การพัฒนาและประเมินผลรูปแบบการเรียนรู้เพื่อพัฒนางานประจำสู่งานวิจัยของบุคลากรสาธารณสุขเครือข่ายสุขภาพ จังหวัดร้อยเอ็ด
คำสำคัญ:
รูปแบบการเรียนรู้, การพัฒนางานวิจัยจากประจำ, เครือข่ายสุขภาพบทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินผลรูปแบบการเรียนรู้เพื่อพัฒนางานประจำสู่งานวิจัยของบุคลากรสาธารณสุขเครือข่ายสุขภาพ การดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (survey research) ในบุคลากรเครือข่ายสุขภาพ จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 120 คน และระยะที่ 2 การประเมินผลรูปแบบการเรียนรู้ โดยการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (one group pre-test posttest design) ตัวอย่างคือบุคลากรสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในเครือข่ายสุขภาพจังหวัดร้อยเอ็ดที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์คัดเข้าและคัดออก จำนวน 100 คน ดำเนินการระหว่างเดือนตุลาคม 2560–กันยายน 2561 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามสภาพปัญหาและความต้องการการพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ และแบบทดสอบความรู้เกี่ยวกับการพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยโดยใช้ paired t-test ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ผลการวิจัย พบว่า ตัวอย่างมีสภาพปัญหาและความต้องการความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนางานประจำสู่งานวิจัยโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (µ =3.12, = 0.75 และ µ =3.42, =0.38 ตามลำดับ) สภาพปัญหาและความต้องการทักษะการปฏิบัติเกี่ยวกับการพัฒนางานประจำสู่งานวิจัยโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (µ = 3.32, =0.52 และ µ = 3.16, =0.34 ตามลำดับ) รูปแบบการเรียนรู้ประกอบด้วยการสำรวจและวิเคราะห์สภาพปัญหา/ความต้องการ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การนิเทศ ติดตาม และประเมินผล การสรุปผลถอดบทเรียน และประชาสัมพันธ์ผลการศึกษา เมื่อนำรูปแบบการเรียนรู้ฯ ไปใช้ พบว่า หลังการพัฒนาตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับการพัฒนางานประจำสู่งานวิจัยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.001) โดยมีคะแนนเฉลี่ยมากกว่าก่อนการพัฒนา 5.39 คะแนน (95%CI; 4.863, 5.916) รูปแบบการเรียนรู้จากการวิจัยครั้งนี้ส่งผลให้กลุ่มเป้าหมายมีความรู้และทักษะการพัฒนางานประจำสู่งานวิจัยเพิ่มขึ้น ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรนำรูปแบบการเรียนรู้นี้ไปใช้เพื่อพัฒนางานประจำสู่งานวิจัยสำหรับบุคลากรสาธารณสุขเครือข่ายสุขภาพต่อไป
References
วิจารณ์ พานิช. R2R : Routine to Research สยบงานจำเจด้วยการวิจัยสู่โลกใหม่ของงานประจำ. สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.): นนทบุรี; 2551.
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. บทคัดย่อผลงาน R2R ปี 2562. โครงการสนับสนุนการพัฒนางานประจำสู่งานวิจัยระดับประเทศ: กรุงเทพฯ; 2562.
รัตนา ดวงแก้ว. การวิจัยเพื่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา, ในประมวลสาระชุดวิชาสารสนเทศและการวิจัยการบริหารการศึกษา หน่วยที่ 14 สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช; 2552.
โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์, บรรณาธิการ. อุดมศึกษาเพื่อการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง. งานระพีเสวนาครั้งที่ 5/7 ; 1 ธันวาคม 2553; โรงแรมรามาการ์เด้น, กรุงเทพมหานคร.นครปฐม: มหาวิทยาลัยมหิดล; 2553; 89-110.
แรกขวัญ สระวาสี และสงกรานต์ กัญญมาสา. ผลของการพัฒนางานประจำสู่งานวิจัยต่อการพัฒนา สมรรถนะผู้ปฏิบัติงานด้านภารกิจสนับสนุนการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. วารสารวิชาการสาธารณสุข 2562; 28(3): 499-508.
นพวรรณ ธีระพันธ์เจริญ. การพัฒนาศักยภาพการวิจัย R2R ของบุคลากรสาธารณสุขในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา. วารสารวิจัยและพัฒนาวไลยอลงกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 2559; 11(2): 205-214.
ปรียนุช ชัยกองเกียรติ และมาลี คำคง. งานวิจัยจากงานประจำ: การขับเคลื่อนสู่การใช้ประโยชน์วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ 2560; 4(13): 259-270.
Kevin K. (2019). Introduction to Instructional Design and the ADDIE Model. [Online], Available from: https://pdfs.semantic scholar.org/9dde/ 3651c087216677a9307f1f5c2df02de6a5f9.pdf [cited 2020 May 5]
Dick W, Carey L & Carey JO. The Systematic Design of Instruction. 8th ed. New York:
Addison-Wesley, Longman; 2014.
มาเรียม นิลพันธุ์. วิธีวิจัยทางการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 7. นครปฐม: คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร; 2555.
ไพวัน ดวงพะจัน. รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียนของครูระดับมัธยมศึกษาตอนปลายสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว. วิทยานิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาวิจัยและประเมินผลการศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม; 2561.
Best JW, Kahn JV. Research in Education. Pearson: Allyn and Bacon, 2006.
Bloom BS. Human Characteristics and School Learning. New York: McGraw - Hill, Inc. 1976.
พุทธชาติ ลิ้มละมัย. การประเมินผลโครงการพัฒนาคุณภาพบริการพยาบาล: Routine to research กลุ่มงานการพยาบาล โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช จังหวัดสุพรรณบุรี. วารสารกองการพยาบาล 2552; 36 (3): 133-145.
กนิษฐา เชาว์วัฒนกุล. การพัฒนารูปแบบการดูแลให้คำปรึกษาแนะนำเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการสอนและการทำวิจัยในชั้นเรียนของนิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู สาขาการสอนคณิตศาสตร์. วิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน ภาควิชาหลักสูตรและวิธีสอน บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร; 2553.
รวิพร โรจนอาชา. การประเมินผลโครงการงานประจำสู่งานวิจัยของบุคลากรโรงพยาบาลสะเดา. วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ 2559; 3(2): 133-148.
ฐินันท์พัทธ์ รวมธรรม, สงครามชัย ลีทองดี และเมรีรัตน์ มั่นวงศ์. รูปแบบการพัฒนาและส่งเสริมงานวิจัยและนวัตกรรมในงานประจำโรงพยาบาลวารินชำราบ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี. วารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี 2562; 8(2): 186-195.
ศุภลักษณ์ วัฒนาเฉลิมยศ และสวัสดิ์ รักษ์ใสงาม. การพัฒนาทิศทางงานวิจัยในองค์การโดยใช้ เทคนิคZOPP และ Force Field Analysis. วารสารการพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย 2557;1(1): 12-22.
สมชาติ โตรักษา. การประยุกต์ R2R ในการพัฒนาบุคลากร ด้านการวิจัยของชาติ. วารสารสมาคมนักวิจัย 2559; 21(3): 17-26.
จรวยพร ศรีศศลักษณ์ และอภิญญา ตันทวีวงค์. R2R: Routine to Research สยบงานจำเจด้วยการวิจัย สู่โลกใหม่ของงานประจำ. นนทบุรี: สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.). 2551.
วรรณพร บุญเรือง. กลยุทธ์ส่งเสริมงานวิจัยจากงานประจำในบริบทสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข.วารสารวิจัยระบบสาธารณสุข 2552; 3(4): 618-621.
มุกดา สีตลานุชิต. R2R: Routine to Research กับการพัฒนาคุณภาพการศึกษา. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย 2558; 5(1): 223-228.
วิจารณ์ พานิช. เชื่อมพลังเครือข่าย ขยายคุณค่างานประจำ. วารสารวิจัยระบบสาธารณสุข 2554; 5(3): 392-397
เชิดชัย นพมณีจำรัสเลิศ และอัครินทร์ นิมมานนิตย์. เคล็ดไม่ลับอำนวย ฟันเฟืองขับเคลื่อน R2R เล่ม 2. กรุงเทพฯ: ยูเนียน ครีเอชั่น จำกัด, 2555.
Downloads
เผยแพร่แล้ว
How to Cite
ฉบับ
บท
License
เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรง ซึ่งกองบรรณาธิการวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ
บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กองบรรณาธิการไม่สงวนสิทธิ์ในการคัดลอกเพื่อการพัฒนางานด้านวิชาการ แต่ต้องได้รับการอ้างอิงที่ถูกต้องเหมาะสม