https://he01.tci-thaijo.org/index.php/iudcJ/issue/feed
วารสารสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง
2026-06-04T11:04:53+07:00
Jarunee Rabaisri, PHP
training10iudc@gmail.com
Open Journal Systems
<p><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;">วารสารสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง ดำเนินการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ ผลการวิจัย และนวัตกรรมเกี่ยวกับโรคและภัยสุขภาพ ของบุคลากรในหน่วยงานสังกัดกรมควบคุมโรค และองค์กรอื่น ๆ รวมทั้งเป็นสื่อกลางในการติดต่อ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างนักวิชาการที่ทำงานเกี่ยวกับโรคและภัยสุขภาพ </span></span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;"><strong>ISSN 2985 - 1858 (print) , ISSN 2985 - 1866 (online) </strong></span></span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;">โดยตีพิมพ์ 2 ฉบับต่อปี <br />ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน <br />ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม</span></span></p> <p style="margin: 0cm; margin-bottom: .0001pt;"><strong>ไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ใดๆ ในทุกขั้นตอน</strong></p>
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/iudcJ/article/view/280391
การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) แปลผลภาพรังสีทรวงอก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การคัดกรองวัณโรคเชิงรุกในชุมชน
2025-07-02T08:05:17+07:00
จิรวัฒน์ วรสิงห์
jivbtb@gmail.com
ภัทรากาญจน์ วิถาทานัง
pattarakan1988@gmail.com
ชุติมา ศิริภานุมาศ
csiripanumas@gmail.com
วาทยากร เทพสวัสดิ์
watayagorn.the@gmail.com
วรรณนิศา เทพรงค์ทอง
theprongthong2530@gmail.com
ณัฐพงศ์ คำดา
tttiw04@gmail.com
ยามีรา สายเส็น
meera.sasuk@gmail.com
ไกรสร โตทับเที่ยง
ksornt@gmail.com
ผลิน กมลวัทน์
drphalin09@gmail.com
<p>การคัดกรองวัณโรคเชิงรุกมีความสำคัญในการค้นหาผู้ป่วยวัณโรคระยะเริ่มแรก โดยการถ่ายภาพรังสีทรวงอกเป็นเครื่องมือหลักในการคัดกรองหาผู้สงสัยวัณโรคเพื่อนำเสมหะไปตรวจวินิจฉัย แต่การคัดกรองเชิงรุกในชุมชนยังมีข้อจำกัดด้านการหาแพทย์อ่านภาพรังสีทรวงอกในพื้นที่ดำเนินงาน ส่งผลให้เกิดความล่าช้าและอาจทำให้ผู้สงสัยวัณโรคไม่ได้รับการตรวจเสมหะหากผลภาพรังสีทรวงอกมีความเสี่ยงที่จะเป็นวัณโรค ซึ่งอาจนำไปสู่การแพร่เชื้อวัณโรคในครอบครัวและชุมชน ดังนั้นการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาแปลผลภาพรังสีทรวงอก จึงเป็นแนวทางหนึ่งในการเพิ่มประสิทธิภาพการคัดกรองวัณโรคเชิงรุกในชุมชน โดยการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการประยุกต์ใช้ AI แปลผลภาพรังสีทรวงอก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการคัดกรองวัณโรคเชิงรุกในชุมชน การศึกษานี้ใช้ข้อมูลย้อนหลังจากอาสาสมัครอายุ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 1,968 คน ใน 3 ชุมชน เปรียบเทียบการแปลผลภาพรังสีทรวงอกโดย AI และแพทย์ ด้วยค่าความไว ความจำเพาะ ความถูกต้อง ค่าพยากรณ์บวก (PPV) ค่าพยากรณ์ลบ (NPV) และค่า AUC โดยใช้ Composite Reference Standard (CRS) เป็นมาตรฐานอ้างอิง และใช้การทดสอบ McNemar ในการเปรียบเทียบผล ผลการวิจัย AI มีค่าความไว 71.4% ความจำเพาะ 96.0% ความถูกต้อง 95.8% PPV 11.2% และ NPV 99.8%ค่า AUC 0.9 (95% CI: 0.80-0.99) ในขณะที่แพทย์ มีค่าความไว 71.4% ความจำเพาะ 90.0% ความถูกต้อง 89.8% PPV 4.8% และ NPV 99.8% การเปรียบเทียบทางสถิติพบว่า ความไวของ AI และแพทย์ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (<em>p</em> = 1.00) แต่ AI มีความจำเพาะสูงกว่าแพทย์อย่างมีนัยสำคัญ (<em>p</em> < 0.0001) สรุปผลการวิจัยAI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการคัดกรองวัณโรคในชุมชน โดยสามารถคัดกรองภาพรังสีทรวงอกที่ปกติออกได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ลดภาระแพทย์ในการอ่านภาพ และช่วยให้มุ่งเน้นเฉพาะภาพที่ผิดปกติหรือมีความเสี่ยงสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ในกรณีที่ไม่มีแพทย์ในพื้นที่ AI ยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือช่วยตัดสินใจในการเก็บเสมหะเพื่อตรวจวินิจฉัยได้อย่างทันท่วงที ส่งผลให้สามารถพบผู้ป่วยและเข้าสู่การรักษาได้รวดเร็ว ลดการแพร่กระจายของเชื้อในชุมชน</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/iudcJ/article/view/280418
ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมในการป้องกันตนเองจากโรคไข้หวัดใหญ่ของกลุ่มวัยก่อนสูงอายุและกลุ่มวัยผู้สูงอายุ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
2025-07-14T08:29:25+07:00
โชติพงศ์ ศรีวงษ์
6701201002@nmu.ac.th
เจษฎา คุณโน
jadsada@nmu.ac.th
ฐิตาภรณ์ เหลืองวิลัย
titaporn.lua@nmu.ac.th
<p>โรคไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่มีการระบาดสูงและสามารถก่อให้เกิดการเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะกลุ่มวัยก่อนสูงอายุ(Middle-Aged) และกลุ่มวัยผู้สูงอายุ(Older Adults) ซึ่งมีความเปราะบางทางสุขภาพ การศึกษาแบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมป้องกันตนเองจากโรคไข้หวัดใหญ่ของกลุ่มวัยก่อนสูงอายุและกลุ่มวัยผู้สูงอายุ เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบตามสะดวกจำนวน 540 คน จากกลุ่มวัยก่อนสูงอายุ และกลุ่มวัยสูงอายุ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ความรู้ ทัศนคติ และ พฤติกรรมในการป้องกันตนเองจากโรคไข้หวัดใหญ่ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มวัยก่อนสูงอายุ และกลุ่มวัยผู้สูงอายุมีความรู้อยู่ในระดับสูง ร้อยละ 79.6 และ 84.1 ตามลำดับ มีทัศนคติอยู่ในระดับปานกลางร้อยละ 74.8 และ 72.2 ตามลำดับ และมีพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่อยู่ในระดับปานกลางร้อยละ 64.1 และ 60.7 ตามลำดับ ดังนั้นหน่วยงานหรือบุคลากรด้านสาธารณสุขควรให้ความสำคัญกับการกำหนดนโยบาย มาตรการ แนวทางส่งเสริมการสร้างทัศนคติและพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากโรคไข้หวัดใหญ่ที่ดีคู่ไปกับการให้ความรู้ของทั้งสองกลุ่มวัยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/iudcJ/article/view/280426
ปัจจัยที่มีผลต่อการนำสุนัขไปรับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ของเจ้าของสุนัขในจังหวัดชลบุรี
2025-07-16T08:30:15+07:00
วรรณวิภา เทวะจินตนานนท์
6701201008@nmu.ac.th
จิตติ หาญประเสริฐพงษ์
jitti.han@nmu.ac.th
พัชราภรณ์ ไกรนรา
patcharaporn.kra@nmu.ac.th
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้ ทัศนคติ และปัจจัยที่มีผลต่อการนำสุนัขไปรับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าของเจ้าของสุนัขในจังหวัดชลบุรี การศึกษานี้เป็นวิจัยเชิงปริมาณแบบภาคตัดขวาง ใช้กรอบแนวคิดด้านความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรม (Knowledge, Attitude, and Practice: KAP) เป็นแนวทางในการศึกษา กลุ่มตัวอย่างคือเจ้าของสุนัขอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 402 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 76.4) มีอายุเฉลี่ย 51.86 ปี กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษา/อนุปริญญา (ร้อยละ 42.8) มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 15,001–50,000 บาท (ร้อยละ 47.5) และประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป (ร้อยละ 28.6) ส่วนใหญ่เลี้ยงสุนัขแบบปล่อยอิสระ (ร้อยละ 52.5) และไม่ได้ขึ้นทะเบียนสุนัข (ร้อยละ 77.4) ผลการศึกษา พบว่า ความชุกของการนำสุนัขไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าประจำปีอยู่ที่ร้อยละ 78.4 ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการนำสุนัขไปรับวัคซีน ได้แก่ อายุเจ้าของโดยเฉพาะกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป (aOR=2.65, 95%CI=1.00-6.97), อาชีพเกษตรกร (aOR=10.00, 95%CI=2.08-47.90), การขึ้นทะเบียนสัตว์ (aOR=3.49, 95%CI=1.50-8.12) และทัศนคติเชิงบวกต่อโรคพิษสุนัขบ้า (aOR=1.83, 95%CI=1.04-3.22) ผลการศึกษาชี้ให้เห็นความจำเป็นในการส่งเสริมการขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยงอย่างทั่วถึง รวมทั้งการสื่อสาร การเสริมสร้างองค์ความรู้ที่ถูกต้องและทัศนคติเชิงบวกอย่างต่อเนื่องในกลุ่มเจ้าของสัตว์เลี้ยง เพื่อการควบคุมป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนในระยะยาว</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/iudcJ/article/view/280427
ปัจจัยที่มีผลต่อการไม่รับบริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ของผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไป ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
2025-07-02T08:17:16+07:00
จักรกฤษณ์ ปานแก้ว
6701201001@nmu.ac.th
จิตติ หาญประเสริฐพงษ์
jitti.han@nmu.ac.th
พัชราภรณ์ ไกรนรา
patcharaporn.kra@nmu.ac.th
<p>การศึกษาเป็นการวิจัยเชิงปริมาณแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหาความชุกการไม่รับบริการวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ และศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการไม่รับบริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ 70 ปี ขึ้นไป ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 430 คน คัดเลือกโดยวิธีการสุ่มแบบตามความสะดวก (convenience sampling) สำหรับเครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพด้านเนื้อหาและความเที่ยง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการถดถอยโลจิสติกพหุตัวแปร กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p<0.05 ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความชุกของการไม่รับบริการวัคซีน ร้อยละ 12.1 โดยปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับการไม่ฉีดวัคซีน ได้แก่ ผู้ที่มีประวัติป่วยด้วยโรคมะเร็ง (aOR = 5.32, 95%CI=1.33–21.22) การไม่ได้รับข้อมูลจากบุคลากรทางการแพทย์ (aOR= 3.93, 95%CI=1.70-9.07) และความรู้เกี่ยวกับโรคและวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในระดับสูง (aOR= 1.97, 95%CI=1.07–3.62) ดังนั้นความรู้เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมการรับวัคซีน หากขาดแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ การได้รับข้อมูลจากบุคลากรทางการแพทย์ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจรับวัคซีนในผู้สูงอายุ ผลการศึกษานี้สามารถใช้เป็นแนวทางเชิงนโยบายในการพัฒนากลยุทธ์ให้ความรู้ที่มีประสิทธิภาพ และสื่อสารความเสี่ยงที่เหมาะสมกับบริบทของผู้สูงอายุ เพื่อเพิ่มอัตราการเข้ารับวัคซีน </p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/iudcJ/article/view/280659
การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพเพื่อป้องกันผลกระทบด้านสุขภาพจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในกลุ่มผู้ป่วยเด็กโรคหืด 0-15 ปี ในพื้นที่จังหวัดตาก
2025-07-02T14:49:45+07:00
สมพิศ กลัดพันธุ์
meaw685@gmail.com
ชำนาญ ปินนา
chamnan_pinna@yahoo.com
จารุนิภา นันตา
jarunipa12@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันผลกระทบด้านสุขภาพจากฝุ่น PM2.5 ในกลุ่มเด็กโรคหืด รูปแบบการวิจัยเป็น Research & Development โดยแบ่งขั้นตอนการวิจัย ดังนี้ 1) เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้ป่วยเด็กโรคหืดและผู้ปกครอง จำนวน 268 ราย 2) ใช้กระบวนการสนทนากลุ่มเพื่อคืนข้อมูลและพัฒนารูปแบบ 3) นำรูปแบบไปสู่การปฏิบัติ 4) ประเมินการใช้รูปแบบ ผลการศึกษาพบว่า 1) การดำเนินการส่งเสริมสุขภาพยังขาดการดูแลที่ถูกต้องในกลุ่มผู้ป่วยเด็กโรคหืด ส่วนใหญ่ยังไม่มีการใช้ห้องปลอดฝุ่นและอุปกรณ์ป้องกันที่จำเป็น 2) พบว่าการผลักดันนโยบายการลดปัญหาฝุ่น PM2.5 ในจังหวัดตากและบริเวณชายแดนไทย-เมียนมา ยังไม่สามารถทำได้ในทางปฏิบัติ รวมถึงการดูแลอย่างถูกต้องของผู้ปกครอง และบุคลากรสาธารณสุข 3) รูปแบบการส่งเสริมสุขภาพเพื่อป้องกันผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 ได้แก่ (3.1) สร้างการรับรู้แก่เด็กป่วยและผู้ปกครอง ในการดูแลตนเองอย่างถูกต้อง หลีกเลี่ยงการรับฝุ่น PM2.5 ในขณะป่วย เป็นการลดการเข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานบริการ ลดภาระของผู้ปกครองในการดูแลเด็กป่วยซึ่งต้องเดินทางไปโรงพยาบาลบ่อย ๆ (3.2) การเยี่ยมผู้ป่วยที่บ้าน และการแนะนำการจัดการสิ่งแวดล้อมในบริเวณบ้าน จะช่วยลดผลกระทบจากฝุ่น และลดการกลับไปรักษาซ้ำที่โรงพยาบาลได้ และ (3.3) สร้างการรับรู้ข่าวสารเรื่องคุณภาพอากาศผ่านสื่อสังคมออนไลน์เป็นประจำวัน 4) ประสิทธิผลของรูปแบบที่พัฒนาขึ้นส่งผลให้ผู้ป่วยเด็กโรคหืดและผู้ปกครองเข้าใจเกี่ยวกับฝุ่น PM2.5 ได้อย่างเพียงพอที่จะนำมาใช้ป้องกันสุขภาพตนเองและปรับปรุงสภาพแวดล้อมในบ้านให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ข้อเสนอแนะ ควรมีการวางแผนการจัดการดูแลผู้ป่วย โดยการผลักดันนโยบายและแผนการดูแลรักษาผู้ป่วยที่บ้าน โดยมีบุคลากรสาธารณสุขเป็นผู้จัดทำแผนการส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบด้านสุขภาพจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ให้กับกลุ่มผู้ป่วยเด็กโรคหืดให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/iudcJ/article/view/280727
ปริมาณตะกั่วในเลือดของผู้ประกอบอาชีพสัมผัสตะกั่วและผู้อาศัยในอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ
2025-07-14T08:35:04+07:00
ญาน์นันกมล นภัชโพธิ์ศรี
yanankamon@gmail.com
ฐิตาภรณ์ เหลืองวิลัย
titaporn.lua@nmu.ac.th
ปาริฉัตร องอาจบริรักษ์
ong.artborirak@gmail.com
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินปริมาณตะกั่วในเลือดและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับระดับตะกั่วในเลือดของผู้ประกอบอาชีพสัมผัสตะกั่วและผู้อาศัยในพื้นที่อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ โดยทำการศึกษาแบบภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ประกอบอาชีพที่มีความเสี่ยงต่อการสัมผัสตะกั่ว จำนวน 70 คน และผู้อาศัย จำนวน 69 คน ในพื้นที่อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการเก็บตัวอย่างเลือดบริเวณข้อพับแขน และใช้แบบสอบถามเพื่อสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างเกี่ยวกับข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคล พฤติกรรมการบริโภค และปัจจัยด้านการทำงาน วิเคราะห์ผลการศึกษาโดยใช้สถิติ Mann–Whitney U test, Kruskal–Wallis test และ Exact test</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า ค่ามัธยฐานปริมาณตะกั่วในเลือดของกลุ่มผู้ประกอบอาชีพสัมผัสตะกั่วและผู้อาศัยในพื้นที่เท่ากับ 1.65 และ 0.92 ไมโครกรัมต่อเดซิลิตร ตามลำดับ โดยมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) ผู้ประกอบอาชีพ ร้อยละ 30.0 มีปริมาณตะกั่วในเลือดสูงกว่า 3.0 ไมโครกรัมต่อเดซิลิตร ในขณะที่ผู้อาศัยมีเพียงร้อยละ 8.7 (p=0.002) สำหรับกลุ่มผู้ประกอบอาชีพ ปัจจัยด้านการทำงานที่มีความสัมพันธ์กับการสัมผัสตะกั่วอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ชั่วโมงการทำงานต่อสัปดาห์ (p=0.018) และลักษณะงานที่ปฏิบัติ (p=0.026) นอกจากนี้ ผู้ที่บริโภคหอยตั้งแต่ 1 วันต่อสัปดาห์ขึ้นไป มีปริมาณตะกั่วในเลือดสูงกว่าผู้ที่บริโภคหอยน้อยกว่า 1 วัน/สัปดาห์ (p=0.019) และในกลุ่มผู้อาศัย ผู้ที่สูบบุหรี่มีปริมาณตะกั่วในเลือดสูงกว่าผู้ที่ไม่สูบ (p=0.007) การศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงระดับตะกั่วในเลือดของผู้ประกอบอาชีพสัมผัสตะกั่วและผู้อาศัยบริเวณใกล้เคียงมีค่าต่ำกว่าเกณฑ์การเฝ้าระวัง ดังนั้น ควรมีการเฝ้าระวังการสัมผัสตะกั่วอย่างต่อเนื่องในประชากรกลุ่มเสี่ยง</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/iudcJ/article/view/280734
การศึกษาประสิทธิภาพของโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพแบบบูรณาการต่อการลดน้ำหนักของพนักงาน ในสถานประกอบกิจการอุตสาหกรรม จังหวัดสมุทรปราการ
2025-07-02T08:31:41+07:00
วรชาติ ถัดหลาย
6701201007@nmu.ac.th
เจษฎา คุณโน
jadsadakunno@gmail.com
อมฤต ตาลเศวต
amarit@nmu.ac.th
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพของโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพแบบบูรณาการ (Integrated Health Promotion Programs: IHPPs) ในการลดน้ำหนักของพนักงานในสถานประกอบกิจการอุตสาหกรรม จังหวัดสมุทรปราการ โดยใช้การวิจัยแบบทดลองสุ่มและมีกลุ่มควบคุมแบบพหุสถาบัน (Multicenter Randomized Controlled Trial) กลุ่มตัวอย่างเป็นพนักงานที่มีน้ำหนักเกินหรือภาวะโรคอ้วน จำนวน 228 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 113 คน และกลุ่มควบคุม 115 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรม IHPPs ประกอบด้วย กิจกรรมสร้างแรงจูงใจ การให้ความรู้เรื่องการอดอาหารแบบจำกัดเวลา และการออกกำลังกายแบบแอโรบิก สัปดาห์ละ 1 ครั้ง จำนวน 8 สัปดาห์ โดยทีมสหสาขาวิชาชีพ เก็บข้อมูลก่อนและหลังการทดลอง โดยใช้แบบสอบถามและเครื่องมือวัดผลภาวะสุขภาพ ระยะเวลาในการศึกษา จำนวน 8 สัปดาห์</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มทดลองมีการเปลี่ยนแปลงตัวชี้วัดด้านสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม โดยน้ำหนักลดลงเฉลี่ย 1.3 กิโลกรัม ดัชนีมวลกายลดลง 0.5 กก./ม² เส้นรอบเอวลดลง 1.0 เซนติเมตร และความดันโลหิตทั้งค่าบนและค่าล่างลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่กลุ่มควบคุมไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ใช้การทดสอบด้วยสถิติ Independent t-test</p> <p>ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า โปรแกรม IHPPs มีประสิทธิภาพและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมสุขภาพพนักงานในสถานประกอบกิจการอุตสาหกรรมได้จริง โดยเฉพาะกลุ่มที่มีน้ำหนักเกินหรือภาวะโรคอ้วน และมีศักยภาพในการลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในระยะยาว</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/iudcJ/article/view/281121
การพัฒนารูปแบบการลดอุบัติเหตุทางถนนอย่างมีส่วนร่วม ตำบลปากพูน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช
2025-07-22T07:49:48+07:00
จันทร์จิรา แก้วแสง
j.yuyanarak@gmail.com
วรพจน์ พรหมสัตยพรต
j.yuyanarak@gmail.com
รุจิรา โนนสะอาด
j.yuyanarak@gmail.com
<p>ปัญหาอุบัติเหตุทางถนนเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญระดับโลกและประเทศ ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก รวมถึงค่าใช้จ่ายทางด้านสาธารณสุขที่เพิ่มขึ้น การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการลดอุบัติเหตุทางถนน พื้นที่ตำบลปากพูน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยแบบสัมภาษณ์และข้อมูลเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ตามหลักสมัชชาสุขภาพ ได้แก่ ภาคการเมือง ภาควิชาการ ภาคประชาชน โดยเป็นกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ความถี่ ร้อยละ ค่าต่ำสุด - สูงสุด ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน จำนวน 664 คน ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยการใช้ Content Analysis จำนวน 58 คน</p> <p> ผลการศึกษา การวางแผนปฏิบัติการโดยใช้เครื่องมือแนวทางการดำเนินงานการจัดการความปลอดภัยทางถนนด้วยเครื่องมือ 5 ชิ้น ได้แก่ สามเหลี่ยมปัจจัยกำหนดสุขภาพ แผนภูมิต้นไม้ปัญหา บันไดผลลัพธ์ การวิเคราะห์แรงเสริม - แรงต้าน และการรวบรวมข้อมูลสะท้อนผลลัพธ์ และดำเนินกิจกรรมตามแผนปฏิบัติการ พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีส่วนร่วมในการลดอุบัติเหตุทางถนนในด้านกระบวนการตัดสินใจในการลดอุบัติเหตุทางถนน (mean = 4.05, S.D.= 0.68) กระบวนการดำเนินงานในการลดอุบัติเหตุทางถนน (mean = 3.96, S.D.= 0.43) และการรับผลประโยชน์อยู่ในระดับมาก (mean = 4.65, S.D.= 0.45) การติดตามและประเมินผลอยู่ในระดับปานกลาง (mean = 3.60, S.D.= 0.51) ความพึงพอใจในการดำเนินการลดอุบัติเหตุทางถนน พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่พึงพอใจ ระดับมาก (mean = 3.84, S.D.= 0.64) จากการศึกษาสรุปได้ว่าการให้ความสำคัญและเข้าใจกับการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนน ความร่วมมือที่เข้มแข็งของ ภาคการเมือง ภาควิชาการ และภาคประชาชน จะนำไปสู่ความต่อเนื่องและยั่งยืน</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/iudcJ/article/view/281167
ความรอบรู้ทางสุขภาพด้านอาชีวอนามัยและพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของชาวประมงพื้นบ้าน ท่าเรือพลี ตำบลบางปลาสร้อย อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี
2025-08-15T07:20:41+07:00
กนกวรรณ ประสพสุข
65201302001@scphc.ac.th
กัญญาณัฐ สุวรรณโชติ
65201302003@scphc.ac.th
มยุรี แพ่งคอนสาน
65201302031@scphc.ac.th
ภูหิรัณย์ ศุภพัฒนวรพงษ์
phuhiran@scphc.ac.th
<p>การวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive Research)นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรอบรู้ทางสุขภาพด้านอาชีวอนามัยและพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของชาวประมงพื้นบ้าน และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ทางสุขภาพด้านอาชีวอนามัยและพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของชาวประมงพื้นบ้าน ท่าเรือพลี ตำบลบางปลาสร้อย อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี กลุ่มตัวอย่างจำนวน 85 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบลูกโซ่ โดยกำหนดเกณฑ์เป็นผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป สัญชาติไทย มีประสบการณ์ในการทำงานไม่น้อยกว่า 1 ปี เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่ประกอบด้วย 4 ส่วน ได้แก่ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคล สิ่งคุกคามทางสุขภาพ ความรอบรู้ทางสุขภาพด้านอาชีวอนามัย พฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงาน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติอ้างอิง (Chi-square test และ Pearson’s correlation)</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า มีการสัมผัสสิ่งคุกคามทางสุขภาพจากการทำงานอยู่ในระดับมาก ( = 44.87, SD = 5.369) ความรอบรู้ทางสุขภาพด้านอาชีวอนามัยโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 106.49, SD = 18.531) และพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของชาวประมงพื้นบ้านโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 57.02, SD = 7.440) และความรอบรู้ทางสุขภาพด้าน<br />อาชีวอนามัยโดยรวมมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของชาวประมงพื้นบ้านระดับปานกลางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=0.69, p-value < 0.05)</p> <p> ดังนั้นบุคลากรสาธารณสุข และองค์กรที่เกี่ยวข้อทุกภาคส่วนในชุมชนควรนำผลการวิจัย ไปใช้เป็นแนวทางในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของชาวประมงพื้นบ้าน ควรพัฒนาโปรแกรมที่ช่วยเพิ่มความรู้ด้านอาชีว<br />อนามัยและการจัดการตนเอง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อพฤติกรรมความปลอดภัย และมีการจัดอบรมเฉพาะสำหรับงานที่มีความเสี่ยงสูง เช่น การวางอวนและการนำสัตว์น้ำขึ้นจากเรือ พร้อมทั้งสนับสนุนให้ชาวประมงพื้นบ้านเข้าถึงอุปกรณ์ความปลอดภัย นอกจากนี้ ควรพัฒนาแนวทางเพื่อลดความเครียดและเสริมสร้างเครือข่ายสนับสนุนในชุมชน ปรับปรุงการสื่อสารเพื่อให้ข้อมูลด้านสุขภาพและความปลอดภัยเข้าถึงได้ง่าย เพื่อสร้างพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงาน ลดการเกิดอุบัติเหตุ และการเกิดโรคจากการทำงาน</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/iudcJ/article/view/281297
นวัตกรรม Drown WATCH : เทคโนโลยีเฝ้าระวังเพื่อป้องกันการจมน้ำโดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ
2025-08-01T15:02:34+07:00
มนัสพงษ์ มาลา
md.manatphong@gmail.com
ทวีชัย วิษณุโยธิน
md.manatphong@gmail.com
กรรณิกา บัวทะเล
md.manatphong@gmail.com
มานะชัย สุเรรัมย์
md.manatphong@gmail.com
ปิยะพร มนต์ชาตรี
md.manatphong@gmail.com
จิรัติวัล เครือศิลป์
md.manatphong@gmail.com
นภัสนันท์ พากย์พีรวัส
md.manatphong@gmail.com
<p>การวิจัยเชิงพัฒนานวัตกรรมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาประสิทธิภาพของนวัตกรรม Drown WATCH เฝ้าระวังและป้องการจมน้ำโดยใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ดำเนินการพื้นที่เขตสุขภาพที่ 9 ดำเนินการระหว่างมิถุนายน พ.ศ. 2567 - สิงหาคม พ.ศ. 2568 กลุ่มตัวอย่างทดลองใช้นวัตกรรม คือ หน่วยปฏิบัติการ Drown WATCH จำนวน 100 คน จาก 5 ตำบล ๆ ละ 20 คน ประกอบด้วย ผู้นำชุมชน อสม. เจ้าหน้าที่เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล และสาธารณสุข คำนวณขนาดตัวอย่างอย่าง่าย โดยวิธีสุ่มตัวย่างแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ คือ นวัตกรรม Drown WATCH เทคโนโลยีเฝ้าระวังเพื่อป้องกันการจมน้ำ และแบบประเมินความเสี่ยงแหล่งน้ำ และแบบประเมินการนำนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ใช้ ArcGIS ส่วนวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ T-Test, Chi-square Test และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า นวัตกรรม Drown WATCH ให้ผลต่อการเปลี่ยนแปลงการจัดการแหล่งน้ำให้ปลอดภัยก่อนและหลังดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจำนวนแหล่งน้ำเสี่ยงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (<em>p</em>-value < 0.01) ซึ่งหลังการใช้นวัตกรรม พบว่า ร้อยละของแหล่งน้ำเสี่ยงลดลงทุกตำบล โดยเฉพาะตำบลวังหมี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำเสี่ยงสูงสุด พบว่ามีการลดลงของแหล่งน้ำเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญหลังการใช้นวัตกรรม ส่วนผลประเมินการใช้นวัตกรรมเพื่อลดจำนวนเหตุการณ์จมน้ำและอัตราการจมน้ำเสียชีวิตในพื้นที่ทดลองและควบคุม พบว่า นวัตกรรมมีประสิทธิภาพในการลดจำนวนของเหตุการณ์จมน้ำเสียชีวิตในพื้นที่ทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value < 0.01) Case Fatality Rate ลดลงร้อยละ 57.1 และความพึงพอใจหลังการใช้ประโยชน์นวัตกรรม พบว่า ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.5) โดยมากที่สุด คือ ความสอดคล้องตามวัตถุประสงค์การพัฒนานวัตกรรมเพื่อลดความเสี่ยงและป้องกันการจมน้ำ (ค่าเฉลี่ย 0.6) โดยเฉพาะการนำไปใช้ประโยชน์สามารถนำไปใช้ได้มากที่สุดด้านการระบุพื้นที่เสี่ยงภัยโดยใช้แผนที่เชิงพื้นที่ (ค่าเฉลี่ย 4.6) ดังนั้นนวัตกรรม Drown WATCH นี้ มีผลกระทบที่สามารถลดอัตราการจมน้ำเสียชีวิต โดยเปลี่ยนแปลงปัจจัยการจัดการแหล่งน้ำเสี่ยงและติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันจมน้ำที่เพิ่มมากขึ้น ด้วยกลไกเชิงพื้นที่ด้วยเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ จึงควรนำนวัตกรรมนี้ไปใช้ในการสร้างพื้นที่ความปลอดภัยและสร้างมาตรการการป้องกันการจมน้ำในชุมชนอื่น ๆ ต่อไป</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/iudcJ/article/view/282163
พฤติกรรมสุขภาพในการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของแรงงานต่างชาติในจังหวัดภูเก็ต
2025-09-02T07:45:37+07:00
กวินพัฒน์ อรเนตร
pos_kawin@hotmail.com
ภัสราภรณ์ นาสา
pos_kawin@hotmail.com
ธัชริทธิ์ ใจผูก
pos_kawin@hotmail.com
วนิดา สังยาหยา
pos_kawin@hotmail.com
ศุภวรินทร์ วสันติอุปโภคากร
pos_kawin@hotmail.com
สุทัศน์ โชตนะพันธ์
pos_kawin@hotmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบภาคตัดขวาง (Cross-Sectional Survey Study) เพื่อศึกษาพฤติกรรมในการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของแรงงานต่างชาติในจังหวัดภูเก็ต เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามลักษณะส่วนบุคคล ปัจจัยพฤติกรรมสุขภาพ ปัจจัยการรับรู้สุขภาพ และปัจจัยด้านการป้องกันตนเองของแรงงานต่างชาติในจังหวัดภูเก็ต จำนวน 321 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติวิเคราะห์การถดถอยลอจิสติกแบบ 2 กลุ่ม (Binary Logistic Regression)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีการป้องกันตนเองจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ในระดับต่ำ ร้อยละ 60.75 และในระดับสูง ร้อยละ 39.25 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการป้องกันตนเองจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ได้แก่ 1) อายุ <br />มีความสัมพันธ์เชิงลบในระดับต่ำมาก (r = -0.151, p=0.007) โดยผู้ที่มีอายุที่เพิ่มขึ้นระดับการป้องกันตนเองจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จะลดลง เมื่ออายุเพิ่มขึ้น 1 ปี โอกาสที่จะป้องกันตนเองลดลง 0.945 เท่า หรือคิดเป็นลดลงประมาณ ร้อยละ 5.50 (AOR = 0.945, 95% CI: 0.895-0.996, p = 0.036) 2) ระดับการศึกษามีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับต่ำมาก (r = 0.160, p = 0.004) และผู้ที่มีระดับการศึกษาสูงขึ้นจะป้องกันตนเองจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สูงขึ้น 1.051เท่า (AOR = 1.051, 95% CI: 1.010-1.094, p = 0.014) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/iudcJ/article/view/282408
การพัฒนาระบบการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อแบคทีเรียดื้อยาหลายขนานร่วมกับสหสาขาวิชาชีพ เครือข่ายป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์
2025-09-17T14:27:34+07:00
ราตรี ลำเภาพันธ์
Ratreenongpang@gmail.com
สุชาญวัชร สมสอน
suchanwat.somsorn@bcnnon.ac.th
<p>เชื้อแบคทีเรียดื้อยาหลายขนานเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญที่ส่งผลต่อการแพร่กระจายในโรงพยาบาลและชุมชน โดยการป้องกันที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยความร่วมมือของสหสาขาวิชาชีพ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อแบคทีเรียดื้อยาหลายขนานร่วมกับสหสาขาวิชาชีพ เครือข่ายป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ดำเนินการในอำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ ระหว่างเดือนมกราคม - ธันวาคม พ.ศ. 2567 กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรสาธารสุขที่ปฏิบัติงานในคณะกรรมการพัฒนาระบบบริการสุขภาพด้านการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพ จำนวน 13 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบสอบถามปลายเปิด แบบสัมภาษณ์กลุ่ม แบบสอบถามความรู้ แบบสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติ และแบบบันทึกตัวชี้วัดผลลัพธ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่าภายหลังพัฒนาระบบแล้วสามารถบริหารจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพอย่างบูรณาการได้ครบทั้ง 5 องค์ประกอบ ความรู้เกี่ยวกับการจัดการดื้อยาต้านจุลชีพอย่างบูรณาการ ร้อยละ 96.60 พฤติกรรมการปฏิบัติตามแนวทางป้องกันการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาหลายขนาน ร้อยละ 94.60 อัตราการติดเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะหลายขนาน 0.06 ครั้ง/1,000 วันนอน อัตราความเหมาะสมของการสั่งใช้ยาปฏิชีวนะที่ต้องประเมิน Drug Use Evaluation (DUE)<strong> </strong>ร้อยละ 99<strong>.</strong>79 และอัตราการเฝ้าระวังทางห้องปฏิบัติการในการรายงานผลการติดเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะหลายขนานถูกต้อง ครบถ้วน และทันเวลาภายใน 24 ชั่วโมงที่ทราบผลทางห้องปฏิบัติการ ร้อยละ 100.00 การพัฒนาระบบการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อแบคทีเรียดื้อยาหลายขนานร่วมกับสหสาขาวิชาชีพสามารถเพิ่มความรู้พฤติกรรมการปฏิบัติ เฝ้าระวังการติดเชื้อ และสั่งใช้ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงลดอัตราการติดเชื้อดื้อยา ดังนั้นควรควรผลักดันให้เกิดการบูรณาการป้องกันเชื้อดื้อยาผ่านกลไกของสหสาขาวิชาชีพอย่างรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง และกำหนดเป็นตัวชี้วัดในการบริหารจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพอย่างบูรณาการเพื่อขับเคลื่อนในโรงพยาบาลทุกระดับ</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/iudcJ/article/view/283152
การพัฒนารูปแบบเฝ้าระวังและคัดกรองกลุ่มเสี่ยงโรคซิลิโคสิสในชุมชนที่มีอาชีพแกะสลักหิน กรณีศึกษา ตำบลเพนียด อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี
2025-10-12T20:21:07+07:00
สาวิตรี ภมร
saw.phamorn@gmail.com
เอนก มุ่งอ้อมกลาง
fetp28@gmail.com
พีรวัฒน์ ตระกูลทวีสุข
pee1987@hotmail.com
สุชาญวัชร สมสอน
suchanwat.somsorn@bcnnon.ac.th
ศิรินภา สิงห์ทอง
Sirinapa.singthong@gmail.com
<p>การศึกษาการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาปัญหาการเกิดโรคซิลิโคสิส 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการเฝ้าระวังและการคัดกรองเชิงรุกในกลุ่มเสี่ยงโรคซิลิโคสิส และ 3) ประเมินผลการพัฒนารูปแบบการคัดกรองเชิงรุกในกลุ่มเสี่ยงโรคซิลิโคสิสพื้นที่อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี ดำเนินการเก็บข้อมูลระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2565 - กันยายน พ.ศ. 2566 ด้วยแบบสอบสวนโรค ภาพถ่ายรังสีทรวงอก และตรวจเชื้อวัณโรคปอดด้วยวิธี Real time PCR for MTB/MDR วิเคราะห์และนำเสนอข้อมูลโดยการใช้สถิติเชิงพรรณนา ผลการศึกษา พบว่า หน่วยงานด้านสาธารณสุขในพื้นที่ไม่มีนโยบาย แผนงาน รูปแบบ/แนวทางด้านการเฝ้าระวังและคัดกรองโรคซิลิโคสิสเชิงรุก เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานมีภาระงานมาก ไม่มีประสบการณ์ และขาดความเข้าใจเกี่ยวกับโรคซิลิโคสิส ประชาชนเจ็บป่วยแล้วจึงเข้ารับการตรวจรักษาในโรงพยาบาลหรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่ รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมุ่งเน้นการเฝ้าระวังและคัดกรองเชิงรุกให้ครอบคลุมทั้งการตรวจสุขภาพ ซักประวัติ ค้นหาปัจจัยเสี่ยงการเกิดโรค ตลอดจนการวินิจฉัยการเจ็บป่วยด้วยเครื่องมือทางห้องปฏิบัติการและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ผลการพัฒนาตามรูปแบบที่พัฒนาขึ้นสามารถค้นหาผู้ป่วยที่ยืนยันโรคซิลิโคสิสได้เพิ่มขึ้นถึง 15 ราย ผู้ประกอบอาชีพแกะสลักหินและคนในครัวเรือนที่อยู่ร่วมกันและมีกิจกรรมแกะสลักหินมีความเสี่ยงในการรับสัมผัสฝุ่นซิลิกาจากการทำงานและสิ่งแวดล้อม ดังนี้ควรแยกสถานที่ปฏิบัติงานและที่พักออกจากกัน และสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลที่ได้มาตรฐานตลอดเวลาที่ทำงาน ควบคุมและลดปริมาณฝุ่นซิลิกา รวมทั้งตรวจสุขภาพเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง และสถานบริการสาธารณสุขในพื้นที่จัดให้มีระบบการเฝ้าระวังให้ครอบคลุมทุกด้าน และดำเนินการอย่างต่อเนื่อง</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/iudcJ/article/view/283171
การประเมินผลโครงการอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากรด้านการเขียนงานวิจัยและผลงานวิชาการ สถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง
2026-03-20T10:01:14+07:00
กนกรัตน์ ไพทูลย์
tornado.nnt@gmail.com
บังเอิญ ภูมิภักดิ์
tornado.nnt@gmail.com
จารุณี ระบายศรี
tornado.nnt@gmail.com
จุฑามาศ ลิ้มสมบูรณ์
tornado.nnt@gmail.com
<p>การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงสำรวจ (Survey Research) โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Methodology) มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาความพึงพอใจในการอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากรด้านการเขียนงานวิจัยและผลงานวิชาการ 2) เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความพึงพอใจในการอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากรฯ ตามปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ตำแหน่งปัจจุบัน ประเภทตำแหน่ง และประเภทของสายงาน กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง ที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาศักยภาพนักวิจัยและนวัตกรหน้าใหม่ จำนวน 35 คน เครื่องมือวิจัยได้แก่ แบบสอบถามความพึงพอใจในการอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากรฯ ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามอิเล็กทรอนิกส์ (Google Form) หลังจากเสร็จสิ้นโครงการฯ ทันที มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของเครื่องมือที่ใช้ (IOC) เท่ากับ 0.83 การวิเคราะห์ข้อมูลโดย 1) สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2) สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ ค่าความแปรปรวนทางเดียว(One-way Anova) และทดสอบสมมติฐานการวิจัย ด้วยสถิติ t-test</p> <p> ผลการศึกษาพบว่าผู้เข้าร่วมการอบรมในครั้งนี้ มีผลประเมินความรู้หลังเรียนเพิ่มขึ้น ร้อยละ 100 โดยส่วนใหญ่มีความพึงพอใจภาพรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด (x̄ =4.90 ,S.D.= 0.27) พิจารณารายด้าน พบว่า ความพึงพอใจสูงสุดคือด้านกระบวนการ อยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด (x̄ =4.94,S.D.= 0.24) รองลงมาคือด้านวิทยากรอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด (x̄ =4.91,S.D.= 0.28) ด้านหลักสูตรอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด (x̄ =4.89 ,S.D.= 0.32) และด้านสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกอยู่ในรพดับความพึงพอใจมากที่สุด (x̄ =4.86 ,S.D.= 0.35) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบความพึงพอใจที่มีต่อการฝึกอบรม พบว่า ระดับความพึงพอใจในการอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากรฯ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อจำแนกตามตำเหน่งปัจจุบัน ประเภทตำแหน่ง และประเภทของสายงาน ที่ระดับความเชื่อมั่น (p<0.05)</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/iudcJ/article/view/283216
ผลของการใช้แอปพลิเคชันความรู้ทางโภชนาการเด็กก่อนวัยเรียนที่มีภาวะผอมสำหรับผู้ดูแล
2025-11-06T13:14:04+07:00
นาฎอนงค์ แฝงพงษ์
thamakorn730@gmail.com
ธมกร เธียรภูริเดช
Thamakorn730@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดสองครั้งก่อนและหลังการทดลอง เพื่อศึกษาผลของการใช้แอปพลิเคชันความรู้ทางโภชนาการเด็กก่อนวัยเรียนที่มีภาวะผอมสำหรับผู้ดูแลแบบสองกลุ่ม กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ดูแลที่มีเด็กก่อนวัยเรียนมีภาวะผอม อายุระหว่าง 20-59 ปี อาศัยอยู่บ้านเดียวกับเด็ก มีบทบาทหน้าที่หลักในการเลี้ยงดูด้านโภชนาการ และมีโทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการ Android ที่สามารถเข้าถึงการใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ จำนวน 70 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 35 คน กลุ่มทดลอง ได้รับการดูแลแบบปกติร่วมกับแอปพลิเคชันความรู้ทางโภชนาการเด็กก่อนวัยเรียนที่มีภาวะผอม และกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือแอปพลิเคชันความรู้ทางโภชนาการเด็กก่อนวัยเรียนที่มีภาวะผอมสำหรับผู้ดูแล แบบสอบถามความรู้ทางโภชนาการเด็กก่อนวัยเรียนที่มีภาวะผอมสำหรับผู้ดูแล มีค่า KR-20 = 0.71 สถิติทดสอบค่าที (t-test) ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลและทดสอบสมมติฐาน ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ทางโภชนาการเด็กก่อนวัยเรียนที่มีภาวะผอมของผู้ดูแลกลุ่มทดลองภายหลังการทดลอง (M = 0.81, S.D. = 0.40) สูงกว่าก่อนการทดลอง (M = 0.63, S.D. = 0.03) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 8.34, p < 0.05) และค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ทางโภชนาการเด็กก่อนวัยเรียนที่มีภาวะผอมของผู้ดูแลกลุ่มทดลอง ภายหลังการทดลอง (M = 0.90, S.D. = 0.01) สูงกว่ากลุ่มควบคุม (M = 0.70, S.D. = 0.01) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 8.96, p < 0.05) ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การใช้แอปพลิเคชันร่วมกับการดูแลแบบปกติทำให้ผู้ดูแลมีความรู้ทางโภชนาการที่ถูกต้องมากขึ้น ซึ่งนำไปสู่การปฏิบัติพฤติกรรมการเลี้ยงดูเด็กก่อนวัยเรียนได้เหมาะสมมากขึ้น</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/iudcJ/article/view/283193
ประสิทธิผลของลูกอมหญ้าดอกขาวลดอาการอยากบุหรี่ในผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองตาด จังหวัดบุรีรัมย์
2025-10-27T08:16:41+07:00
ฐพัชร์ คันศร
thapach.ka@western.ac.th
อานนท์ สังขะพงษ์
arnon.s@ubu.ac.th
บุษบา อุปชิน
thapach.ka@western.ac.th
มายุรี โปรัมย์
thapach.ka@western.ac.th
<p>การวิจัยแบบกึ่งทดลองครั้งนี้ (quasi-experimental research) เป็นการทดลองแบบ 1กลุ่มวัดผล ก่อนและหลังการทดลอง (<em>One</em> Group Pretest-Posttest Design) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของผลลูกอมหญ้าดอกขาวลดอาการอยากบุหรี่ในกลุ่มผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ และเพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อผลิตภัณฑ์ลูกอมสมุนไพรหญ้าดอกขาว กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาคือผู้ป่วยระบบทางเดินหายใจที่มีความสัมพันธ์กับการสูบบุหรี่ เขตพื้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองตาด จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 30 คน ในช่วง เดือนมกราคม - มิถุนายน พ.ศ. 2567 เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์ที่กำหนด 30 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 6 ข้อ แบบสอบถามข้อมูลด้านพฤติกรรมการสูบบุหรี่จำนวน 12 ข้อ แบบประเมินความพึงพอใจในการใช้ลูกอมสมุนไพรหญ้าดอกขาวลดการสูบบุหรี่ จำนวน 10 ข้อ ตรวจสอบความเที่ยงตรงเนื้อหาเท่ากับ 1 หาค่าความเชื่อมั่นด้วยวิธีการหาค่า สัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach's Alpha Coefficient) ได้เท่ากับ 0.88 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิง พรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติการทดสอบ T-test กำหนดค่านัยสำคัญที่ 0.05</p> <p>ผลการทดลองพบว่าหลังให้อมสมุนไพรหญ้าดอกขาวเป็นระยะเวลา 1 เดือน กลุ่มตัวอย่าง มีอัตราการเลิกสูบบุหรี่ร้อยละ 69.35 ความพึงพอใจโดยรวมต่อผลิตภัณฑ์ลูกอมสมุนไพรดอกหญ้าขาวในระดับปานกลาง (Mean=3.77, S.D.=2.12)อ</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/iudcJ/article/view/283855
ผลกระทบต่อสุขภาพจิตของบุคลากรสาธารณสุขในการเฝ้าระวังควบคุมโรค
2025-11-14T14:30:24+07:00
บังเอิญ ภูมิภักดิ์
talentandsky@hotmail.com
จอมเทียน พรมทอง
tien_jt@gmail.com
จารุณี ระบายศรี
jaarja2499@gmail.com
กนกรัตน์ ไพทูลย์
tornado.nnt@gmail.com
จุฑามาศ ลิ้มสมบูรณ์
jutamas.lims@gmail.com
กชามาส สินธุชัย
kachafilm.ks@gmail.com
<p>การเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคเป็นภารกิจสำคัญของบุคลากรสาธารณสุข ซึ่งต้องปฏิบัติงานท่ามกลางความเสี่ยง ภาระงานสูง และความไม่แน่นอน โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์วิกฤตการระบาดของโรคติดต่อ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตและประสิทธิภาพในการทำงาน การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบต่อสุขภาพจิตของบุคลากรสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานด้านการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรค รวมถึงสำรวจผลกระทบทางจิตใจจากการทำงานภายใต้ความกดดันและความไม่แน่นอน ผลการศึกษาพบว่า บุคลากรส่วนใหญ่มีอาการทางจิตใจอยู่ในระดับน้อยถึงปานกลาง โดยเฉพาะความเครียดจากภาระงานและความวิตกกังวลต่อความเสี่ยงการติดเชื้อ อย่างไรก็ตาม พบกลุ่มที่มีอาการในระดับมาก ได้แก่ ความเหนื่อยล้าและขาดพลัง ร้อยละ 26.2 ภาวะซึมเศร้าและขาดแรงจูงใจ ร้อยละ 29.2 และความรู้สึกว่าภารกิจมีความเสี่ยงสูง ร้อยละ 27.7 ซึ่งสะท้อนถึงภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burnout Syndrome) ที่เริ่มปรากฏ นอกจากนี้ยังพบปัญหาการนอนหลับในระดับมากและปานกลางรวมกันถึงร้อยละ 57.0 และความวิตกกังวลจากการติดเชื้อในระดับปานกลางร้อยละ 61.5 ขณะที่ความต้องการขอรับความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตอยู่ในระดับต่ำ ร้อยละ 80.0 อาจเกิดจากทัศนคติทางสังคมหรือการขาดความตระหนักรู้เกี่ยวกับสุขภาพจิตของตนเอง จากผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนาและเสริมสร้างระบบสนับสนุนสุขภาพจิตในสถานที่ทำงาน โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีภาระงานสูงหรืออยู่ในสภาวะเสี่ยง แนวทางที่ควรส่งเสริม ได้แก่ การจัดโปรแกรมลดความเครียด การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เอื้อต่อการสื่อสารเรื่องสุขภาพจิต และการลดอคติทางสังคมต่อการขอรับความช่วยเหลือด้านจิตใจ เพื่อให้บุคลากรสาธารณสุขสามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสม รักษาสมดุลทางอารมณ์ และปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนในระยะยาว</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/iudcJ/article/view/284330
การพัฒนารูปแบบการป้องกันควบคุมโรคของประชากรข้ามชาติ ในแคมป์พักแรงงานก่อสร้าง พื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล
2025-12-23T09:37:14+07:00
ณัฐวุฒิ แดงสวัสดิ์
nuttawut.aot@gmail.com
นิติรัตน์ พูลสวัสดิ์
npoonsawad@yahoo.com
แก้วใจ มาทอง
praew306mthong@gmail.com
ธารทิพย์ เหลืองตรีชัย
tharnthip.lueng04@gmail.com
ธนดณ ฉันทะธาดาวงศ์
thanadon@baandekfoundation.org
เจตนวัฒน์ สลักคำ
jetnawat@baandekfoundation.org
<p>ประชากรข้ามชาติไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขได้อย่างเหมาะสม รวมถึงปัญหาการเข้าถึงหลักประกันสุขภาพในกลุ่มประชากรข้ามชาติ เป็นเรื่องสำคัญ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนารูปแบบการป้องกันควบคุมโรคและพัฒนาศักยภาพผู้ประสานงานด้านสุขภาพ และเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงประกันสุขภาพของประชากรข้ามชาติ ในแคมป์พักคนงานก่อสร้าง พื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ใช้วิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ดำเนินการในแคมป์พักแรงงานก่อสร้าง พื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 7 แห่ง ระหว่างเดือนกันยายน พ.ศ. 2567 - สิงหาคม พ.ศ. 2568 เริ่มด้วย 1) ขั้นวางแผน มีการประชุมหารือ กำหนดแนวทางการดำเนินงาน วางแผน และกำหนดรูปแบบการศึกษา 2) ขั้นปฏิบัติ มีการสร้างและพัฒนาผู้ประสานงานด้านสุขภาพของประชากรข้ามชาติ จำนวน 70 คน มีการให้ความรู้ด้านการเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพ สนับสนุนสื่อความรู้ที่เหมาะกับภาษาและวัฒนธรรม มีการจัดบริการสุขภาพเคลื่อนที่/ตรวจคัดกรองโรคเบื้องต้นเชิงรุก จำนวน 977 ราย มีการพิสูจน์อัตลักษณ์เพื่อยืนยันตัวตน จำนวน 975 ราย มีการส่งเสริมการเข้าถึงประกันสุขภาพ และมีการปรับปรุงสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม 3) ขั้นประเมินผล มีการเยี่ยมเยือน เสริมพลัง ติดตาม และประเมินผลในแคมป์พักแรงงานก่อสร้าง 4) ขั้นสะท้อนผล มีการส่งคืนข้อมูล สะท้อนผลการดำเนินงาน นำไปสู่การปรับปรุงรูปแบบการป้องกันควบคุมโรคของประชากรข้ามชาติ ในแคมป์พักแรงงานก่อสร้าง พื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ทำให้เพิ่มการเข้าถึงบริการตรวจคัดกรองโรคเบื้องต้น เพิ่มการเข้าถึงประกันสุขภาพ มีการปรับปรุงสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม และมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ลดการเกิดโรคและภัยคุกคามต่อสุขภาพ ในแคมป์พักแรงงานก่อสร้างได้ นับเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน ในการเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรคของประชากรข้ามชาติได้เป็นอย่างดี ดังนั้นควรมีการสานพลังและร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขยายผลให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ มีการสร้างและพัฒนาอาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว (อสต.) รวมถึงพัฒนาระบบฐานข้อมูลและระบบเฝ้าระวังที่ทันสมัยในกลุ่มประชากรข้ามชาติ สามารถนำไปใช้เพื่อการดำเนินงานและการตัดสินใจได้ทันการณ์</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/iudcJ/article/view/282616
ความท้าทายและโอกาสในการให้วัคซีน HPV: บทวิเคราะห์จากประเทศไทยในบริบทระดับโลก
2025-10-02T07:39:02+07:00
ลิลลี่ ประทีป
lilli.p.gac@gmail.com
กชกร คำสีแก้ว
kojchakorn.k2550@gmail.com
มีนา กรสุธาทิพย์กุล
12menamena12@gmail.com
ทองรัตนา บงกชเกตุสกุล
thong25522009@gmail.com
สิริพร ชูเพชรสมบูรณ์
siriporn.shu@gmail.com
<p>ไวรัสฮิวแมนแพปพิลโลมา (Human papillomavirus: HPV) เป็นสาเหตุสำคัญของมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์อื่น ๆ ทั่วโลก โดยประเทศไทยยังคงมีภาระโรคในระดับสูง การพัฒนาวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HPV ทั้งชนิดสองสายพันธุ์ (Bivalent), สี่สายพันธุ์ (Quadrivalent) และเก้าสายพันธุ์ (Nonavalent) ได้เปลี่ยนแปลงแนวทางการป้องกันมะเร็งปากมดลูกอย่างมีนัยสำคัญ ประเทศไทยได้บรรจุวัคซีน HPV ชนิด Bivalent (Cervarix) ไว้ใน โครงการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันแห่งชาติ (National Immunization Program: NIP) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 โดยให้บริการวัคซีนฟรีแก่นักเรียนหญิงชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 อายุ 11–12 ปี การทบทวนวรรณกรรมเชิงบรรยายฉบับนี้รวบรวมหลักฐานจากระดับโลกและระดับชาติระหว่างปี ค.ศ. 2000–2025 เพื่อวิเคราะห์ความก้าวหน้าและความท้าทายของโครงการวัคซีน HPV ของประเทศไทยเมื่อเปรียบเทียบกับประสบการณ์จากต่างประเทศ ผลการสังเคราะห์พบว่า แม้โครงการในประเทศไทยมีส่วนช่วยลดการติดเชื้อ HPV ได้อย่างเป็นรูปธรรม แต่ความครอบคลุมของการฉีดวัคซีนยังไม่สม่ำเสมอ และยังมีข้อจำกัดด้านนโยบายที่ไม่ครอบคลุมเด็กชายและกลุ่มที่พลาดโอกาส (Catch-up cohorts) ประเทศที่ประสบความสำเร็จสูง เช่น ออสเตรเลียและสหราชอาณาจักร แสดงให้เห็นถึงประสิทธิผลของนโยบายการฉีดวัคซีนแบบไม่จำกัดเพศ (Gender-neutral vaccination) และระบบคัดกรองที่บูรณาการอย่างเข้มแข็ง ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซียและฟิลิปปินส์ แสดงให้เห็นความแตกต่างด้านความพร้อมของระบบสาธารณสุขและความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน สำหรับประเทศไทย แนวทางเชิงนโยบายที่สำคัญ ได้แก่ การขยายกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุมเด็กชายและกลุ่ม Catch-up, การเสริมระบบส่งวัคซีนในพื้นที่ชนบทโดยใช้แนวทางวัคซีน แบบหนึ่งเข็ม (Single-dose strategy) ตามข้อเสนอขององค์การอนามัยโลก, การบูรณาการวัคซีน HPV เข้ากับการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยการตรวจ HPV DNA และการสื่อสารสาธารณะอย่างโปร่งใสเพื่อลดความเข้าใจผิดและความลังเลต่อวัคซีน ในอนาคต ประเทศไทยควรเตรียมความพร้อมสำหรับวัคซีนรุ่นใหม่ เช่น วัคซีนชนิด mRNA และ L2-based ที่มีศักยภาพในการป้องกันสายพันธุ์ได้กว้างขึ้น และเร่งขับเคลื่อนนโยบายให้สอดคล้องกับเป้าหมาย 90-70-90 ขององค์การอนามัยโลก เพื่อมุ่งสู่การขจัดมะเร็งปากมดลูกเป็นปัญหาสาธารณสุขอย่างยั่งยืน</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/iudcJ/article/view/197-208
ทัศนคติและมุมมองของประชาชนไทยต่อการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่: การทบทวนวรรณกรรม
2025-09-22T15:04:11+07:00
สิริวนิชษา คงอ่อน
8766516@student.triamudom.ac.th
กันต์ธีญ์ ศิริอังกานนท์
rakangsiri@gmail.com
อิ่มเอม เกียรติคุณรัตน์
Aimyourself5@gmail.com
ศุจิมน มังคลรังษี
khunsujimon.m@gmail.com
<p>ความลังเลในการรับวัคซีนยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการลดภาระของโรคไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทย แม้ว่าวัคซีนจะได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีความปลอดภัยและมีการกระจายอย่างกว้างขวาง แต่ระดับความครอบคลุมของวัคซีนยังคงต่ำกว่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดไว้ โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูง การทบทวนวรรณกรรมฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์หลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับทัศนคติ การรับรู้ และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทย รวมถึงระบุอุปสรรคและช่องว่างขององค์ความรู้ที่ยังมีอยู่ ได้ดำเนินการสืบค้นข้อมูลจากฐานข้อมูล PubMed และแหล่งข้อมูลสาธารณสุขที่เชื่อถือได้ โดยจำกัดเฉพาะบทความภาษาอังกฤษที่ตีพิมพ์ระหว่างเดือนมกราคม ค.ศ. 2010 ถึงสิงหาคม ค.ศ. 2025 เกณฑ์การคัดเลือกคือ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ความตระหนักรู้ หรือความลังเลในการฉีดวัคซีนในกลุ่มประชากรไทย ข้อมูลที่ได้ถูกวิเคราะห์เชิงบรรยายตามสามประเด็นหลัก ได้แก่ สถานการณ์ทางระบาดวิทยา ทัศนคติและมุมมองของประชาชน และความท้าทายด้านนโยบายหรือการเข้าถึงบริการ การทบทวนพบว่า ความลังเลในการฉีดวัคซีนในประเทศไทยเกิดจากหลายปัจจัยที่สัมพันธ์กัน ได้แก่ ความเชื่อทางวัฒนธรรม ข้อมูลผิดพลาด โดยเฉพาะจากสื่อสังคมออนไลน์ และการเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องอย่างจำกัด ปัญหาการสื่อสารจากบุคลากรทางการแพทย์และการฝึกอบรมที่ไม่เพียงพอยังส่งผลให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในวัคซีน นอกจากนี้ ปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคม เช่น รายได้และระดับการศึกษา มีผลต่อการตัดสินใจรับวัคซีน โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท แม้ภาครัฐได้จัดบริการวัคซีนฟรี แต่ยังพบว่าอัตราการฉีดวัคซีนในผู้สูงอายุอยู่ที่ประมาณร้อยละ 34.0 และในเด็กต่ำกว่า 5 ปีอยู่ที่ไม่ถึงร้อยละ 5.0 อีกทั้งยังขาดงานวิจัยที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างฐานะทางเศรษฐกิจ การศึกษา และการเข้าถึงบริการสุขภาพกับการยอมรับวัคซีนอย่างชัดเจน การทำความเข้าใจปัจจัยหลายมิติที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับวัคซีนเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนากลยุทธ์ที่มีความเหมาะสมตามบริบททางวัฒนธรรมของประเทศไทย การจัดการกับข้อมูลเท็จ การเสริมสร้างทักษะการสื่อสารของบุคลากรสุขภาพ และการลดความเหลื่อมล้ำด้านภูมิศาสตร์และเศรษฐกิจ จะมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนและการเพิ่มอัตราการฉีดวัคซีนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายระดับประเทศ</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง