https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/issue/feed
วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้
2026-08-24T15:30:53+07:00
Asst. Prof. Dr. Kittiporn Nawsuwan
jock2667@gmail.com
Open Journal Systems
<p>วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและวิทยาลัยการสาธารณสุขภาคใต้ (SC-Net) จัดทำขึ้นภายใต้ความร่วมมือของวิทยาลัยพยาบาลและวิทยาลัยการสาธารณสุขในเขตภาคใต้ ประกอบด้วยวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สงขลา สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง ยะลา และวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดยะลาและตรัง รับบทความเกี่ยวกับการแพทย์ การพยาบาล การสาธารณสุข การศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ ออกปีละ 3 ฉบับ</p>
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/285328
ผลของการใช้รูปแบบการป้องกันการพลัดตกหกล้มต่อความรู้ พฤติกรรม และความพึงพอใจ ของผู้สูงอายุในชุมชนภายใต้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโคกเคียน จังหวัดนราธิวาส
2026-05-15T14:00:44+07:00
วรากร ฟาอิส วาเลาะแต
fais17fange@gmail.com
อัครีม๊ะ กาเซ็ง
fais17fange@gmail.com
โรฮานี บินตีฮะซัน
fais17fange@gmail.com
<p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มเปรียบเทียบวัดหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้รูปแบบการป้องกันการพลัดตกหกล้มในชุมชนต่อความรู้ พฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้มและความพึงพอใจต่อการดูแลตามรูปแบบของผู้สูงอายุที่อยู่ภายใต้การดูแลของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโคกเคียน จังหวัดนราธิวาส กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุ จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 30 คน โดยกลุ่มทดลองได้รับรูปแบบการป้องกันการพลัดตกหกล้มที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ ขณะที่กลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามแนวปฏิบัติปกติของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโคกเคียน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบทดสอบความรู้เกี่ยวกับการป้องกันการพลัดตกหกล้ม แบบประเมินพฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้ม และแบบสอบถามความพึงพอใจต่อการดูแลตามรูปแบบการป้องกันการพลัดตกหกล้ม ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (CVI = 1.00) และมีค่าความเชื่อมั่นอยู่ในระดับสูง (KR-20 = .94; Cronbach’s alpha = .94–.97) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติ Mann–Whitney U test ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. หลังทดลองผู้สูงอายุในกลุ่มทดลองมีความรู้เกี่ยวกับการป้องกันการพลัดตกหกล้ม สูงกว่ากลุ่มควบคุม</span><span style="font-size: 0.875rem;">อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. หลังทดลองผู้สูงอายุในกลุ่มทดลองมีคะแนนพฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้ม สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">3. หลังทดลองผู้สูงอายุในกลุ่มทดลองมีคะแนนความพึงพอใจต่อการดูแลตามรูปแบบการป้องกันการพลัดตกหกล้มอยู่ในระดับมากที่สุด (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 73.07, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 1.84)</span></p> <p>ควรนำรูปแบบการป้องกันการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุในชุมชน ไปใช้ในชุมชนจังหวัดนราธิวาสที่มีบริบทพหุวัฒนธรรม เพื่อเฝ้าระวัง ประเมินความเสี่ยง และปรับสภาพแวดล้อมในบ้าน ลดโอกาสการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุได้อย่างเหมาะสมกับพื้นที่</p>
2026-07-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/284957
การศึกษารูปแบบบริการและต้นทุนรายกิจกรรมการบริการทางทันตกรรมของเด็กอายุ 0-12 ปี: กรณีศึกษาจังหวัดเชียงใหม่
2026-05-17T18:41:37+07:00
นภชา สิงห์วีรธรรม
noppcha@cmu.ac.th
อนนต์ เฟื่องขจร
anon.anonymous57190271@gmail.com
รักชนก นุชพ่วง
noppcha.s@cmu.ac.th
ปิยะนารถ จาติเกตุ
noppcha.s@cmu.ac.th
อารีรัตน์ นิรันต์สิทธิรัชต์
noppcha.s@cmu.ac.th
นันทิยา เสถียรวุฒิวงศ์
noppcha.s@cmu.ac.th
นุชนารถ ต้นกิตติรัตนกุล
noppcha.s@cmu.ac.th
<p>การศึกษาแบบผสมวิธี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการจัดบริการและต้นทุนรายกิจกรรมการจัดบริการทางทันตกรรมช่องปากของเด็กอายุ 0-12 ปี ของโรงพยาบาลหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ประกอบด้วย 2 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 ศึกษารูปแบบการจัดบริการ คัดเลือกผู้ให้บริการทางทันตกรรมช่องปากแบบเฉพาะเจาะจงจำนวน 8 คน ทำการสัมภาษณ์แบบกลุ่มด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ขั้นตอนที่ 2 ศึกษาต้นทุนการจัดบริการในมุมมองของผู้ให้บริการปีงบประมาณ 2567 โดยใช้แบบบันทึกข้อมูลต้นทุน วิเคราะห์และนําเสนอข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. รูปแบบการจัดบริการทางทันตกรรมช่องปากเด็ก 0-12 ปี ในสถานบริการมีทันตแพทย์เป็น ผู้ให้บริการเป็นหลัก เช่น การตรวจฟัน อุดฟัน ขูดหินปูน เป็นต้น โดยทันตาภิบาลช่วยให้บริการในหัตถการที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน ส่วนการจัดบริการนอกสถานบริการมีทันตาภิบาลเป็นผู้ให้บริการเป็นหลัก โดยเน้นกิจกรรมส่งเสริมป้องกันโรค เช่น การทาหรือเคลือบฟลูออไรด์ และการให้ทันตสุขศึกษา เป็นต้น</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. ต้นทุนทางตรงของการจัดบริการทางทันตกรรมช่องปากเด็กอายุ 0-12 ปี เท่ากับ 13,605,650.19 บาท ประกอบด้วย ค่าแรง 12,289,893.58 บาท (ร้อยละ 90.33) ค่าวัสดุ 750,591.28 บาท (ร้อยละ 5.52) และค่าครุภัณฑ์ 565,165.33 บาท (ร้อยละ 4.15) ต้นทุนรวมกิจกรรมการส่งเสริมและป้องกันโรคสุขภาพช่องปาก ในสถานบริการ เท่ากับ 486,124.69 บาท ต้นทุนต่อครั้ง เท่ากับ 71.51 บาท ต้นทุนรวมกิจกรรมการส่งเสริมและป้องกันโรคสุขภาพช่องปากนอกสถานบริการ เท่ากับ 1,398,628.12 บาท ต้นทุนต่อครั้ง เท่ากับ 75.74 บาท และต้นทุนรวมโครงการกิจกรรมการส่งเสริมและป้องกันโรคสุขภาพช่องปาก เท่ากับ 793,466.88 บาท ต้นทุนต่อครั้ง เท่ากับ 99.52 บาท</span></p> <p> การศึกษานี้เป็นข้อมูลในการวางแผนจัดสรรงบประมาณ ทรัพยากร และบุคลากร ให้สอดคล้องกับต้นทุน ลดภาระการขาดทุนของหน่วยงาน และยังสามารถใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับการประเมินความคุ้มค่าของโครงการส่งเสริมและป้องกันโรคสุขภาพช่องปากได้ในอนาคต</p>
2026-08-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/285784
การศึกษาผลการผ่าตัดในผู้ป่วยสูงอายุกระดูกรอบสะโพกหักจากการดูแลแบบเร่งด่วน ในโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ณ อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา
2026-03-18T21:28:00+07:00
ปิยะโชค พรหมสุทธิ์
kae_kung4@hotmail.com
<p>การศึกษาย้อนหลังนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการผ่าตัดในผู้ป่วยสูงอายุที่มีปัญหากระดูกหักรอบสะโพกแบบเร่งด่วนในโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ณ อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา ตั้งแต่เดือนมกราคม 2564 ถึง ธันวาคม 2667 ในผู้ป่วยกระดูกรอบสะโพกหัก จำนวน 134 คน อายุมากกว่า 60 ปี รวบรวมข้อมูลตั้งแต่ 1 มกราคม 2564 ถึง 31 ธันวาคม 2567 เก็บข้อมูลการรักษาในโรงพยาบาล ได้แก่ การผ่าตัดได้ใน 24 ชั่วโมง 24 - 48 ชั่วโมง48 - 72 ชั่วโมง และมากกว่า 72 ชั่วโมง ภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด ระยะเวลาในการนอนโรงพยาบาลและค่าใช้จ่ายในการรักษา สถิติที่ใช้ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ Fisher’s Exact Test สถิติ Kruskal Wallis Test และ สถิติ Mann-Whitney U Test ผลวิจัยพบว่า</p> <p>การผ่าตัดได้ภายใน 24 ชั่วโมงแรกมีระยะเวลาในการรักษา ค่าใช้จ่ายน้อยกว่าผ่าตัดหลัง 48 ชั่วโมง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p-value</em> < .001) แต่ภาวะแทรกซ้อนไม่แตกต่างกัน (<em>p-value</em> = .376)</p> <p>การดูแลผ่าตัดผู้ป่วยสูงอายุกระดูกสะโพกหักใน 24 ชั่วโมงแรก สามารถลดระยะเวลารักษาตัวในโรงพยาบาล ค่าใช้จ่ายในการรักษา และลดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดได้ดีกว่าผ่าตัดหลัง 24 ชั่วโมง</p>
2026-08-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/286701
ปัจจัยเชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อจริยธรรมวิชาชีพของนักศึกษาพยาบาลในยุคดิจิทัล มหาวิทยาลัยราชภัฏในประเทศไทย
2026-04-08T10:27:28+07:00
รัชนี ศรีตะวัน
ratchaneesritawan@gmail.com
ภูมิพิพัฒน์ รักพรมงคล
ratchaneesritawan@gmail.com
ประจบ ขวัญมั่น
ratchaneesritawan@gmail.com
<p>วิจัยแบบผสมผสานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องและจริยธรรมวิชาชีพ 2) สร้างโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อจริยธรรมวิชาชีพ และ 3) จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจริยธรรมวิชาชีพของนักศึกษาพยาบาลในยุคดิจิทัล มหาวิทยาลัยราชภัฏในประเทศไทย การวิจัยครั้งนี้ ผู้ให้ข้อมูลในการวิจัย ประกอบด้วย นักศึกษาพยาบาลมหาวิทยาลัยราชภัฎในประเทศไทย จำนวน 530 คน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น และพยาบาลวิชาชีพจากแหล่งฝึกภาคปฏิบัติ และนักวิชาการ และผู้ทรงคุณวุฒิด้านจริยธรรมวิชาชีพ จำนวน 10 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์มีโครงสร้าง เครื่องมือวิจัยมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .991 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ด้วยการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมวิชาชีพของนักศึกษาพยาบาลประกอบด้วย 6 ปัจจัย ได้แก่ คุณลักษณะ ภายใน พื้นฐานแห่งจริยธรรมวิชาชีพพยาบาล จิตสำนึกคุณธรรมเพื่อส่วนรวม การส่งเสริมจริยธรรมในระบบการศึกษา การปลูกฝังและถ่ายทอดจริยธรรมวิชาชีพ และสมรรถนะดิจิทัลในวิชาชีพพยาบาล</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในระดับดี (c</span><sup>2 </sup><span style="font-size: 0.875rem;">= 713.196, </span><em style="font-size: 0.875rem;">df </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 224, GFI = 891, AGFI = 0.850, NFI = 0.950, CFI = 0.970, RMSEA = 0.066) โดยปัจจัยด้านสมรรถนะ ดิจิทัลในวิชาชีพพยาบาลมีอิทธิพลรวมสูงสุด ต่อจริยธรรมวิชาชีพของนักศึกษาพยาบาล รองลงมาคือ ปัจจัยด้านการปลูกฝังและถ่ายทอดจริยธรรมวิชาชีพ และปัจจัยด้านการส่งเสริมจริยธรรมในระบบการศึกษา ตามลำดับ</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">3. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายพบว่า การพัฒนาจริยธรรมวิชาชีพในยุคดิจิทัลควรดำเนินการในลักษณะ “ระบบนิเวศจริยธรรมดิจิทัล โดยบูรณาการนโยบาย หลักสูตร การจัดการเรียนรู้ อาจารย์ต้นแบบ และการพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมวิชาชีพที่มีความรับผิดชอบ โปร่งใส และเคารพสิทธิผู้ป่วยในบริบทสังคมดิจิทัล</span></p> <p>ดังนั้น จึงควรกำหนดนโยบายและมาตรการในการเสริมสร้างจริยธรรมวิชาชีพของนักศึกษาพยาบาลในมหาวิทยาลัยราชภัฏอย่างเป็นระบบ ต่อเนื่อง และยั่งยืน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมดิจิทัลในอนาคต</p> <p> </p>
