https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/issue/feed วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ 2022-05-27T11:12:38+07:00 ดร.กิตติพร เนาว์สุวรรณ jock2667@gmail.com Open Journal Systems <p>วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและวิทยาลัยการสาธารณสุขภาคใต้ (SC-Net) จัดทำขึ้นภายใต้ความร่วมมือของวิทยาลัยพยาบาลและวิทยาลัยการสาธารณสุขในเขตภาคใต้ ประกอบด้วยวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สงขลา สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง ยะลา และวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดยะลาและตรัง รับบทความเกี่ยวกับการแพทย์ การพยาบาล การสาธารณสุข การศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ ออกปีละ 3 ฉบับ</p> https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/246761 การจัดการเรียนรู้ภาคปฏิบัติทางการพยาบาลเพื่อส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผล 2021-08-12T13:50:47+07:00 มาลี คำคง malee06kk@gmail.com ภรณิอร พรผลอมร malee-kk@hotmail.com พีรยา นันทนาเนตร์ malee-kk@hotmail.com <p>การใช้ยาอย่างสมเหตุผล เป็นกระบวนการที่ผู้ป่วยได้รับยาเหมาะสมกับปัญหาสุขภาพ ในขนาดยาที่เหมาะสม ด้วยระยะเวลาการรักษาที่เหมาะสมและมีค่าใช้จ่ายต่อผู้ป่วยและชุมชนน้อยที่สุด แต่ในระบบสุขภาพพบว่าการใช้ยาไม่สมเหตุผลเป็นปัญหาสำคัญและเกิดผลกระทบต่อภาพรวมของประเทศ ส่งผลต่อผู้รับบริการและสังคมด้านความปลอดภัย ประสิทธิผลการรักษา ความคุ้มค่า ปัญหาเชื้อดื้อยา การเสียชีวิต และภาระค่าใช้จ่ายด้านยาของประเทศ นโยบายแห่งชาติด้านยาและยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบยาแห่งชาติ จึงขับเคลื่อนการพัฒนาระบบการผลิตและพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพในการใช้ยาอย่างสมเหตุผล วิชาชีพการพยาบาลจึงต้องพัฒนาตั้งแต่ระยะการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการเรียนรู้ภาคปฏิบัติเพื่อให้ผู้เรียนมีสมรรถนะการใช้ยาอย่างสมเหตุผล ได้แก่ 1) กำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้สอดคล้องกับสมรรถนะการใช้ยาอย่างสมเหตุผล 2) เตรียมความพร้อมผู้เรียน โดยทบทวนความรู้ หลักการ ความสำคัญของการใช้ยาอย่างสมเหตุผล เจตคติ และทักษะการใช้ยา 3) จัดสภาพแวดล้อมและสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ให้เอื้อต่อการเรียนรู้ 4) จัดการเรียนรู้การใช้ยาอย่างสมเหตุผลในสถานการณ์จริง ได้แก่ บริหารยาอย่างสมเหตุผล ฝึกทบทวนอุบัติการณ์ด้านยา จัดการเรียนรู้แบบสหสาขาวิชาชีพ สอนการพยาบาลในคลินิกด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผล และประยุกต์กุญแจ PLEASE สู่การใช้ยาอย่างสมเหตุผล และ 5) ประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนตามผลลัพธ์การเรียนรู้ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ภาคปฏิบัติเพื่อพัฒนาให้ผู้เรียนมีสมรรถนะการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในการปฏิบัติการพยาบาลตั้งแต่ระยะการศึกษาจนสำเร็จการศึกษาเป็นพยาบาลวิชาชีพในอนาคต</p> 2022-06-22T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/250303 การสื่อสารเกี่ยวกับ Low FODMAP ผ่านแอปพลิเคชัน 2021-12-14T15:20:13+07:00 วริทธิ์ ศรีสุขทวีรัตน์ varit.srisukthaveerat@gmail.com วิทยาธร ท่อแก้ว varit.srisukthaveerat@gmail.com สุภาภรณ์ ศรีดี varit.srisukthaveerat@gmail.com <p>การสื่อสารผ่านแอปพลิเคชันเป็นช่องทางการสื่อสารที่สะดวก ทันต่อยุคสมัย ผ่านโทรศัพท์สมาทโฟน หรือแท็ปเลต ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายในประชาชนทั่วไป สามารถนำไปสู่การสื่อสารโดยเฉพาะในเรื่องอาหารที่เรียกว่า Low FODMAP ในต่างประเทศนั้นมีการจัดทำและพัฒนาแอปพลิเคชันขึ้นเป็นจำนวนมาก สำหรับประเทศไทยนั้นไม่มีการจัดทำและพัฒนาแอปพลิเคชันขึ้น มีเพียงเป็นการสื่อสารรูปแบบอื่นๆ เช่น เว็บไซต์ สื่อสังคมออนไลน์ เป็นต้น โดยอาหารที่เรียกว่า Low FODMAP สามารถควบควบคุมโรคลำไส้แปรปรวน (IBS) หรือ ภาวะจุลินทรีย์ในลำไส้เล็กเจริญเติบโตมากผิดปกติ (SIBO) มีการสื่อสารมากขึ้นจากช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ บทความวิชาการ หรืองานวิจัย ซึ่งเป็นประเด็นน่าที่สนใจ สำหรับประเทศไทยอาหาร Low FODMAP ยังไม่เป็นที่รู้จัก ควรต้องมีการสื่อสารให้ความรู้เรื่อง Low FODMAP ให้มากขึ้น โดยที่สามารถทำให้การสื่อสารเข้าถึงง่าย เข้าใจง่าย และสะดวกในการนำไปใช้ โดยการจัดทำและพัฒนาในรูปแบบแอปพลิเคชันเกี่ยวกับอาหารที่เรียกว่า Low FODMAP โดยคนไทย จากการสำรวจนั้นพบว่ายังไม่มีการการจัดทำและพัฒนาแอปพลิเคชันดังกล่าว ซึ่งหากมีการจัดทำขึ้นสามารถนำมาประยุกต์โดยนำอาหารไทยเพิ่มเข้าไปในฐานข้อมูลเพื่อให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมการรับประทานอาหารของคนไทย ทั้งนี้ยังสามารถพัฒนารูปแบบของแอปพลิเคชันในรูปแบบการแสดงด้วยภาพโดยใช้ Internet of Thing (IoT) และเทคนิคปัญญาประดิษฐ์เข้ามาใช้ในการแสดงผล เพื่อทำให้เกิดความสะดวกสบายในการใช้งานมากขึ้น จนทำให้เกิดการแพร่หลายจนเป็นที่รู้จักเป็นวงกว้างในประเทศไทย ดังนั้น บทความนี้มีวัตถุประสงค์ที่กล่าวถึงแง่มุมเรื่องการสื่อสารผ่านแอปพลิเคชันเพื่อเป็นเครื่องมือที่ช่วยบุคคลคนที่เป็นโรคลำไส้แปรปรวนหรือภาวะจุลินทรีย์ในลำไส้เล็กเจริญเติบโตมากผิดปกติ สามารถควบคุมโรคด้วยอาหาร Low FODMAP</p> 2022-06-22T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/246417 แนวทางป้องกันปอดอักเสบในผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ (VAP): การทบทวนเนื้อหาจากงานวิจัย 2021-12-14T09:43:31+07:00 วนิดา ดุรงค์ฤทธิชัย catvanida04@gmail.com นพกมล ประจงทัศน์ vanida.dur@mail.pbru.ac.th <p>บทความวิชาการนี้เพื่อทบทวนงานวิจัยให้ได้แนวทางป้องกันปอดอักเสบในผู้ป่วยใช้เครื่องช่วยหายใจที่เป็นปัจจุบัน วิเคราะห์และสังเคราะห์เนื้อหาจากหลักฐานที่ตีพิมพ์ ค.ศ. 2009-2019 ประเมินคุณภาพตามเกณฑ์เมลนิคและไฟน์เอาท์-โอเวอร์ฮอลท์และโพลิทและฮังเกลอร์ พบหลักฐานระดับ 1 จำนวน 7 เรื่อง ระดับ 2 จำนวน 14 เรื่อง ระดับ 4 จำนวน 1 เรื่องและระดับ 5 จำนวน 1 เรื่อง แนวทางที่ได้แบ่งตามหลักการป้องกันประกอบด้วย 1) การลดโอกาสเสี่ยงปอดอักเสบ 2) การลด Micro-Aspiration ทางท่อช่วยหายใจ 3) การควบคุมการติดเชื้อ 4) การป้องกันการขยายตัวของแบคทีเรียและ 5) การจัดการเครื่องช่วยหายใจ กำหนดเป็นกลยุทธ์ป้องกันได้ 3 ด้าน คือ ด้านกายภาพ (การสอดท่อช่วยหายใจทางปาก ความถี่การเปลี่ยนอุปกรณ์ ชนิดและความถี่การเปลี่ยนเครื่องเพิ่มความชื้นในอากาศ ระบบดูดเสมหะ ความถี่การเปลี่ยนระบบดูดเสมหะในหลอดลม การระบายเสมหะทาง Subglottic ระยะเวลาที่เจาะคอ รูปแบบการกรองแบคทีเรีย) ด้านตำแหน่ง (การบำบัดด้วยเตียงเคลื่อนที่ การปรับตำแหน่งการนอน การนอนคว่ำ) และด้านเภสัชวิทยา (การใช้ยาปฏิชีวนะ การปนเปื้อนทางช่องปาก การป้องกันไซนัสอักเสบ) การทบทวนงานวิจัยทำให้ได้ข้อมูลสู่แนวปฏิบัติด้านการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ เป็นปัจจุบันและให้การพยาบาลในแนวทางเดียวกัน ช่วยลดช่องว่างของนโยบาย เพิ่มการปฏิบัติที่ดีบนบริบทการปฏิบัติงานจริงและให้ความสำคัญกับผู้ใช้บริการเป็นศูนย์กลางการดูแล </p> 2022-06-22T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/251201 การสนับสนุนที่จำเป็นต่อความสำเร็จในการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 ในพื้นที่ ชายแดนทางภาคเหนือของไทย: การศึกษาเชิงคุณภาพแบบพรรณนา 2021-10-20T11:11:25+07:00 พัชรินทร์ เงินทอง booboss117@hotmail.com นันทพร แสนศิริพันธ์ booboss117@hotmail.com นริศรา ใคร้ศรี booboss117@hotmail.com <p>การวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์มุมมองของบุคลากรทางสุขภาพต่อการสนับสนุนที่จำเป็นต่อความสำเร็จในการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 ในพื้นที่ชายแดนทางภาคเหนือของไทย ผู้ให้ข้อมูลเป็นบุคลากรสุขภาพจำนวน 36 คนที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลของอำเภอหนึ่งในเขตชายแดนทางภาคเหนือของไทย เลือกแบบเจาะจงโดยเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไวรัสโควิด-19 และปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนทางภาคเหนือของไทย เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกในช่วงเดือนเมษายน 2564 ถึงมิถุนายน 2564 และวิเคราะห์ข้อมูลแบบการวิเคราะห์แก่นสาระ ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>การสนับสนุนที่จำเป็นต่อความสำเร็จในการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 ในพื้นที่ชายแดนทางภาคเหนือของไทยในมุมมองของบุคลากรสุขภาพที่ปฏิบัติงาน ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ในพื้นที่ชายแดนทางภาคเหนือของไทย ประกอบด้วย 1) การสนับสนุนจากภาครัฐ ได้แก่ ความรู้ในเชิงลึกเกี่ยวกับการติดเชื้อโควิด-19 ความพียงพอของวัสดุอุปกรณ์ และค่าตอบแทนในการปฏิบัติงาน และ 2) ผู้นำและบทบาทของผู้นำ ได้แก่ ความชัดเจนของนโยบายและการสื่อสาร ความชัดเจนของระบบการจัดการ ความรอบรู้ของผู้นำ และบทบาทของผู้นำกับความร่วมมือกับชุมชน</p> <p>อย่างไรก็ตามการบริหารจัดการของภาครัฐยังพบช่องว่างในด้านการบริหารจัดการ ด้านความรู้ งบประมาณ และวัสดุอุปกรณ์ ให้กับบุคลากรสุขภาพที่ปฏิบัติงาน ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ที่สามารถนำไปใช้ในการกำหนดนโยบายและวางแผนการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด 19 โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนของไทยต่อไป</p> 2022-03-31T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/246002 การพัฒนารูปแบบการป้องกันการพลัดตกหกล้มของผู้ป่วยสูงอายุ โรงพยาบาลสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2021-08-28T22:36:23+07:00 ฟาอิส วาเลาะแต fais17fange@gmail.com บุญทิพย์ สิริธรังศรี Fais17fange@gmail.com นารีรัตน์ จิตรมนตรี Fais17fange@gmail.com เจือจันทน์ วัฒกีเจริญ Fais17fange@gmail.com <p>การวิจัยและพัฒนานี้เพื่อศึกษาหลักฐานเชิงประจักษ์ สร้างรูปแบบ และผลการนำรูปแบบการป้องกันการพลัดตกหกล้มของผู้ป่วยสูงอายุในโรงพยาบาลสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่พัฒนาไปใช้ ดำเนินการวิจัย 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 สืบค้นหลักฐานเชิงประจักษ์จากฐานข้อมูล 3 แหล่ง ได้แก่ Joanna Briggs Institute, Cochran Library, และงานวิจัยในประเทศฐาน TCI กลุ่ม 1 และ 2 วิเคราะห์ข้อมูลจากหลักฐานเชิงประจักษ์ ได้พิจารณาตามเกณฑ์ระดับความน่าเชื่อถือของสถาบันโจนนาบริกส์ ระยะที่ 2 สร้างเครื่องมือวิจัยโดยใช้ขั้นตอนของกระบวนการพยาบาล 4 ขั้นตอน เพื่อสร้างรูปแบบการป้องกันการพลัดตกหกล้มของผู้ป่วยสูงอายุ และเลือกแนวทางปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ ระยะที่ 3 ทดลองใช้ ปรับปรุงและประเมินผลการนำรูปแบบการป้องกันการพลัดตกหกล้ม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ พยาบาลวิชาชีพ เลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 10 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. หลักฐานเชิงประจักษ์ที่ได้จากการสืบค้นอย่างเป็นระบบ จำนวน 27 บทความ จากฐานข้อมูลต่างประเทศ 19 บทความ มีค่าคุณภาพงานวิจัยระดับมาก และจากศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย 8 บทความ</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. รูปแบบการป้องกันการพลัดตกหกล้มของผู้ป่วยสูงอายุ มีค่าเฉลี่ยความเหมาะสมโดยรวมอยู่ระดับมากที่สุด ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การประเมินภาวะเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้ม 2) การวางแผนการพยาบาลเพื่อป้องกันการพลัดตกหกล้ม 3) การปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการพลัดตกหกล้ม และ 4) การประเมินผลการปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการพลัดตกหกล้ม</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">3. ผลการนำรูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสม 4 ด้าน ได้แก่ 1) การใช้เวลาน้อยที่สุด 2) เข้าใจได้ง่ายที่สุด 3) มีความสะดวกมากที่สุด และ 4) มีความชัดเจนและครอบคลุมขั้นตอนการนำไปใช้มากที่สุด</span></p> <p>ควรให้ข้อมูลแก่ผู้ป่วยและญาติเรื่องการป้องกันการพลัดตกหกล้ม และให้ตระหนักถึงการเฝ้าระวังการพลัดตกหกล้มมากขึ้น เพื่อให้ผู้ป่วยเกิดความปลอดภัยและไม่เกิดอุบัติการณ์การพลัดตกหกล้ม</p> 2022-05-13T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/244433 ผลของโปรแกรมการพยาบาลโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน ต่อความตั้งใจในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของมารดาวัยรุ่นหลังคลอด 2021-09-16T13:35:32+07:00 ศศิมา ศรีเพ็ชร sasipor@hotmail.com ศศิกานต์ กาละ kalasasikarn@gmail.com <p>การวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการพยาบาลโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนต่อความตั้งใจในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของมารดาวัยรุ่นหลังคลอด กลุ่มตัวอย่างเป็นมารดาวัยรุ่นหลังคลอด ที่มีอายุน้อยกว่า 20 ปี มาคลอดปกติที่โรงพยาบาลศูนย์แห่งหนึ่งของภาคใต้คัดเลือกตามคุณลักษณะที่กำหนด จำนวน 60 ราย แบ่งออกเป็นกลุ่มควบคุม 30 ราย และกลุ่มทดลอง 30 ราย กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ ในขณะที่กลุ่มทดลองได้รับการพยาบาลโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ โปรแกรมการพยาบาลโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบบันทึกข้อมูลทั่วไปของมารดา 2) แบบวัดเจตคติเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และ 3) แบบวัดความตั้งใจในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ได้รับการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา โดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน และทดสอบหาค่าความเที่ยงของแบบวัดเจตคติเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และแบบวัดความตั้งใจในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดยใช้ค่าสัมประสิทธ์แอลฟาของครอนบาค ได้ค่าความเที่ยง เท่ากับ .73 และ .87 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทีอิสระ ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. มารดาวัยรุ่นหลังคลอดที่ได้รับโปรแกรมฯ มีคะแนนเฉลี่ยความตั้งใจในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;">=37.57, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;">=2.91) สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรม (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;">=34.33, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;">=.4.71) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. มารดาวัยรุ่นหลังคลอดที่ได้รับโปรแกรมฯ มีคะแนนเฉลี่ยความตั้งใจในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;">=37.57, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;">=2.91) สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;">=35.97, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;">=2.09) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</span></p> <p>ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า โปรแกรมการพยาบาลโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน ช่วยให้มารดาวัยรุ่นหลังคลอดมีความตั้งใจในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพิ่มมากขึ้น จึงควรนำไปใช้เป็นแนวทางในการสนับสนุนทางการพยาบาล เพื่อเพิ่มความสำเร็จของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในกลุ่มมารดาวัยรุ่นหลังคลอด</p> 2022-05-17T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/249526 ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อพฤติกรรมการควบคุมน้ำหนักและ การเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตามเกณฑ์ในหญิงตั้งครรภ์ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน 2021-12-28T13:50:22+07:00 ฐิติมา คาระบุตร tommythitima@gmail.com ตติรัตน์ เตชะศักดิ์ศรี tommythitima@gmail.com สุพิศ ศิริอรุณรัตน์ tatiratp@yahoo.com <p>การวิจัยแบบกึ่งทดลองแบบ 2 กลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อพฤติกรรมการควบคุมน้ำหนัก และการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตามเกณฑ์ในหญิงตั้งครรภ์ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน กลุ่มตัวอย่าง คือ หญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วนก่อนตั้งครรภ์ และฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลชัยนาทนเรนทร ระหว่างเดือนกันยายน พ.ศ. 2563 ถึง เดือนมกราคม พ.ศ. 2564 คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างเกณฑ์การคัดเข้า และสุ่มอย่างง่ายเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 25 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามพฤติกรรมการควบคุมน้ำหนัก มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา เท่ากับ 1.00 และค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบัค เท่ากับ .87 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา Chi-Square, Fisher’s Exact test, Mann-Whitney U และ t-test ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการควบคุมน้ำหนักสูงกว่ากลุ่มควบคุม (t<sub>48</sub> =3.91, <em>p</em>&lt;.001) และมีสัดส่วนของหญิงตั้งครรภ์ที่มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์มากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (c<sup>2 </sup>= 15.71, <em>p</em>&lt;.001)</p> <p>พยาบาลแผนกฝากครรภ์ควรนำโปรแกรมการจัดการตนเองนี้ไปประยุกต์ใช้เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการควบคุมน้ำหนักของหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน ส่งผลให้การเพิ่มขึ้นของน้ำหนักเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด</p> 2022-05-25T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/250397 ผลของแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อลดระดับความปวดหลังและป้องกันภาวะเลือดออกบริเวณแผลและจ้ำเลือดใต้ผิวหนังในผู้ป่วยมะเร็งตับที่เข้ารับการรักษา ด้วยวิธีให้ยาเคมีบำบัดทางหลอดเลือดแดง 2022-04-28T17:05:26+07:00 สุธิสา เต็มทับ sutisa.t@psu.ac.th กิตติกร นิลมานัต tsutisa@medicine.psu.ac.th รุ่งทิพย์ อุดมวิเศษสันต์ tsutisa@medicine.psu.ac.th กีรติ หงส์สกุล tsutisa@medicine.psu.ac.th <p> การวิจัยกึ่งทดลองแบบวัด 2 กลุ่ม โดยเปรียบเทียบกับข้อมูลย้อนหลังนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบระดับความปวดหลัง ภาวะเลือดออกบริเวณแผลและจ้ำเลือดใต้ผิวหนังในผู้ป่วยมะเร็งตับหลังเข้ารับการรักษาด้วยวิธีให้ยาเคมีบำบัดทางหลอดเลือดแดง (Transcatheter Arterial Chemoembolization: TACE) กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยมะเร็งตับที่เข้ารับการรักษาด้วยวิธี TACE จำนวน 304 ราย การศึกษาแบ่งเป็น 2 ช่วงเวลา คือ กลุ่มควบคุม จำนวน 152 ราย เก็บข้อมูลย้อนหลังจากเวชระเบียนก่อนใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลใหม่ ตั้งแต่ เดือนมกราคม พ.ศ. 2558 - เดือนตุลาคม พ.ศ. 2560 และกลุ่มทดลอง จำนวน 152 ราย เก็บข้อมูลแบบไปข้างหน้าหลังใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลใหม่ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2560 - เดือนตุลาคม พ.ศ. 2562 เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย 1) แบบประเมินระดับความปวดชนิดมาตรวัดตัวเลข 2) แบบประเมินภาวะเลือดออกบริเวณแผลและจ้ำเลือดใต้ผิวหนังใช้เครื่องมือ Hematoma Formation and Bleeding Scale เครื่องมือทั้ง 2 ชุด ผ่านการทดสอบความเที่ยงโดยการหาความเท่าเทียมกันของการสังเกตได้ค่าความสอดคล้องของค่าคะแนนในการวัดซ้ำเท่ากับ 1 ทดสอบสมมติฐานของการวิจัยด้วยสถิติทดสอบไคสแควร์และการทดสอบของฟิชเชอร์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) กลุ่มทดลองมีระดับความปวดหลังน้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p-value</em>&lt;0.001) 2) กลุ่มตัวอย่างทั้ง 2 กลุ่ม เกิดภาวะเลือดออกบริเวณแผลและจ้ำเลือดใต้ผิวหนังไม่แตกต่างกัน</p> <p>พยาบาลสามารถนำแนวปฏิบัติการพยาบาลใหม่ไปใช้ในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งตับที่เข้ารับการรักษาด้วยวิธี TACE เพื่อลดความทุกข์ทรมานจากความปวดหลัง</p> 2022-05-26T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/254368 ประสบการณ์นักศึกษาพยาบาลในการเรียนรู้รายวิชาปฏิบัติการพยาบาลผู้สูงอายุ แบบบูรณาการการเรียนการสอนกับการบริการวิชาการสู่สังคม 2022-05-10T10:17:32+07:00 พยอม ถิ่นอ่วน payom.t@mail.bcnlp.ac.th กัญญ์ณพัชญ์ ศรีทอง payom.t@mail.bcnlp.ac.th ถาวร ล่อกา payom.t@mail.bcnlp.ac.th ดุจเดือน เขียวเหลือง payom.t@mail.bcnlp.ac.th <p>การวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์การเรียนรู้รายวิชาปฏิบัติการพยาบาลผู้สูงอายุแบบบูรณาการการเรียนการสอนกับการบริการวิชาการสู่สังคม ทำการศึกษาในนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 3 จำนวน 40 คน ผู้ให้ข้อมูลหลักเป็น นักศึกษาหญิงและชายที่ฝึกปฏิบัติรายวิชาปฏิบัติการพยาบาลผู้สูงอายุครบตามระยะเวลาการฝึก 3 สัปดาห์ ทำการสนทนากลุ่ม สัมภาษณ์เชิงลึก สังเกต การจดบันทึกและใช้ข้อมูลการสะท้อนคิดหลังเสร็จสิ้นการฝึก 2 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลแบบแก่นสาระ ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>ประสบการณ์นักศึกษาพยาบาลในการเรียนรู้รายวิชาปฏิบัติการพยาบาลผู้สูงอายุโดยบูรณาการการเรียนการสอนกับการบริการวิชาการมีดังนี้ 1) การเอาชนะความท้าทาย ได้แก่ อุปสรรคการเรียนรู้ และท้อแต่ไม่ถอย 2) ทดลองหาวิธีอื่น ๆ 3) เห็นการเปลี่ยนแปลง ประสบการณ์การเรียนรู้แบบการบูรณาการการเรียนการสอนกับบริการวิชาการทำให้เกิดบทเรียนที่นำไปสู่การสร้างคุณค่าในตนเองของนักศึกษาเพื่อการดูแลผู้สูงอายุ</p> <p>ข้อเสนอแนะประสบการณ์การเรียนรู้นำไปสู่การพัฒนาจัดการเรียนรู้แก่ผู้เรียนในภาคปฏิบัติที่เน้นการบูรณาการการเรียนรู้ การใช้กิจการมการเรียนรู้ที่หลากหลาย การเรียนรู้ด้วยตนเองจะทำให้เกิดการเรียนรู้และการสร้างคุณค่าในตนเอง</p> 2022-06-08T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/252382 การพัฒนานวัตกรรมการป้องกันและการเสริมสร้างสุขภาพของพระสงฆ์เกี่ยวกับ โรคไม่ติดต่อเรื้อรังแบบมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในภาคเหนือ 2021-12-02T11:34:28+07:00 สุวรรณี สร้อยสงค์ suwannee.bcn2@gmail.com พระครูสุนทรธรรมนิทัศน์ suwannee.bcn2@gmail.com พระศักดิธัช แสงธง suwannee.bcn2@gmail.com คุณญา แก้วทันคำ suwannee.bcn2@gmail.com ยุทธพงศ์ อุณหทวีทรัพย์ suwannee.bcn2@gmail.com น้ำทิพย์ จองศิริ suwannee.bcn2@gmail.com <p>การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์สถานการณ์ พัฒนานวัตกรรม และประเมินประสิทธิผลนวัตกรรมการป้องกันโรคและการเสริมสร้างสุขภาพของพระสงฆ์เกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังแบบมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในภาคเหนือ การดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 วิเคราะห์สถานการณ์สุขภาพพระสงฆ์เกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง จากพระสงฆ์จำนวน 15 รูป เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ขั้นตอนที่ 2 พัฒนานวัตกรรม โดยผู้วิจัยนำผลการวิจัยจากขั้นตอนที่ 1 และทบทวนวรรณกรรม มายกร่างนวัตกรรม จากนั้นผ่านตรวจสอบคุณภาพนวัตกรรมจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ได้ค่า IOC .80-1.00 จึงนำไปทดลองใช้ ขั้นตอนที่ 3 ประเมินประสิทธิผลของนวัตกรรม กลุ่มตัวอย่างเป็นพระสงฆ์จำนวน 29 รูป เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบทดสอบความรู้ และแบบสอบถามความพึงพอใจได้ค่า IOCระหว่าง .80-1.00 แบบทดสอบความรู้และแบบสอบถามความพึงพอใจ ได้ค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นครอนบาค .75 และ .84 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและค่าทดสอบที ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. สถานการณ์สุขภาพพระสงฆ์เกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ได้แก่ 1) พระสงฆ์มีความรู้และพฤติกรรมการป้องกันและเสริมสร้างสุขภาพยังไม่เหมาะสม 2) ขาดความตระหนักเกี่ยวกับปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง 3) ญาติโยมขาดความรู้เกี่ยวกับการถวายอาหาร และ 4) พระสงฆ์มีกิจกรรมทางกายน้อย รวมทั้งพระสงฆ์ต้องการสร้างภาคีเครือข่ายการดูแลสุขภาพ</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. นวัตกรรม ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ 1) ชุดความรู้การป้องกันและการเสริมสร้างสุขภาพของพระสงฆ์เกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยใช้หลัก 3 อ 3 ส และ 2) วีดิทัศน์การบริหารร่างกายสำหรับพระสงฆ์ ได้ค่าความเหมาะสมของรูปแบบ (CVI) 0.97 และความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ (CVI) 0.93 ได้ค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นครอนบาค .84</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">3. หลังการใช้นวัตกรรมฯ พระสงฆ์มีคะแนนความรู้การป้องกันและเสริมสร้างสุขภาพเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;">=22.00, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;">=1.87) สูงกว่าก่อนใช้ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;">=19.69, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;">=2.35) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (</span><em style="font-size: 0.875rem;">p</em><span style="font-size: 0.875rem;"> &lt;.001) และพระสงฆ์มีความพึงพอใจต่อการใช้นวัตกรรม อยู่ในระดับมาก </span></p> <p>สรุปได้ว่า นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้น ทำให้พระสงฆ์มีความรู้เรื่องการป้องกันโรคและการเสริมสร้างสุขภาพเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมากขึ้น จึงควรนำนวัตกรรมไปใช้เพื่อลดการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง</p> 2022-06-20T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/252340 ผลของการสอนด้วยสถานการณ์จำลองเสมือนจริงต่อความสามารถ ในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ, การปฏิบัติทักษะทางการพยาบาลของนักศึกษาพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนต้นเฉียบพลัน 2021-12-22T09:13:25+07:00 เสาวพฤกษ์ ช่วยยก choyyok2509@gmail.com กมลชนก ทองเอียด soawapruek2509@gmail.com ฐิตารีย์ พันธุ์วิชาติกุล soawapruek2509@gmail.com สดากาญจน์ เอี่ยมจันทร์ประทีป soawapruek2509@gmail.com <p>การวิจัยแบบกึ่งทดลองมีกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการปฏิบัติทักษะทางการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนต้นเฉียบพลัน ของนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี จำนวน 108 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ได้รับการสอนแบบปกติด้วยการบรรยาย จำนวน 54 คน และกลุ่มที่ได้รับการสอนด้วยสถานการณ์จำลองเสมือนจริง จำนวน 54 คน โดยใช้วิธีการหยิบฉลากเข้ากลุ่ม เครื่องมือในการทดลอง ได้แก่ สถานการณ์จำลองเสมือนจริงผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนต้นเฉียบพลัน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ มีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาคเท่ากับ .716 และแบบประเมินการปฏิบัติทักษะทางการพยาบาลใช้การทดสอบด้วยวิธีแอลฟ่า และเบต้า วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ Paired t-test และสถิติ Independent t-test ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. ความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาพยาบาล ที่ได้รับการสอนด้วยสถานการณ์จำลองเสมือนจริง หลังการสอนสูงกว่าก่อนการสอนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (</span><em style="font-size: 0.875rem;">t</em><span style="font-size: 0.875rem;">=-2.157)</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. นักศึกษาพยาบาลที่ได้รับการสอนด้วยสถานการณ์จำลองเสมือนจริง มีคะแนนความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ สูงกว่านักศึกษาที่ได้รับการสอนแบบปกติด้วยการบรรยาย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (</span><em style="font-size: 0.875rem;">t</em><span style="font-size: 0.875rem;">=2.98)</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">3. ทักษะปฏิบัติทางการพยาบาลของนักศึกษาพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนต้นเฉียบพลัน ที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ทักษะการประเมินการหายใจ/การวัดความอิ่มตัวของออกซิเจน (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;">=2.75, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;">=0.62) ปฏิบัติได้ถูกต้องครบถ้วน ทักษะที่มีคะแนนเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ ทักษะการตรวจท้อง (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;">=0.58, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;">=0.66) มีการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">4. นักศึกษาพยาบาลที่ได้รับการสอนดวยสถานการณ์จำลองเสมือนจริง มีคะแนนการปฏิบัติทักษะทางการพยาบาล คิดเป็นร้อยละ 67.21 ต่ำกว่าเกณฑ์เปรียบเทียบ (≥ ร้อยละ 70)</span></p> <p>การสอนด้วยสถานการณ์จำลองเสมือนจริง สามารถช่วยพัฒนาความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาพยาบาลได้ และสามารถนำมาประเมินทักษะปฏิบัติทางการพยาบาลเพื่อใช้ในการจัดการสอนรายวิชาทางการพยาบาล และเตรียมความพร้อมให้แก่นักศึกษาพยาบาล ก่อนการขึ้นฝึกปฏิบัติการพยาบาลในหอผู้ป่วยจริง</p> 2022-06-20T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/249707 การพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ประเมินภาวะพร่องทางปัญญาขั้นต้น โดยใช้พหุกิจกรรมในผู้สูงอายุไทย 2021-08-25T15:03:48+07:00 ไพจิตร พุทธรอด paijit@bcnt.ac.th พีร วงศ์อุปราช paijit@bcnt.ac.th ยุทธนา จันทะขิน paijit@bcnt.ac.th <p>การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ประเมินภาวะพร่องทางปัญญาขั้นต้นแบบพหุกิจกรรมสำหรับผู้สูงอายุไทย กลุ่มตัวอย่างเป็นอาสาสมัครผู้สูงอายุในสถานสงเคราะห์คนชราบ้านศรีตรัง อำเภอเมือง จังหวัดตรัง ใช้วิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 30 คน โดยมีคุณสมบัติคือ อายุ 60-80ปี อ่านออก การได้ยินและการมองเห็นปกติ ถนัดมือขวาและไม่มีภาวะซึมเศร้า เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบวัดภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุไทย แบบทดสอบสภาพสมองเบื้องต้นฉบับ และแบบประเมินพุทธิปัญญา เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองคือ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ประเมินภาวะพร่องทางปัญญาแบบพหุกิจกรรม เครื่องมือได้รับการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน พร้อมทำการวิเคราะห์เพื่อหาคุณภาพเครื่องมือ ด้วยการทดสอบความตรงเชิงเนื้อหา ความเที่ยงและสถิติทดสอบความแตกต่างกัน และคำนวณขนาดอิทธิพลของความแตกต่าง ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> โปรแกรมคอมพิวเตอร์ประเมินภาวะพร่องทางปัญญาขั้นต้นแบบพหุกิจกรรม ประกอบด้วย 3 กิจกรรม คือ กิจกรรมสตรูปภาพและเสียง กิจกรรมเรียกคืนความจำภาพ และกิจกรรมเรียกคืนความจำเสียงไปศึกษานำร่อง พบว่าการเปรียบเทียบสัดส่วนค่าคะแนนความถูกต้องและระยะเวลาตอบสนอง มีความแตกต่างกันทั้ง 3 กลุ่ม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการตรวจสอบคุณภาพความตรงเชิงเนื้อหา ค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหารายข้อ มีค่ามากกว่า .78 ทุกข้อ ทั้งภาพสถานที่และเสียงสถานที่และค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาทั้งฉบับ เท่ากับ .91 และผลการตรวจสอบคุณภาพความเที่ยง เพื่อประเมินความเป็นไปได้ในการนำไปใช้งานจริงของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ประเมินภาวะพร่องทางปัญญาแบบพหุกิจกรรม ได้ค่าความเที่ยงแบบครอนบาชอัลฟ่า เท่ากับ .92</p> <p>แสดงว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ประเมินภาวะพร่องทางปัญญาขั้นต้นแบบพหุกิจกรรม สามารถนำไปใช้ประเมินเพื่อจำแนกภาวะพร่องทางปัญญาในผู้สูงอายุได้</p> 2022-06-20T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/249813 ประสิทธิผลของโปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมการป้องกัน โรคหลอดเลือดสมองในผู้สูงอายุโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร 2021-08-31T17:30:38+07:00 พิชชานันท์ สงวนสุข pitchanan2557saguansuk@gmail.com ศันสนีย์ เมฆรุ่งเรืองวงศ์ sunsaneem@nu.ac.th <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มแบบวัดซ้ำนี้ เพื่อศึกประสิทธิผลของโปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในผู้สูงอายุโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อายุ 60 ปีขึ้นไป ที่มารับบริการที่คลินิกโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โรงพยาบาลคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร จำนวน 98 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ๆ ละ 49 คน โดยกลุ่มควบคุมได้รับคำแนะนำปกติ กลุ่มทดลองจะได้รับโปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตน ร่วมกับคำแนะนำปกติ เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์และติดตามที่ 16 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนในการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง แบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะของตนเอง และแบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง ผ่านการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน ได้ค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ด้านการับรู้สมรรถนะแห่งตน เท่ากับ .87 ด้านพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง เท่ากับ .90 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา สถิติ Independent t-test วิเคราะห์ความแปรปรวนเมื่อมีการวัดซ้ำภายในกลุ่มด้วย ทดสอบรายคู่ด้วย Bonferroni ผลการวิจัย พบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. ค่าคะแนนเฉลี่ยของพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง การรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง ภายหลังทดลอง 12 สัปดาห์ และระยะติดตาม 16 สัปดาห์ สูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับคำแนะนำตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. ค่าคะแนนเฉลี่ยของพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง การรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง หลังทดลอง 12 สัปดาห์ และระยะติดตาม 16 สัปดาห์ สูงกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001</span></p> <p>จากผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่ากิจกรรมกระบวนการกลุ่มและการเยี่ยมบ้านช่วยให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเองของผู้สูงอายุ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขควรใช้กระบวนการกลุ่มและการเยี่ยมบ้านในการจัดกิจกรรมส่งเสริมความรู้และการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในผู้สูงอายุที่มีโรคเรื้อรัง</p> 2022-06-20T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/249902 ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของนักศึกษาระดับอาชีวศึกษา และนักศึกษาระดับอุดมศึกษา จังหวัดมหาสารคาม 2021-12-09T21:08:05+07:00 สงครามชัยย์ ลีทองดีสกุล wilawun.c@ubru.ac.th วิลาวัณย์ ชาดา wilawun.chada@gmail.com <p>การวิจัยเชิงสำรวจภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความรู้ ทัศนคติ การปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ และพฤติกรรมการสูบบุหรี่ และ 2) ศึกษาปัจจัยทำนายพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของของนักศึกษาระดับอาชีวศึกษาและนักศึกษาระดับอุดมศึกษาในพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาระดับอาชีวศึกษาและนักศึกษาระดับอุดมศึกษา จากสถาบันการศึกษาจำนวน 5 แห่ง ในพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม จำนวน 806 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกทวิ โดยวิธี Enter (Binary logistic regression) ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. กลุ่มนักศึกษาที่สูบบุหรี่พบว่า อายุที่เริ่มสูบบุหรี่เฉลี่ย 13.42 ปี จำนวนบุหรี่ที่สูบ 3.58 มวน/วัน ด้านความรู้เกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบมีระดับสูง ร้อยละ 50.87 มีทัศนคติต่อกฎหมายว่าด้วยการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบอยู่มีระดับมาก ร้อยละ 66.75 และส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบมีระดับน้อยที่สุด ร้อยละ 69.23</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการสูบบุหรี่ ได้แก่ 1) เพศ 2) อายุ 3) ประวัติการสูบบุหรี่ของเพื่อน และ 4) การปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ ซึ่งสมการที่ได้จากการวิจัยนี้ สามารถอธิบายพฤติกรรมการสูบบุหรี่ได้ ได้ร้อยละ 35.80</span></p> <p>ดังนั้น แม้ว่าพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของกลุ่มนักศึกษาจะมีระดับต่ำ อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรส่งเสริมให้มีความรู้อย่างถูกต้อง เพื่อเพิ่มพูนทัศนคติที่ถูกต้อง และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการสูบบุหรี่ให้ลดลง</p> 2022-06-20T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/252346 การพัฒนารูปแบบการป้องกันโรคฟันผุในนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนต้น โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมแบบ AIC : โรงเรียนบ้านนิบงพัฒนา ตำบลสะเตงนอก อำเภอเมือง จังหวัดยะลา 2021-12-29T23:16:42+07:00 กมลวรรณ สุวรรณ kamonwan@bcnyala.ac.th ซัมซูดีน เจะเฮาะ kamonwan@bcnyala.ac.th <p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนา และประเมินผลการใช้รูปแบบการป้องกันโรคฟันผุในนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนต้น โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมแบบ AIC ในโรงเรียนบ้านนิบงพัฒนา ตำบลสะเตงนอก อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ดำเนินการวิจัย 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ระยะเตรียมการ เป็นการศึกษาสภาพปัญหาและสาเหตุของโรคฟันผุในเด็กวัยเรียน ผู้ให้ข้อมูลคือผู้ปกครองนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนต้น โรงเรียนบ้านนิบงพัฒนา อ.เมือง จ.ยะลา จำนวน 47 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรม ระยะที่ 2 ระยะดำเนินการพัฒนารูปแบบด้วยกระบวนการแบบมีส่วนร่วม (AIC) กลุ่มตัวอย่างเลือกแบบเฉพาะเจาะจงประกอบด้วยตัวแทนผู้ปกครอง ครู เจ้าหน้าที่ทันตาภิบาล พยาบาลผู้รับผิดชอบงานอนามัยโรงเรียน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และเจ้าหน้าที่เทศบาล รวมจำนวน 30 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แนวทางการสนทนากลุ่มและแบบสังเกต และระยะที่ 3 ระยะประเมินผลการใช้รูปแบบฯ กลุ่มตัวอย่าง คือผู้ปกครองนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนต้น โรงเรียนบ้านนิบงพัฒนา อ.เมือง จ.ยะลา จำนวน 45 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมของผู้ปกครอง และแบบสอบถามความพึงพอใจ ผ่านการตรวจหาความตรงด้านเนื้อหา ได้ค่า IOC ระหว่าง 0.67 - 1.00 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและใช้สถิติ Paired sample t-test ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์เชิงเนื้อหาผลการวิจัย พบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. รูปแบบการป้องกันโรคฟันผุในเด็กวัยเรียนที่ได้เป็นการอาศัยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในทุกขั้นตอนเพื่อให้การดำเนินงานด้านการป้องกันโรคฟันผุมีความต่อเนื่อง โดยแบ่งผู้รับผิดชอบและกิจกรรมออกเป็น 4 ระดับคือ 1) ระดับหน่วยบริการปฐมภูมิ 2) ระดับโรงเรียน 3) ระดับชุมชน และ 4) ระดับครอบครัว</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. ผู้ปกครองมีความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมในการดูแลสุขภาพช่องปากเพื่อป้องกันการเกิดโรคฟันผุในนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนต้นเพิ่มขึ้นหลังเข้าร่วมกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001</span></p> <p>ดังนั้น จึงควรมีการนำรูปแบบการป้องกันโรคฟันผุในเด็กวัยเรียนโดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมแบบ AIC นี้ ไปประยุกต์ใช้กับชุมชนอื่นๆ เพื่อให้ได้รูปแบบที่เหมาะสมกับบริบทของชุมชนนั้นๆ</p> 2022-06-17T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/246009 การพัฒนารูปแบบความรอบรู้สุขภาพของวัยรุ่นน้ำหนักเกิน โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และเครือข่ายสังคม ในเขตสุขภาพที่ 12 2021-12-13T14:48:53+07:00 นฤมล พราหมเภทย์ naruemonc@bcnt.ac.th พรสุข หุ่นนิรันดร์ ying16411@gmail.com <p>การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการเกี่ยวกับน้ำหนักเกิน 2) พัฒนารูปแบบความรอบรู้สุขภาพโดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และเครือข่ายสังคม 3) ประเมินรูปแบบในวัยรุ่นน้ำหนักเกิน ดำเนินการ 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการ กลุ่มตัวอย่างเป็นวัยรุ่นน้ำหนักเกิน ผู้บริหารโรงเรียน ครู ผู้ปกครอง แม่ค้าขายอาหาร บุคลากรสาธารณสุข จำนวน 180 คน เครื่องมือวิจัยที่ใช้เป็นแบบสอบถามความรอบรู้สุขภาพวัยรุ่นน้ำหนักเกิน การสัมภาษณ์เจาะลึก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณา และ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบ เปรียบเทียบความรอบรู้สุขภาพ พฤติกรรมสุขภาพ น้ำหนัก ในวัยรุ่นน้ำหนักเกิน 60 คน การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุคูณ ระยะที่ 3 ประเมินรูปแบบ ใช้วิธีเก็บข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างเป็นวัยรุ่นน้ำหนักเกิน จำนวน 30 คน ผู้บริหารโรงเรียน ครู ผู้ปกครอง แม่ค้าขายอาหาร บุคลากรสาธารณสุข จำนวน 16 คน เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสอบถามความ พึงพอใจรูปแบบ และการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณา และวิเคราะห์ข้อมูลคุณภาพโดยวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1.ความรอบรู้สุขภาพวัยรุ่นภาวะน้ำหนักเกิน ในเขตสุขภาพที่ 12 แต่ละด้านส่วนใหญ่อยู่ในระดับพอใช้ (<em>M</em>=2.64, <em>SD</em>=0.66) ในโรงเรียนต้องการให้จำหน่ายอาหารลดน้ำหนัก ส่งเสริมออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง อุปกรณ์กีฬาเพียงพอ ให้บุคลากรสาธารณสุขมาให้ความรู้มีคนคอยติดตามควบคุม</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. APP WEIGHT LOSS ประกอบด้วย 1) APP: Application 2) W: Weak improve 3) E: Environment Arrange 4) I: Incentives 5) G: Goal 6) H: Health Learning Together 7) T: Tell 8) L: lockdown 9) O : Own 10) S: Social Network 11) S: Self Assessment and Awareness หลังการใช้รูปแบบ 12 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยของความรอบรู้ทุกด้านและพฤติกรรมสุขภาพเพื่อป้องกันน้ำหนักเกินสูงกว่าก่อนทดลองแตกต่างกันกับกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 และกลุ่มทดลองมีน้ำหนักเฉลี่ยลดลงมากกว่ากลุ่มควบคุมแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">3. ความพึงพอใจรูปแบบโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก พึงพอใจมากที่สุดด้านการเป็นประโยชน์ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;">=4.32, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;">=0.15)</span></p> <p>ดังนั้น โรงเรียนควรมีนโยบายพัฒนาความรอบรู้สุขภาพวัยรุ่นน้ำหนักเกินทุกราย และมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และเครือข่ายสังคมมาใช้ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้รู้สึกว่าการลดน้ำหนักง่ายขึ้น ป้องกันการเกิดโรคอ้วนซึ่งแก้ไขยาก</p> 2022-06-20T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/249770 การจัดกระทำเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม: การทบทวนอย่างเป็นระบบ 2021-12-27T10:13:42+07:00 เปรมฤดี บริบาล fadpei@bcnu.ac.th จินดารัตน์ ชัยอาจ fadpei@gmail.com ชมพูนุท ศรีรัตน์ fadpei@gmail.com <p>การทบทวนอย่างเป็นระบบนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสรุปประสิทธิผลของการจัดกระทำเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม จากงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์และไม่ได้ตีพิมพ์ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ที่รายงานไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2003 ถึง ค.ศ. 2020 เครื่องมือที่ใช้ในการทำวิจัยประกอบด้วย 1) แบบคัดกรองงานวิจัยตามเกณฑ์ที่กำหนด 2) แบบประเมินคุณภาพงานวิจัย 3) แบบบันทึกผลการสกัดข้อมูล โดยสืบค้นงานวิจัยจากฐานข้อมูลต่าง ๆ ได้แก่ PubMed, CINAHL, ProQuest Medical Library, Wiley Online Library, Science Direct, Cochrane library, Springer Link, Scopus, Google scholar, Web of Science และ ThaiLis ผลการวิจัย พบว่า</p> <p>มีวิธีการจัดกระทำเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิต ได้แก่ 1) การออกกำลังกาย 2) การให้ความรู้ 3) การจัดกระทำด้านจิตวิทยา 4) การใช้จินตภาพ 5) กิจกรรมบำบัด 6) กายภาพบำบัด 7) การแพทย์ทางเลือก และ 8) กิจกรรมการพยาบาล สำหรับประสิทธิผลของการจัดกระทำพบว่า การออกกำลังกายสามารถเพิ่มคุณภาพชีวิตด้านร่างกายผู้ป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (SMD 0.66, 95% CI 0.30-1.02, <em>p</em>&lt;.0001) โดยการออกกำลังกายแบบต้านแรงสามารถเพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ป่วยด้านร่างกายได้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (SMD 0.77, 95% CI 0.22-1.33, <em>p</em>=.006) การออกกำลังกายร่วมกันทั้งแบบแอโรบิกและต้านแรงไม่มีผลต่อ คุณภาพชีวิตผู้ป่วยด้านร่างกายและด้านจิตใจ นอกจากนี้งานวิจัยที่นำมาวิเคราะห์มีความไม่เป็นเอกพันธ์ในระดับปานกลาง สำหรับการให้ความรู้ไม่สามารถเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้ ส่วนวิธีการจัดกระทำอื่น ๆ พบว่ายังไม่สามารถสรุปผลได้ชัดเจนเนื่องจากมีการศึกษาจำนวนน้อย</p> <p>การทบทวนอย่างเป็นระบบครั้งนี้ ให้ข้อเสนอแนะว่าการออกกำลังกาย สามารถเพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ป่วยด้านร่างกายได้ การนำไปใช้ควรมีการประเมินติดตามผู้ป่วยเป็นระยะ ๆ ส่วนการจัดกระทำโดยวิธีอื่น ๆ ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อสรุปประสิทธิผลของการจัดกระทำ</p> 2022-06-20T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/246563 การพัฒนารูปแบบการจัดการมูลฝอยติดเชื้อในชุมชน เขตสุขภาพที่ 4 2022-05-06T09:48:38+07:00 ประจวบ แสงดาว mohtoynida@gmail.com วิสาขา ภู่จินดา mohtoynida@gmail.com <p>การวิจัยเชิงผสมผสานนี้ ประยุกต์ใช้ CIPP-I Model ในการประเมินผลสัมฤทธิ์ของการจัดการมูลฝอยติดเชื้อในชุมชน เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการมูลฝอยติดเชื้อในชุมชน เขตสุขภาพที่ 4 โดยแบ่งเป็น 5 ระยะ ได้แก่ 1) ทบทวน กฎหมาย มาตรการ การจัดการมูลฝอยติดเชื้อในชุมชน 2) ศึกษาศักยภาพการจัดการมูลฝอยติดเชื้อในชุมชน เขตสุขภาพที่ 4 ด้วยแบบสอบถาม จากผู้รับผิดชอบการจัดการมูลฝอยติดเชื้อในระดับตำบล จำนวน 260 คน สุ่มตัวอย่างแบบโค้วต้าและสุ่มแบบง่าย 3) ศึกษาปัจจัยความสำเร็จในการจัดการมูลฝอยติดเชื้อ พื้นที่ต้นแบบ 4 จังหวัด ด้วยการสัมภาษณ์ จากผู้รับผิดชอบการจัดการมูลฝอยติดเชื้อ ใน สสจ, รพ.แม่ข่าย, สสอ., ทต. และ รพ.สต.จำนวน 20 คน สุ่มโดยวิธีเฉพาะเจาะจง 4) การร่างรูปแบบการจัดการมูลฝอยติดเชื้อในชุมชนจากการถอดบทเรียนปัจจัยความสำเร็จและรูปแบบในการจัดการมูลฝอยติดเชื้อ พื้นที่ต้นแบบ 4 จังหวัดโดยผู้วิจัย 5) การยืนยันรูปแบบฯ ด้วยแบบสอบถามและการสนทนากลุ่ม กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้รับผิดชอบการจัดการมูลฝอยติดเชื้อ ใน รพ.สต., สสอ., โรงพยาบาลแม่ข่าย และ อปท. ในเขตสุขภาพที่ 4 จำนวน 100 คน โดยวิธีเฉพาะเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. ศักยภาพการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อในชุมชน มีศักยภาพต่ำ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;">=0.33 </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;">=0.470)</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. รูปแบบการจัดการมูลฝอยติดเชื้อในชุมชน ประกอบด้วย 1) ด้านบริบท คือ (ก) จัดทำเทศบัญญัติ,ข้อตกลงในการจัดการมูลฝอยติดเชื้อ (ข) จัดทำแผนงานร่วมกันในการจัดการมูลฝอยติดเชื้อ (ค) การใช้กฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง 2)ด้านปัจจัยนำเข้า คือ (ก) สนับสนุนงบประมาณและวัสดุในการจัดการมูลฝอยติดเชื้อ (ข) มอบหมายบุคลากรที่ชัดเจน 3)ด้านกระบวนการ คือ (ก) ให้ความรู้กับผู้ป่วยและผู้ดูแลผู้ป่วย (ข) จัดทำฐานข้อมูลผู้ป่วยในชุมชน (ค) การติดตามประเมินผล 4) ด้านผลผลิต คือ (ก) ช่องทางการรายงานและสอบถาม (ข)การบันทึกปริมาณมูลฝอยติดเชื้อ (ค) มีที่พักมูลฝอยติดเชื้อที่ได้มาตรฐาน 5) ด้านผลกระทบ ได้แก่ (ก)ประเมินผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (ข) การเฝ้าระวังความเสี่ยงจากการจัดการมูลฝอยติดเชื้อในชุมชน โดยรูปแบบการจัดการมูลฝอยติดเชื้อในชุมชน มีความเหมาะสม (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;">=4.18, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;">=0.629) และความเป็นได้ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;">=3.86, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;">=0.829) ในระดับมาก</span></p> <p>ควรมีการนำรูปแบบการจัดการมูลฝอยติดเชื้อในชุมชนไปใช้ ในการจัดการมูลฝอยติดเชื้อในชุมชน ซึ่งการจัดการมูลฝอยติดเชื้อตั้งแต่ต้นทางที่ถูกต้องเหมาะสมจะช่วยลดผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมได้</p> 2022-06-22T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/254506 ผลของโปรแกรมการดูแลผู้สูงอายุต่อความวิตกกังวล และคุณภาพชีวิตที่สัมพันธ์กับสุขภาพ 2022-05-27T11:12:38+07:00 วรวุฒิ ชมภูพาน worawut@scphkk.ac.th วรางคณา ชมภูพาน warangkana@scphkk.ac.th ฐากูร เกชิต mu_noi@hotmail.com เสาวลักษณ์ ศรีดาเกษ saowaluk@scphkk.ac.th สุขสรรค์ นิพนธ์ไชย suksun@scphkk.ac.th วิชัย อึงพินิจพงศ์ wiceun@yahoo.com <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการดูแลผู้สูงอายุต่อความวิตกกังวลและคุณภาพชีวิตที่สัมพันธ์กับสุขภาพ กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุที่มีความวิตกกังวล แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบอย่างละ 36 ราย เครื่องมือที่ใช้คือ แบบวัดความวิตกกังวลและแบบวัดคุณภาพชีวิตที่สัมพันธ์กับสุขภาพ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการดูแลเพื่อผ่อนคลายความวิตกกังวลนาน 12 เดือน กลุ่มเปรียบเทียบมีวิถีชีวิตตามปกติ โดยมีกิจกรรมการดำเนินการที่สำคัญคือการเยี่ยมบ้าน การใช้แอปพลิเคชั่นในการสื่อสารด้านสุขภาพกับเจ้าหน้าที่ การใช้การนวดไทยเพื่อการบำบัดเก็บรวบรวมข้อมูลก่อนและหลังการทดลอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติทดสอบที ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>หลังเข้าโปรแกรมกลุ่มทดลองมีความวิตกกังวลที่ลดลงและยังพบว่าคุณภาพชีวิตที่สัมพันธ์กับสุขภาพเพิ่มขึ้นแตกต่างจากกลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001</p> <p>จะเห็นได้ว่าโปรแกรมการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุมีผลต่อความวิตกกังวลที่ลดลงอีกทั้งยังส่งผลให้มีคุณภาพชีวิตที่สัมพันธ์กับสุขภาพที่ดีขึ้น</p> 2022-06-22T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/247469 ผลของโปรแกรมการเรียนรู้แบบผสมผสานต่อพฤติกรรมสุขภาพ ในสตรีที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ 2021-08-17T15:00:35+07:00 อัจฉรา อาสน์ปาสา ton-or_adchara@hotmail.com ปิยะนุช ชูโต piyanut.x@cmu.ac.th นงลักษณ์ เฉลิมสุข piyanut.x@cmu.ac.th <p>การวิจัยแบบทดลองสุ่มกลุ่มตัวอย่างไม่สมบูรณ์ แบบ 2 กลุ่ม วัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเรียนรู้แบบผสมผสานต่อพฤติกรรมสุขภาพในสตรีที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ระหว่างกลุ่มได้รับโปรแกรมการเรียนรู้แบบผสมผสานและกลุ่มไม่ได้รับโปรแกรมการเรียนรู้แบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างคือ สตรีที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์มีอายุครรภ์อยู่ในช่วง 20-24 สัปดาห์ ที่มารับบริการฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ระหว่างเดือนสิงหาคม ถึง เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2563 จำนวน 52 ราย เข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม จำนวนกลุ่มละ 26 ราย กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการเรียนรู้แบบผสมผสานร่วมกับคำแนะนำตามปกติ และกลุ่มควบคุมได้รับคำแนะนำตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจัย ได้แก่ 1) โปรแกรมการเรียนรู้แบบผสมผสาน และ 2) คู่มือการดูแลตนเองสำหรับสตรีที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล และ 2) แบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพของสตรีที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ได้ผ่านการพิจารณาความตรงเชิงเนื้อหา มีค่าคะแนนเท่ากับ 1 และมีความเชื่อมั่นเท่ากับ .87 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา สถิติทดสอบของฟิชเชอร์เอ็กแซค สถิติทดสอบสองกลุ่มที่เป็นอิสระต่อกัน และสถิติทดสอบสองกลุ่มที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. กลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมการเรียนรู้แบบผสมผสานมีค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมสุขภาพมากกว่าก่อนได้รับโปรแกรมเรียนรู้แบบผสมผสานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">p</em><span style="font-size: 0.875rem;">&lt;.001)</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. กลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมการเรียนรู้แบบผสมผสานมีค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมสุขภาพมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">p</em><span style="font-size: 0.875rem;">&lt;.001)</span></p> <p>ผลการวิจัยครั้งนี้เสนอแนะว่า พยาบาลผดุงครรภ์สามารถนำโปรแกรมการเรียนรู้แบบผสมผสาน ไปใช้ในการให้การพยาบาลเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพในสตรีที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้</p> 2022-06-22T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้