https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/issue/feed วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ) 2023-12-28T16:00:55+07:00 Dr. Yupaporn Tirapaiwong journalbcn@bcn.ac.th Open Journal Systems <p> <strong>วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล</strong> เป็นวารสารของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ เดิมชื่อ <strong>วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ</strong> เริ่มจัดทำขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2527 เพื่อเป็นช่องทางในการเผยแพร่ผลงานวิชาการ และได้ดำเนินการเผยแพร่วารสารทางการพยาบาลฉบับแรก เมื่อปี พ.ศ. 2528 โดยตีพิมพ์ปีละ 3 ฉบับ มีกระบวนการให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาตรวจสอบก่อนการเผยแพร่ (Peer-reviewed journal) ต่อมาในปีพ.ศ. 2562 (ฉบับที่ 2 ปีที่ 35) ได้มีการปรับเปลี่ยนชื่อเป็น <strong>วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล </strong>เนื่องจากมีการขยายขอบเขตการเผยแพร่บทความรวมทั้งทางด้านการพยาบาลและสุขภาพ วารสารได้มีการพัฒนาคุณภาพมาอย่างต่อเนื่อง และได้รับการประเมินคุณภาพจากศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย อยู่ในวารสารกลุ่มที่ 1 (TCI 1) สาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ตั้งแต่การประเมินรอบที่ 1 จนถึงปัจจุบัน (รอบที่ 4 พ.ศ. 2563 – 2567)</p> <p> วารสารรับพิจารณาบทความวิจัยและบทความวิชาการทางด้านการพยาบาล การศึกษาพยาบาล วิชาชีพด้านสุขภาพ ระบบสุขภาพและสุขภาพของประชาชน โดยมีกำหนดการเผยแพร่วารสารปีละ 3 ฉบับ คือ</p> <p> ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน </p> <p> ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม </p> <p> ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <ol> <li class="show">เผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการทางการพยาบาลและศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง</li> <li class="show">เป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนความรู้และระสบการณ์ทางการพยาบาล การศึกษา และศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง</li> <li class="show">เป็นแหล่งเสนอผลงานวิชาการของบุคลากรสุขภาพ</li> </ol> <p><strong>ขอบเขตของบทความที่รับพิจารณาเพื่อการเผยแพร่</strong></p> <ol> <li class="show"><strong>องค์ความรู้หรือข้อมูลความรู้ทางด้านสุขภาพ </strong>ประกอบด้วยองค์ความรู้ สาระหรือข้อมูลความรู้ทางด้านสุขภาพและการสาธารณสุข รวมทั้งระบบสุขภาพ นโยบายทางด้านสุขภาพ กำลังคนด้านสุขภาพ ปัญหาสุขภาพ และการดูแลสุขภาพของบุคคล ครอบครัวและชุมชน</li> <li class="show"><strong>องค์ความรู้หรือข้อมูลความรู้ทางด้านพยาบาล </strong>ประกอบด้วยองค์ความรู้ สาระหรือข้อมูลความรู้ทางด้านการพยาบาลและการศึกษาพยาบาล รวมทั้งนโยบายทางด้านการพยาบาล การบริหารการพยาบาลมาตรฐานการพยาบาล ผลลัพธ์ทางการพยาบาล แนวปฏิบัติการพยาบาล หลักฐานเชิงประจักษ์ทางการพยาบาล นวัตกรรมทางการพยาบาล การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การพยาบาลเฉพาะสำหรับบุคคล ครอบครัว และชุมชน และกรณีศึกษาทางการพยาบาล</li> </ol> <p><strong>ประเภทของบทความที่รับพิจารณาเพื่อการเผยแพร่</strong></p> <ol> <li class="show"><strong>บทความวิจัย (</strong><strong>Research article)</strong> เป็นบทความที่เขียนเกี่ยวกับการรายงานการศึกษาวิจัยทางการพยาบาล หรือวิทยาศาสตร์สุขภาพ ที่ผู้นิพนธ์เป็นผู้ดำเนินการวิจัย หรือศึกษาค้นคว้า ทั้งการวิจัยเชิงปริมาณหรือการวิจัยเชิงคุณภาพ รวมถึงการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ (Systemic review) </li> <li class="show"><strong>บทความวิชาการ (</strong><strong>Academic article)</strong> เป็นบทความที่ผู้นิพนธ์เขียนเรียบเรียงสาระความรู้วิชาการทางด้านการพยาบาล หรือวิทยาศาสตร์สุขภาพในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเแล้วนำมากลั่นกรอง วิเคราะห์ และหรือสังเคราะห์โดยผู้นิพนธ์ หรือการเขียนวิพากษ์วิจารณ์เปรียบเทียบข้อความรู้เพื่อให้เกิดความกระจ่าง (Review article) รวมทั้ง การวิเคราะห์กรณีศึกษาทางด้านการพยาบาลหรือวิทยาศาสตร์สุขภาพ</li> </ol> <p><strong>ขอบเขต (</strong><strong>Scopes) ที่รับตีพิมพ์</strong></p> <p><strong> </strong>องค์ความรู้ ด้านการพยาบาล สาธารณสุข ระบบสุขภาพ และการศึกษาพยาบาล หรือสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง</p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาตรวจสอบก่อนการเผยแพร่โดยผู้เชี่ยวชาญ (Peer</strong><strong>-Review</strong><strong>ed Process</strong><strong>) </strong></p> <p>บทความที่ผู้นิพนธ์ส่งมาพิจารณา ถ้าดำเนินการตามคำแนะนำในการเตรียมต้นฉบับและมีมาตรฐานเพียงพอ จะได้รับการประเมินแบบไม่เปิดเผยตัวตนสองทาง (Double-blind review) โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน จากหลากหลายสถาบัน</p> <p>ISSN 2697-5041 (Online)</p> <p>ISSN 2730-1893 (Print)</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</strong></p> <p>การตีพิมพ์ผลงานวิชาการในวารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล กำหนดให้ผู้นิพนธ์ต้องชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</p> <table style="height: 64px;" width="263"> <tbody> <tr> <td class=""><strong>บทความภาษาไทย</strong></td> <td><strong>4,000 บาท</strong></td> </tr> <tr> <td><strong>บทความภาษาอังกฤษ</strong></td> <td><strong>6,000 บาท</strong></td> </tr> </tbody> </table> <p><span class="OYPEnA text-decoration-none text-strikethrough-none">โดยชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ หลังจากได้รับการประเมินเบื้องต้น </span><span class="OYPEnA text-decoration-none text-strikethrough-none">จากกองบรรณาธิการแล้วว่าสามารถตีพิมพ์ได้ </span></p> <p><span class="OYPEnA text-decoration-none text-strikethrough-none"><strong>หมายเหตุ:</strong> ทั้งนี้ทางวารสารไม่การันตีว่าบทความของท่านจะได้รับการตีพิมพ์ เเละหากไม่ได้รับการตีพิมพ์</span><span class="OYPEnA text-decoration-underline text-strikethrough-none">เมื่อชำระเงินแล้ว วารสารฯ ขอสงวนสิทธิ์การคืนเงินให้ผู้นิพนธ์ทุกกรณี</span></p> https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/268022 บทบรรณาธิการ 2023-12-28T15:51:30+07:00 ยุพาภรณ์ ติรไพรวงศ์ yupaporn.t@bcn.ac.th 2023-12-28T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ) https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/263354 การสังเคราะห์รูปแบบการดูแลเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในประเทศไทย 2023-07-11T09:27:46+07:00 กวินวรา นาวินประเสริฐ kawinwaran63@nu.ac.th ชมนาด วรรณพรศิริ drchom9@hotmail.com มลฤดี โพธิ์พิจารย์ monrudeessru@gmail.com <p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่พบได้บ่อยทั้งในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ การมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงจะส่งผลให้เกิดภยันตรายต่ออวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายหลายระบบ และนำไปสู่การเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อสังเคราะห์รูปแบบการดูแลเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในประเทศไทย</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>: </strong>เป็นการวิจัยเอกสาร โดยสืบค้นงานวิจัยในประเทศไทยจากฐานข้อมูลวารสารวิชาการ ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในประเทศไทย ซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่ตั้งแต่ พ.ศ. 2555 ถึง พ.ศ. 2564 จำนวน 52 เรื่อง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>รูปแบบการดูแลเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในประเทศไทย แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1) รูปแบบที่เป็นโปรแกรมการส่งเสริมการจัดการตนเอง 2) รูปแบบที่เป็นการดูแลหรือวิธีการเฉพาะ โดยส่วนใหญ่ใช้กรอบแนวคิดการจัดการตนเอง (ร้อยละ 42.30) มีการวัดผลลัพธ์หลังให้การจัดกระทำด้วยการตรวจระดับน้ำตาลสะสมในเลือด ร่วมกับการวัดดัชนีสุขภาพ ความรู้ พฤติกรรม หรือคุณภาพชีวิต (ร้อยละ 30.77) และผลการวิจัยพบว่าการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำตาลในเลือดของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมไม่แตกต่างกัน (ร้อยละ 26.92)</p> <p><strong>สรุปผล</strong><strong>:</strong> ผลการศึกษาแสดงให้เห็นถึงรูปแบบการดูแลเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในประเทศไทย เน้นการส่งเสริมให้ผู้ป่วยเบาหวานมีการจัดการตนเอง แต่ยังพบว่ารูปแบบการดูแลในบางงานวิจัยยังไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>ควรมีการศึกษารูปแบบการดูแลเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ด้วยการวิเคราะห์อภิมาน (meta-analysis) และควรศึกษางานวิจัยในต่างประเทศเพิ่มเติม</p> 2023-12-28T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ) https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/264177 การพัฒนารูปแบบการให้ข้อมูลผ่านโมบายแอปพลิเคชันแก่ญาติผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต แผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน 2023-07-25T17:59:08+07:00 สวิตตา ขัดกันทา sawittanurse@gmail.com อารี ชีวเกษมสุข Areechava@gmail.com กชกร เจตินัย Kotchakorn.j@ubru.ac.th <p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>การให้ข้อมูลที่ตรงกับความต้องการของญาติผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต จะทำให้ญาติมีความพึงพอใจในบริการ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาสถานการณ์ของรูปแบบการให้ข้อมูลแก่ญาติผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต พัฒนารูปแบบฯ และผลของการให้ข้อมูลผ่านโมบายแอปพลิเคชันแก่ญาติผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>: </strong>วิจัยและพัฒนานี้ แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาสถานการณ์ฯ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน 2 คน พยาบาลหัวหน้างาน 1 คน พยาบาลผู้ปฏิบัติ 2 คน ญาติผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต 3 คน รวม 8 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบฯ กลุ่มตัวอย่างเช่นเดียวกับระยะที่ 1 และระยะที่ 3 ศึกษาผลการใช้รูปแบบฯ เป็นญาติผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตได้จากการสุ่มอย่างมีระบบ แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบกลุ่มละ 70 คน เครื่องมือ คือ แนวทางการสนทนากลุ่ม รูปแบบการให้ข้อมูลผ่านโมบายแอปพลิเคชัน และแบบประเมินความพึงพอใจต่อการให้ข้อมูล ความเที่ยงเท่ากับ .85 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา สถิติทดสอบแมนวิทนีย์ ยู และวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong>: 1) สถานการณ์ของรูปแบบการให้ข้อมูล พบว่า บุคลากรไม่เพียงพอ ไม่มีการกำหนดผู้ให้ข้อมูล สถานที่ไม่เหมาะสม แนวทางการให้ข้อมูลไม่ชัดเจน และความถี่ไม่แน่นอน ความพึงพอใจต่อการให้ข้อมูลต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 2) รูปแบบ ฯ สร้างด้วยไลน์ออฟฟิเชียลแอคเคาน์ให้ข้อมูลเรียลไทม์เกี่ยวกับอาการ วินิจฉัยโรค แผนการรักษา และพยากรณ์โรค 3) ความพึงพอใจของญาติผู้ป่วยที่ได้รับการให้ข้อมูลผ่านโมบายแอปพลิเคชันสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01</p> <p><strong>สรุปผล: </strong>ญาติผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตที่ได้รับข้อมูลผ่านโมบายแอปพลิเคชันมีความพึงพอใจมากกว่ากลุ่มที่ได้รับข้อมูลรูปแบบเดิม</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>ควรนำรูปแบบฯ นี้เป็นต้นแบบสำหรับการปรับใช้กับญาติผู้ป่วยวิกฤตแผนกอื่น ๆ</p> 2023-12-28T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ) https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/263485 ผลของโปรแกรมการดูแลแบบประคับประคองต่อผลลัพธ์การดูแลแบบประคับประคอง และคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ไม่รับการบำบัดทดแทนไต 2023-08-22T17:08:38+07:00 ณัฐชญา บัวละคร natchaya.bualakorn@kkumail.com บุษบา สมใจวงษ์ bussom@kku.ac.th <p><strong>บทนำ: </strong>การดูแลแบบประคับประคองเป็นทางเลือกหนึ่งของการรักษาโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย โดยการดูแลแบบประคับประคองจะให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ป่วยอย่างเป็นองค์รวมที่ครอบคลุม สนับสนุนด้านจิตสังคมและจิตวิญญาณ เพื่อการชะลอความเสื่อมของไตและลดการเกิดภาวะแทรกซ้อน</p> <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>ศึกษาผลของโปรแกรมการดูแลแบบประคับประคองต่อผลลัพธ์การดูแลแบบประคับประคอง และคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ไม่รับการบำบัดทดแทนไต</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย: </strong>เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลองในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ไม่รับการบำบัดทดแทนไต จำนวน 22 ราย โดยกลุ่มตัวอย่างจะได้รับการดูแลตามโปรแกรมการดูแลแบบประคับประคองที่ผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบประเมินผลลัพธ์การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองฉบับใช้ถามผู้ป่วย และแบบสอบถามคุณภาพชีวิตเฉพาะโรคไตเรื้อรัง การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ ได้ค่าสัมประสิทธิ์ครอนบาคแอลฟ่า เท่ากับ .96 และ .95 ตามลำดับ ส่วนโปรแกรมฯที่ใช้ดำเนินการทดลอง ตรวจสอบดัชนีความตรงตามเนื้อหาได้เท่ากับ 1 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย และ Wilcoxon sign rank test</p> <p><strong>ผลการวิจัย: </strong>ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ กลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยคะแนนผลลัพธ์การดูแลแบบประคับประคอง ลดลงกว่าก่อนเข้าโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Z = -3.498 p &lt; .05) และคุณภาพชีวิตโดยรวมเพิ่มขึ้นกว่าก่อนเข้าโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Z = -3.099 p &lt; .05) </p> <p><strong>สรุปผล: </strong>ผลของโปรแกรมการดูแลแบบประคับประคองสามารถเพิ่มคุณภาพการดูแลและเพิ่มคุณภาพชีวิต ในผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้ายได้</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ: </strong>ควรนำโปรแกรมฯ มาประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ไม่รับการบำบัดทดแทนไตและควรศึกษาคุณภาพชีวิตต่อเนื่องในระยะยาว</p> 2023-12-28T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ) https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/263597 ผลของโปรแกรมสมาธิบำบัดแบบ SKT1 และ 2 ต่อความเครียดของผู้สูงอายุ ตำบลกุดเพียขอม อำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น 2023-05-31T15:10:08+07:00 บรรจบ โสดาศรี banjob.62@gmail.com วรวุฒิ ชมภูพาน worawut@scphkk.ac.th <p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>ความเครียดในผู้สูงอายุเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย และจิตสังคม การผ่อนคลายความเครียดในผู้สูงอายุด้วยวิธี SKT1 และ 2 เป็นวิธีการที่สามารถลดความเครียด ความดันโลหิต และอัตราการเต้นของหัวใจ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong>: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมสมาธิบำบัด SKT1 และ 2 ต่อความเครียด ความดันโลหิต และอัตราการเต้นของหัวใจในผู้สูงอายุที่มีความเครียดระดับปานกลาง</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>: </strong>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง ศึกษาในผู้สูงอายุที่มีความเครียดระดับปานกลาง แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมอย่างละ 47 ราย กลุ่มทดลองจะได้รับโปรแกรม SKT1 และ 2 นาน 12 สัปดาห์ กลุ่มควบคุมดำรงชีวิตตามปกติโดยไม่เกี่ยวข้องกับโปรแกรมการทดลอง เก็บรวมรวมข้อมูลก่อนและหลังการทดลองโดยใช้แบบประเมินความรู้สึกเครียดฉบับภาษาไทย Thai Perceived Stress Scale (T-PSS-10) วัดความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจ จากนั้นเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่มด้วยสถิติ Independent t-test และภายในกลุ่มด้วยสถิติ Paired t-test ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong>: ภายหลังการทดลองกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยความเครียด 13.72 (SD =3.32) คะแนน กลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ยความเครียด 19.51(SD = 2.66) คะแนน ซึ่งพบว่ากลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยความเครียด ลดลงจากกลุ่มควบคุม 5.79 (95%CI=4.55 to 7.02) คะแนน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p&lt;.001</p> <p><strong>สรุปผล</strong><strong>: </strong>โปรแกรมสมาธิบำบัดแบบ SKT1 และ 2 สามารถลดความเครียด ความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจในผู้สูงอายุ</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ</strong><strong>:</strong> เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในหน่วยบริการปฐมภูมิควรนำโปรแกรม SKT1 และ 2 ไปประยุกต์ใช้ในผู้สูงอายุที่มีความเครียดในระดับปานกลางขึ้นไป</p> 2023-12-28T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ) https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/264627 ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองผ่านแอปพลิเคชันไลน์ต่อพฤติกรรมการจัดการตนเองและผลลัพธ์ทางคลินิกในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะ 3 ที่มีอัตราการกรองของไตลดลงอย่างรวดเร็ว 2023-07-18T14:20:30+07:00 ประภากร ศรีสง่า prapakorn_sr@kkumail.com ดวงใจ บุญคง Duangjaining@gmail.com สมเกียรติ บุญคง somkiat_bk@yahoo.com <p><strong>บทนำ: </strong>โรคไตเรื้อรังเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด การมีพฤติกรรมจัดการตนเองที่เหมาะสมจะช่วยชะลอความเสื่อมของไตและส่งผลต่อผลลัพธ์ทางคลินิกที่ดีขึ้น</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย: </strong>เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการตนเองผ่านแอปพลิเคชันไลน์ต่อ พฤติกรรมการจัดการตนเองและผลลัพธ์ทางคลินิกในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะ 3</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย: </strong>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะ 3 ที่มีอัตราการทำงานของไตลดลงอย่างรวดเร็วที่โรงพยาบาลเรณูนคร คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มอย่างง่าย จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ กลุ่มควบคุมจะได้รับการดูแลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้เป็นโปรแกรมการจัดการตนเองผ่านแอปพลิเคชันไลน์ แบบสัมภาษณ์ข้อมูลทั่วไป และแบบสอบถามพฤติกรรมการจัดการตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติ Mann-whiney U test และสถิติ Independent t test</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong>: หลังจากได้รับโปรแกรมค่าคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการจัดการตนเอง (M=80.73, SD=8.72) และค่าเฉลี่ยอัตราการกรองของไตของกลุ่มทดลอง (M=60.84, SD=5.62) สูงกว่ากลุ่มควบคุม (M=57.76, SD=13.24; M=44.83, SD=9.40 ตามลำดับ) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P&lt; .01) และกลุ่มทดลองมีค่าสมรรถภาพของไตดีขึ้น (M=1.03,SD= .28) กลุ่มควบคุม (M=1.58,SD= .33) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P&lt; .01)</p> <p><strong>สรุปผล:</strong> โปรแกรมการจัดการตนเองผ่านแอปพลิเคชันไลน์มีประสิทธิภาพในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการจัดการตนเอง ช่วยเพิ่มระดับ eGFR และลดระดับ Cr ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะ 3</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ: </strong>ดังนั้นควรใช้โปรแกรมการจัดการตนเองผ่านแอปพลิเคชันไลน์มาใช้ในการพยาบาลเพื่อปรับปรุงพฤติกรรมการจัดการตนเองและการชะลอไตเสื่อมในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะ 3 ที่มีอัตราการกรองของไตลดลงอย่างรวดเร็ว</p> 2023-12-28T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ) https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/263452 ปัจจัยทำนายความตระหนักต่อความเสี่ยงการพลัดตกหกล้มผู้ที่มารับบริการในคลินิกผู้สูงอายุ โรงพยาบาลเขตเมือง กรุงเทพมหานคร 2023-05-22T15:02:29+07:00 สุรินทร์รัตน์ บัวเร่งเทียนทอง surinrat.bau@nmu.ac.th จินตนา ฤทธารมย์ jintana@nmu.ac.th สุรีรัตน์ มงคลพันธุ์ mamty2277@gmail.com อรทัย ยินดี nongorn04@gmail.com <p><strong>บทนำ </strong>การพลัดตกหกล้มเป็นปัญหาที่สำคัญทางสาธารณสุขทั่วโลก จัดเป็นหนึ่งในกลุ่มอาการของผู้สูงอายุ (Geriatric syndrome) นำมาซึ่งภาวะทุพพลภาพและเสียชีวิต</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong> เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอำนาจการทำนายความตระหนักต่อความเสี่ยงการพลัดตกหกล้ม ผู้ที่มารับบริการในคลินิกผู้สูงอายุ โรงพยาบาลเขตเมือง กรุงเทพมหานคร</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong> การศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional study) กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุ อายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 224 คน กลุ่มตัวอย่างมีคุณสมบัติตามเกณฑ์คัดเข้า เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรขั้นพื้นฐาน แบบประเมินความกลัวการหกล้ม แบบสอบถามความตระหนักต่อความเสี่ยงในการหกล้มของผู้สูงอายุกลุ่มชนชาติพันธุ์ การประเมินดัชนีมวลกาย และการทดสอบความสามารถในการทรงตัว วิเคราะห์ด้วยสถิติการถดถอยพหุโลจิสติก (Multiple logistic regression analysis) กำหนดระดับนัยสำคัญที่ .05</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong> วิเคราะห์การถดถอยพหุโลจิสติก พบว่าการศึกษา ระดับปริญญาตรีขึ้นไป (ß =1.424, <em>p</em>= .006) การประกอบอาชีพ (ß = 1.259,<em> p</em>= .016) การรับประทานยาที่ทำให้ง่วง (ß = -2.004,<em> p</em> &lt; .001) และออกกำลังกายมากกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ (ß = 2.266,<em> p </em>&lt; .001) โดยสามารถร่วมกันทำนายความตระหนักต่อความเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้มได้ ร้อยละ .546 (Nagelkerke R Square = .546)</p> <p><strong>สรุปผล</strong> ผู้สูงอายุมีความตระหนักต่อความเสี่ยงการพลัดตกหกล้มอยู่ในระดับปานกลาง โดยการศึกษาการประกอบอาชีพ การรับประทานยาที่ทำให้ง่วงนอน และการออกกำลังกาย สามารถทำนายความตระหนัก ต่อความเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้มของผู้ที่มารับบริการในคลินิกผู้สูงอายุโรงพยาบาลเขตเมืองได้</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ </strong>ความรู้จากการศึกษานี้สามารถนำไปจัดโปรแกรมพหุวิถีในการสร้างความตระหนัก ต่อความเสี่ยงของการพลัดตกหกล้ม โดยคำนึงถึงระดับการศึกษา การประกอบอาชีพ และการออกกำลังกายต่อไป</p> 2023-12-28T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ) https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/264091 ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อ COVID-19 ตามแบบชีวิตวิถีใหม่ ของนักศึกษา สังกัดสถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่ง เขตกรุงเทพมหานคร 2023-06-29T15:59:25+07:00 ดุษฎี ดวงมณึ dduangmanee@gmail.com ประภัสสร เสงี่ยมกุลถาวร Prapassorn_san@dusit.ac.th วิวัฒน์ เหล่าชัย wiwatyod99@gmail.com <p id="isPasted"><strong>บทนำ:</strong> การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) ส่งผลกระทบต่อระบบการศึกษาทั่วโลก เกิดการเปลี่ยนแปลงของการจัดการเรียนการสอน นักศึกษาต้องปรับตัวในการศึกษาตามแบบชีวิตวิถีใหม่ โดยพึงให้มีความรอบรู้ด้านสุขภาพและมีพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อ COVID-19 ที่ถูกต้องและเหมาะสม</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย: </strong>เพื่อศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ ระดับพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อ COVID-19 และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อ COVID-19 ตามแบบชีวิตวิถีใหม่ของนักศึกษาสังกัดสถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่ง เขตกรุงเทพมหานคร</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย: </strong>การวิจัยเชิงพรรณนา แบบหาความสัมพันธ์ (descriptive correlation research) เก็บข้อมูลในนักศึกษาสังกัดสถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่ง เขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 222 คน ระหว่างเดือนมีนาคม-เมษายน พ.ศ. 2566 โดยสุ่มตัวอย่างแบบเป็นระบบ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ และแบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อ COVID-19 มีค่าความตรงเชิงเนื้อหา .89 และ .92 และมีความความเชื่อมั่น .92 และ .80 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติสหสัมพันธ์เพียร์สัน </p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> พบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างมีความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อ COVID-19 อยู่ในระดับสูง และ 2) ความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อ COVID-19 ในระดับสูง (r=.601, p &lt;.05)</p> <p><strong>สรุปผล: </strong>ความรอบรู้ด้านสุขภาพช่วยให้นักศึกษามีพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อ COVID-19 โดยความรอบรู้ด้านสุขภาพมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อ COVID-19</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ: </strong>ควรศึกษาเพิ่มเติมถึงผลกระทบหลังการระบาด COVID-19 ในสถานศึกษา เพื่อการจัดบริการสุขภาพสำหรับนักศึกษาในมหาวิทยาลัยที่มีประสิทธิภาพ<strong> </strong></p> 2023-12-28T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ) https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/264741 ความปลอดภัยและความพึงพอใจของผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และผู้ให้บริการในการ รับบริการยาเคมีบำบัดที่บ้านในสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 2023-09-21T09:56:43+07:00 ปรัศนี ศรีกัน pratsanii@gmail.com ดาราวรรณ รองเมือง drongmuang@gmail.com พิเชต วงรอต phichet.won@mahidol.ac.th ศรีสุดา งามขำ nsrisuda05@gmail.com <p><strong>บทนำ:</strong> การให้ยาเคมีบำบัดที่บ้านเป็นทางเลือกในการให้ยาเคมีบำบัดผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ในสถานการณ์โควิด-19</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย:</strong> เพื่อศึกษาความปลอดภัยของผู้ป่วยและผู้ให้บริการยาเคมีบำบัดที่บ้าน ความเชื่อมั่นในความปลอดภัยจากการติดเชื้อโควิด-19 ของผู้ป่วย และความพึงพอใจของผู้ป่วยและผู้ดูแล</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย:</strong> การวิจัยประเมินผล กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ จำนวน 35 คน ผู้ดูแล จำนวน 36 คน และพยาบาล จำนวน 39 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความปลอดภัยของผู้ให้บริการและผู้ป่วย แบบประเมินความเชื่อมั่นในความปลอดภัยจากการติดเชื้อโควิด-19 และแบบประเมินความพึงพอใจในการรับบริการยาเคมีบำบัดที่บ้าน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> 1) ผู้ป่วยมีความมั่นใจในความปลอดภัยทุกด้าน ทั้งการป้องกันการติดเชื้อ การใช้ยาอย่างปลอดภัย การติดตามผู้ป่วย การดูแลข้อต่อและสายที่ให้ยา และการรายงานแพทย์ 2) ผู้ให้บริการ มีความปลอดภัยทุกด้าน ทั้งการใช้เทคโนโลยีสื่อสาร การป้องกันอันตรายจากการทำงาน จิตใจ การป้องกันการเกิดโรค กฎหมาย และความปลอดภัยจากการเดินทางและการปฏิบัติงาน 3) ผู้ป่วยทั้งหมดมีความมั่นใจในความปลอดภัยจากการติดเชื้อโรคโควิด-19 และ4) ผู้ป่วยและผู้ดูแลมีความพึงพอใจต่อการได้รับบริการยาเคมีบำบัดที่บ้านโดยรวมอยู่ในระดับสูง</p> <p><strong>สรุปผล:</strong> การให้ยาเคมีบำบัดที่บ้านในสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 มีความปลอดภัยและมั่นใจในการรับบริการ ผู้ป่วยและผู้ดูแลมีความพึงพอใจ</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ: </strong>โรงพยาบาลที่สามารถให้เคมีบำบัดที่บ้านได้ ควรพิจารณาให้ยาเคมีบำบัดที่บ้านเป็นทางเลือกในการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ เนื่องจากมีความปลอดภัย ผู้รับบริการมีความพึงพอใจ เป็นทางเลือกในสังคม "ความปกติใหม่"</p> 2023-12-28T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ) https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/265016 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจากโรงพยาบาลสู่ชุมชน อำเภอยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม 2023-09-07T11:09:59+07:00 วิมลพรรณ เทเวลา tuktomtik@hotmail.com นภาเพ็ญ จันทขัมมา napaphen_ja@hotmail.com พิมพ์รัตน์ ธรรมรักษา pimrat.t@bcn.ac.th <p><strong>บทนำ</strong>: การดูแลต่อเนื่องจากโรงพยาบาลถึงบ้านช่วยให้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง มีการฟื้นฟูสภาพที่ดีขึ้น และความสามารถในการปฏิบัติกิจวัติประจำวันเพิ่มขึ้น</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong>: เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์การดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจากโรงพยาบาลสู่ชุมชน 2) พัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจากโรงพยาบาลสู่ชุมชน 3) ศึกษาผลของการใช้รูปแบบฯ</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong>: เป็นการศึกษาแบบการวิจัยและพัฒนา มี 3 ระยะ คือ 1) ศึกษาสถานการณ์ 2) พัฒนารูปแบบฯ 3) ศึกษาผลของการใช้รูปแบบฯ กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ผู้ดูแล ทีมสหวิชาชีพและเครือข่ายชุมชน โดยเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นคำถามกึ่งโครงสร้างเพื่อสัมภาษณ์เชิงลึกและสนทนากลุ่ม แบบประเมินความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วย และความพึงพอใจ ระยะเวลาในการดำเนินการวิจัยระหว่างเดือน มิถุนายน ถึง สิงหาคม 2565 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิตพรรณนาและสถิติทดสอบที วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong>: พบว่า 1) การศึกษาสถานการณ์และปัญหาการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจากโรงพยาบาลสู่ชุมชนพบว่า ผู้ป่วยและผู้ดูแลขาดความมั่นใจในการดูแลฟื้นฟูสุขภาพตนเอง การส่งต่อข้อมูลระหว่างโรงพยาบาลกับชุมชนไม่ต่อเนื่อง เกณฑ์การเยี่ยมบ้านไม่ชัดเจน 2) รูปแบบฯที่พัฒนามีการจัดทำแนวปฏิบัติ คู่มือ แนวทางการเยี่ยมบ้าน และระบบการส่งต่อข้อมูลการเยี่ยมบ้าน 3) ผู้ป่วยมีความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันเพิ่มขึ้นจากก่อนใช้รูปแบบฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p><strong>สรุปผล</strong>: การมีส่วนร่วมระหว่างผู้ป่วย ทีมสหวิชาชีพและเครือข่ายชุมชน สามารถเพิ่มระดับความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วยได้</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ</strong>: ควรมีรูปแบบการฟื้นฟูที่เฉพาะสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มีคะแนนความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันน้อย เพื่อให้การฟื้นฟูที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p> 2023-12-28T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ) https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/265090 ความสัมพันธ์ของการคาดคะเนน้ำหนักทารกในครรภ์จากระดับความสูงของยอดมดลูก กับน้ำหนักแรกเกิดของทารกในมารดาที่คลอดปกติในโรงพยาบาลยโสธร 2023-10-18T13:23:13+07:00 อรดี โชคสวัสดิ์ choksawatpum@gmail.com ปณิชา บุญสวัสดิ์ panicha.b@stin.ac.th นุชา นาคศิริ nucha@bcnsp.ac.th นิตยา บุ้งทอง nidtaya@bcnsp.ac.th <p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> การคาดคะเนน้ำหนักทารกในครรภ์จากระดับความสูงของยอดมดลูกที่แม่นยำ มีความสำคัญในการดูแลการคลอดที่ปลอดภัยสำหรับมารดาและทารก รวมทั้งเป็นแนวทางของพยาบาลวิชาชีพในห้องคลอด ทำให้เกิดคุณภาพการพยาบาล</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างน้ำหนักทารกในครรภ์ที่คาดคะเนจากระดับความสูงของยอดมดลูกในระยะคลอดกับน้ำหนักแรกเกิดของทารกของมารดาที่คลอดปกติ</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> การศึกษาย้อนหลังเชิงพรรณนา กลุ่มตัวอย่าง 333 ราย เป็นสตรีมีครรภ์ที่ตั้งครรภ์เดี่ยว ไม่มีภาวะแทรกซ้อน อายุครรภ์ 37-42 สัปดาห์ มีอาการเจ็บครรภ์จริง และคลอดโดยวิธีธรรมชาติ ระหว่างเดือนมกราคม - ธันวาคม พ.ศ.2564 ณ โรงพยาบาลยโสธร โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ด้วยแบบบันทึกข้อมูลการคาดคะเนน้ำหนักทารกในครรภ์ที่ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบบันทึกกับวัตถุประสงค์เท่ากับ .72 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> กลุ่มตัวอย่างอายุครรภ์เฉลี่ย 38.42 สัปดาห์ (SD = 1.35) มีระดับความสูงของยอดมดลูกเฉลี่ย 30.91 เซนติเมตร (SD = 2.16) น้ำหนักทารกในครรภ์ที่คาดคะเนจากการวัดระดับความสูงของยอดมดลูกเฉลี่ย 2,989.18 กรัม (SD = 385.68) และน้ำหนักทารกแรกเกิดเฉลี่ย 3,073.32 กรัม (SD = 344.97) การคาดคะเนน้ำหนักทารกในครรภ์จากระดับความสูงของยอดมดลูกมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลาง กับน้ำหนักแรกเกิดของทารกคลอดปกติในโรงพยาบาลยโสธร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=.481, p &lt; .05) </p> <p><strong>สรุปผล</strong><strong>:</strong> น้ำหนักทารกในครรภ์จากระดับความสูงของยอดมดลูกกับน้ำหนักแรกเกิดของทารกคลอดปกติมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลาง</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ</strong><strong>:</strong> คาดคะเนน้ำหนักทารกในครรภ์จากระดับความสูงของยอดมดลูกโดยประยุกต์ใช้สูตรของจอห์นสัน และศึกษาทักษะการวัดระดับความสูงของยอดมดลูกของพยาบาลในห้องคลอดโดยศึกษาแบบไปข้างหน้า</p> 2023-12-28T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ) https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/263695 ผลของโปรแกรมส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนร่วมกับแรงสนับสนุนของครอบครัว ต่อความร่วมมือในการรักษาของผู้ป่วยที่ได้รับการใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจแบบถาวร 2023-09-19T16:29:03+07:00 ชยุดา ขอเจริญ Chayuda@nmu.ac.th ภัทรสิริ พจมานพงศ์ pattarasirii.p@gmail.com ธีธัช อนันต์วัฒนสุข teetouch@nmu.ac.th <p><strong>บทนำ </strong>ผู้ป่วยที่ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจแบบถาวรต้องเรียนรู้การดูแลตนเองตลอดชีวิต การสร้างเสริมให้เกิดสมรรถนะแห่งตนร่วมกับแรงสนับสนุนของครอบครัวมีความสำคัญต่อความร่วมมือในการรักษาของผู้ป่วย</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนที่บูรณาการแรงสนับสนุนของครอบครัวต่อความร่วมมือในการรักษาของผู้ป่วยที่ได้รับการใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจแบบถาวร</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่ได้รับการใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจแบบถาวร เข้ารับการรักษาที่หน่วยหัวใจและหลอดเลือด ในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่ง จำนวน 52 คน เป็นกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ จำนวน 26 คน และกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนของแบนดูราที่บูรณาการแรงสนับสนุนของครอบครัว จำนวน 26 คน ทำการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินแรงสนับสนุนทางสังคม และแบบประเมินความร่วมมือในการรักษา วิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติไคสแควร์ และสถิติทีอิสระ</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong>: คะแนนความร่วมมือในการรักษาของผู้ป่วยที่ได้รับการใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจแบบถาวรที่ได้รับโปรแกรมสูงกว่ากลุ่มที่ได้การพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 5.77, p &lt; .05) และคะแนนความร่วมมือในการรักษาในกลุ่มทดลองหลังเข้าร่วมสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 4.85, p &lt; .05)</p> <p><strong>สรุปผล</strong><strong>:</strong> โปรแกรมส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนที่บูรณาการแรงสนับสนุนของครอบครัวทำให้ผู้ป่วยที่ได้รับการใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจแบบถาวรเกิดความร่วมมือในการรักษาของเพิ่มขึ้น</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>ควรนำโปรแกรมส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนที่บูรณาการแรงสนับสนุนของครอบครัวมาประยุกต์ใช้ดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจแบบถาวรเพื่อให้เกิดความร่วมมือและมารักษาอย่างต่อเนื่อง</p> 2023-12-28T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ) https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/263750 ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของเด็กวัยเรียนในจังหวัดอุบลราชธานี 2023-09-27T15:17:01+07:00 มยุรา เรืองเสรี jiab7019@gmail.com <p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> ปัญหาทุพโภชนาการและโรคอ้วนในเด็กวัยเรียนเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ ดังนั้นการส่งเสริมให้เด็กวัยเรียนสามารถปฏิบัติพฤติกรรมการดูแลสุขภาพจึงเป็นสิ่งจำเป็น</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong><strong>: </strong>ศึกษาปัจจัยทำนายพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของเด็กวัยเรียนในจังหวัดอุบลราชธานี</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>: </strong>วิจัยเชิงพยากรณ์ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 346 คน คำนวณกลุ่มตัวอย่างโดยเปิดตารางเครจซีและมอร์แกน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม 4 ฉบับ มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .86, .72, .78, .83 และ .80 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงบรรยาย ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ อยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 63.3) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของเด็กวัยเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ได้แก่ ปัจจัยนำ (ความรู้และทัศนคติ) ปัจจัยเอื้อ (ระบบบริการสาธารณสุข) และปัจจัยเสริม (การสนับสนุนทางสังคม) และปัจจัยทำนายพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของเด็กวัยเรียน ประกอบด้วย 1) ปัจจัยเอื้อ ได้แก่ ระบบบริการสาธารณสุข มีอำนาจในการทำนายสูงสุด (β = 1.063, p &lt; .000) 2) ปัจจัยเสริม ได้แก่ การสนับสนุนทางสังคม (β = -.381, p &lt; .000) และ 3) ปัจจัยนำ ได้แก่ ความรู้และทัศนคติ (β = .099, p &lt; .004) โดยสามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของเด็กวัยเรียน ได้ร้อยละ 64.1 (R<sup>2</sup> = .641, p&lt;.05)</p> <p><strong>สรุปผล</strong><strong>: </strong>ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของเด็กวัยเรียน ในจังหวัดอุบลราชธานี คือ ระบบบริการที่ได้รับจากหน่วยงานสาธารณสุข การสนับสนุนทางสังคมจากครอบครัว เพื่อน และบุคลากรทางการแพทย์ และความรู้และทัศนคติในการดูแลสุขภาพ</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>การส่งเสริมให้เด็กวัยเรียนปฏิบัติพฤติกรรมการดูแลสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ โดยโรงเรียนและครูจัดระบบบริการสาธารณสุขในโรงเรียน กระตุ้นครอบครัว เพื่อน บุคลากรทางการแพทย์ช่วยสนับสนุนนักเรียน และจัดกิจกรรมให้ความรู้การดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง</p> 2023-12-28T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ) https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/265836 การพัฒนารูปแบบการจัดการความปวดเฉียบพลันหลังผ่าตัด หน่วยระงับปวดเฉียบพลัน: โรงพยาบาลระนอง 2023-09-22T10:16:29+07:00 ปิ่นอนงค์ รัตนปทุมวงศ์ pinanong23@hotmail.com จินตนา บัวทองจันทร์ jintana.b@bcn.ac.th ภานุชนาถ พูสี panudchanard.p@bcn.ac.th <p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> การจัดการความเจ็บปวดหลังการผ่าตัด มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาอาการปวดและลดภาวะแทรกซ้อนจากวิธีระงับปวดให้น้อยที่สุด การจัดการความปวดเฉียบพลันหลังผ่าตัดของโรงพยาบาลระนอง มีข้อจำกัดในการติดตามการปฏิบัติตามแนวทางของพยาบาล และบันทึกผลลัพธ์การจัดการความปวด และเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาระงับปวดชนิดต่างๆ ตลอดจนไม่มีวิสัญญีแพทย์ในกระบวนการพัฒนาแนวทางการจัดการความปวด การพัฒนาแนวทางปฏิบัตินี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผลลัพธ์ที่ดีและความปลอดภัยของผู้ป่วยระยะเฉียบพลันหลังการผ่าตัด</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong><strong>:</strong> 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการความปวดในผู้ป่วยหลังผ่าตัดของหน่วยระงับปวดแบบเฉียบพลันและ 2) เพื่อประเมินผลลัพธ์ของการใช้รูปแบบการจัดการความปวดในผู้ป่วยหลังผ่าตัดของหน่วยระงับปวดแบบเฉียบพลัน โรงพยาบาลระนอง</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยและพัฒนารูปแบบการจัดการความปวดของหน่วยระงับปวดแบบเฉียบพลัน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยหลังผ่าตัดแผนกศัลยกรรมและสูตินรีเวช 249 ราย เลือกด้วยวิธีแบบเจาะจง การดำเนินการ 4 ขั้นตอน คือ วางแผน ปฏิบัติ ตรวจสอบ และปรับปรุง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบการใช้รูปแบบการจัดการความปวดโดยใช้สถิติ Chi-square</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> 1) หน่วยงานมีรูปแบบการจัดการความปวด คือ กำหนดแนวทางการจัดการความปวดร่วมกัน กำหนดทางเลือกในการจัดการความปวดหลังผ่าตัดหลากหลายรูปแบบ โดยใช้ Doctor’s order sheet การจัดการความปวดแบบเฉียบพลัน บันทึกการเฝ้าระวังอาการไม่พึงประสงค์ของยากลุ่ม opioid วินิจฉัยทางการพยาบาลในการจัดการความปวด และการนิเทศติดตามประเมินผลการปฏิบัติตามรูปแบบการจัดการความปวด 2) ผลลัพธ์การใช้รูปแบบการจัดการความปวด พบว่า ผู้ป่วยมีความพึงพอใจการจัดการความปวดรูปแบบใหม่มากกว่ารูปแบบเดิมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05)</p> <p><strong>สรุปผล</strong>: รูปแบบการจัดการความปวดของหน่วยระงับปวดแบบเฉียบพลันที่พัฒนาขึ้น สามารถนำไปใช้ปฏิบัติได้จริง เกิดผลลัพธ์ที่ดีต่อผู้ป่วย คือ สามารถลดความปวดหลังผ่าตัด อัตราการเกิดอาการไม่ พึงประสงค์จากการใช้ยาระงับปวดต่างๆลดลง และผู้ป่วยมีความพึงพอใจในการบริการเพิ่มขึ้น</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>ควรนำรูปแบบการจัดการความปวดเฉียบพลันหลังผ่าตัด ไปใช้ในหน่วยงานอื่นๆ เพื่อให้หน่วยงานต่างๆของโรงพยาบาลมีรูปแบบการจัดการความปวดที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน </p> 2023-12-28T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ) https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/265087 ผลของการใช้สื่อวีดิทัศน์ ABCs ในการดูแลผู้ป่วยความดันในกะโหลกศีรษะสูง ต่อความมั่นใจในการปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมองและความพึงพอใจ ของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยนานาชาติเซนต์เทเรซา 2023-09-13T11:11:12+07:00 กรรณิกา รักยิ่งเจริญ rugying@gmail.com อังคณา สมคง ajtabu@gmail.com สุทัศน์ ศุภนาม ajtabu@gmail.com <p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>ความดันในกะโหลกศีรษะสูง เป็นภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยที่บาดเจ็บทางสมอง นักศึกษาพยาบาลต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกการเกิดความดันในกะโหลกศีรษะสูง จึงสามารถให้การพยาบาลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong>: เพื่อเปรียบเทียบความมั่นใจการปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมองของนักศึกษาพยาบาล ก่อนและหลังการใช้การใช้สื่อวีดิทัศน์ ABCs ในการดูแลผู้ป่วยความดันในกะโหลกศีรษะสูง</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>: </strong>วิจัยกึ่งทดลอง แบบ 2 กลุ่ม วัดก่อนและหลัง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยนานาชาติเซนต์เทเรซา คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มอย่างง่าย แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 45 คน กลุ่มควบคุม 45 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1.สื่อวีดิทัศน์ ABCs ในการดูแลผู้ป่วยความดันในกะโหลกศีรษะสูง 2.แบบประเมินความมั่นใจการปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมอง 3.แบบสอบถามความพึงพอใจการใช้สื่อวีดีทัศน์ ABCs ในการดูแลผู้ป่วยความดันในกะโหลกศีรษะสูง ค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาของสื่อวีดิทัศน์เท่ากับ .88 ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเท่ากับ .88 และ .84 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา และ ทดสอบค่าที</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>หลังทดลอง พบว่า กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนความมั่นใจในการปฏิบัติการพยาบาล สูงกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.05) หลังการทดลอง พบว่า กลุ่มทดลอง มีระดับความมั่นใจในการปฏิบัติการพยาบาล สูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.05) และความพึงพอใจของการใช้สื่อวีดิทัศน์ ABCs ในการดูแลผู้ป่วยความดันในกะโหลกศีรษะสูง อยู่ในระดับมาก</p> <p><strong>สรุปผล</strong><strong>: </strong>การใช้สื่อวีดิทัศน์ ABCs ในการดูแลผู้ป่วยความดันในกะโหลกศีรษะสูง ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมอง</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ</strong><strong>:</strong> ควรนำสื่อวีดิทัศน์ ABCs ในการดูแลผู้ป่วยความดันในกะโหลกศีรษะสูงไปใช้ในการเตรียมความพร้อมนักศึกษาก่อนฝึกภาคปฏิบัติ</p> 2023-12-28T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ) https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/263194 การพัฒนาและประเมินสื่อวีดิทัศน์ เรื่อง การจัดลำดับความสำคัญของปัญหาชุมชน โดยวิธีประชาคม สำหรับนักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ 2023-07-25T16:58:06+07:00 กลีบแก้ว จันทร์หงษ์ kleebkaewj@gmail.com สุภัสสรา โคมินทร์ soopussara.p@bcn.ac.th กุลธิดา พานิชกุล kultida.p@bcn.ac.th <p><strong>บทนำ: </strong>การจัดลำดับความสำคัญปัญหาสุขภาพชุมชนเป็นกระบวนสำคัญในการประเมินสถานการณ์สุขภาพอนามัยของชุมชน พบว่านักศึกษาพยาบาลยังขาดความรู้ความเข้าใจในกระบวนการ รวมถึงขาดสื่อการเรียนการสอน ดังนั้นการพัฒนาสื่อวีดิทัศน์จึงมีความสำคัญ เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจกับนักศึกษามากยิ่งขึ้น</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย: </strong>เพื่อพัฒนาและประเมินผลการใช้สื่อวีดิทัศน์เรื่อง การจัดลำดับความสำคัญของปัญหาชุมชนโดยวิธีประชาคม</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย: </strong>การวิจัยและพัฒนาสื่อวีดิทัศน์ ใช้กระบวนการแบบ ADDIE Model ดำเนินการวิจัย ระหว่างเมษายน 2562 – ธันวาคม 2563 กลุ่มตัวอย่าง คือนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 3 จำนวน 143 คน เครื่องมือวิจัยได้แก่ 1) สื่อวีดิทัศน์ 2) แบบวัดความรู้ และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการใช้สื่อวีดิทัศน์ ตรวจสอบคุณภาพของสื่อวีดิทัศน์ พบว่า มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 1.00 ได้ค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค เท่ากับ .88 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและใช้สถิติ Paired dependent t-test</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> สื่อวีดิทัศน์ มีประสิทธิภาพ (E1/E2) มีค่าเท่ากับ 81.65/89.30 ภายหลังการชมสื่อวีดิทัศน์ คะแนนเฉลี่ยความรู้ (M = 18.65, SD= 1.96) เพิ่มสูงขึ้น (M=16.25, SD=1.31) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .001 และระดับความพึงพอใจต่อสื่อวีดิทัศน์ อยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.78, SD = 0.39)</p> <p><strong>สรุปผล: </strong>สื่อวีดิทัศน์ เรื่องการจัดลำดับความสำคัญของปัญหาชุมชนโดยวิธีประชาคม มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจ และนักศึกษามีความพึงพอใจต่อการใช้สื่อ </p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ: </strong>ผู้สอนสามารถนำสื่อวีดิทัศน์นี้ ไปใช้ประกอบการสอนในการเรื่องการจัดลำดับความสำคัญของปัญหาชุมชนเพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจของนักศึกษา </p> 2023-12-28T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ) https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/264563 ประสบการณ์ของนักศึกษาพยาบาลโครงการผลิตพยาบาลเพื่อพัฒนาสุขภาพประชาชนในจังหวัดชายแดนตามรอยสมเด็จย่าต่อการบูรณาการกิจกรรมเสริมหลักสูตรระบบครอบครัวเสมือน 2023-11-24T09:03:30+07:00 วรัญญา แสงพิทักษ์ waralya.s@bcn.ac.th ศุกร์ใจ เจริญสุข sukjai@bnc.ac.th พัชรี กระจ่างโพธิ์ g.godd@hotmail.com <p><strong>บทนำ:</strong> โครงการผลิตพยาบาลเพื่อพัฒนาสุขภาพประชาชนในจังหวัดชายแดน เป็นโครงการที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โดยรัฐบาลจัดสรรตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพที่สำเร็จการศึกษาจากโครงการ 500 อัตราเพื่อบรรจุเข้าทำงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ที่อยู่ตามจังหวัดชายแดน สภาการพยาบาลจึงได้จัดโครงการปฐมนิเทศนักศึกษาโดยใช้กิจกรรมเสริมหลักสูตรระบบครอบครัวเสมือน เพื่อสร้างจิตบริการด้วยหัวใจและความรักผูกพันกับท้องถิ่น ให้แก่นักศึกษาในโครงการ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong>: เพื่อศึกษาประสบการณ์ของนักศึกษาพยาบาลโครงการผลิตพยาบาลเพื่อพัฒนาสุขภาพประชาชนในจังหวัดชายแดนตามรอยสมเด็จย่าต่อการบูรณาการกิจกรรมเสริมหลักสูตรระบบครอบครัวเสมือน</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย:</strong> เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เลือกกลุ่มตัวอย่างเฉพาะเจาะจงเป็นนักศึกษาพยาบาลโครงการผลิตพยาบาลเพื่อพัฒนาสุขภาพประชาชนในจังหวัดชายแดนตามรอยสมเด็จย่า จำนวน 47 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบบันทึกประสบการณ์การสะท้อนคิดด้วยเทคนิคตะกร้า 3 ใบ</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> ประสบการณ์การร่วมกิจกรรมโครงการผลิตพยาบาลเพื่อพัฒนาสุขภาพประชาชนในจังหวัดชายแดนตามรอยสมเด็จย่าต่อการบูรณาการกิจกรรมเสริมหลักสูตรระบบครอบครัวเสมือนทำให้นักศึกษาเกิดทักษะในการพัฒนาตนเอง ได้แก่ ทักษะการฟัง กล้าแสดงออก การทำงานเป็นทีม การคิดสร้างสรรค์ และจิตบริการด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ เมื่อนำกิจกรรมที่ได้เรียนรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน รู้สึกมีความมุ่งมั่นสู่ความสำเร็จ ตระหนักถึงคุณค่าวิชาชีพ มีเครือข่ายของวิชาชีพ และเกิดจิตสำนึกรักบ้านเกิด</p> <p><strong>สรุปผล:</strong> กิจกรรมเสริมหลักสูตรระบบครอบครัวเสมือน ช่วยเสริมสร้างทักษะในการพัฒนาตนเอง การทำงานเป็นทีม จิตบริการด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ การคิดอย่างสร้างสรรค์ และสร้างความสัมพันธ์ประดุจครอบครัวเดียวกันของนักศึกษาพยาบาลโครงการผลิตพยาบาลเพื่อพัฒนาสุขภาพประชาชนในจังหวัดชายแดนตามรอยสมเด็จย่า </p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ:</strong> ควรมีการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรระบบครอบครัวเสมือนในช่วงปฐมนิเทศในแต่ละสถานศึกษา เพื่อพัฒนาการทำงานเป็นทีม จิตบริการสุขภาพด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ การคิดอย่างสร้างสรรค์ และสร้างความสัมพันธ์ประดุจครอบครัวเดียวกัน</p> 2023-12-28T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ) https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/263508 การพัฒนาอุปกรณ์ช่วยฟื้นฟูการเดินสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง 2023-12-06T09:12:34+07:00 สุวรรณา วุฒิรณฤทธิ์ suvudhi@gmail.com กนกวรรณ ศิลปกรรมพิเศษ kanokwan.sil@kbu.ac.th กฤษณา อุไรศรีพงศ์ krisana@bnc.ac.th <p><strong>บทนำ:</strong> โรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยพิการ การฟื้นฟูการเดินตามรูปแบบวงจรการเดินในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มีภาวะขาอ่อนแรง สามารถป้องกันภาวะแทรกซ้อนและลดความพิการของผู้ป่วยได้</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย:</strong> เพื่อพัฒนาอุปกรณ์ช่วยฟื้นฟูการเดินสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มีภาวะขาอ่อนแรง</p> <p><strong>ระเบียบวิธีการวิจัย:</strong> การวิจัยพัฒนานี้มี 4 ขั้นตอน คือ 1) ศึกษาและออกแบบอุปกรณ์ช่วยฟื้นฟูการเดิน 2) ผลิตอุปกรณ์ 3) ทดลองใช้อุปกรณ์ และ 4) ศึกษาความพึงพอใจต่อคุณภาพการเดินและต่ออุปกรณ์ของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง</p> <p><strong>ผลการวิจัย :</strong> 1) ได้อุปกรณ์ช่วยฟื้นฟูการเดินสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มีขาอ่านแรง ที่สามารถรองรับน้ำหนักผู้ป่วยได้ 80 กิโลกรัม 2) ผู้ป่วยมีความพึงพอใจต่อคุณภาพการเดินด้วยอุปกรณ์ช่วยฟื้นฟูการเดินสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในระดับดีมาก (M= 4.11, SD = .66) และ 3) ผู้ป่วยมีความพึงพอใจต่ออุปกรณ์ช่วยฟื้นฟูการเดิน ในระดับดีมาก (M= 4.43, SD = .33)</p> <p><strong>สรุปผล:</strong> อุปกรณ์ช่วยฟื้นฟูการเดินสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองช่วยให้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มีขาอ่อนแรงเริ่มฝึกเดินตามวงจรการเดินได้อย่างปลอดภัยและเสมือนจริง</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ:</strong> ผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองสามารถใช้อุปกรณ์ช่วยฟื้นฟูการเดินในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มีขาอ่อนแรงตั้งแต่ผู้ป่วยมีอาการคงที่เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้</p> 2023-12-28T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ) https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/265038 เส้นทางปัจจัยทางสุขภาพจิตที่ส่งผลต่อความฉลาดทางอารมณ์ของนักศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ปีการศึกษา 2566 2023-12-13T09:23:00+07:00 เทียนทอง หาระบุตร tieanthong.har@kbu.ac.th อัศนีย์ ทองศิลป์ asanee.ton@kbu.ac.th <p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>สภาการพยาบาลและสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทย ปี พ.ศ. 2528 ได้กำหนดมาตรฐานและบรรทัดฐานเพื่อให้วิชาชีพพยาบาลมีมาตรฐานสูงขึ้น อย่างไรก็ตามมีปัจจัยสำคัญหลายประการที่ส่งผลต่อความสามารถทางวิชาชีพของพยาบาล โดยเฉพาะสุขภาพจิตเป็นหนึ่งในหลายปัจจัยที่ถูกนำมาศึกษาในครั้งนี้</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย: </strong>เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยทางสุขภาพจิตที่ส่งผลต่อความฉลาดทางอารมณ์ของนักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ปีการศึกษา 2566</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย: </strong>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงประยุกต์ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ที่กำลังศึกษาในปีการศึกษา 2566 จำนวน 176 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามมาตรประมาณค่าแบบลิเคริ์ท 5 ระดับ ตามแนวคิดของ Best วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิธีการวิเคราะห์สมการโครงสร้างกำลังสองน้อยที่สุดบางส่วน </p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>พลังสุขภาพจิตมีอิทธิพลทางตรงต่อความฉลาดทางอารมณ์ของบุคคลอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 และผลกระทบทางสุขภาพจิตจากโควิด-19 ไม่มีอิทธิพลทางตรงต่อความฉลาดทางอารมณ์ สำหรับอิทธิพลทางอ้อมผ่านความเครียดพบว่า ความเครียดไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างพลังสุขภาพจิตกับความฉลาดทางอารมณ์ ในขณะที่พลังสุขภาพจิตมีอิทธิพลทางตรงกับความเครียดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และความเครียดไม่มีอิทธิพลทางตรงกับความฉลาดทางอารมณ์ และความเครียดไม่มีความสัมพันธ์กับผลกระทบทางสุขภาพจิตจากโควิด-19 และความฉลาดทางอารมณ์ ซึ่งผลกระทบทางสุขภาพจิตจากโควิด-19 มีอิทธิพลทางตรงกับความเครียดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p><strong>สรุปผล</strong><strong>: </strong>พลังสุขภาพจิตมีอิทธิพลทางตรงต่อความฉลาดทางอารมณ์ และความเครียดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>ฝ่ายจัดการศึกษาควรพิจารณาจัดกิจกรรมส่งเสริมพลังสุขภาพจิต และการจัดการกับความเครียด ให้กับนักศึกษาพยาบาลเพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาปรับตัวได้ตามบทบาทและปรับตัวในการเรียนได้อย่างเหมาะสม</p> 2023-12-28T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ) https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/265083 บทบาทพยาบาลกับการเตรียมพ่อแม่ฝึกทักษะกิจวัตรประจำวันแก่เด็กออทิสติกปฐมวัย 2023-10-18T11:24:33+07:00 พนิดา รัตนไพโรจน์ panida.rat@kbu.ac.th ชุติมา ปัญญาพินิจนุกูร chutima.pan@kbu.ac.th เทียนทอง หาระบุตร tieanthong.har@kbu.ac.th <p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>การเตรียมพ่อแม่ในการฝึกทักษะกิจวัตรประจำวันแก่เด็กออทิสติกปฐมวัย พยาบาลเป็นผู้มีบทบาทที่สำคัญในการดูแลช่วยเหลือครอบครัวและเด็กกลุ่มนี้ เพื่อให้เด็กสามารถดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับครอบครัวและชุมชนได้</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อนำเสนอแนวคิดและบทบาทพยาบาล ในการดูแลผู้ป่วยดูแลเด็กออทิสติกปฐมวัย โดยการสอนพ่อแม่ให้ฝึกทักษะกิจวัตรประจำวันแก่เด็กออทิสติกปฐมวัย</p> <p><strong>ประเด็นสำคัญ: </strong>บทบาทของพยาบาลในการสอนพ่อแม่นั้น พยาบาลจะต้องจัดเตรียมความรู้ที่เป็นแนวทางในการฝึกทักษะกิจวัตรประจำวันแก่เด็กออทิสติก โดยพยาบาลจะเป็นผู้รับผิดชอบในการสอนพ่อแม่เกี่ยวกับเทคนิคต่างๆที่ใช้ได้ผลในการฝึกทักษะกิจวัตรประจำวันที่จำเป็นและเหมาะกับวัยให้แก่เด็กออทิสติก</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>: </strong>บทบาทสำคัญที่พยาบาลต้องทำเป็นอันดับแรกในการดูแลช่วยเหลือแก่เด็กออทิสติกปฐมวัย คือบทบาทในการสอนพ่อแม่ฝึกทักษะกิจวัตรประจำวันแก่เด็ก</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>แนวคิดและบทบาทของพยาบาลในการดูแลเด็กกลุ่มนี้ ด้วยการสอนพ่อแม่ให้ฝึกทักษะแก่เด็ก สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับการดูแลช่วยเหลือเด็กกลุ่มอื่น ๆ ที่มีปัญหาการขาดทักษะการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน</p> 2023-12-28T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ) https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/265097 ความรอบรู้ด้านยาในผู้สูงอายุโรคเรื้อรัง 2023-11-27T14:34:28+07:00 ตยารัตน์ พุทธิมณี phutti.tayarat@gmail.com ธนน ใจสินธุ์ Tanonjaisin@gmail.com สิทธิรัตน์ บุตรดี sittir109@gmail.com ดุสิต สกุลปิยะเทวัญ Sakulgolf@gmail.com <p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>ผู้สูงอายุส่วนใหญ่เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง ทำให้ผู้สูงอายุมีการใช้ยาหลายชนิด เพื่อควบคุมหรือรักษาอาการของโรคไม่ให้รุนแรง ทั้งนี้อาจมีปัจจัยอื่น ๆ ที่นำมาสู่อาการไม่พึ่งประสงค์จากการใช้ยา ได้แก่ อายุ ระดับการศึกษา การรับรู้ความรุนแรง การรับรู้ประโยชน์ การสนับสนุนทางสังคม และความรอบรู้ด้านยา เป็นต้น ซึ่งความรอบรู้ด้านยาเป็นปัจจัยที่สามารถจัดกระทำเพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้ยาที่เหมาะสมในผู้สูงอายุโรคเรื้อรังได้โดยตรง</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อให้บุคลากรทางด้านสุขภาพเห็นความสำคัญและแนวทางการส่งเสริมความรอบรู้ด้านยาในผู้สูงอายุโรคเรื้อรัง</p> <p><strong>ประเด็นสำคัญ</strong><strong>: </strong>การใช้ยาหลายชนิดในผู้สูงอายุ ส่งผลกระทบทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการส่งเสริมความรอบรู้ด้านยา ปัจจัยที่มีผลต่อความรอบรู้ด้านยาในผู้สูงอายุ แนวทางการจัดการใช้ยาในผู้สูงอายุ และการประยุกต์ใช้ความรอบรู้ด้านยา เพื่อลดความรุนแรงจากการใช้ยาที่ไม่ถูกต้อง</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>: </strong>การส่งเสริมความรอบรู้ด้านยาในผู้สูงอายุโรคเรื้อรัง จะช่วยป้องกันและลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการใช้ยาในผู้สูงอายุ ส่งผลต่อการมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>นักวิจัยสามารถนำความรอบรู้ด้านยาที่นำเสนอไปศึกษาวิจัยต่อยอดพัฒนาโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านยาในผู้สูงอายุโรคเรื้อรังในอนาคต</p> 2023-12-28T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ)