https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmpubu/issue/feed วารสารการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี 2026-08-30T13:34:54+07:00 ผศ.ดร.ปวีณา ลิมปิทีปราการ jmpubu@ubu.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มีวัตถุประสงค์ในการเผยแพร่ผลงานวิชาการ และผลวิจัยทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข การสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การรักษาพยาบาล การฟื้นฟูสภาพผู้ป่วย การคุ้มครองผู้บริโภค การจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัยและความปลอดภัย ระบาดวิทยา พฤติกรรมสุขภาพ สุขศึกษา โภชนาการ รวมถึงงานวิจัยสาขาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์สุขภาพทุกประเภท โดยมีกำหนดการตีพิมพ์ ปีละ 3 ฉบับ คือ</p> <p> ฉบับที่ 1 มกราคม ถึง เมษายน<br /> ฉบับที่ 2 พฤษภาคม ถึง สิงหาคม<br /> ฉบับที่ 3 กันยายน ถึง ธันวาคม</p> https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmpubu/article/view/284189 ประสบการณ์และความต้องการของผู้สูงอายุในการเสริมสร้างความรอบรู้ ด้านพฤติกรรมสุขภาพในชุมชน 2026-02-20T04:28:36+07:00 ดลรวี สิมคำ donlarawee@npu.ac.th จุรีรัตน์ กอเจริญยศ jaeh16@gmail.com อรอุมา แก้วเกิด onumakaewkerd@gmail.com <p>การวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจประสบการณ์และความต้องการของผู้สูงอายุในการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านพฤติกรรมสุขภาพในบริบทชุมชน เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนเมษายน–กรกฎาคม พ.ศ. 2567 จากผู้ให้ข้อมูลจำนวน 29 คน ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ ประกอบด้วยผู้สูงอายุ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จิตอาสาชุมชน และบุคลากรสุขภาพ โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และการบันทึกภาคสนาม วิเคราะห์ข้อมูลตามกระบวนการ 7 ขั้นตอนของ Colaizzi ผลการศึกษาพบว่า ความรอบรู้ด้านพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุไม่ได้เกิดจากการรับข้อมูลสุขภาพเพียงอย่างเดียว แต่เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ก่อตัวจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์ชีวิต เครือข่ายความสัมพันธ์ในชุมชน และระบบสุขภาพ โดยสามารถสังเคราะห์เป็น 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ การเรียนรู้สุขภาพจากประสบการณ์ชีวิตประจำวัน เครือข่ายความสัมพันธ์ในชุมชนที่เกื้อหนุนการเรียนรู้สุขภาพ ช่องว่างความเข้าใจและความต้องการข้อมูลสุขภาพที่เหมาะสม และความคาดหวังต่อระบบบริการสุขภาพและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ข้อค้นพบสะท้อนว่า ความรอบรู้ด้านพฤติกรรมสุขภาพควรถูกทำความเข้าใจในฐานะปรากฏการณ์เชิงสังคม–วัฒนธรรมและกระบวนการเชิงพลวัต มากกว่าการมองเป็นเพียงทักษะเฉพาะบุคคล และมีนัยสำคัญต่อการออกแบบแนวทางส่งเสริมสุขภาพที่สอดคล้องกับบริบทชีวิตของผู้สูงอายุในชุมชน</p> 2026-08-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmpubu/article/view/289125 ผลของโปรแกรมบำบัดและให้คำปรึกษาโดยใช้สติเป็นพื้นฐานต่อระดับความเครียด และระดับสติในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คลินิกสุขภาพจิต โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี 2026-06-02T15:22:52+07:00 จิตตวีร์ ภัทรวัชช์รวีร์ jittawee.p@ubu.ac.th พัชรี พรรณพานิช patcharee.p@ubu.ac.th พนธกร บุญเจริญ pontakorn.b@ubu.ac.th นภาจรีย์ เผ่าพันธุ์ napajaree.p@ubu.ac.th แพรววรินทร์ ว่องสุภัคพันธุ์ praewwarin.v@ubu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการบำบัดและให้คำปรึกษาโดยใช้สติเป็นพื้นฐานต่อระดับความเครียดและระดับสติในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า โดยใช้รูปแบบการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้า 40 คน เข้ารักษาที่คลินิกสุขภาพจิต โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีระหว่างกันยายน 2567 - มีนาคม 2568 โดยกลุ่มตัวอย่างที่เข้าร่วมการศึกษาครั้งนี้ทั้งหมดเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 20 คน ซึ่งได้รับการรักษาตามมาตรฐานร่วมกับโปรแกรมสติบำบัดรายบุคคล สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ครั้งละ 60-90 นาที รวม 8 ครั้ง และกลุ่มควบคุม 20 คน ซึ่งได้รับการรักษาตามมาตรฐานเพียงอย่างเดียว เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบประเมินสติ Philadelphia Mindfulness Scale ฉบับภาษาไทย (PHLMS) และแบบวัดความเครียดสวนปรุง (Suanprung Stress Test: SPST-20) ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีระดับความเครียดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.01) โดยลดลงร้อยละ 59.72 ซึ่งมากกว่ากลุ่มควบคุม นอกจากนี้ ระดับสติของกลุ่มทดลองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.01) โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 25.47 ขณะที่กลุ่มควบคุมไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งยังพบความสัมพันธ์เชิงลบระหว่างระดับสติกับความเครียดอย่างมีนัยสำคัญ (r=-0.31, p&lt;0.05) ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าโปรแกรมการบำบัดและให้คำปรึกษาโดยใช้สติเป็นพื้นฐานมีประสิทธิผลในการลดความเครียด รวมทั้งช่วยเพิ่มระดับสติในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-08-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmpubu/article/view/289386 ปริมาณเชื้อจุลินทรีย์ในอากาศภายในห้องเรียนและห้องสำนักงาน อาคารวิทยาศาสตร์ชีวภาพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี 2026-07-12T06:36:23+07:00 นิภาพร คำหลอม nipaporn.k@ubu.ac.th ธนัชพร บุษบา Tanatchaporn.bu@gmail.com นารีรัตน์ สมวงค์ nareerat1552544@gmail.com นารีรัตน์ มูลใจ nareerat.m@ubu.ac.th จีราพร ทิพย์พิลา jeeraporn.t@ubu.ac.th <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความเข้มข้นของเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราในอากาศ ศึกษาความสัมพันธ์กับปัจจัยทางกายภาพ (อุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ ความเร็วลม) และเปรียบเทียบปริมาณเชื้อระหว่างช่วงเช้าและช่วงบ่าย ภายในห้องเรียนจำนวน 5 ห้อง และห้องสำนักงานจำนวน 1 ห้อง อาคารวิทยาศาสตร์ชีวภาพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เก็บตัวอย่างอากาศด้วยเครื่อง Single Stage Impactor ตามวิธีมาตรฐาน NIOSH Method 0800 ช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม 2568 รวมทั้งสิ้น 96 ตัวอย่าง ที่ระดับความสูง 1.5 เมตร ประเมินผลเปรียบเทียบกับเกณฑ์แนะนำของกรมอนามัย (ประเทศไทย) SPRING Singapore และ NIOSH วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Paired Samples Test และ Spearman Rank Correlation ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% (p &lt; 0.05) ผลการศึกษา พบว่า ปริมาณความเข้มข้นของเชื้อแบคทีเรียช่วงเช้าและช่วงบ่ายมีค่าอยู่ระหว่าง 75.58–226.74 CFU/m<sup>3</sup> และ 72.64–388.69 CFU/m<sup>3</sup> ตามลำดับ ส่วนเชื้อราช่วงเช้าและช่วงบ่ายมีค่าอยู่ระหว่าง 211.99–400.47 CFU/m<sup>3</sup> และ 106.99–314.09 CFU/m<sup>3</sup> ตามลำดับ ซึ่งปริมาณจุลินทรีย์ทั้งหมดที่ตรวจพบในทุกห้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานของกรมอนามัยและสิงคโปร์ (ไม่เกิน 500 CFU/m<sup>3</sup>) รวมถึง NIOSH (ไม่เกิน 1,000 CFU/m<sup>3</sup>) ด้านการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่า อุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ และความเร็วลม ไม่มีความสัมพันธ์กับปริมาณเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ปริมาณเชื้อระหว่างช่วงเช้าและช่วงบ่ายไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้งแบคทีเรีย (p = 0.201) และเชื้อรา (p = 0.109) ข้อเสนอแนะจากการศึกษา ควรมีการทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์ โต๊ะ เก้าอี้ และชั้นวางของอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดการสะสมและป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อโรคบริเวณพื้นผิวสัมผัสต่างๆ</p> 2026-08-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmpubu/article/view/289077 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความล้าทางด้านร่างกายและจิตใจ ด้วยค่าดัชนีความผิดปกติ (Abnormal index: AI) ของผู้ประกอบอาชีพปั้นเตาอั้งโล่ 2026-07-07T00:18:39+07:00 เนติพงษ์ กันยามา netipong.ku.62@ubu.ac.th สุภากรณ์ คำภาบุญ suphakorn.kh.62@ubu.ac.th อารยา ราชสุวรรณ์ arraya.ra.62@ubu.ac.th พรทิพย์ ทาบทอง pornthip.t@ubu.ac.th <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความล้าทางด้านร่างกายและจิตใจ ด้วยค่าดัชนีความผิดปกติ (Abnormal Index : AI) ของผู้ประกอบอาชีพปั้นเตาอั้งโล่แห่งหนึ่ง ในอำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 83 คน เครื่องมือในการวิจัยเป็นแบบประเมินความล้าทางด้านร่างกายและจิตใจ ด้วยค่าดัชนีความผิดปกติ (AI) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมานใช้ Fisher's Exact Test ทดสอบที่ระดับความเชื่อมั่น 95% เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความล้าทางด้านร่างกายและจิตใจ ด้วยค่าดัชนีความผิดปกติ (AI) ผลการศึกษา พบว่า ค่าดัชนีความผิดปกติ (AI) ส่วนใหญ่มีค่าคะแนนเฉลี่ยความเสี่ยงสูง หรือเริ่มเป็นปัญหามากจนรับไม่ได้ ร้อยละ31.32 (AI =3.01 – 4.00) ขั้นตอนการหาแหล่งดินและเตรียมดินเหนียว มีค่าคะแนนเฉลี่ย AI มากสุด รองลงมาคือขั้นตอนการเผาเตาหลังจากตกแต่ง เมื่อพิจารณาค่าดัชนีความผิดปกติ (AI) รายข้อ พบว่า ความรับผิดชอบในการทำงาน มีค่าคะแนนเฉลี่ยมากสุด รองลงมาคือความล้าหลังการทำงาน โดยระยะเวลาการทำงานมีความสัมพันธ์กับความล้าทางด้านร่างกายและจิตใจด้วยค่าดัชนีความผิดปกติ (AI) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value = 0.022) ดังนั้นในขั้นตอนดังกล่าวควรปรับเปลี่ยนสถานีงานให้ถูกต้องตามหลักการยศาสตร์ และลดระยะเวลาการทำงานเพื่อป้องกันการเกิดความล้าทางด้านร่างกายและจิตใจของผู้ประกอบอาชีพปั้นเตาอั้งโล่</p> 2026-08-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmpubu/article/view/289519 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคม ตำบลเมืองศรีไค อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี 2026-06-17T05:53:19+07:00 ณัฐชยาดา ทาทอง natchayadathathong@gmail.com อนุสรณ์ บุญทรง anusorn34000@gmail.com ณัฐธิดา โพธิ์สีมา pppalmyyy15511@gmail.com <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ และสภาพปัญหาในการส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคม เป็นการวิจัยแบบผสมผสานเชิงอธิบายเป็นลำดับ กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณเป็นผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคม จำนวน 238 คน สุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ และกลุ่มตัวอย่างเชิงคุณภาพจำนวน 12 คน คัดเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วยผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคม อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน และเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานผู้สูงอายุ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง เครื่องมือผ่านการตรวจสอบความตรงและความเชื่อมั่น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยโลจิสติกทวิ กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า ผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคมมีความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพอยู่ในระดับมาก ร้อยละ 94.54, 97.48 และ 73.95 ตามลำดับ ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ ได้แก่ ความรู้ (adjusted OR = 2.172, 95% CI = 1.377–3.425) และเพศหญิง (adjusted OR = 2.231, 95% CI = 1.187–4.191) ผลการสัมภาษณ์เชิงลึกพบว่า การสนับสนุนจากครอบครัว อสม. และ รพ.สต. เป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพ ขณะที่ผู้สูงอายุยังมีข้อจำกัดด้านการควบคุมปริมาณอาหาร การออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง และการดูแลสุขภาพช่องปาก ดังนั้น การพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่าน อสม. และ รพ.สต. ควบคู่กับการสนับสนุนจากครอบครัว จะช่วยส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพและลดความเสี่ยงต่อภาวะพึ่งพิงในผู้สูงอายุได้</p> 2026-08-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmpubu/article/view/290093 การพัฒนาและเปรียบเทียบประสิทธิภาพของสูตรน้ำยาฟื้นฟูสภาพเนื้อเยื่อ จากร่างอาจารย์ใหญ่โดยใช้กรดแลคติกในระดับความเข้มข้นและเวลาที่แตกต่างกัน 2026-07-12T06:43:21+07:00 ดิน ตังคโณบล din.t@ubu.ac.th ฑิพพาภรณ์ ช่างกล tippapron.ch.69@ubu.ac.th กนกวรรณ สีหามาตย์ kanokwan.se.65@ubu.ac.th ณัฐนนท์ สมเสนาะ natthanon.s@cpird.in.th อัครเดช อธิปราชญ์ akkradet1980a@gmail.com ไพเราะ แสนหวัง phairo.s@ubu.ac.th นงนุช กัณหารัตน์ nonsrijun@gmail.com สุธารกมล ครองยุติ suthan_k@live.com ปิยนันท์ มีเวที piyanan.m@ubu.ac.th ธนภพ การุณ thanaphop.k@ubu.ac.th รัตนา เล็กสมบูรณ์ ratana.l@ubu.ac.th <p>การดองร่างอาจารย์ใหญ่ด้วยฟอร์มาลินความเข้มข้นสูงทำให้โปรตีนเกิด cross-linking ส่งผลให้กล้ามเนื้อแข็งกระด้างขึ้นตามเวลา จึงไม่เหมาะต่อการใช้ซ้ำในการเรียนกายวิภาคศาสตร์และการฝึกทักษะศัลยกรรม การศึกษานี้จึงพัฒนาและประเมินน้ำยาฟื้นฟูสภาพเนื้อเยื่อจากกรดแลคติกร่วมกับฟีนอล 6 สูตร (กรดแลคติก 0.25, 0.50, 1.00 % ร่วมกับระยะเวลาแช่ 12 และ 24 ชั่วโมง) โดยใช้กล้ามเนื้อ Sartorius จากร่างอาจารย์ใหญ่ รวม 30 ตัวอย่าง (5 ตัวอย่าง/กลุ่ม) ประเมินผลด้วย Texture Analyzer เครื่องวัดสี (CIE L *<em>a* </em>b*) การวัดลักษณะทางกายภาพ และการศึกษาภายใต้กล้องจุลทรรศน์ วิเคราะห์ทางสถิติด้วย Two-way repeated ANOVA และ Šídák's test (p &lt; 0.05) ผลการศึกษาพบว่าทุกสูตรทำให้ค่า springiness และ cohesiveness เพิ่มขึ้น ขณะที่ resilience ลดลง มีแนวโน้มสะท้อนคุณสมบัติเชิงกลที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับเนื้อเยื่อดองฟอร์มาลินเดิม โดยไม่พบความแตกต่างของค่า hardness และสีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ด้านลักษณะทางกายภาพ ความยาวและความหนาของชิ้นเนื้อเพิ่มขึ้น ขณะที่เส้นรอบวงลดลงในทุกกลุ่ม และภาพถ่ายจากกล้องจุลทรรศน์แสดงพื้นผิวกล้ามเนื้อที่มันวาวขึ้นช่องว่างระหว่างมัดเส้นใยกล้ามเนื้อลดลงภายหลังการฟื้นฟู น้ำยาฟื้นฟูสูตรนี้สามารถคืนความอ่อนนุ่ม ชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นแก่กล้ามเนื้อดองฟอร์มาลินที่ผ่านการใช้เรียนมาแล้ว และอาจเป็นแนวทางนำเนื้อเยื่อชีวภาพที่ใช้แล้วกลับมาฟื้นฟูและนำกลับมาใช้ซ้ำในการเรียนกายวิภาคศาสตร์และการฝึกทักษะศัลยกรรมเป็นการลดต้นทุนด้านทรัพยากรและเวลาในการเตรียมเนื้อเยื่อและการเรียนรู้ได้เร็วขึ้น</p> 2026-08-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmpubu/article/view/290319 ความแปรผันทางกายวิภาคและวิเคราะห์ขนาดหลอดเลือดแดง internal iliac artery รูปแบบการแตกแขนงในร่างดองคนไทย 2026-08-16T07:00:50+07:00 นงนุช กัณหารัตน์ nonsrijun@gmail.com สุธารกมล ครองยุติ suthankamon.k@ubu.ac.th ปิยนันท์ มีเวที piyanan.m@ubu.ac.th ธนภพ การุญ thanaphop.k@ubu.ac.th สิทธิชัย ทองแสง mdsittth@ubu.ac.th ชมชนก ดอนสมัคร Chomchanok.do.67@ubu.ac.th นิติวดี ศรีนวล nitiwadee.sr.67@ubu.ac.th มันตริณีย์ กัณหารัตน์ mantarineekanharat@gmail.com รัตนา เล็กสมบูรณ์ ratana.l@ubu.ac.th <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางกายวิภาคและจำแนกรูปแบบการแตกแขนงของหลอดเลือดแดง internal iliac artery (IIA) ในร่างดองคนไทย จำนวน 22 ร่าง (44 ข้าง) โดยอาศัยเกณฑ์การจำแนกตาม Adachi classification ผลการศึกษาพบว่า จุดกำเนิดของหลอดเลือดแดง IIA ส่วนใหญ่ตรงกับหมอนรองกระดูกสันหลังระดับ L5–S1 (45.5%) และจุดที่หลอดเลือดแยกออกเป็นแขนง anterior division และ posterior division ส่วนใหญ่ตรงกับกระดูกสันหลังระดับ S1 (43.2%) ความยาวเฉลี่ยของหลอดเลือดแดง IIA เท่ากับ 37.96 ± 12.78 มม. (12.20–71.57 มม.) ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างซีกขวา–ซ้ายและระหว่างเพศชาย–หญิง รูปแบบการแตกแขนงที่พบบ่อยที่สุดคือ Type I (77.27%) รองลงมา Type II (15.91%) และ Type III (6.82%) โดยไม่พบ Type IV และ Type V ผลการศึกษานี้สอดคล้องกับรายงานในประชากรทั่วโลกที่พบว่า Type I เป็นรูปแบบที่พบมากที่สุด บ่งชี้ว่าลักษณะทางกายวิภาคของหลอดเลือดแดง IIA ในคนไทยสอดคล้องกับภาพรวมของประชากรโลก แต่ช่วงความยาวที่กว้างมากสะท้อนความแปรผันรายบุคคลสูง ผลการศึกษานี้จึงเป็นฐานข้อมูลทางกายวิภาคอ้างอิงสำคัญสำหรับแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดและรังสีแพทย์ในบริเวณอุ้งเชิงกราน ช่วยลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บต่อหลอดเลือดและเพิ่มความปลอดภัยในการผ่าตัดบริเวณอุ้งเชิงกราน</p> 2026-08-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี