วารสารการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmpubu <p>วารสารการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มีวัตถุประสงค์ในการเผยแพร่ผลงานวิชาการ และผลวิจัยทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข การสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การรักษาพยาบาล การฟื้นฟูสภาพผู้ป่วย การคุ้มครองผู้บริโภค การจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัยและความปลอดภัย ระบาดวิทยา พฤติกรรมสุขภาพ สุขศึกษา โภชนาการ รวมถึงงานวิจัยสาขาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์สุขภาพทุกประเภท โดยมีกำหนดการตีพิมพ์ ปีละ 3 ฉบับ คือ</p> <p> ฉบับที่ 1 มกราคม ถึง เมษายน<br /> ฉบับที่ 2 พฤษภาคม ถึง สิงหาคม<br /> ฉบับที่ 3 กันยายน ถึง ธันวาคม</p> Ubon Ratchathani University th-TH วารสารการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี 3027-673X <p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรง ซึ่งกองบรรณาธิการวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กองบรรณาธิการไม่สงวนสิทธิ์ในการคัดลอกเพื่อการพัฒนางานด้านวิชาการ แต่ต้องได้รับการอ้างอิงที่ถูกต้องเหมาะสม</p> Effectiveness ประสิทธิผลของการฝึกเดินด้วยการเดินจงกรมแบบ 6 ระยะที่มีต่อความสามารถในการทรงตัวของผู้สูงอายุ ในชมรมผู้สูงอายุโรงพยาบาลบางกรวย จังหวัดนนทบุรี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmpubu/article/view/283123 <p>งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลองเพื่อศึกษาประสิทธิผลของการฝึกเดินจงกรมแบบ 6 ระยะ ต่อความสามารถในการทรงตัวของผู้สูงอายุ โดยคัดเลือกผู้สูงอายุที่มีอายุ 60-79 ปี จำนวน 60 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 30 คน กลุ่มที่ 1 ได้รับการฝึกเดินจงกรมแบบ 6 ระยะร่วมกับการออกกำลังกายแบบ Home program 10 ท่า วันละ 30 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์ และกลุ่มที่ 2 ทำการฝึกเดินจงกรมแบบ 6 ระยะ วันละ 30 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์เพียงอย่างเดียว จากนั้นทำการประเมินด้านความสามารถในการทรงตัวขณะลุกยืนและการเดิน โดยใช้ Time Up and Go Test (TUG) การประเมินด้านความสามารถในการทรงตัวขณะนั่งและยืน โดยใช้ Berg Balance Scale (BBS) การทดสอบความสามารถในการทรงตัวขณะเอื้อมมือ Functional Reach Test (FRT) โดยประเมินก่อนเริ่มการฝึก หลังฝึกที่ 4 และ 8 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Friedman Two-way ANOVA และ Wilcoxon signed-rank test ผลการศึกษา พบว่า ผู้สูงอายุกลุ่มที่ 1 มีค่า TUG, BBS และ FRT หลังออกกำลังกาย ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติหลังจากการฝึกสัปดาห์ ที่ 4 และ 8 (<em>p</em>&lt;0.001) ผู้สูงอายุกลุ่มที่ 2 มีค่า TUG, BBS หลังการฝึกดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ หลังการฝึกในสัปดาห์ที่ 4 และ 8 (<em>p</em>&lt;0.05) และ FRT ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 (<em>p</em>&lt;0.05) เมื่อเปรียบการฝึกระหว่างสองกลุ่ม พบว่า ทั้งสองกลุ่มมีค่า TUG, BBS และ FRT เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ หลังจากการฝึกในสัปดาห์ที่ 4 และ 8 (<em>p</em>&lt;0.001) การศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการฝึกออกกำลังกายเพื่อป้องกันการล้มด้วยการเดินจงกรมแบบ 6 ระยะมีผลในการช่วยเพิ่มความสามารถการทรงตัวในผู้สูงอายุ และเมื่อร่วมกับการฝึก Home program 10 ท่า สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการทรงตัวแบบมีการเคลื่อนไหวและช่วยป้องกันการล้มในผู้สูงอายุได้ดีมากยิ่งขึ้น</p> วรัชยา ธีรฉัตรวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-29 2026-04-29 9 1 1 13 การพัฒนากระบวนการปฏิบัติงานและประเมินผลลัพธ์การให้บริบาลทางเภสัชกรรมสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรงพยาบาลสังขะ จังหวัดสุรินทร์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmpubu/article/view/284282 <p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากระบวนการปฏิบัติงานและประเมินผลลัพธ์การให้บริบาลทางเภสัชกรรมสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ณ โรงพยาบาลสังขะ จังหวัดสุรินทร์ โดยแบ่งการศึกษาออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ (1) การวิเคราะห์สถานการณ์ ปัญหา และความจำเป็นในการพัฒนา โดยทีมสหวิชาชีพจำนวน 20 คน (2) การพัฒนากระบวนการบริบาลทางเภสัชกรรมตามวงจร PAOR (Plan–Act–Observe–Reflect) ในกลุ่มตัวอย่างที่คัดเลือกแบบเจาะจง 327 ราย และติดตามผลเป็นระยะเวลา 6 เดือน และ (3) การประเมินผลลัพธ์หลังการพัฒนา เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบบันทึกข้อมูลย้อนหลัง แบบเก็บข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความรู้ (CVI = 0.91) แบบประเมินปัญหาจากการใช้ยา (DRPs) ตามเกณฑ์ของ Hepler และ Strand แบบประเมินอาการไม่พึงประสงค์จากยา (ADRs) โดยใช้ Naranjo’s algorithm แบบประเมินความร่วมมือในการใช้ยา (MTB-Thai) และแบบสรุปการบริบาลทางเภสัชกรรม เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2567 ถึง 31 ตุลาคม 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และเปรียบเทียบก่อนและหลังการพัฒนาด้วย Wilcoxon Signed-Rank Test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.001 ผลการวิจัยระยะที่ 1 พบว่า ปัญหาสำคัญ ได้แก่ การขาดแนวปฏิบัติมาตรฐาน (SOP) และเครื่องมือประเมินความรู้และความร่วมมือในการใช้ยาอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้การตรวจพบ DRPs และ ADRs ไม่เป็นมาตรฐานเดียวกันและขาดความต่อเนื่องในการดูแลผู้ป่วย ระยะที่ 2 ภายหลังพัฒนากระบวนการบริบาลเชิงรุก พบอุบัติการณ์ DRPs ร้อยละ 59.33 โดยปัญหาที่พบบ่อย คือ ความไม่เหมาะสมของข้อบ่งใช้ยา (ร้อยละ8.87) และขนาดยา (ร้อยละ7.95) พบ ADRs ร้อยละ 17.74 โดยภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเป็นอาการที่พบมากที่สุด ระยะที่ 3 หลังติดตาม 6 เดือน พบว่าค่ามัธยฐานของคะแนนความรู้และคะแนนความร่วมมือในการใช้ยาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) ขณะที่ค่ามัธยฐานของ FBS, HbA1c, LDL, SBP, DBP และ BMI ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) สรุปได้ว่า แนวปฏิบัติการบริบาลทางเภสัชกรรมที่พัฒนาขึ้นช่วยเพิ่มความรู้และความร่วมมือในการใช้ยาของผู้ป่วย และปรับปรุงผลลัพธ์ทางคลินิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงควรบูรณาการแนวปฏิบัตินี้ร่วมกับทีมสหวิชาชีพและเครือข่ายปฐมภูมิเพื่อยกระดับคุณภาพการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังในระยะยาว</p> กัญญานันท์ ประเสริฐสาร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-29 2026-04-29 9 1 14 28 การพัฒนาระบบคัดกรองโรคสมาธิสั้นเชิงรุกในเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เข้ารับบริการด้านสุขภาพในโรงพยาบาลขุขันธ์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmpubu/article/view/285812 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและพัฒนาระบบคัดกรองโรคสมาธิสั้นเชิงรุกสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เข้ารับบริการด้านสุขภาพในโรงพยาบาลขุขันธ์ โดยใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา แบ่งการดำเนินงานเป็น 3 ระยะ ดังนี้ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการด้วยการเก็บข้อมูลจากบุคลากรการแพทย์ ผู้ปกครอง และครู จำนวน 323 คน วิเคราะห์ด้วยสถิติพื้นฐานและดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI) ระยะที่ 2) พัฒนาระบบ โดยสร้างระบบคัดกรอง 6 ขั้นตอน และประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ 10 คน และระยะที่ 3) ทดลองใช้ โดยการศึกษากับกลุ่มตัวอย่างนักเรียน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบประเมินพฤติกรรมจาก SNAP-IV (Short Form) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น ใช้วิธีการวิเคราะห์ดัชนี PNI ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัญหาและความต้องการจำเป็นคือขาดระบบเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างโรงเรียนและโรงพยาบาล ผู้ปกครองขาดความเข้าใจ และการประสานงานขาดประสิทธิภาพ ส่งผลให้การติดตามผลไม่ต่อเนื่อง 2) การพัฒนาระบบคัดกรองเชิงรุกประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ การเตรียมความพร้อม การคัดกรองเบื้องต้น การส่งต่อ การประเมินยืนยัน การติดตามผล และการประชุมเครือข่าย ผลประเมินจากผู้เชี่ยวชาญพบว่าระบบมีความเหมาะสม (Mean = 4.23) และความเป็นไปได้ในการนำไปใช้จริง (Mean = 4.41) อยู่ในระดับมาก 3) ผลการนำระบบไปใช้จริงหลังการใช้ระบบคัดกรองเชิงรุกที่ถูกพัฒนาขึ้น พบว่า ค่าเฉลี่ยลดลงทุกรายการ สามารถคัดกรองเด็กได้ครอบคลุมร้อยละ 100 พบเด็กกลุ่มเสี่ยงร้อยละ 40 และมีการส่งต่อร้อยละ 83.33 และผลการติดตามหลังการส่งต่อจัดทำ Care Plan ร้อยละ 100</p> ทริกาญจน์ ยศวิจิตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-29 2026-04-29 9 1 29 39 การพัฒนากระบวนการบริหารยุทธศาสตร์สาธารณสุข โรงพยาบาลโนนสุวรรณ จังหวัดบุรีรัมย์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmpubu/article/view/284687 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ พัฒนา และประเมินกระบวนการบริหารยุทธศาสตร์สาธารณสุขของโรงพยาบาลโนนสุวรรณ จังหวัดบุรีรัมย์ ภายใต้กรอบแนวคิด PDCA โดยดำเนินการระหว่างเดือนกรกฎาคม 2565 ถึงกรกฎาคม 2566 กลุ่มตัวอย่างจำนวน 115 คน ประกอบด้วยบุคลากรที่มีบทบาทในการบริหารยุทธศาสตร์สาธารณสุขของโรงพยาบาลและเครือข่ายบริการสุขภาพ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษาพบปัญหาสำคัญ ได้แก่ บุคลากรยังขาดความเข้าใจในการบริหารยุทธศาสตร์ คุณภาพข้อมูลเวชระเบียนยังไม่เพียงพอ และขาดระบบติดตามที่เป็นระบบ กระบวนการที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) การจัดทำแผนยุทธศาสตร์ 2) การกำกับตัวชี้วัดองค์กร 3) การบริหารแผนงานโครงการ 4) การตรวจสอบคุณภาพเวชระเบียน และ 5) การกำกับติดตามและประเมินผล ภายหลังการดำเนินการ พบว่าสัดส่วนตัวชี้วัดองค์กรที่ผ่านเกณฑ์เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 80.77 และคุณภาพรหัสโรคผู้ป่วยนอกเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 63.26 เป็นร้อยละ 86.82 ขณะที่ผลการประเมินกระบวนการตามกรอบ PDCA โดยรวมอยู่ในระดับมาก (Mean = 4.22, SD = 0.68) และความพึงพอใจของบุคลากรต่อกระบวนการอยู่ในระดับมาก (Mean = 4.48, SD = 0.54) กระบวนการที่พัฒนาขึ้นแสดงให้เห็นว่าการยกระดับคุณภาพข้อมูลเวชระเบียนเป็นรากฐานสำคัญของการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางสำหรับโรงพยาบาลชุมชนที่มีทรัพยากรจำกัดในบริบทใกล้เคียงได้ โดยมีเงื่อนไขพื้นฐานสำคัญคือมีความพร้อมของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศโรงพยาบาล และทีมกำกับคุณภาพข้อมูลที่ดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง</p> บุณฑริกา บัวศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-29 2026-04-29 9 1 40 52 อุบัติการณ์และปัจจัยทำนายการเกิดภาวะติดเชื้อระยะหลังในทารกเกิดก่อนกำหนด ในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmpubu/article/view/284187 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอุบัติการณ์และปัจจัยทำนายการเกิดภาวะติดเชื้อระยะหลัง (Late-onset sepsis) ในทารกเกิดก่อนกำหนด ณ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ กลุ่มตัวอย่างคือทารกเกิดก่อนกำหนดจำนวน 87 ราย ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2564 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2566 เก็บข้อมูลโดยใช้แบบบันทึกข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเนื้อหา (CVI = 0.89) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์โดยใช้ Chi-square และ Fisher's exact test วิเคราะห์ปัจจัยทำนายการเกิดภาวะติดเชื้อระยะหลังในทารกเกิดก่อนกำหนดโดยใช้ Multivariable Logistic Regression ผลการวิจัยพบว่าการเกิดภาวะติดเชื้อระยะหลังพบร้อยละ 23.00 (n=20) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะติดเชื้อระยะหลังอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &gt; .05) ได้แก่ Apgar score นาทีที่ 5 (p=.025) ระยะเวลาการนอนโรงพยาบาล (p=.039) การได้รับสารอาหารทางหลอดเลือดดำ (p=.003) การได้รับยาสเตียรอยด์ของมารดา (p=.028) และวิธีการคลอด (p=.037) แต่เมื่อทำการวิเคราะห์ปัจจัยทำนายด้วย Multiple Logistic Regression พบว่าไม่มีปัจจัยใดมีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะติดเชื้อระยะหลังอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &gt; .05) ข้อจำกัดที่สำคัญของงานวิจัยนี้ คือขนาดกลุ่มตัวอย่างที่ค่อนข้างจำกัด แม้ผลการวิเคราะห์จะบ่งชี้แนวโน้มแต่ยังไม่สามารถสรุปยืนยันปัจจัยทำนายเหล่านี้ได้ในทางปฏิบัติ แต่สามารถใช้เป็นสมมติฐานเบื้องต้นสำหรับการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่ขึ้นต่อไป</p> เกียรติกุล เพียงจันทร์ กัญจน์รัตน์ สุวรรณโกฏ ธนันต์พร ตรีบุตรดี กวินนา บุตตะ สายฝน ดีเมืองปัก เดือนเพ็ญ บุญมาชู สุพัตรา เกียรติเจริญศิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-29 2026-04-29 9 1 53 62 ความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในหอผู้ป่วยวิกฤต โรงพยาบาลพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmpubu/article/view/284785 <p>การวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบภาคตัดขวางเชิงวิเคราะห์ (Cross-sectional analytical study) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในหอผู้ป่วยวิกฤต โรงพยาบาลพิบูลมังสาหาร โดยศึกษาในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาและมีผลเพาะเชื้อก่อโรคจากห้องปฏิบัติการจุลชีววิทยาคลินิก ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2567 เก็บรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Chi-square test หรือ Fisher’s exact test สำหรับตัวแปรเชิงกลุ่ม และ Mann–Whitney U test สำหรับตัวแปรเชิงปริมาณที่แจกแจงไม่ปกติ จากนั้นวิเคราะห์ด้วย multiple logistic regression และนำเสนอผลเป็น adjusted odds ratio (aOR) พร้อมช่วงเชื่อมั่น 95% ผลการศึกษาพบว่า ความชุกของการติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพเท่ากับร้อยละ 43.33 (78/180) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ การติดเชื้อในกระแสเลือด (aOR 4.52, 95% CI 1.67–12.19) การใส่สายสวนปัสสาวะ (aOR 2.97, 95% CI 1.03–8.55) และระยะเวลานอนโรงพยาบาล ≥12 วัน (aOR 4.67, 95% CI 2.07–10.52) สรุปได้ว่า การติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในหอผู้ป่วยวิกฤตมีความชุกสูง โดยปัจจัยสำคัญเกี่ยวข้องกับความรุนแรงของการติดเชื้อ การใช้เครื่องมือทางการแพทย์ และระยะเวลานอนโรงพยาบาล ผลการศึกษานี้สนับสนุนการเฝ้าระวังการติดเชื้อที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ทางการแพทย์ และการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสม เพื่อพัฒนามาตรการควบคุมการติดเชื้อในหอผู้ป่วยวิกฤตต่อไป</p> ศศิพัชร์ แต้ภักดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-29 2026-04-29 9 1 63 74 การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพของยาดีโนซูแมบกับยาโซลิโดรนิก แอซิด ในการรักษากระดูกพรุนในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่สอง ในโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmpubu/article/view/285660 <p>ยาดีโนซูแมบและยาโซลิโดรนิก แอซิด เป็นยาต้านการสลายกระดูกที่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคกระดูกพรุน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเปรียบเทียบประสิทธิภาพในผู้ป่วยโรคเบาหวานยังมีจำกัด การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการเกิดกระดูกหักใหม่ การเปลี่ยนแปลงความหนาแน่นมวลกระดูก และอาการไม่พึงประสงค์ของยาทั้งสองชนิดในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 การศึกษาเป็นแบบย้อนหลังในผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนร่วมกับเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ได้รับยาดีโนซูแมบ (60 มก. ฉีดใต้ผิวหนังทุก 6 เดือน) หรือยาโซลิโดรนิก แอซิด (5 มก. ฉีดทางหลอดเลือดดำปีละครั้ง) ณ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี ระหว่าง พ.ศ. 2557–2566 ผลการศึกษาพบผู้ป่วยทั้งหมด 252 ราย แบ่งเป็นกลุ่มละ 126 ราย โดยกลุ่มที่ได้รับยาดีโนซูแมบมีอายุสูงกว่า และมีความชุกของโรคไตเรื้อรังรวมถึงประวัติกระดูกหักมาก่อนสูงกว่า ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของการเกิดกระดูกสันหลังหักใหม่ระหว่างสองกลุ่ม (aHR 1.41; 95% CI: 0.58–3.44) การวิเคราะห์ระยะปลอดเหตุการณ์ในช่วง 12 เดือน พบว่าอัตราการรอดจากกระดูกหักในกลุ่มยาดีโนซูแมบเท่ากับร้อยละ 100 และในกลุ่มยาโซลิโดรนิก แอซิดร้อยละ 97.62 (95% CI: 0.9280–0.9923) นอกจากนี้ความหนาแน่นมวลกระดูกบริเวณกระดูกสันหลังส่วนเอวเพิ่มขึ้นร้อยละ 20.38 ในกลุ่มยาดีโนซูแมบ และร้อยละ 15.89 ในกลุ่มยาโซลิโดรนิก แอซิด โดยไม่พบอาการไม่พึงประสงค์ร้ายแรงจากยาทั้งสองชนิด สรุปได้ว่า ยาทั้งสองชนิดไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญในการลดการเกิดกระดูกหักใหม่ และยาดีโนซูแมบยังคงมีประสิทธิภาพดี แม้ใช้ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง</p> กษิตทัช ดลประสิทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-29 2026-04-29 9 1 75 89