ผลของการให้มารดาโอบกอดลูกแบบเนื้อแนบเนื้อภายหลังคลอดทันที ต่อประสิทธิภาพการดูดนมแม่และระยะเวลาการเริ่มไหลของน้ำนม
คำสำคัญ:
มารดาโอบกอดลูกแบบเนื้อแนบเนื้อ , ประสิทธิภาพการดูดนมแม่ , ระยะเวลาการเริ่มไหลของน้ำนม, การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่บทคัดย่อ
การวิจัยเชิงเปรียบเทียบชนิดย้อนหลังและไปข้างหน้าแบบไม่ควบคุมก่อนและหลังการให้มารดาโอบกอดลูกแบบเนื้อแนบเนื้อภายหลังคลอดทันที มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการให้มารดาโอบกอดลูกแบบเนื้อแนบเนื้อภายหลังคลอดทันที ต่อประสิทธิภาพการดูดนมแม่ และระยะเวลาการเริ่มไหลของน้ำนม กลุ่มตัวอย่างเป็นมารดาหลังคลอดปกติ และทารกแรกเกิดครบกำหนดที่มาคลอดในห้องคลอด โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ จำนวน 64 คู่ กลุ่มที่ทำการศึกษาแบบย้อนหลัง จำนวน 32 คู่ ได้รับการพยาบาลแบบเดิม กลุ่มที่ศึกษาแบบไปข้างหน้า จำนวน 32 คู่ ได้รับแนวทางปฏิบัติการให้มารดาโอบกอดลูกแบบเนื้อแนบเนื้อภายหลังคลอดทันที เก็บรวบรวมข้อมูลโดยแบบประเมินการไหลของน้ำนม มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ .80 ค่าความเที่ยงระหว่างผู้ประเมิน เท่ากับ .81แบบประเมินประสิทธิภาพการเข้าเต้าและการดูดนมแม่ (LATCH Score) ค่าความเที่ยงระหว่างผู้ประเมิน เท่ากับ .80 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา สถิติทีอิสระ สถิติทดสอบแมนวิทนีย์ยู ผลการวิจัยพบว่า
1. คะแนนการเข้าเต้าและการดูดนมแม่ กลุ่มที่ได้รับแนวทางการให้มารดาโอบกอดลูกแบบเนื้อแนบเนื้อภายหลังคลอดทันที (Median = 9, IQR = 1) สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลแบบเดิม (Median = 8, IQR = 2) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขนาดอิทธิพลระดับปานกลาง (r = 0.44)
2. ค่าเฉลี่ยระยะเวลาการเริ่มไหลของน้ำนมกลุ่มที่ได้รับแนวทางการให้มารดาโอบกอดลูกแบบเนื้อแนบเนื้อภายหลังคลอดทันที (M = 25.53, SD = 10.23) สั้นกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลแบบเดิม (M = 33.97, SD = 16.03) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขนาดอิทธิพลระดับปานกลาง (Cohen’s d = 0.627, 95% CI = 0.122-1.127)
พยาบาลผดุงครรภ์ห้องคลอด ควรนำแนวทางการให้มารดาโอบกอดลูกแบบเนื้อแนบเนื้อภายหลังคลอดทันทีไปใช้กับมารดาหลังคลอดปกติทุกราย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูดนมแม่และทำให้ระยะเวลาการเริ่มไหลของน้ำนมเร็วขึ้น ช่วยส่งเสริมการเลี้ยงลูกให้นมแม่ประสบความสำเร็จ
เอกสารอ้างอิง
กนกวรรณ โคตรสังข์, ศิริวรรณ แสงอินทร์, และอุษา เชื้อหอม. (2559). ผลของโปรแกรมการกระตุ้นการหลั่งน้ำนมต่อระยะเวลาการเริ่มไหลของน้ำนม ระยะเวลาการมาของน้ำนมเต็มเต้า และการรับรู้ความสามารถในการเลี้ยงลูกด้วย นมแม่ในมารดาหลังผ่าตัดคลอดบุตรทางหน้าท้อง. วารสารคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา, 24(1), 13-26. https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Nubuu/article/view/87573/69144
กรกนก เกื้อสกุล, นิตยา สินสุกใส, วรรณา พาหุวัฒนกร, และวิทยา ถิฐาพันธ์. (2562). ผลของการสัมผัสแบบเนื้อแนบเนื้อระหว่างมารดาและทารก ภายหลังคลอดโดยเร็ว ต่อประสิทธิภาพการดูดนมของทารกและ การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวนานหนึ่งเดือน. Nursing Science Journal of Thailand, 37(4), 66-78. file:///C:/Users/NMU/Downloads/thitiwatchara,+%23%23default.groups.name.editor%23%23,+Kornkanok+-+Final%20(2).pdf
กัญญาภัค ปลื้มใจ, ศศิกานต์ กาละ, และสุรีย์พร กฤษเจริญ. (2565). ผลของโปรแกรมส่งเสริมการสร้างน้ำนมร่วมกับฟังดนตรีต่อการไหลของน้ำนม และระยะเวลาน้ำนมเต็มเต้าของมารดาหลังผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง. วารสารการพยาบาลและการศึกษา, 15(2), 55-72. https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/article/view/254527/55-75
ชุติมาพร ไตรนภากุล, มณฑา ไชยะวัฒน, วิวัฒน คณาวิฑูรย์, รัชกร เทียมเท่าเกิด, สุวรรณี นาคะ, วิมล มิตรนิโยดม, และคณะ. (2553). ผลของการไหลของน้ำนมในหญิงหลังคลอด ที่ถูกนวดประคบเต้านมด้วยกระเป๋าน้ำร้อนและลูกประคบสมุนไพร. วารสารการพยาบาลและการศึกษา, 3(3), 75-91. https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/article/view/1843/1542
นิรัตน์ชฎา ไชยงาม, ฉวีวรรณ อยู่สำราญ, และวรรณา พาหุวัฒนกร. (2562). ปัจจัยทำนายการเริ่มหลั่งน้ำนมในมารดาที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่. วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ, 37(1), 52-59. https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/181723/128766
ปิยภรณ์ ปัญญาวชิร และยิ่งขวัญ อยู่รัตน์. (2559). ผลของการให้แม่โอบกอดลูกแบบเนื้อแนบเนื้อ ต่ออุณหภูมิร่างกายและความอิ่มตัวออกซิเจนของทารกแรกเกิดครบกำหนดในห้องคลอด โรงพยาบาลรามาธิบดี. วารสารสาธารณสุขศาสตร์, 46(1), 82-94. https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jph/article/view/58074/48006
มารียา มะแซ. (2561). ผลของโปรแกรมการนวดเต้านมด้วยตนเองต่อการไหลของนานมในมารดาครรภ์แรก (วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. https://kb.psu.ac.th/server/api/core/bitstreams/8695ccd6-293e-494e-926b-b74e9b787fd1/content
วีณา จีระแพทย์ และเกรียงศักดิ์ จีระแพทย์. (2563). กลวิธีสู่ความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่. กรุงเทพมหานคร: ธรรมดาเพรส.
โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์, งานเวชสถิติ. (2566). รายงานประจำปี 2566. กรุงเทพมหานคร.
ศุภวิทย์ มุตตามระ, กุสุมา ชูศิลป์, อุมาพร สุทัศน์วรวุฒิ, วราภรณ์ แสงทวีสิน, และยุพยง แห่งเชาวนิช. (2555). ตำราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่. นนทบุรี: ไอยรา.
สำนักงานสถิติแห่งชาติ ประเทศไทย. (2566). รายงานฉบับสมบูรณ์ การสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย พ.ศ. 2565. สืบค้นเมื่อ 1 มิถุนายน 2567 จาก https://www.unicef.org/thailand/media/11361/file/Thailand%20MICS%202022%20full%20report%20(Thai).pdf
Aghdas, K., Talat, K., & Sepideh, B. (2014). Effect of immediate and continuous mother–infant skin-to-skin contact on breastfeeding self-efficacy of primiparous women: A randomised control trial. Women and Birth, 27(1), 37–40. doi.org/10.1016/j.wombi.2013.09.004
Brownell, E., Howard, C.R., Lawrence, R. A., & Dozier, A. M. (2012). Delayed onset lactogenesis II predicts the cessation of any or exclusive breastfeeding. The journal of pediatrics, 161(4), 608-614.
Cohen, J. (1977). Statistical Power Analysis for the Behavioral Sciences (Rev. ed.). New York, NY: Academic Press.
Jensen, D., Wallace, S., & Kelsey, P. (1994). LATCH: A breastfeeding charting system and documentation tool. J Obstet Gynecol Neonatal Nurs, 23(1), 27-32. doi: 10.1111/j.1552-6909.1994.tb01847.x. PMID: 8176525.
Karimi, F. Z., Miri, H. H., Khadivzadeh, T., & Maleki-Saghooni, N. (2020). The effect of mother-infant skin-to-skin contact immediately after birth on exclusive breastfeeding: a systematic review and meta-analysis. Journal of the Turkish-German Gynecological Association, 21(1), 46–56. doi.org/10.4274/jtgga.galenos.2019.2018.0138
Polit, D. F., & Beck, C. T. (2012). Nursing Research: Generating and Assessing Evidence for Nursing Practice. (9thed.). Philadelphia: Wolters Kluwer/Lippincott Williams & Wilkins.
Widstrom, A. M., Brimdyr, K., Svensson, K., Cadwell, K., & Nissen, E. (2019). Skin-to -skin contact the first Hour after birth, underlying implications and clinical practice. Acta Paediatrica, 108, 1192-1204. doi: 10.1111/apa.14754.
World Health Organization. (2009). Baby-friendly Hospital Initiative: Revised, Updated and Expanded for Integrated Care. Retrieved March 23, 2026, from https://www.who.int/publications/i/item/9789241594950
World Health Organization. (2018). Breastfeeding. Retrieved June 1, 2024, from https://www.who.int/health-topics/breastfeeding#tab=tab_3
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
1. บทความหรือข้อคิดเห็นใด ๆ ที่ปรากฏในวารสารเครือข่าย วิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ ที่เป็นวรรณกรรมของผู้เขียน บรรณาธิการหรือเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและวิทยาลัยการสาธารณสุขภาคใต้ ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย
2. บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้

