แรงจูงใจและบรรยากาศองค์กรที่ส่งผลต่อความยึดมั่นผูกพันต่อองค์กร ของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลชุมชน จังหวัดบุรีรัมย์ ประเทศไทย
Keywords:
ความยึดมั่นผูกพันต่อองค์กร, พยาบาลวิชาชีพ, แรงจูงใจในการปฏิบัติงาน, บรรยากาศองค์กรAbstract
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ เพื่อวัดระดับความยึดมั่นผูกพันต่อองค์กรของพยาบาลวิชาชีพ ในโรงพยาบาลชุมชนจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล แรงจูงใจในการปฏิบัติงาน บรรยากาศองค์กรกับความยึดมั่นผูกพันต่อองค์กร กลุ่มตัวอย่างคือพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลชุมชนจังหวัดบุรีรัมย์ 21 แห่งจำนวน 250 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้รับแบบสอบถามกลับคืนที่มีความสมบูรณ์ 208 ฉบับ (ร้อยละ83.2) ใช้สถิติเชิงพรรณนา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอนในการวิเคราะห์ข้อมูล
ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความยึดมั่นผูกพันต่อองค์กรของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลชุมชนจังหวัดบุรีรัมย์อยู่ในระดบปานกลาง 2) อายุ สถานภาพสมรส ตำแหน่งงาน ระยะเวลาที่ปฏิบัติงาน และขนาดของโรงพยาบาลมีความสัมพันธ์กับความยึดมั่นผูกพันต่อองค์กรโดยรวมและด้านจิตใจ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(P< 0.05) 3) สถานภาพสมรส และระยะเวลาที่ปฏิบัติงาน มีความสัมพันธ์กับความยึดมั่นผูกพันต่อองค์กรด้านการคงอยู่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P< 0.05) 4) ระยะเวลาที่ปฏิบัติงานและขนาดของโรงพยาบาล มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความยึดมั่นผูกพันต่อองค์กรด้านบรรทัดฐาน (P< 0.05) 5) แรงจูงใจในการปฏิบัติงานและบรรยากาศองค์กรมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความยึดมั่นผูกพันต่อองค์กร 6) ปัจจัยพยากรณ์ความยึดมั่นผูกพันต่อองค์กรคือบรรยากาศองค์กรและแรงจูงใจในการปฏิบัติงานซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ (R) เท่ากับ 0.51 และ 0.54 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P< 0.05) และค่าสัมประสิทธิ์การทำนายของตัวแปรอิสระ (R2) ร้อยละ 26 และร้อยละ 29 ตามลำดับ
ข้อเสนอแนะจากการวิจัย 1) ผู้บริหารควรจัดให้มีการพัฒนาความก้าวหน้าในตำแหน่ง การให้โอกาสอย่างเท่าเทียมกันต่อการก้าวหน้าในหน้าที่การงาน 2) ผู้บริหารควรจัดให้มีการมีการประเมินผลการปฏิบัติงานและผลตอบแทนอย่างเป็นธรรม และให้การยอมรับเมื่อปฏิบัติงานบรรลุเป้าหมาย
Downloads
Downloads
How to Cite
Issue
Section
License
Article published Is the copyright of the Journal of Health and Nursing Research (Boromarajonani College of Nursing, Bangkok) Cannot be republished in other journals











