https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmpubu/issue/feed
วารสารการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
2025-11-10T00:00:00+07:00
ผศ.ดร.ปวีณา ลิมปิทีปราการ
jmpubu@ubu.ac.th
Open Journal Systems
<p>วารสารการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มีวัตถุประสงค์ในการเผยแพร่ผลงานวิชาการ และผลวิจัยทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข การสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การรักษาพยาบาล การฟื้นฟูสภาพผู้ป่วย การคุ้มครองผู้บริโภค การจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัยและความปลอดภัย ระบาดวิทยา พฤติกรรมสุขภาพ สุขศึกษา โภชนาการ รวมถึงงานวิจัยสาขาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์สุขภาพทุกประเภท โดยมีกำหนดการตีพิมพ์ ปีละ 3 ฉบับ คือ</p> <p> ฉบับที่ 1 มกราคม ถึง เมษายน<br /> ฉบับที่ 2 พฤษภาคม ถึง สิงหาคม<br /> ฉบับที่ 3 กันยายน ถึง ธันวาคม</p>
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmpubu/article/view/281695
แนวทางเวชปฏิบัติการดูแลผู้เสพเมทแอมเฟตามีน/แอมเฟตามีนเบื้องต้นสำหรับ แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปและบุคลากรทางการแพทย์
2025-08-30T06:13:54+07:00
ทรงพล โลดทนงค์
splodthanong@gmail.com
<p>แนวทางเวชปฏิบัตินี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแนวทางในการรักษาและดูแลผู้เสพเมทแอมเฟตามีน/แอมเฟตามีนในสถานพยาบาล โดยเน้นที่มาตรฐานและคุณภาพการดูแลภายใต้บริบทซึ่งมีทรัพยากรบุคคล สถานที่ และอุปกรณ์ที่จำกัด ซึ่งแนวทางนี้ได้รวบรวมข้อมูลจากการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ และพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นแนวทางเวชปฏิบัติการดูแลผู้เสพเมทแอมเฟตามีน/แอมเฟตามีน เพื่อให้เป็นแนวทางเบื้องต้นสำหรับแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปและบุคลากรทางการแพทย์ การจัดการและดูแลรักษาประกอบไปด้วยส่วนแผนผังสรุปภาพรวมการดูแลตั้งแต่อาการเล็กน้อยไปจนถึงอาการรุนแรง การรักษาอาการทางจิตเวช ภาวะก้าวร้าว การให้ยาเพื่อสงบอาการและบรรเทาอาการทางจิตเวช แนวทางการสัมภาษณ์ประวัติที่เกี่ยวข้องกับการใช้สารเมทแอมเฟตามีน/แอมเฟตามีน และแนวทางการวินิจฉัยดูแลรักษาตลอดจนแนวทางการดูแลผู้เสพสารในระยะฟื้นฟู โดยแนวทางจะมีการพิจารณาภาวะ Substance use disorder (SUD) และ Substance-induced disorder (SID) ควบคู่ ซึ่งเป็นภาวะที่มักจะเกิดร่วมกัน และมีการแบ่งการรักษาตามอาการทางจิตเวชที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการเสนอแนะการให้ยาเพื่อรักษาอาการทางจิตและบรรเทาอาการอื่นๆ ตามบริบทกรอบบัญชียาหลักแห่งชาติพื้นฐานที่มีในโรงพยาบาลชุมชน รวมถึงเน้นการดูแลบำบัดทางจิตสังคมซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการดูแลผู้เสพเมทแอมเฟตามีน/แอมเฟตามีน แนวทางเวชปฏิบัตินี้จึงเหมาะกับเวชปฏิบัติทั่วไปหรือสภาวะห้องฉุกเฉินที่ต้องรักษาเร่งด่วน โดยคำนึงถึงการดูแลผู้ป่วยภายใต้บริบทโรงพยาบาลชุมชนในเขตต่างจังหวัดซึ่งมีข้อจำกัดทางทรัพยากร มุ่งเน้นเป้าหมายให้แพทย์ใช้ทุน แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป และสหวิชาชีพสะดวกในการทบทวนและนำไปประยุกต์ใช้กับบริบทในพื้นที่บริการของตน</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmpubu/article/view/279510
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนจากการขับขี่รถจักรยานยนต์ ในประชาชนตำบลวาริชภูมิ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร
2025-06-23T12:38:22+07:00
ธีรสิทธิ์ แดงน้อย
thetopteesit33@gmail.com
ณีรนุช วรไธสง
Wontaisong@gmail.com
<p>การศึกษาวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนจากการขับขี่รถจักรยานยนต์ของประชาชนตำบลวาริชภูมิ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร กลุ่มตัวอย่างคือประชาชนที่มีอายุ 40 -70 ปี จำนวน 345 คน วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเป็นระบบ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติเชิงอนุมานวิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยใช้ไคสแควร์และสเปียร์แมน ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 64.35 มีอายุเฉลี่ย 53 ปี (S.D.=8.24) จบการศึกษาระดับประถมศึกษาร้อยละ 36.22 มีประสบการณ์ในการขับขี่รถจักรยานยนต์มากกว่า 10 ปี ร้อยละ 81.16 และมีพฤติกรรมการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนจากการขับขี่รถจักรยานยนต์อยู่ในระดับสูง ร้อยละ 87.82 ( = 67.90, SD. = 5.59) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนจากการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ อายุ (rₛ=–0.109, p< .05) รายได้ (rₛ=0.110, p< .05) ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายจราจร (rₛ=0.199, p< .001) และการรับรู้เกี่ยวกับอุบัติเหตุทางถนน (rₛ=0.146, p< .01) ดังนั้น จึงควรมีการจัดมาตรการช่วยเหลือกลุ่มประชาชนที่มีรายได้น้อย เช่น การแจกหมวกนิรภัยฟรี การรณรงค์ด้านความปลอดภัยโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงอย่างผู้สูงอายุ</p>
2025-11-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmpubu/article/view/280266
ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเสียชีวิตในผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวีที่ติดเชื้อฉวยโอกาส Pneumocystis jirovecii pneumonia (PCP)
2025-07-15T16:15:54+07:00
ปภาดา ศรีเมฆ
papada.srimek@gmail.com
<p>โรคปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมซิสติสจิโรเวคซี (Pneumocystis jirovecii pneumonia, PCP) เป็นการติดเชื้อฉวยโอกาสที่สำคัญและเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยทางคลินิกที่สัมพันธ์กับการเสียชีวิตในผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าว โดยเป็นการวิจัยเชิงพยากรณ์แบบย้อนหลัง (retrospective observational cohort) รวบรวมข้อมูลจากผู้ป่วยเอชไอวีที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น PCP และเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลปากช่องนานา ระหว่างปี พ.ศ. 2564–2566 จำนวน 60 ราย (อายุเฉลี่ย 34.4±12.5 ปี, เพศชาย 53.3%) พบว่ามีผู้เสียชีวิต 15 ราย (25%) การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ Chi-squared test และการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกพหุ (multivariable logistic regression) พบปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเสียชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ การไม่รับยาต้านไวรัส (OR 18.75, 95%CI 2.47–142.35, p=0.005) ระดับโรครุนแรง (OR 12.54, 95%CI 1.83–85.97, p=0.010) ภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน (OR 8.92, 95%CI 1.42–56.21, p=0.020) ความร่วมมือในการรักษาที่ไม่ดี (OR 7.35, 95%CI 1.11–48.65, p=0.039) และลักษณะ ground-glass opacity ในภาพรังสีทรวงอก (OR 6.28, 95%CI 1.02–38.74, p=0.048) ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การได้รับยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่อง การป้องกันภาวะหายใจล้มเหลว และการส่งเสริมความร่วมมือในการรักษา เป็นแนวทางสำคัญในการลดอัตราการเสียชีวิตในผู้ป่วยเอชไอวีที่ติดเชื้อ PCP</p>
2025-11-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmpubu/article/view/280461
ความชุกของการกลายพันธุ์ EGFR และความสัมพันธ์กับปัจจัยประชากรในผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็ก: กรณีศึกษาโรงพยาบาลประจำจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง
2025-09-01T05:40:33+07:00
ทองสุข พบบุญ
tongsuk1234@yahooo.com
ลติพร อุดมสุข
latiporn.u@ubu.ac.th
นงนุช กัณหารัตน์
nonsrijun@gmail.com
สุธารกมล ครองยุติ
suthankamon.k@ubu.ac.th
ฐานิสรา โฉมเกิด
thanissara.c@ubu.ac.th
ฐิฏิ สังวรวงษ์พนา
kansun@kku.ac.th
ปิยนันท์ มีเวที
piyanan.m@ubu.ac.th
ไพเราะ แสนหวัง
phairo.s@ubu.ac.th
รัตนา เล็กสมบูรณ์
ratana.l@ubu.ac.th
<p>การกลายพันธุ์ของยีน Epidermal Growth Factor Receptor (<em>EGFR</em>) ถือเป็นตัวบ่งชี้ทางชีวภาพที่สำคัญในการดูแลรักษาผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิดไม่ใช่เซลล์เล็ก (Non-Small Cell Lung Cancer: NSCLC) โดยเฉพาะในประชากรชาวเอเชีย งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกของการกลายพันธุ์ของยีน <em>EGFR </em>และความสัมพันธ์กับลักษณะทางประชากรของผู้ป่วย NSCLC ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลังในผู้ป่วย NSCLC จำนวน 220 ราย ที่ได้รับการตรวจการกลายพันธุ์ของยีน <em>EGFR</em> ณ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ระหว่างปี พ.ศ. 2564–2565 โดยตรวจหาการกลายพันธุ์ของยีนในเอ็กซอนที่ 18–21 ด้วยเทคนิค Real-Time PCR (Super ARMS PCR) วิเคราะห์ข้อมูลทางประชากรและคลินิกโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติอ้างอิง ผลการศึกษาพบว่า ความชุกของการกลายพันธุ์ของ <em>EGFR </em>อยู่ที่ร้อยละ 35.9 โดยชนิดที่พบมากที่สุดคือ การลบในเอ็กซอนที่ 19 (ร้อยละ 18.6) และการกลายพันธุ์ L858R ในเอ็กซอนที่ 21 (ร้อยละ 13.2) เพศหญิงมีอัตราการกลายพันธุ์สูงกว่าเพศชายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.035) นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่มียีน <em>EGFR</em> กลายพันธุ์มีอัตราการรอดชีวิตที่ 1 ปีสูงกว่าผู้ที่ไม่มียีนกลายพันธุ์อย่างชัดเจน (ร้อยละ 63.8 เทียบกับ ร้อยละ 40.5) ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงความชุกในระดับปานกลางของการกลายพันธุ์ของ <em>EGFR</em> ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากประเทศอื่นๆในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจวินิจฉัยระดับโมเลกุลในโรงพยาบาลระดับจังหวัด เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสมแบบจำเพาะเจาะจง</p>
2025-11-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmpubu/article/view/281482
อุบัติการณ์ภาวะกระดูกบางและกระดูกพรุนในบุคลากรวัยทำงานของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
2025-08-21T08:49:43+07:00
ฐิฏิ สังวรวงษ์พนา
kansun@kku.ac.th
ไพเราะ แสนหวัง
phairo.s@ubu.ac.th
ลติพร อุดมสุข
latiporn.u@ubu.ac.th
นงนุช กัณหารัตน์
nongnuch.k@ubu.ac.th
สุธารกมล ครองยุติ
suthankamon.k@ubu.ac.th
ฐานิสรา โฉมเกิด
thanissara.c@ubu.ac.th
ปิยนันท์ มีเวที
piyanan.m@ubu.ac.th
รัตนา เล็กสมบูรณ์
ratana.l@ubu.ac.th
<p>ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ปัญหาสุขภาพเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะโรคกระดูกพรุนซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของความพิการ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความชุกและปัจจัยเสี่ยงของโรคกระดูกพรุนในบุคลากรมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการป้องกันโรคกระดูกพรุนระดับชาติ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยบุคลากร 256 คน ที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป เข้ารับการคัดกรองความเสี่ยงโดยใช้เครื่องมือ Osteoporosis Self-Assessment Tool for Asians (OSTA) และปัจจัยเสี่ยงร่วมที่ปรับจากกระทรวงสาธารณสุข ผลการศึกษา พบผู้มีความเสี่ยง 115 คน (44.9%) ปัจจัยเสี่ยงที่พบมากที่สุดคือครอบครัวมีประวัติเป็นโรคกระดูกพรุนหรือกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุน (7.03%) รองลงมาคือสตรีหมดประจำเดือนก่อนอายุ 45 ปี (5.86%) และประวัติการได้ยาสเตียรอยด์ (5.08%) ในกลุ่มตัวอย่างนี้มีผู้สนใจและสมัครใจร่วมโครงการต่อ 73 คน อายุเฉลี่ย 51 ปี ที่เข้าตรวจด้วย Dual-energy X-ray absorptiometry (DXA scan) พบมวลกระดูกปกติ 72.6% ภาวะกระดูกบาง 24.7% และโรคกระดูกพรุน 2.73% ซึ่งต่ำกว่าค่าความชุกที่รายงานในประชากรเอเชียและประชากรโลก ผลการศึกษานี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการคัดกรองเชิงรุกเพื่อค้นหาผู้ที่มีความเสี่ยงและป้องกันการสูญเสียมวลกระดูกตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และสะท้อนถึงความจำเป็นในการจัดทำโปรแกรมป้องกันในระดับชุมชน โดยควรมีการศึกษาติดตามในระยะยาวเพื่อลดภาระของโรคกระดูกพรุนในสังคมสูงวัย</p>
2025-11-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmpubu/article/view/279770
ผลของโปรแกรมป้องกันนักสูบบุหรี่ไฟฟ้าหน้าใหม่ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา ตอนปลาย อำเภอเกาะจันทร์ จังหวัดชลบุรี
2025-06-13T12:20:22+07:00
ศรฉัตร แดงกระจ่าง
kanok_kohchan@hotmail.com
ปิยะวิทย์ หมดมลทิน
piyawit321@gmail.com
อานนท์ สังขะพงษ์
arnon.s@ubu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมป้องกันนักสูบบุหรี่ไฟฟ้าหน้าใหม่ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย อำเภอเกาะจันทร์ จังหวัดชลบุรี กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนหญิงและชายอยู่ระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลายปีที่ 5 และ 6 ของโรงเรียนในอำเภอเกาะจันทร์ จังหวัดชลบุรี จำนวนนักเรียน 30 คน โดยการสุ่มอย่างง่ายแบบไม่ใส่คืน โดยเข้าร่วมโปรแกรมเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองเป็นโปรแกรมป้องกันนักสูบบุหรี่ไฟฟ้าหน้าใหม่ เก็บรวบรวมข้อมูลก่อนและหลังการทดลองโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามเจตคติ การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมต่อการไม่สูบบุหรี่ไฟฟ้า และความตั้งใจในการไม่สูบบุหรี่ไฟฟ้า วิเคราะห์ข้อมูลในรูปแบบของค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติ paired t-tests ผลการศึกษา เมื่อเปรียบเทียบก่อนและหลัง พบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนเจตคติแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (Mean diff.= 19.13, p<.001) ค่าเฉลี่ยคะแนนการคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงต่อการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (Mean diff.= 20.36, p<.001) ค่าเฉลี่ยคะแนนการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมต่อการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (Mean diff.= 27.97, p<.001) และค่าเฉลี่ยคะแนนความตั้งใจในการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าต่อการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (Mean diff.= 15.40, p<.001) ผลการศึกษาครั้งนี้ พบว่า โปรแกรมการป้องกันนักสูบบุหรี่ไฟฟ้าหน้าใหม่ สามารถประยุกต์ใช้ในป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลายได้</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmpubu/article/view/279682
ประสิทธิผลของกิจกรรมในรูปแบบของแพทย์แผนไทยเพื่อลดอาการชาเท้าในผู้ป่วยเบาหวาน
2025-07-14T10:02:57+07:00
สุดาทิพย์ เบญมาตย์
suratsawadee@acphc.ac.th
สุรัสวดี จันทจร
suratsawadee@scphc.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการดูแลอาการชาเท้าด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย และเพื่อประเมินความพึงพอใจของผู้ป่วยต่อรูปแบบดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งมารับบริการ ณ สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี บ้านนาโสก จังหวัดมุกดาหาร ที่มีอาการชาเท้า จำนวน 30 คน คัดเลือกด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) การวิจัยใช้รูปแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) แบบ One group Pretest–Posttest Design เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ การดำเนินกิจกรรมการดูแลอาการชาเท้าด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย ประกอบด้วยการแช่เท้าสมุนไพร การนวดกดจุดสะท้อน และการออกกำลังกายเท้า สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ต่อเนื่อง 3 สัปดาห์ แบบบันทึกข้อมูลทั่วไป แบบทดสอบการรับรู้ความรู้สึกที่ฝ่าเท้าด้วย monofilament ขนาด 10 กรัม แบบประเมินพฤติกรรมสุขภาพ และแบบประเมินความพึงพอใจ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงจำนวน 18 คน คิดเป็นร้อยละ 60.00 มีอายุระหว่าง 36-72 ปี (อายุเฉลี่ย 55.73 ปี, S.D.= 10.32) สถานภาพสมรส จำนวน 21 คน คิดเป็นร้อยละ 70.00 จบการศึกษาระดับประถมศึกษา จำนวน 20 คน คิดเป็นร้อยละ 66.70 และประกอบอาชีพเกษตรกร จำนวน 26 คน คิดเป็นร้อยละ 86.70 หลังการเข้าร่วมโปรแกรมระดับอาการชาเท้าของกลุ่มตัวอย่างลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) โดยค่าเฉลี่ยคะแนนอาการชาก่อนทดลองเท่ากับ 2.30 (S.D.=1.21) และหลังทดลองเท่ากับ 0.53 (S.D.=0.78) พฤติกรรมสุขภาพด้านการบริโภคอาหารและการออกกำลังกายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) แสดงให้เห็นว่ารูปแบบการดูแลอาการชาเท้าด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยช่วยฟื้นฟูการรับสัมผัสที่ฝ่าเท้า ส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพ เหมาะสมที่จะนำไปประยุกต์ใช้เป็นทางเลือกในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะชาเท้า</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี