทศไทยและศึกษาในองค์กรพยาบาลเรื่องการวัดความไวทางจริยธรรมสำหรับผู้บริหารในองค์กรพยาบาล ซึ่งผู้บริหารองค์กรพยาบาลควรมีเครื่องมือวัดความไวจริยธรรมที่มีคุณภาพมีความน่าเชื่อถือ และมีความตรงเชิงโครงสร้างในการประเมินหรือการวัดความไวทางจริยธรรม เพื่อใช้ประเมินศักยภาพการบริหารคนให้มีพฤติกรรมความไวทางจริยธรรม เพื่อลดข้อขัดแย้งปัญหาเชิงจริยธรรมและเพิ่มคุณภาพของงานในองค์กรพยาบาล</p> 2026-03-13T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/282309 ผลของการใช้โปรแกรมการให้บริการผ่านระบบเภสัชกรรมทางไกลต่อความร่วมมือ และความพึงพอใจในการใช้ยาของผู้ป่วยโรคเรื้อรัง จังหวัดสุโขทัย 2025-11-20T21:49:17+07:00 มนู เกตุเอี่ยม ketaiammanoo@gmail.com ทรรศนีย์ บุญมั่น ketaiammanoo@gmail.com <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบ 2 กลุ่ม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้โปรแกรมการให้บริการผ่านระบบเภสัชกรรมทางไกลต่อความร่วมมือในการใช้ยาของผู้ป่วยโรคเรื้อรัง จังหวัดสุโขทัย กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงและ/หรือเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีอายุ 18 – 60 ปี จำนวน 60 ราย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองที่ได้รับบริการเภสัชกรรมทางไกล 30 ราย และกลุ่มควบคุม 30 ราย ทำการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มอย่างง่ายใช้จับสลากเพื่อเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมสลับกัน ซึ่งกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการให้บริการผ่านระบบเภสัชกรรมทางไกล โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการเสริมสร้างพลังอำนาจ ร่วมกับทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม และกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามมาตรฐานปกติ ระยะเวลาการทดลอง 3 เดือน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) ระบบเภสัชกรรมทางไกลผ่านแอปพลิเคชันหมอพร้อม 2) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 3) แบบประเมินความร่วมมือในการใช้ยา (MAST) และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Paired t-test และ Independent t-test ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1.หลังการให้บริการผ่านเภสัชกรรมทางไกลกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความร่วมมือในการใช้ยาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับก่อนการทดลอง และกลุ่มควบคุม (</span><em style="font-size: 0.875rem;">p-value</em><span style="font-size: 0.875rem;"> &lt; .001)</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. หลังการให้บริการผ่านเภสัชกรรมทางไกลกลุ่มทดลองค่าเฉลี่ยคะแนนความพึงพอใจต่อบริการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับก่อนการทดลอง และกลุ่มควบคุม (</span><em style="font-size: 0.875rem;">p-value</em><span style="font-size: 0.875rem;"> &lt; .001)</span></p> <p>การบริการเภสัชกรรมทางไกลสามารถเพิ่มความร่วมมือในการใช้ยา และสร้างความพึงพอใจให้ผู้ป่วยโรคเรื้อรังได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นแนวทางที่สามารถขยายผลเพื่อสนับสนุนการจัดการโรคเรื้อรังในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านบุคลากรและระยะทาง</p> 2026-03-14T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/283350 การพัฒนาและทดสอบคุณภาพแบบประเมินสมรรถนะการจัดการสุขภาวะชุมชนของบัณฑิตพยาบาล 2026-01-14T09:44:02+07:00 ณัชชา สังขภิญโญ siriwan.c@tsu.ac.th ศิริวรรณ ชูกำเนิด scsiriwanch@gmail.com ยุพาวรรณ ทองตะนุนาม siriwan.c@tsu.ac.th ศุกร์ใจ เจริญสุข siriwan.c@tsu.ac.th ณัฐนันท์ วรสุข siriwan.c@tsu.ac.th ธิดา มุลาลินท์ siriwan.c@tsu.ac.th ชลดา กิ่งมาลา siriwan.c@tsu.ac.th ปฐพร แสงเขียวุ siriwan.c@tsu.ac.th <p>การวิจัยแบบผสมผสานนี้ ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพนำเชิงปริมาณ ตามแนวทางการพัฒนาเครื่องมือของDeVellis มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและทดสอบคุณสมบัติเชิงจิตวิทยาของแบบประเมินสมรรถนะการจัดการสุขภาวะชุมชนของบัณฑิตพยาบาล ประกอบด้วย 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การพัฒนาแบบประเมิน โดยการทบทวนวรรณกรรม การวิเคราะห์แนวคิดตามกรอบ Walker และ Avant การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 ท่าน และการสร้างแบบประเมินเชิงพฤติกรรมตามองค์ประกอบที่ได้จากการสังเคราะห์ และระยะที่ 2 การทดสอบคุณสมบัติของแบบประเมิน โดยการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา ความเข้าใจข้อคำถาม การประเมินคุณภาพเบื้องต้น โดยผ่านการตรวจสอบ ความเชื่อมั่นภายใน ด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค จากนั้นจึงทำการทดสอบภาคสนามโดยตรวจสอบความเชื่อมั่นภายใน การวิเคราะห์ข้อคำถาม และการตรวจสอบโครงสร้างองค์ประกอบด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ ในนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 4 จำนวน 577 คน ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> แบบประเมินที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 9 องค์ประกอบ จำนวน 59 ข้อ ได้แก่ (1) การวิเคราะห์และออกแบบการจัดการสุขภาวะชุมชน (2) การจัดการและการสื่อสารเชิงวัฒนธรรมและความเชื่อชุมชน (3) การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสุขภาวะชุมชน (4) การติดตามประเมินผลและขับเคลื่อนพัฒนาชุมชน (5) การวิจัยเชิงปฏิบัติการและการประสานงานเครือข่าย (6) การวางแผนกิจกรรมและการมีส่วนร่วมของชุมชน (7<strong>) </strong>การดำเนินงานเชิงปฏิบัติในพื้นที่ (8) ภาวะผู้นำและการจัดการทรัพยากร และ (9) การใช้หลักฐานเชิงประจักษ์และองค์ความรู้ทางวิชาการ องค์ประกอบทั้ง 9 สามารถอธิบายความแปรปรวนรวมได้ร้อยละ 50.04 และแบบประเมินมีค่าความเชื่อมั่นภายในสูง (Cronbach<strong>’</strong>s Alpha เท่ากับ .972)</p> <p>ผลการศึกษานี้ชี้ว่า แบบประเมินที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพเหมาะสม สามารถใช้เป็นเครื่องมือมาตรฐานเพื่อประเมินสมรรถนะการจัดการสุขภาวะชุมชนของบัณฑิตพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนพัฒนาหลักสูตรและการผลิตกำลังคนพยาบาลให้สอดคล้องกับบริบทระบบสุขภาพปฐมภูมิของประเทศ</p> 2026-03-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้