การประเมินความเสี่ยงและปรับปรุงสภาพการทำงานเพื่อลดความเสี่ยงด้านการยศาสตร์ ในขั้นตอนการทำลวดลายบนผืนผ้าไหมด้วยวิธีมัดหมี่ กรณีศึกษาหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ในจังหวัดบุรีรัมย์

  • กฤษดา เพ็งอารีย์ สาขาวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย สำนักวิชาสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
  • ลลิตา ชัยคำจันทร์ สาขาวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย สำนักวิชาสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
  • ปริดาลัก ศิริจันทร์ สาขาวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย สำนักวิชาสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
  • ชวาลา ตีตรา สาขาวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย สำนักวิชาสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
คำสำคัญ: การยศาสตร์, ความเมื่อยล้าส่วนของร่างกาย, การปรับปรุงสภาพการทำงาน

บทคัดย่อ

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินอาการปวดเมื่อยล้าตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย 2) ประเมินความเสี่ยงด้านการยศาสตร์ท่าทางการมัดหมี่ และ 3) ปรับปรุงสภาพการทำงานเพื่อลดปัญหาความเสี่ยงด้านการยศาสตร์ของการมัดหมี่ ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดบุรีรัมย์ กลุ่มตัวอย่างกรณีศึกษาจำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้วิเคราะห์ได้แก่ แบบประเมินอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย แบบประเมินความเสี่ยงด้านการยศาสตร์(RULA) และแบบประเมินความคิดเห็นและความพึงพอใจการก่อนและหลังปรับปรุงสภาพการทำงาน ผลการศึกษาพบว่า ในส่วนของร่างกายด้านซ้ายที่มีความรู้สึกเมื่อยล้ามากที่สุด 3 อันดับแรก คือ หลังส่วนล่างรองลงมา คอ สะโพกและต้นขา ตามลำดับ และด้านขวาส่วนที่มีความรู้สึกเมื่อยล้ามากที่สุด คือ หลังส่วนล่าง และสะโพกและต้นขา รองลงมา คอ ไหล่ ตามลำดับ จากสภาพการทำงานก่อนการปรับปรุงพบว่า ผู้ปฏิบัติงานจะนั่งกับพื้นในลักษณะการนั่งขัดสมาธิ ท่าทางการนั่งอยู่ในท่าเดิมเป็นระยะเวลานานส่วนมากนั่งหลังงอ และโน้มตัวไปด้านหน้า ก่อให้เกิดความเมื่อยล้า ผลการประเมินความเสี่ยงโดยวิธี RULA ทั้งด้านซ้ายและด้านขวามีระดับความเสี่ยงอยู่ในช่วง 5-6 คะแนน(ร้อยละ 100) หมายถึง งานนั้นเริ่มเป็นปัญหา ควรทำการศึกษาเพิ่มเติม และควรรีบปรับปรุง และหลังจากการปรับปรุงสภาพการทำงานโดยใช้โฮงมัดหมี่ที่สามารถปรับระดับขึ้น-ลงได้ จัดมีการใช้เก้าอี้ ตาข่ายพิงหลัง เบาะรองนั่ง และเบาะรองหลัง พบว่า ระดับความเสี่ยงทั้งด้านซ้ายและด้านขวามีระดับความเสี่ยงลดลง ซึ่งมีระดับความเสี่ยงอยู่ในช่วง 3-4 คะแนน (ร้อยละ 100) หมายถึง งานนั้นควรมีการศึกษาเพิ่มเติมและติดตามวัดผลอย่างต่อเนื่อง อาจจะจำเป็นที่จะต้องมีการออกแบบงานใหม่ สรุปได้ว่าการปรับปรุงสภาพการทำงานทำให้ความเสี่ยงด้านการยศาสตร์ลดลง และความเมื่อยล้าลดลงด้วย

Downloads

Download data is not yet available.

เอกสารอ้างอิง

น้ำเงิน จันทรมณี,สสิธร เทพตระการพร และผกามาศ พิริยะประสาธน์. (2555). ปัญหาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อจากการทำงานของกลุ่มอาชีพการทอผ้าด้วยมือในเขตภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย.วารสารความปลอดภัยและสุขภาพ,7(24),29-40.
พงศกร สุรินทร์, มนินทรา ใจคำปัน, กิตติพงษ์ ประสงค์การ, วุฒิไกร กันทะหมื่น และอจลวิชญ์ แสนป่ง. (2559). การประเมินปัจจัยเสี่ยงท่าทางการทำงานในกระบวนการผลิตเส้นขนมจีน. วารสารวิชาการอคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาลัยราชภัฎลำปาง,9(2),59-70.
ศิริพร บุญชู และนันทวรรณ รักพงษ์.(2555). ภูมิปัญญาการผลิตเส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน.คู่มือการผลิตเส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน: กรมหม่อนไหม,27-40.
เพชรรัตน์ แก้วดวงดี และคณะ. (2554). ความชุกและปัจจัยด้านท่าทางการทำงานที่สัมพันธ์กับอาการปวดหลังส่วนล่างในกลุ่มอาชีพอุตสาหกรรมสิ่งทอ (แหอวน) จังหวัดขอนแก่น.ศรีนครินทร์เวชสาร,.26(4),317-324.
วีรชัย มัฎฐารักษ์. (2554). การประเมินภาวะทางการยศาสตร์ของเกษตรกรชาวสวนยางพาราที่นวดยางแผ่น
ด้วยแรงงานคน และเครื่องนวดยางแผ่น. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา,4(1), 654-663.
จีรนันท์ ธีระธารินพงศ์ และวีระพร ศุทธากรณ์. (2557). ความชุกของกลุ่มอาการผิดปกติทางระบบโครงร่าง กล้ามเนื้อและปัจจัยด้านท่าทางการทำงานในกลุ่มอาชีพสานตะกร้าไม้ไผ่.Thai Journal of Public Health,44(3), 273-287.
สุนิสา ชายเกลี้ยง และธัญญาวัฒน์ หอมสมบัติ. (2554). การประเมินความเสี่ยงทางการยศาสตร์การทำงานโดยมาตรฐาน RULA ในกลุ่มแรงงานทำไม้กวาดร่มสุข. ศรีนครินทร์เวชสาร,26(1),35-40.
ยุวดี จอมพิทักษ์ และสายใจ พินิจเวชการ. (2560). การประเมินความเสี่ยงด้านการยศาสตร์ในสถานที่ทำงานของผู้ปฏิบัติงานกับคอมพิวเตอร์. มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี.1-10.
อรณิชา ยมเกิด, ปิยะวัฒน์ ตรีวิทยา และนิวิท เจริญใจ (2558). การปรับปรุงท่าทางการนั่งทํางานของพนักงานในอุตสาหกรรมตีมีดด้วยหลักการยศาสตร์.วารสารวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,22(3),10-20.
P. Kumar, D. Chakrabarti, T. Patel and A. Chowdhuri. (2016). Work-related pains among the workers associated with pineapple peeling in small fruit processing units of North East India. International Journal of Industrial Ergonomics., 124-129.
McAtamney, L., & Corlett, E. N. (1993). RULA: a survey method for the investigation of work-related upper limb disorders. Applied ergonomics, 24(2), 91-99.
Massaccesi, M., Pagnotta, A., Soccetti, A., Masali, M., Masiero, C., & Greco, F. (2003). Investigation of work-related disorders in truck drivers using RULA method. Applied ergonomics,34(4), 303-307.
Choobineh, A. R., Soleimani, E., Daneshmandi, H., Mohamadbeigi, A., & Izadi, K. (2012). Prevalence of musculoskeletal disorders and posture analysis using RULA method in Shiraz general dentists in 2010. The Journal of Islamic Dental Association of IRAN, 24(4), 310-317.
Cameron, J. A. (1996). Assessing work-related body-part discomfort: current strategies and a behaviorally oriented assessment tool. International Journal of Industrial Ergonomics, 18(5-6), 389-398.
เผยแพร่แล้ว
2021-01-20
การอ้างอิงบทความ
เพ็งอารีย์ก., ชัยคำจันทร์ล., ศิริจันทร์ป., & ตีตราช. (2021). การประเมินความเสี่ยงและปรับปรุงสภาพการทำงานเพื่อลดความเสี่ยงด้านการยศาสตร์ ในขั้นตอนการทำลวดลายบนผืนผ้าไหมด้วยวิธีมัดหมี่ กรณีศึกษาหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ในจังหวัดบุรีรัมย์. วารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น KU ournal for ublic ealth esearch, 14(2), 119-130. ืบค้น จาก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kkujphr/article/view/244283
ประเภทบทความ
นิพนธ์ต้นฉบับ