2026-08-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/284745
คุณภาพชีวิตการทำงานของบุคลากรในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ภายหลังการถ่ายโอนสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัด: กรณีศึกษาจังหวัดนครสวรรค์
2026-04-04T08:53:43+07:00
ฐิติชญา ปัณณกิจจากุล
thitichayapan@scphpl.ac.th
ดาวรุ่ง คำวงศ์
daoroong.k@scphpl.ac.th
<p>การวิจัยเชิงพรรณนาภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบคุณภาพชีวิตการทำงาน รวมถึงศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตการทำงานของบุคลากรในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ภายหลังการถ่ายโอนสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์ กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากร รพ.สต. ที่ได้รับการถ่ายโอนในปีงบประมาณ 2566 – 2567 จำนวน 320 คน คัดเลือกด้วยวิธีการสุ่มแบบชั้นภูมิ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ที่มีค่าความเชื่อมั่น .97 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยคุณภาพชีวิตการทำงานก่อนและหลังการถ่ายโอนโดยใช้สถิติ Paired t-test และวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตการทำงานด้วยการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน กำหนดระดับนัยสำคัญที่น้อยกว่า .05 ผลวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. คุณภาพชีวิตการทำงานโดยรวมทั้ง 8 องค์ประกอบของบุคลากรในรพ.สต. ภายหลังการถ่ายโอนอยู่ในระดับสูง (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 3.93, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 0.62) และมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าก่อนการถ่ายโอนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">t</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 8.17,</span><em style="font-size: 0.875rem;">p-value</em><span style="font-size: 0.875rem;"> < .001) โดยทุกองค์ประกอบมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">p-value</em><span style="font-size: 0.875rem;"> < .001)</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตการทำงานของบุคลากรหลังการถ่ายโอน ได้แก่ ด้านกระบวนการบริหารด้านการสนับสนุนยาและเวชภัณฑ์ ด้านระบบสารสนเทศ ด้านการให้บริการสุขภาพ และอายุงาน โดยสามารถร่วมกันพยากรณ์คุณภาพชีวิตการทำงานได้ร้อยละ 63.5 (</span><em style="font-size: 0.875rem;">R<sup>2</sup></em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 0.641, </span><em style="font-size: 0.875rem;">Adjusted R</em><sup>2</sup><span style="font-size: 0.875rem;"> = 0.635, </span><em style="font-size: 0.875rem;">p-</em><em style="font-size: 0.875rem;">value</em><span style="font-size: 0.875rem;"> < .05)</span></p> <p>การศึกษาครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าการถ่ายโอน รพ.สต. ไปยัง อบจ. มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของคุณภาพชีวิตการทำงานของบุคลากร โดยปัจจัยด้านการบริหารจัดการและการสนับสนุนระบบบริการเป็นปัจจัยสำคัญ ดังนั้น ผู้บริหารควรพัฒนาระบบบริหารและการสนับสนุนทรัพยากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตการทำงานและประสิทธิภาพการปฏิบัติงานภายหลังการถ่ายโอน</p>
2026-08-12T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/287225
ประสบการณ์ชีวิตของผู้ป่วยที่มีนิ่วในท่อทางเดินน้ำดีซ้ำภายหลังการผ่าตัดถุงน้ำดี
2026-04-05T21:29:08+07:00
เสาวลักษณ์ เนตรชัง
saowaluk@unc.ac.th
จิราพร ศรีพลากิจ
jiraporn@unc.ac.th
<p>การวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยาเชิงพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรยายประสบการณ์ชีวิตของผู้ป่วยที่มีนิ่วในท่อทางเดินน้ำดีซ้ำภายหลังการผ่าตัดถุงน้ำดี ผู้ให้ข้อมูลจำนวน 12 คน คัดเลือกแบบเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด คือ ได้รับการยืนยันทางรังสีวิทยาหรือ ERCP ว่ามีนิ่วในท่อทางเดินน้ำดีซ้ำภายหลังการผ่าตัดถุงน้ำดีอย่างน้อย 1 ครั้ง มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ และยินดีเข้าร่วมการวิจัย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยแนวคำถาม กึ่งโครงสร้าง ณ สถานที่ที่ผู้ให้ข้อมูลสะดวกและมีความเป็นส่วนตัว วิเคราะห์ข้อมูลตามแนวทางของ Colaizzi 7 ขั้นตอน และตรวจสอบความน่าเชื่อถือด้วยการตรวจสอบสามเส้า การทำ Member Checking และการรักษา Audit Trail ตลอดกระบวนการวิจัย ผลวิจัยพบว่า</p> <p>ข้อค้นพบ 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ ประเด็นที่ 1 ความตกใจและความสับสนเมื่อทราบว่าเกิดนิ่วซ้ำ ซึ่งครอบคลุมความไม่เชื่อต่อการวินิจฉัย ความกลัวต่อการรักษาที่ต้องเผชิญซ้ำ และการตั้งคำถามต่อสาเหตุของการเกิดซ้ำ ประเด็นที่ 2 ผลกระทบที่ทอดยาวในทุกมิติของชีวิต ครอบคลุมความเจ็บปวดและข้อจำกัดทางร่างกาย ภาระทางจิตใจและความไม่แน่ใจในอนาคต และผลกระทบต่อครอบครัวและภาระค่าใช้จ่าย ประเด็นที่ 3 การค้นหาหนทางและการปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับโรค ครอบคลุมการปรับพฤติกรรมสุขภาพด้วยตนเอง การพึ่งพาแรงสนับสนุนทางสังคมและจิตใจ และการแสวงหาข้อมูลเกี่ยวกับโรคและการรักษา และประเด็นที่ 4 ความต้องการการดูแลที่มองเห็นตัวตนและต่อเนื่อง ครอบคลุมความต้องการข้อมูลที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย การสนับสนุนทางอารมณ์อย่างแท้จริงจากบุคลากรสุขภาพ และระบบติดตามดูแลต่อเนื่องหลังจำหน่าย</p> <p>ผลการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าการกลับมาเป็นนิ่วซ้ำในท่อทางเดินน้ำดีก่อให้เกิดประสบการณ์ที่ซับซ้อนในลักษณะวงจรแห่งความไม่แน่นอนที่วนซ้ำ ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการรักษาทางการแพทย์เพียงอย่างเดียว พยาบาลจึงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาการดูแลแบบองค์รวมที่ตอบสนองต่อทุกมิติของประสบการณ์ชีวิต รวมถึงการสร้างระบบการดูแลต่อเนื่องที่เชื่อมโยงโรงพยาบาลกับชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-08-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/286077
ผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ทีมเป็นฐานและกรณีศึกษาเป็นฐานต่อความรู้ การให้เหตุผลทางคลินิก และการเรียนรู้แบบนำตนเองของนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 3 รายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ 2
2026-05-14T16:28:46+07:00
สมจิตต์ สินธุชัย
somchit@bcns.ac.th
วนรัตน์ แสงหัวช้าง
somchit@bcns.ac.th
กุลิสรา ขุนพินิจ
somchit@bcns.ac.th
ภัทรมลวิรัล ภคพัชรภิรมย์
somchit@bcns.ac.th
<p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ทีมเป็นฐานและกรณีศึกษาเป็นฐานต่อความรู้ การให้เหตุผลทางคลินิกและการเรียนรู้แบบนำตนเองของนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 3 รายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ 2 กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาพยาบาล ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สระบุรี จำนวน 118 คน สุ่มได้กลุ่มที่เรียนรู้โดยใช้ทีมเป็นฐาน และกรณีศึกษาเป็นฐาน กลุ่มละ 60 และ 58 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบวัดความรู้ 2) แบบวัดการให้เหตุผลทางคลินิก และ 3) แบบวัดการเรียนรู้แบบนำตนเอง มีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ .88, .94 และ .94 ตามลำดับ ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .91, .94 และ .95 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติพรรณนา และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. คะแนนเฉลี่ยความรู้ การให้เหตุผลทางคลินิกและการเรียนรู้แบบนำตนเองของกลุ่มที่เรียนรู้โดยใช้ทีมเป็นฐานหลังทดลองสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. คะแนนเฉลี่ยความรู้ การให้เหตุผลทางคลินิกของกลุ่มที่เรียนรู้โดยใช้กรณีศึกษาเป็นฐาน หลังทดลอง</span><span style="font-size: 0.875rem;">สูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยคะแนนเฉลี่ยการเรียนรู้แบบนำตนเองสูงกว่าก่อนทดลอง แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">3. คะแนนเฉลี่ยความรู้ การให้เหตุผลทางคลินิกหลังทดลองของกลุ่มที่เรียนรู้โดยใช้ทีมเป็นฐาน และกรณีศึกษาเป็นฐานไม่แตกต่างกัน แต่คะแนนเฉลี่ยการเรียนรู้แบบนำตนเองของกลุ่มที่เรียนโดยใช้ทีมเป็นฐานสูงกว่าการเรียนโดยใช้กรณีศึกษาเป็นฐานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</span></p> <p>ผลการวิจัยเสนอแนะให้อาจารย์จัดการเรียนรู้โดยใช้ทีมเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมความรู้ การให้เหตุผลทางคลินิกและการเรียนรู้แบบนำตนเอง และจัดการเรียนรู้แบบกรณีศึกษาเป็นฐานเพื่อส่งเสริมความรู้ และการให้เหตุผลทางคลินิกของนักศึกษาพยาบาล</p>
2026-08-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/286398
การเปรียบเทียบการจัดบริการสุขภาพดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ระหว่างโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่เข้าร่วมและไม่เข้าร่วมกองทุนดูแลระยะยาว สำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในจังหวัดลำปาง
2026-04-09T21:22:02+07:00
ปาจรีย์ แขไข
pajareekaekai@gmail.com
นภชา สิงห์วีรธรรม
noppcha.s@cmu.ac.th
พัลลภ เซียวชัยสกุล
noppcha.s@cmu.ac.th
<p>การวิจัยแบบผสมวิธีโดยเลือกใช้แบบคู่ขนานเข้าหากัน มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษารูปแบบการจัดบริการ และ 2) เปรียบเทียบต้นทุนและประสิทธิผลการจัดบริการสุขภาพดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงระหว่างโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ที่เข้าร่วมและไม่เข้าร่วมกองทุนดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง (Long Term Care: LTC) ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จังหวัดลำปาง ประกอบด้วย 2 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 วิจัยเชิงคุณภาพศึกษารูปแบบการจัดบริการ เลือกตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 12 คน โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ขั้นตอนที่ 2 วิจัยเชิงปริมาณเปรียบเทียบต้นทุนและประสิทธิผลการจัดบริการปีงบประมาณ 2567 โดยใช้แบบบันทึกข้อมูลต้นทุน ประกอบด้วย ค่าวัสดุและค่าเยี่ยมบ้าน และแบบบันทึกข้อมูลคะแนนความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน (ADL) กลุ่มตัวอย่าง 292 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่ามัธยฐาน สถิติ Sign Test และ สถิติ Mann-Whitney U-Test ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. รูปแบบการจัดบริการ ทั้ง 2 กลุ่ม เน้นการดูแลสุขภาพที่บ้านเป็นหลักและมีการประเมิน ADL ตลอดจนมีระบบการดูแลต่อเนื่องผ่านโปรแกรม COC ในกลุ่ม รพ.สต. ที่เข้าร่วมกองทุน LTC มีกลไกการบริหารจัดการและงบประมาณเหมาจ่ายที่ชัดเจน 10,442 บาทต่อคน/ต่อปี มีผู้ดูแลที่ได้รับค่าตอบแทนและเยี่ยมบ้านสม่ำเสมอตามแผนการดูแลรายบุคคล ในขณะที่กลุ่ม รพ.สต. ที่ไม่เข้าร่วมกองทุน LTC มีนโยบายสนับสนุนที่ไม่ชัดเจน ไม่มีการจัดทำแผนการดูแลรายบุคคลและใช้งบประมาณภายในร่วมกับการระดมทรัพยากรจากภาคประชาสังคม</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. ต้นทุนการจัดบริการ พบว่า มีค่ามัธยฐานของต้นทุนรวมทั้งหมดระหว่าง รพ.สต. ที่เข้าร่วมและไม่เข้าร่วมกองทุน LTC แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 (</span><em style="font-size: 0.875rem;">p-value</em><span style="font-size: 0.875rem;"> < .001) และประสิทธิผลการจัดบริการ พบว่า ค่ามัธยฐาน คะแนน ADL ทั้งภายในกลุ่มและระหว่างกลุ่ม ทั้งก่อนและหลังได้รับบริการ พบว่าไม่แตกต่างกัน</span></p> <p>การบริหารจัดการภายใต้กองทุน LTC สามารถคงระดับคะแนน ADL ได้เท่าเทียมกับการดูแลแบบปกติแต่ใช้ต้นทุนรวมทั้งหมดต่ำกว่า ถือว่าระบบมีประสิทธิภาพทางต้นทุนที่คุ้มค่ามากกว่า จึงควรสนับสนุนให้ อปท. ที่ยังไม่เข้าร่วมกองทุน LTC เข้ามาบริหารจัดการภายใต้กองทุนนี้เพื่อความยั่งยืนทางการเงินของระบบสาธารณสุข</p>
2026-09-22T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/286697
ผลของโปรแกรมส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยมะเร็งปอดที่ได้รับยาเคมีบำบัด
2026-06-09T18:32:17+07:00
อนงค์ศักดิ์ กองนิล
Anongsak@nmu.ac.th
กัมพล อินทรทะกูล
kampon.int@gmail.com
กร วรากรวรวุฒิ
Kampon.int@gmail.com
อพัชนิภา บุญหลี
kampon.int@gmail.com
ธนัญภรณ์ ภูมี
Kampon.int@gmail.com
ไตรรงค์ ชูทรงเดช
kampon.int@gmail.com
<p>การวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุมนี้วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยมะเร็งปอดที่ได้รับยาเคมีบำบัดประยุกต์แนวคิดสมรรถนะแห่งตนของแบนดูรามาใช้ในการพัฒนาโปรแกรมที่ครอบคลุมการสร้างประสบการณ์ตรงการเรียนรู้จากแบบอย่าง การโน้มน้าวทางวาจาและการจัดการภาวะอารมณ์กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยมะเร็งปอดที่ได้รับยาเคมีบำบัด จำนวน 60 คน คัดเลือกตามเกณฑ์ที่กำหนด และสุ่มจัดสรรเข้ากลุ่มทดลอง 30 คน และกลุ่มควบคุม 30 คน ด้วยวิธีสุ่มแบบบล็อกสลับลำดับ (Random Permuted Blocks) กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนเป็นระยะเวลา8สัปดาห์ขณะที่กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามแนวทางมาตรฐานปกติเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลและแบบประเมินพฤติกรรมการดูแลตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Chi-Square Test, Fisher Exact Test, Paired T-Test และ Independent T-Test ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. ภายในกลุ่มพบว่าหลังการทดลองกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">t </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 27.255, </span><em style="font-size: 0.875rem;">p-value </em><span style="font-size: 0.875rem;">< .001) ขณะที่กลุ่มควบคุมมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองก่อนและหลังการทดลองไม่แตกต่างกัน (</span><em style="font-size: 0.875rem;">t </em><span style="font-size: 0.875rem;">= .399, </span><em style="font-size: 0.875rem;">p-value </em><span style="font-size: 0.875rem;">= .699) </span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. ระหว่างกลุ่ม พบว่า ก่อนการทดลอง กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองไม่แตกต่างกัน (</span><em style="font-size: 0.875rem;">t </em><span style="font-size: 0.875rem;">= .100, </span><em style="font-size: 0.875rem;">p-value </em><span style="font-size: 0.875rem;">= .911) แต่หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ย พฤติกรรมการดูแลตนเองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">t </em><span style="font-size: 0.875rem;">= -27.777, </span><em style="font-size: 0.875rem;">p-value </em><span style="font-size: 0.875rem;">< .001)</span></p> <p>ดังนั้น โปรแกรมส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนอาจนำมาใช้เป็นแนวทางเบื้องต้นสำหรับพยาบาลหรือบุคลากรสุขภาพในการให้ความรู้ สนับสนุน และติดตาม พฤติกรรมการดูแลตนเองผ่านแอปพลิเคชันไลน์ เพื่อส่งเสริมความต่อเนื่องในการดูแลตนเองของผู้ป่วยมะเร็งปอดที่ได้รับยาเคมีบำบัด</p>
2026-10-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/286102
ผลของโปรแกรมการสร้างความตระหนักรู้ต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองของกลุ่มเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองในตำบลเตาปูน จังหวัดราชบุรี
2026-04-09T21:18:50+07:00
ปาลิตา จำเหล่
j.palita04@gmail.com
รักชนก คชไกร
rukchanok.kos@mahidol.ac.th
จันทิมา ฤกษ์เลื่อนฤทธิ์
juntima.rer@mahidol.edu
<p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่ม โดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการสร้างความตระหนักรู้ต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองของกลุ่มเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองในตำบลเตาปูน จังหวัดราชบุรี จำนวนทั้งสิ้น 60 คน สุ่มอย่างง่ายด้วยวิธีการจับฉลาก แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ จำนวน 30 คน ซึ่งกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการสร้างความตระหนักรู้ต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ขณะที่กลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามมาตรฐานของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเขาราบ เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ได้ค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .766 ทำการวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติ Paired T-Test และ สถิติ Independent T-Test ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. หลังการทดลองกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยของคะแนนการสร้างความตระหนักรู้ต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองสูงกว่าก่อนการทดลองและสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (</span><em style="font-size: 0.875rem;">p-value</em><span style="font-size: 0.875rem;"> < .05)</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. หลังการทดลองกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองสูงกว่าก่อนการทดลองและสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (</span><em style="font-size: 0.875rem;">p-value</em><span style="font-size: 0.875rem;"> < .05)</span></p> <p>บุคลากรทางสุขภาพควรนำโปรแกรมฯ ไปใช้เป็นแนวทางการดำเนินงาน ในการสร้างเสริมความตระหนักรู้ต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองของกลุ่มเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองในชุมชน</p>
2026-10-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/289089
ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป จังหวัดนครราชสีมา
2026-06-13T10:40:35+07:00
ชุติมา รักษ์บางแหลม
chutima77@nmc.ac.th
วรนิภา กรุงแก้ว
waranipa@nmc.ac.th
<p>การวิจัยเชิงพรรณนานี้เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตและปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไปจังหวัดนครราชสีมา กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป ในจังหวัดนครราชสีมา จำนวน 129 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 6 ส่วนคือ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามการรับรู้ภาวะสุขภาพตนเอง 3) แบบสอบถามปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่สนับสนุนพฤติกรรมสุขภาพ 4) แบบประเมินความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน 5) แบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพ และ 6) แบบสอบถามคุณภาพชีวิตซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน ได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาของเครื่องมือส่วนที่ 3 และ 5 ระหว่าง .67 - 1.00 ตรวจสอบความเที่ยงของเครื่องมือได้ค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคด้านสิ่งแวดล้อมที่สนับสนุนพฤติกรรมสุขภาพเท่ากับ .71 และพฤติกรรมสุขภาพเท่ากับ .78 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ 80 ขึ้นไป จังหวัดนครราชสีมา มีคุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับ ปานกลางร้อยละ 24 ระดับดีร้อยละ 36.43 และระดับต่ำร้อยละ 2.33</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป จังหวัดนครราชสีมา ได้แก่ พฤติกรรมสุขภาพ </span><span style="font-size: 0.875rem;">(Beta = .459) และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่สนับสนุนต่อพฤติกรรมสุขภาพ (Beta = .232) โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 27.40 (adjR</span><sup>2</sup><span style="font-size: 0.875rem;"> = .274, </span><em style="font-size: 0.875rem;">p-value</em><span style="font-size: 0.875rem;"> < .001) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001</span></p> <p>ดังนั้นสถานบริการสาธารณสุขควรจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพทั้งการตั้งรับและเชิงรุก ตลอดจนการปรับสิ่งแวดล้อมที่สนับสนุนต่อพฤติกรรมสุขภาพ เช่น ที่พักอาศัย การเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม การเข้าถึงบริการสุขภาพ เพื่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป และสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนานโยบายและแผนการดำเนินงานส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น</p>
2026-10-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/285747
ผลของการใช้แผ่นเจลสมุนไพรลดปวดต่อคะแนนความปวดจากกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมของนักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สงขลา
2026-08-10T15:43:28+07:00
ปาริฉัตต์ แสงสง
trongrit2514@gmail.com
ปาริชาติ จันทวงศ์
trongrit2514@gmail.com
ปิยฉัตร ณ น่าน
trongrit2514@gmail.com
ปิยทิพย์ เซ่งเฮีย
trongrit2514@gmail.com
ปิยวรรณ ทองมาก
trongrit2514@gmail.com
ปิยอร รวดเร็ว
trongrit2514@gmail.com
ปัทมวรรณ เอี่ยมสงวน
trongrit2514@gmail.com
ทรงฤทธิ์ ทองมีขวัญ
trongrit2514@gmail.com
<p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของแผ่นเจลสมุนไพรลดปวดต่อคะแนนความปวดจากกลุ่มอาการโรคออฟฟิศซินโดรมของนักศึกษาพยาบาล กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษา หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต รุ่นที่ 58 ชั้นปีที่ 3 ปีการศึกษา 2568 คัดเลือกแบบเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ แผ่นเจลสมุนไพรลดปวด ซึ่งผลิตจากน้ำสมุนไพร 4 ชนิด ผสมกับผงเจลาติน ทำเป็นแผ่นเจลสำหรับแปะบริเวณที่ปวด และคู่มือการใช้ 2) เครื่องมือในการเก็บรวมรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามคะแนนความปวด ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน ได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา ระหว่าง .67 - 1.00 และหาความเชื่อมั่นของแบบสอบถามคะแนนความปวด โดยใช้วิธีทดสอบซ้ำ ได้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ภายในชั้น เท่ากับ .79 นำแผ่นเจลสมุนไพรไปแปะบริเวณที่มีอาการปวดต่อเนื่องจนครบ 1 วัน วิเคราะห์ข้อมูลโดยหา ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบจับคู่ ผลการวิจัย พบว่า</p> <p>ค่าเฉลี่ยคะแนนความปวดของกลุ่มตัวอย่างหลังการใช้แผ่นเจลสมุนไพรลดปวด (<em>M</em> = 1.33, <em>SD</em> = 1.97) ลดลงจากก่อนใช้ (<em>M </em>= 4.43, <em>SD</em> = 1.83) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 (<em>t </em>= 11.20, <em>df </em>= 29.00)</p> <p>ดังนั้นวิทยาลัยพยาบาล ควรส่งเสริมให้มีการนำแผ่นเจลสมุนไพรลดปวด มาใช้ในการดูแลอาการปวดจากกลุ่มออฟฟิศซินโดรมในกลุ่มนักศึกษา ซึ่งมีประสิทธิผลที่ดีในการลดปวด ใช้งานง่าย และสะดวก</p>
2026-10-05T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/289902
การพัฒนารูปแบบการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงแบบองค์รวม โดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย จังหวัดพะเยา
2026-07-29T07:55:28+07:00
จีรศักดิ์ แก้วคำปา
k.cheerasak209@gmail.com
สุพัฒน์ อาสนะ
su_assana@yahoo.com
ชุติกาญจน์ สมสิงห์ใจ
su_assana@yahoo.com
<p>การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินผลรูปแบบการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงแบบองค์รวม โดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย จังหวัดพะเยา ดำเนินการ 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาสถานการณ์ บริบท และความต้องการการดูแลระยะยาวของผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ในพื้นที่ 9 อำเภอ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบโดยกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จำนวน 30 คน ระยะที่ 3 ทดลองใช้รูปแบบตามแผนการวิจัยแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง เป็นระยะเวลา 6 เดือน ในพื้นที่นำร่อง 9 พื้นที่ และระยะที่ 4 ประเมินผลและรับรองรูปแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เกี่ยวข้อง จำนวน 16 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติ Paired T-Test และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงส่วนใหญ่ได้รับการดูแลจากครอบครัวร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านและหน่วยบริการปฐมภูมิ มีความต้องการให้ดูแลแบบองค์รวมครอบคลุมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม จิตวิญญาณและสิ่งแวดล้อม โดยด้านสิ่งแวดล้อมมีความต้องการสูงที่สุด</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. รูปแบบการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงแบบองค์รวม โดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย จังหวัดพะเยา คือ P-CARE Impact Loop with Area-Based Adaptation ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ ผลลัพธ์ และข้อมูลสะท้อนกลับ โดยบูรณาการพลังความรู้ พลังภาคประชาชน และพลังนโยบายเป็นกลไกขับเคลื่อน พร้อมปรับการดำเนินงานให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">3. ผลการทดลองใช้รูปแบบพบว่า ภายหลังการทดลองใช้รูปแบบ ผู้สูงอายุมีความสามารถในการดำเนินกิจวัตรประจำวัน (ADL) เพิ่มขึ้น และความเสี่ยงต่อการหกล้มภายในบ้านลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกกลุ่มพื้นที่ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">p-value </em><span style="font-size: 0.875rem;">< .001) คุณภาพชีวิตและสุขภาพจิตดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเฉพาะพื้นที่เมืองและ กึ่งเมือง (</span><em style="font-size: 0.875rem;">p-value</em><span style="font-size: 0.875rem;"> < .001) ส่วนพื้นที่ชนบทและภูเขา/ห่างไกลไม่พบความแตกต่างกัน</span></p> <p>ข้อเสนอเชิงระบบในการพัฒนารูปแบบการดูแลที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ ได้แก่ แนวทาง Active Aging สำหรับพื้นที่เมืองและกึ่งเมือง Community Participation สำหรับพื้นที่ชนบท และ Community Outreach ร่วมกับ Telecare สำหรับพื้นที่ภูเขาและห่างไกลเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุอย่างยั่งยืน</p>
2026-09-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/289128
การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคหอบหืด โรงพยาบาลปากเกร็ด
2026-08-24T15:30:53+07:00
อุทัยวรรณ ภุชงควาริน
warongrong.n@bcnnon.ac.th
วรงรอง เนลสัน
warongrong.n@bcnnon.ac.th
สุรีพร ศิริยะพันธุ์
warongrong.n@bcnnon.ac.th
<p>การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์และวิเคราะห์ปัญหาการดูแลผู้ป่วยโรคหอบหืด 2) พัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคหอบหืด และ 3) ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคหอบหืดที่พัฒนาขึ้น การวิจัยดำเนินการ 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาและวิเคราะห์สถานการณ์ โดยการวิเคราะห์เอกสาร การสัมภาษณ์ และการสนทนากลุ่ม ระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบการดูแล และระยะที่ 3 การประเมินประสิทธิภาพผลของรูปแบบฯ โดยใช้การวิจัยกึ่งทดลองแบบหนึ่งกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคหอบหืด 34 คน และทีมสหสาขาวิชาชีพ 10 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แนวคำถามสัมภาษณ์แบบสอบถามความพึงพอใจ แบบสอบถามความคิดเห็นของทีมสหสาขาวิชาชีพต่อรูปแบบฯ และแบบประเมินคุณภาพชีวิตMini-AQLQ เครื่องมือการวิจัยมีค่า IOC ระหว่าง .67 – 1.00 และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .82, .84, และ .87 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติการทดสอบ Dependent T-Test และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. จากการวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหา พบว่า ผู้ป่วยยังขาดความรู้และทักษะการดูแลตนเอง ใช้ยาพ่นไม่ถูกต้อง รวมไปถึงการพ่นไม่ถูกวิธี และขาดการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ระบบบริการยังขาดแนวทางมาตรฐานและการบูรณาการของทีมสหสาขาวิชาชีพ</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. รูปแบบที่พัฒนาขึ้น ได้แก่ Pakkred ATMA Model ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ การประเมินผู้ป่วย การใช้เทคโนโลยีผ่าน LINE Official Account การจัดการยา และการดูแลแบบมีส่วนร่วม</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">3. การติดตามประเมินผลของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น พบว่า ภายหลังการใช้รูปแบบ ผู้ป่วยมีความพึงพอใจต่อบริการอยู่ในระดับสูง มีคุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับดี (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 5.76, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 0.74) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ </span><em style="font-size: 0.875rem;">p-value</em><span style="font-size: 0.875rem;"> < .05</span></p> <p>สรุปได้ว่า รูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคหอบหืดที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้ในการช่วยส่งเสริมการดูแลตนเอง เพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารระหว่างผู้ป่วยกับทีมสุขภาพ และสามารถประยุกต์ใช้ในโรงพยาบาลได้ทุกระดับ</p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/290110
การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลในห้องพักฟื้นสำหรับผู้ป่วยจิตเวชที่ได้รับการรักษาด้วยไฟฟ้า ชนิดใช้ยาระงับความรู้สึก โรงพยาบาลศรีธัญญา
2026-08-16T11:46:17+07:00
กันตรัตน์ เชาว์ทัศน์
adcharakham@bcnu.ac.th
อัจฉรา คำมะทิตย์
adcharakham@bcnu.ac.th
<p>การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาผลของการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลในห้องพักฟื้น สำหรับผู้ป่วยจิตเวชที่ได้รับการรักษาด้วยไฟฟ้าชนิดใช้ยาระงับความรู้สึก โรงพยาบาลศรีธัญญา กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำนวน 10 คน และผู้ป่วยจิตเวชที่เข้ารับการรักษาด้วยไฟฟ้าจำนวน 34 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แนวปฏิบัติการพยาบาลที่พัฒนาขึ้นตามหลักฐานเชิงประจักษ์ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ แบบวัดความรู้ของพยาบาล แบบประเมินทักษะการปฏิบัติการพยาบาล แบบประเมินคุณภาพแนวปฏิบัติ และแบบสอบถามความเป็นไปได้ของการนำแนวปฏิบัติการพยาบาลไปใช้ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนสมรรถนะก่อนและหลังการใช้ แนวปฏิบัติด้วยสถิติ Wilcoxon Signed Rank Test ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. แนวปฏิบัติการพยาบาลในห้องพักฟื้นสำหรับผู้ป่วยจิตเวชที่ได้รับการรักษาด้วยไฟฟ้าชนิดใช้ยาระงับความรู้สึกประกอบด้วยมาตรฐาน 5 ด้าน ได้แก่ 1) การเตรียมความพร้อมก่อนรับผู้ป่วย 2) การรับส่งต่อข้อมูลผู้ป่วย 3) การประเมินผู้ป่วย 4) การติดตามอาการ และ 5) การพิจารณาจำหน่ายผู้ป่วย</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. ภายหลังการนำแนวปฏิบัติการพยาบาลไปใช้ พยาบาลวิชาชีพมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 14.50, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 0.53) และมีคะแนนทักษะการปฏิบัติงานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 3.84, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 0.18) ในด้านทัศนคติ พยาบาลมีความมั่นใจในการดูแลผู้ป่วยอยู่ในระดับสูงที่สุด(</span><em style="font-size: 0.875rem;">M </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 4.90, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 0.31) และประเมินว่าแนวปฏิบัติมีความเหมาะสมด้านความง่ายต่อการปฏิบัติ ในระดับสูงที่สุด (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 4.87, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 0.34) สำหรับผลลัพธ์ในกลุ่มผู้ป่วยพบว่า ผู้ป่วยร้อยละ 23.53 ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนใด ๆส่วนภาวะแทรกซ้อนที่พบมากที่สุดคืออาการปวดศีรษะ (ร้อยละ 29.41) ซึ่งอยู่ในระดับที่ไม่รุนแรงและสามารถจัดการได้ตามแนวปฏิบัติ</span></p> <p>สรุปได้ว่า แนวปฏิบัติการพยาบาลที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพและสามารถช่วยยกระดับมาตรฐานการพยาบาลในห้องพักฟื้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-10-03T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้