The knowledge, attitudes, and self-care behaviors of diabetic patients receiving services at the Primary Care Unit, Yang Riang Subdistrict Health Promotion Hospital, Khlong Mae Lai Subdistrict, Mueang Kamphaeng Phet District, Kamphaeng Phet Province
Main Article Content
Abstract
This study is a descriptive, cross-sectional research aimed at assessing the levels of knowledge, attitudes, and self-care behaviors among diabetic patients receiving services at the primary care unit of Yang Riang Health Promoting Hospital, Khlong Mae Lai Sub-district, Mueang Kamphaeng Phet District, Kamphaeng Phet Province. Data collection was conducted from May 1, 2024, to June 30, 2024, using a questionnaire designed to evaluate knowledge, attitudes, and self-care behaviors of diabetic patients. The questionnaire demonstrated a Cronbach's alpha reliability coefficient of 0.76. Descriptive statistics, including frequency, mean, percentage, and standard deviation, were used to analyze the data.
The study results revealed that the majority of participants were female 86.7%, with 36.7% aged 70 years or older. The average age was 63.9 years (SD = 13.2), with a minimum age of 39 and a maximum age of 88. Most participants were married 80.0% and had completed primary education 90.0%. Regarding occupation, 33.3% were unemployed and engaged in agriculture. A significant proportion 33.3% reported a monthly income of less than or equal to 5,000 Thai Baht. In terms of body mass index (BMI), 40.0% were classified as overweight (BMI 25.0–29.9, Level 1 obesity). The mean duration of diabetes was 9.4 years (SD = 7.6), ranging from 1 to 30 years. For glycemic control, the majority 56.7% had an HbA1c level of less than or equal to 7.0% (indicating good control). Participants demonstrated the highest level of knowledge regarding diabetes in areas such as dietary practices, food control, and appropriate self-care strategies for maintaining blood sugar levels, with 100.0% achieving correct responses. Attitudes were most favorable toward the belief that achieving target blood sugar levels can delay chronic complications, exercise can improve diabetes control, and attending scheduled medical appointments is essential, with 96.7% agreeing. Regarding self-care behaviors, participants exhibited the highest adherence in areas of dietary practices, exercise, medication adherence, and preventive behaviors to avoid complications, with 100.0% reporting consistent engagement in these behaviors. These findings suggest that optimal self-care behaviors can delay the onset of complications, reduce health burdens, and enhance long-term quality of life. Family support, community involvement, and healthcare system support were identified as crucial factors in promoting sustainable health for diabetic patients.
Article Details

This work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่พิมพ์ในวารสารสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง ถือว่าเป็นผลงานวิชาการ งานวิจัยและวิเคราะห์ ตลอดจนเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนเอง ไม่ใช่ความเห็นของสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง หรือคณะบรรณาธิการแต่ประการใด ผู้เขียนจำต้องรับผิดชอบต่อบทความของตน
References
ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์. แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน 2566 Cliniacal Practice Guideline for Diabetes 2023. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: บริษัทศรีเมืองการพิมพ์จำกัด; 2567.
กรมควบคุมโรค [อินเทอร์เน็ต]. นนทบุรี: สำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ; c2023. กรมควบคุมโรค รณรงค์วันเบาหวานโลก 2566 มุ่งเน้นให้ความรู้ประชาชนถึงความเสี่ยงโรคเบาหวาน และหากตรวจพบก่อนจะลดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้; 2566 [เข้าถึงเมื่อ 15 เม.ย. 2567]; [ประมาณ 1 น.]. เข้าถึงได้จากhttps://ddc.moph.go.th/brc/news.php?news=38403&deptcode=brc&news_views=2606
Hfocusเจาะลึกระบบสุขภาพ [อินเทอร์เน็ต]. กรุงเทพฯ: สำนักข่าว Hfocus เจาะลึกระบบสุขภาพ; c2019. ‘เบาหวาน’ ปัญหาที่ไม่เบาเหมือนชื่อ จับตากลุ่มเด็ก-วัยทำงานมีพฤติกรรมเสี่ยง; 2562 [เข้าถึงเมื่อ 15 เม.ย. 2567]; [ประมาณ 1 น.]. เข้าถึงได้จาก: https://www.hfocus.org/content/2019/11/18035
รพ.สต.บ้านท่าข้าม. พฤติกรรมการดูแลสุขภาพของตนเองในกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวาน ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่. เชียงใหม่: รพ.สต.บ้านท่าข้าม; 2560.
HDC [อินเทอร์เน็ต]. นนทบุรี: ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร; c2024. ร้อยละของผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมได้; 2567 [เข้าถึงเมื่อ 15 เม.ย. 2567]; [ประมาณ 1 น.]. เข้าถึงได้จาก https://nrt.hdc.moph.go.th/hdc/reports/report.php?&cat_id=b2b59e64c4e6c92d4b1ec16a599d882b&id=df9a12ff1c86ab1b29b3e47118bcd535
มงคลชัย แก้วเอี่ยม. การรับรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานตำบลหนองกลางนา อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี [ปริญญานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตรบัณฑิต]. นครปฐม: มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม; 2550.
กฤษณา คำลอยฟ้า. พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานในคลินิกโรคเบาหวานโรงพยาบาลแก้งสนามนาง อำเภอแก้งสนามนาง จังหวัดนครราชสีมา. วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล. 2554;17(1):17-30.
ณิชชาภัทร ธนศิริรักษ์, วลัยนารี พรมลา. พฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวาน ในจังหวัดปทุมธานี. วารสารวิชาการสถาบันเทคโนโลยีแห่งสุวรรณภูมิ (สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์). 2559;2(2):352-63.
Bandura A. Social learning theory. NJ: Prentice Hall; 1977.
จรรยา ธัญน้อม. ปัจจัยที่มีผลต่อการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวาน ตำบลเวียงยอม อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน [ปริญญานิพนธ์ปริญญาสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต]. เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่; 2549.
Richard R. Methods for Validating Criterion-Referenced Test Items [dissertation Ph.D.]. Amherst: University of Massachusetts Amherst; 1976.
มนรดา แข็งแรง, นันทัชพร เนลสัน, สมจิตร การะสา, ปิตินัฎ ราชภักดี. ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มารับบริการในโรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่ง ในจังหวัดอุบลราชธานี. ใน: มหาวิทยาลัยราชธานี, บรรณาธิการ. การวิจัย 4.0 เพื่อการพัฒนาประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน. การประชุมวิชาการและนำเสนอผลงานวิจัยระดับชาติ ราชธานีวิชาการ ครั้งที่ 2; 26 - 27 กรกฎาคม 2560; มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. อุบลราชธานี: มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี; 2560. น. 968-80.
วิภาวรรณ ลิ้มเจริญ. ผลของการให้คำแนะนำแบบมีส่วนร่วมต่อความเชื่อด้านสุขภาพและพฤติกรรมในการดูแลตนเองเพื่อป้องกันโรคเบาหวานของประชาชนกลุ่มเสี่ยง [ปริญญานิพนธ์ปริญญาสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต]. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยมหิดล; 2542.
Alaofè H, Hounkpatin WA, Djrolo F, Ehiri J, Rosales C. Knowledge, attitude, practice and associated factors among patients with type 2 diabetes in Cotonou, Southern Benin. BMC Public Health. 2021 Feb 12;21(1):1-11.
ประภาเพ็ญ สุวรรณ, สวิง สุวรรณ. พฤติกรรมศาสตร์พฤติกรรมสุขภาพและสุขศึกษา. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ :เจ้าพระยาการพิมพ์; 2536.
ยุฑามาส วันดาว, ทิพมาส ชิณวงศ์, อุดมรัตน์ ชโลธร, อรุณี ทิพย์วงศ์. ประสบการณ์การจัดการตนเองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมไม่ได้ โรงพยาบาลสะเดา อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา. วารสารพยาบาลสงขลานครินทร์. 2561;38(3):52-64.
วรรณรา ชื่นวัฒนา, ณิชานาฏ สอนภักดี. พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานตำบลบางแม่นาง อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยปทุมธานี. 2557;6(3):163-70.
จิรภัค สุวรรณเจริญ, ช่อเอื้อง อุทิตะสาร, อนุรักษ์ เร่งรัด, วัยวุฑฒ์ อยู่ในศิล, จิตรา ดุษฎีเมธา. การศึกษาพฤติกรรมทางสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวานตำบล หนองแวง อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว. วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี. 2564;4(2):139-48.
ธีรนันท์ วรรณศิริ. สัมพันธภาพในครอบครัวในการส่งเสริมการดูแลตนเองเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลไม่ได้. วารสารเกื้อการุณย์. 2559;23(2):31-50.
ภัสราภรณ์ ทองภูธรณ์, สุวลี โล่วิรกรณ์. พฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ที่มารับบริการคลินิกเบาหวาน โรงพยาบาลกุดจับ จังหวัดอุดรธานี. วารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. 2563;13(1):22-32.