วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ) https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok <p> <strong>วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล</strong> เป็นวารสารของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ เดิมชื่อ <strong>วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ</strong> เริ่มจัดทำขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2527 เพื่อเป็นช่องทางในการเผยแพร่ผลงานวิชาการ และได้ดำเนินการเผยแพร่วารสารทางการพยาบาลฉบับแรก เมื่อปี พ.ศ. 2528 โดยตีพิมพ์ปีละ 3 ฉบับ มีกระบวนการให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาตรวจสอบก่อนการเผยแพร่ (Peer-reviewed journal) ต่อมาในปีพ.ศ. 2562 (ฉบับที่ 2 ปีที่ 35) ได้มีการปรับเปลี่ยนชื่อเป็น <strong>วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล </strong>เนื่องจากมีการขยายขอบเขตการเผยแพร่บทความรวมทั้งทางด้านการพยาบาลและสุขภาพ วารสารได้มีการพัฒนาคุณภาพมาอย่างต่อเนื่อง และได้รับการประเมินคุณภาพจากศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย อยู่ในวารสารกลุ่มที่ 1 (TCI 1) สาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ตั้งแต่การประเมินรอบที่ 1 จนถึงปัจจุบัน (รอบที่ 5 พ.ศ. 2568 – 2572)</p> <p> วารสารรับพิจารณาบทความวิจัยและบทความวิชาการทางด้านการพยาบาล การศึกษาพยาบาล วิชาชีพด้านสุขภาพ ระบบสุขภาพและสุขภาพของประชาชน โดยมีกำหนดการเผยแพร่วารสารปีละ 3 ฉบับ คือ</p> <p> ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน </p> <p> ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม </p> <p> ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <ol> <li class="show">เผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการทางการพยาบาลและศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง</li> <li class="show">เป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนความรู้และระสบการณ์ทางการพยาบาล การศึกษา และศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง</li> <li class="show">เป็นแหล่งเสนอผลงานวิชาการของบุคลากรสุขภาพ</li> </ol> <p><strong>ขอบเขตของบทความที่รับพิจารณาเพื่อการเผยแพร่</strong></p> <ol> <li class="show"><strong>องค์ความรู้หรือข้อมูลความรู้ทางด้านสุขภาพ </strong>ประกอบด้วยองค์ความรู้ สาระหรือข้อมูลความรู้ทางด้านสุขภาพและการสาธารณสุข รวมทั้งระบบสุขภาพ นโยบายทางด้านสุขภาพ กำลังคนด้านสุขภาพ ปัญหาสุขภาพ และการดูแลสุขภาพของบุคคล ครอบครัวและชุมชน</li> <li class="show"><strong>องค์ความรู้หรือข้อมูลความรู้ทางด้านพยาบาล </strong>ประกอบด้วยองค์ความรู้ สาระหรือข้อมูลความรู้ทางด้านการพยาบาลและการศึกษาพยาบาล รวมทั้งนโยบายทางด้านการพยาบาล การบริหารการพยาบาลมาตรฐานการพยาบาล ผลลัพธ์ทางการพยาบาล แนวปฏิบัติการพยาบาล หลักฐานเชิงประจักษ์ทางการพยาบาล นวัตกรรมทางการพยาบาล การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การพยาบาลเฉพาะสำหรับบุคคล ครอบครัว และชุมชน และกรณีศึกษาทางการพยาบาล</li> </ol> <p><strong>ประเภทของบทความที่รับพิจารณาเพื่อการเผยแพร่</strong></p> <ol> <li class="show"><strong>บทความวิจัย (</strong><strong>Research article)</strong> เป็นบทความที่เขียนเกี่ยวกับการรายงานการศึกษาวิจัยทางการพยาบาล หรือวิทยาศาสตร์สุขภาพ ที่ผู้นิพนธ์เป็นผู้ดำเนินการวิจัย หรือศึกษาค้นคว้า ทั้งการวิจัยเชิงปริมาณหรือการวิจัยเชิงคุณภาพ รวมถึงการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ (Systemic review) </li> <li class="show"><strong>บทความวิชาการ (</strong><strong>Academic article)</strong> เป็นบทความที่ผู้นิพนธ์เขียนเรียบเรียงสาระความรู้วิชาการทางด้านการพยาบาล หรือวิทยาศาสตร์สุขภาพในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเแล้วนำมากลั่นกรอง วิเคราะห์ และหรือสังเคราะห์โดยผู้นิพนธ์ หรือการเขียนวิพากษ์วิจารณ์เปรียบเทียบข้อความรู้เพื่อให้เกิดความกระจ่าง (Review article) รวมทั้ง การวิเคราะห์กรณีศึกษาทางด้านการพยาบาลหรือวิทยาศาสตร์สุขภาพ</li> </ol> <p><strong>ขอบเขต (</strong><strong>Scopes) ที่รับตีพิมพ์</strong></p> <p><strong> </strong>องค์ความรู้ ด้านการพยาบาล สาธารณสุข ระบบสุขภาพ และการศึกษาพยาบาล หรือสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง</p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาตรวจสอบก่อนการเผยแพร่โดยผู้เชี่ยวชาญ (Peer</strong><strong>-Review</strong><strong>ed Process</strong><strong>) </strong></p> <p>บทความที่ผู้นิพนธ์ส่งมาพิจารณา ถ้าดำเนินการตามคำแนะนำในการเตรียมต้นฉบับและมีมาตรฐานเพียงพอ จะได้รับการประเมินแบบไม่เปิดเผยตัวตนสองทาง (Double-blind review) โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน จากหลากหลายสถาบัน</p> <p>ISSN 2697-5041 (Online)</p> <p>ISSN 2730-1893 (Print)</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</strong></p> <p>การตีพิมพ์ผลงานวิชาการในวารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล กำหนดให้ผู้นิพนธ์ต้องชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</p> <table style="height: 64px;" width="263"> <tbody> <tr> <td class=""><strong>บทความภาษาไทย</strong></td> <td><strong>4,000 บาท</strong></td> </tr> <tr> <td><strong>บทความภาษาอังกฤษ</strong></td> <td><strong>6,000 บาท</strong></td> </tr> </tbody> </table> <p><span class="OYPEnA text-decoration-none text-strikethrough-none">โดยชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ หลังจากได้รับการประเมินเบื้องต้น </span><span class="OYPEnA text-decoration-none text-strikethrough-none">จากกองบรรณาธิการแล้วว่าสามารถตีพิมพ์ได้ </span></p> <p><span class="OYPEnA text-decoration-none text-strikethrough-none"><strong>หมายเหตุ:</strong> ทั้งนี้ทางวารสารไม่การันตีว่าบทความของท่านจะได้รับการตีพิมพ์ เเละหากไม่ได้รับการตีพิมพ์</span><span class="OYPEnA text-decoration-underline text-strikethrough-none">เมื่อชำระเงินแล้ว วารสารฯ ขอสงวนสิทธิ์การคืนเงินให้ผู้นิพนธ์ทุกกรณี</span></p> th-TH <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ) ไม่สามารถนำไปตีพิมพ์ซ้ำในวารสารฉบับอื่น</p> journalbcn@bcn.ac.th (Asst. Prof. Sopah Raksatham) journalbcn@bcn.ac.th (Journal Management Department) Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 บทบาทพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งเมลาโนมาของชั้นคอรอยด์ ที่ได้รับการรักษาด้วยการฝังแร่รูทีเนียม-106 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/284293 <p><strong>บทนำ:</strong> มะเร็งเมลาโนมาของชั้นคอรอยด์เป็นมะเร็งปฐมภูมิที่พบได้บ่อยที่สุดในผู้ใหญ่ สำหรับประเทศไทยพบในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในระยะลุกลาม ทำให้การรักษาแบบถนอมดวงตาทำได้ยากและจำเป็นต้องอาศัยการจัดการทางการพยาบาลที่เชี่ยวชาญ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ความรู้จากวรรณกรรมปัจจุบัน นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับพยาธิสภาพ การประเมินสภาพ ทางเลือกการรักษา และเพื่อพัฒนาแนวทางการพยาบาลสำหรับการฝังแร่ รูทีเนียม-106</p> <p><strong>ประเด็นสำคัญ:</strong> ความท้าทายหลักคือ การจัดการความขัดแย้งของการดูแล ระหว่างมาตรการความปลอดภัยทางรังสีที่เข้มงวดกับความต้องการการสนับสนุนทางจิตใจของผู้ป่วย พยาบาลทำหน้าที่ประสานรอยต่อผ่านการบูรณาการ 4 ระยะการดูแล ได้แก่ 1) การเตรียมความพร้อมเชิงรุก 2) การเฝ้าระวังความปลอดภัยทางรังสีควบคู่กับการจัดการอาการ 3) การฟื้นฟูสภาพหลังถอดแร่ และ 4) การเสริมสร้างศักยภาพในการดูแลตนเองระยะยาว</p> <p><strong>สรุป:</strong> พยาบาลทางคลินิกมีบทบาทสำคัญในทีมสหสาขาวิชาชีพเพื่อผสานการดูแลแบบองค์รวม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของการรักษาและการคงไว้ซึ่งคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ:</strong> พยาบาลในหน่วยงานจักษุควรนำแนวทางปฏิบัติที่สังเคราะห์นี้ จัดทำเป็นมาตรฐานการพยาบาล เพื่อให้การดูแลผู้ป่วย เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย</p> พนิดา ตึกหิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/284293 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพยาบาลผู้ป่วยมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับและผ่าตัดกระดูกขากรรไกร ภายใต้การระงับความรู้สึกแบบทั่วไป: กรณีศึกษา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/285453 <p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> ผู้ป่วยที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับที่เข้ารับการผ่าตัดกระดูกขากรรไกรบนและล่าง ร่วมกับการจัดฟันภายใต้การระงับความรู้สึกแบบทั่วไป มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนทางวิสัญญี</p> <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อเสนอแนวทางในการพยาบาลวิสัญญีตั้งแต่ระยะก่อน ขณะและหลังการผ่าตัดภายใต้การระงับความรู้สึกแบบทั่วไป</p> <p><strong>ประเด็นสำคัญ: </strong>กรณีศึกษานี้นำเสนอการดูแลชายไทย อายุ 53 ปี ซึ่งได้รับการวินิจฉัยภาวะหยุดหายใจขณะหลับ และรักษาด้วยการผ่าตัดกระดูกขากรรไกรบนและล่าง โดยใช้กระบวนการพยาบาลเพื่อประเมินปัญหา วางแผนให้การพยาบาลและประเมินผลการดูแลผู้ป่วย โดยพบปัญหาสำคัญ ได้แก่ ความวิตกกังวลก่อนผ่าตัด ความเสี่ยงต่อภาวะ<br />ใส่ท่อช่วยหายใจยากและพร่องออกซิเจนขณะผ่าตัด และความเสี่ยงต่อการอุดกั้นทางเดินหายใจ กิจกรรมการพยาบาลที่สำคัญ ได้แก่ การเตรียมความพร้อมก่อนผ่าตัด การเตรียมอุปกรณ์และเฝ้าระวังการหายใจขณะผ่าตัด และการดูแลทางเดินหายใจร่วมกับการจัดการความปวดหลังผ่าตัด</p> <p><strong>สรุปผล</strong><strong>:</strong> วิสัญญีพยาบาลมีบทบาทสำคัญในการประเมินผู้ป่วยและปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีโรคร่วมซึ่งต้องอาศัยความรู้และทักษะเฉพาะทางในการจัดการทางเดินหายใจ การเฝ้าระวังสัญญาณชีพและการคงระดับการสงบประสาท ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าการใช้กระบวนการพยาบาลร่วมกับการดูแลแบบสหสาขาวิชาชีพสามารถช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ: </strong>ควรพัฒนาแนวทางปฏิบัติการพยาบาลวิสัญญีสำหรับผู้ป่วยภาวะหยุดหายใจขณะหลับที่เข้ารับการผ่าตัดขากรรไกรภายใต้การระงับความรู้สึกแบบทั่วไป โดยอิงหลักฐานเชิงประจักษ์และบูรณาการการดูแลแบบสหสาขาวิชาชีพ ครอบคลุมการประเมินก่อนผ่าตัด การจัดการทางเดินหายใจระหว่างระงับความรู้สึก และการเฝ้าระวังหลังผ่าตัด พร้อมกำหนดตัวชี้วัดความปลอดภัย เช่น ภาวะพร่องออกซิเจนและการอุดกั้นทางเดินหายใจ</p> จิตพิสุทธิ์ มั่นศิล, อนุชาติ สนมศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/285453 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 บทบรรณาธิการ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/288212 โสภา รักษาธรรม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/288212 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเองเกี่ยวกับพฤติกรรมการบริโภคอาหารและน้ำ ต่อผลลัพธ์ที่คัดสรรในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/280348 <p><strong>บทนำ: </strong>โรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 เป็นระยะที่ยังสามารถชะลอการเสื่อมของไตได้หากผู้ป่วยมีพฤติกรรมการบริโภคอาหารและน้ำอย่างเหมาะสม ผู้ป่วยจำนวนมากยังขาดทักษะในการจัดการตนเองด้านโภชนาการ ส่งผลต่อการเข้าสู่ไตเรื้อรังระยะสุดท้ายเร็วยิ่งขึ้น </p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย: </strong>เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเองต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารและน้ำ และค่าอัตราการกรองของไต ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย: </strong>การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยกึ่งทดลอง 2 กลุ่มเปรียบเทียบก่อนและหลัง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 จำนวน 46 ราย คัดเลือกโดยการสุ่มอย่างง่าย แบ่งออกเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 23 ราย ระยะเวลาดำเนินการวิจัย 12 สัปดาห์ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเองด้านโภชนาการและคู่มือการจัดการตนเอง ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบบันทึกข้อมูลพื้นฐาน และแบบประเมินพฤติกรรมการบริโภคอาหารและน้ำ วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปด้วยสถิติเชิงพรรณนา และเปรียบเทียบค่าระหว่างกลุ่มด้วยสถิติ Mann-Whitney U test</p> <p><strong>ผลการวิจัย: </strong>ภายหลังได้รับโปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการบริโภคอาหารและน้ำ และค่าอัตราการกรองของไตสูงกว่าจากกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .01)</p> <p><strong>สรุปผล: </strong>โปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเองด้านพฤติกรรมการบริโภคอาหารและน้ำมีประสิทธิผลในการส่งเสริมพฤติกรรมที่เหมาะสมและชะลอการเสื่อมของไต ส่งผลให้ค่าอัตราการกรองของไตดีขึ้น</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ: </strong>พยาบาลควรนำโปรแกรมนี้ไปใช้ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ป่วยโรคเรื้อรังอื่น ๆ เพื่อชะลอความเสื่อมของไต</p> อนุพงศ์ อิศดิศัย, ประภากร ศรีสง่า ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/280348 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาแนวปฏิบัติการสนับสนุนผู้คลอดครรภ์แรกในระยะปากมดลูกเปิดเร็ว โรงพยาบาลเลย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/280781 <p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> ระยะปากมดลูกเปิดเร็ว เป็นระยะที่ปากมดลูกมีการเปิดขยายอย่างต่อเนื่อง มักก่อให้เกิดความปวดความทุกข์ทรมานแก่ผู้คลอด และเกิดประสบการณ์ด้านลบได้</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong><strong>:</strong> เพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติการสนับสนุนในระยะปากมดลูกเปิดเร็ว ณ แผนกห้องคลอด โรงพยาบาลเลย</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยและพัฒนานี้ ประยุกต์ใช้กรอบแนวคิดการพัฒนาแนวปฏิบัติของไอโอวา แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1) ระยะเตรียมการ ศึกษาสถานการณ์และพัฒนาปฏิบัติ 2) ระยะดำเนินการ นำแนวปฏิบัติไปใช้กับพยาบาลวิชาชีพ 14 ท่าน พนักงานช่วยเหลือคนไข้ 3 ท่าน ผู้คลอด 60 ราย และ 3) ระยะประเมินผล วิเคราะห์และสรุปผลการใช้แนวปฏิบัติฯที่พัฒนาขึ้น เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แนวปฏิบัติการสนับสนุนในระยะปากมดลูกเปิดเร็ว มีค่าความตรงเชิงเนื้อหา(I<strong>-</strong>CVI <strong>= </strong>.99<strong>, </strong>S<strong>-</strong>CVI <strong>= </strong>.99) เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบประเมินการรับรู้ประสบการณ์การคลอด และแบบสอบถามความคิดเห็นของผู้ใช้แนวทางปฏิบัติฯ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณณา และสถิติ Independent t-test</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> 1) ด้านผู้คลอด กลุ่มทดลองมีคะแนนการรับรู้ประสบการณ์การคลอดสูงกว่า (M<strong> = </strong>138.57) และมีระยะเวลาระยะปากมดลูกเปิดเร็วสั้นกว่า (M<strong> = </strong>171.16 นาที) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt;<strong> .</strong>001) 2) ด้านการนำใช้แนวปฏิบัติ พบว่า พยาบาลและพนักงานช่วยเหลือคนไข้ ปฏิบัติตามแนวทางได้ครบถ้วนร้อยละ 100 และมีความพึงพอใจในระดับสูง (3.77 – 4.80)</p> <p><strong>สรุปผล</strong><strong>:</strong> แนวปฏิบัติการสนับสนุนในระยะปากมดลูกเปิดเร็วฯ ที่พัฒนาขึ้น พยาบาลวิชาชีพและผู้ช่วยเหลือคนไข้ สามารถปฏิบัติตามได้ครบถ้วน และมีความพึงพอใจในระดับสูง ผู้คลอดมีประสบการณ์เชิงบวกและมีระยะเวลาระยะปากมดลูกเปิดเร็วสั้นลง</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ</strong><strong>:</strong> แนวปฏิบัติฯ สามารถนำไปใช้ในการดูแลผู้คลอดระยะปากมดลูกเปิดเร็ว เพื่อสนับสนุนความก้าวหน้าการคลอด ส่งเสริมประสบการณ์การคลอดที่ดี และลดระยะเวลาการคลอด</p> ดาราวดี พลทะกลาง, นิตยา พันธ์งาม, ปัฐมาพร พะไกยะ, สุพนิต ปัญญาภู ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/280781 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของโปรแกรมการจัดการตนเองเพื่อป้องกันการเกิดอาการกำเริบ ในผู้สูงอายุปอดอุดกั้นเรื้อรัง อำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/281017 <p><strong>บทนำ:</strong> โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญ การเกิดอาการกำเริบของโรคทำให้สมรรถภาพปอดลดลง เพิ่มความรุนแรงของโรคและอัตราการเสียชีวิต</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย:</strong> เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการจัดการตนเอง ในการป้องกันการเกิดอาการกำเริบในผู้สูงอายุปอดอุดกั้นเรื้อรัง</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย: </strong>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 36 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ โปรแกรมการจัดการตนเองตามแนวคิดของ Creer ได้ค่าเฉลี่ยความตรงเชิงเนื้อหา .90 แบบสอบถามความรู้ มีค่าความตรงเชิงเนื้อหา .83 ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาก .87 แบบสอบถามพฤติกรรมการจัดการตนเอง มีค่าความตรงเชิงเนื้อหา .90 ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาก .85 และเครื่องมือประเมินผลลัพธ์เฉพาะโรค ได้แก่ แบบประเมินคุณภาพชีวิต แบบประเมินอาการหายใจลำบาก และแบบทดสอบเดิน 6 นาที วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา Independent t-test และ Paired t-test</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> กลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมการจัดการตนเอง มีระดับความรู้เกี่ยวกับการจัดการตนเอง พฤติกรรมการจัดการตนเอง ระดับคุณภาพชีวิต และระดับอาการหายใจลำบาก ดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05) ในขณะที่สมรรถภาพทางกายของทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกัน</p> <p><strong>สรุปผล:</strong> โปรแกรมการจัดการตนเองมีประสิทธิผลในการเพิ่มทักษะการดูแลตนเองของผู้สูงอายุปอดอุดกั้นเรื้อรัง และลดความเสี่ยงการเกิดอาการกำเริบ</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ:</strong> พยาบาลหน่วยบริการปฐมภูมิควรนำโปรแกรมการจัดการตนเองไปประยุกต์ใช้เพื่อส่งเสริมความรู้ พฤติกรรมสุขภาพ คุณภาพชีวิต และลดอาการหายใจลำบากในผู้ป่วย COPD ในชุมชน และพัฒนาระบบการดูแลอย่างต่อเนื่อง</p> สุพัดชา คำวงษา, แสงดาว จันทร์ดา, วัชรา บุญสวัสดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/281017 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเองร่วมกับ นวัตกรรมส่งเสริมการออกกำลังกายของผู้ป่วยหลังติดเชื้อโควิด-19 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/282900 <p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> ผู้ป่วยหลังติดเชื้อโควิด-19 จำนวนมากยังมีอาการหลงเหลือที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต การฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายโดยการออกกำลังกายและการจัดการตนเองจึงมีความสำคัญ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong><strong>:</strong> 1) เพื่อศึกษาสภาพการณ์และความต้องการจำเป็นในการดูแลตนเองของผู้ป่วยหลังติดเชื้อโควิด-19 2) เพื่อพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเองร่วมกับนวัตกรรมส่งเสริมการออกกำลังกาย 3) เพื่อประเมินประสิทธิผลของโปรแกรม</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยและพัฒนา 3 ระยะ 1) วิเคราะห์สภาพการณ์และความต้องการจำเป็น 2) พัฒนาโปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเองร่วมกับนวัตกรรมส่งเสริมการออกกำลังกาย 3) ประเมินประสิทธิผลของโปรแกรม ใช้วิธีการวิจัยแบบกึ่งทดลอง แบบสองกลุ่มวัดผลก่อนหลังการทดลอง ในผู้ป่วยหลังติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 78 คน กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 39 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบประเมิน 1) ความเหนื่อยล้า 2) อาการนอนไม่หลับ และ 3) พฤติกรรมการจัดการตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนาและทดสอบค่าที</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>1) ควรมีสื่อให้ความรู้การปฏิบัติตนเพื่อจัดการอาการหลงเหลือหลังติดเชื้อโควิด-19 2) โปรแกรมช่วยให้ปฏิบัติตัวได้ถูกต้องและส่งเสริมการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ 3) คะแนนเฉลี่ยอาการเหนื่อยล้า และอาการนอนไม่หลับของกลุ่มทดลองลดลงมากกว่าก่อนได้รับโปรแกรม และลดลงมากกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) คะแนนเฉลี่ยการจัดการตนเอง ในกลุ่มทดลองเพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนทดลอง และมากกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001)</p> <p><strong>สรุปผล</strong><strong>:</strong> โปรแกรมมีประสิทธิภาพในการส่งเสริมการจัดการตนเอง ช่วยลดอาการเหนื่อยล้า และอาการนอนไม่หลับของผู้ป่วยหลังติดเชื้อโควิด-19</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>บุคลากรด้านสุขภาพ นำโปรแกรมนี้ไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยหลังติดเชื้อโควิด-19 เพื่อส่งเสริมการจัดการตนเองกับอาการที่เกิดขึ้น ช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจ</p> อุไร นิโรธนันท์, วรรัตน์ มากเทพพงษ์, มณีรัตน์ เอี่ยมอนันต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/282900 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การศึกษารูปแบบการมีส่วนร่วมของชุมชนในการเสริมสร้างพลังอำนาจผู้ดูแลเด็กพิเศษ ในด้านสุขภาพจิตที่อยู่ในชุมชน จ.สุพรรณบุรี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/280492 <p><strong>บทนำ: </strong>ผู้ดูแลเด็กพิเศษในชุมชนมักเผชิญภาวะเครียดและขาดการสนับสนุนด้านสุขภาพจิต แม้ชุมชนจะมีศักยภาพในการช่วยเหลือ แต่ยังขาดรูปแบบการมีส่วนร่วมที่เป็นระบบ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย: </strong>เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการ พัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมของชุมชน และประเมินประสิทธิผลของรูปแบบดังกล่าวในการเสริมสร้างพลังอำนาจด้านสุขภาพจิตแก่ผู้ดูแลเด็กพิเศษ</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย: </strong>การวิจัยนี้เป็นรูปแบบการวิจัยและพัฒนา มี 3 ระยะ ประกอบด้วย ระยะที่ 1 การศึกษาบริบทและความต้องการ ดำเนินการสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มภาคีเครือข่าย 30 คน และนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เชิงเนื้อหาเพื่อสรุปประเด็นปัญหาและความต้องการที่สำคัญ ระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบ นำข้อมูลจากระยะที่ 1 มาสร้างร่างรูปแบบ ตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน ระยะที่ 3 การประเมินประสิทธิผล ทดลองใช้รูปแบบกับผู้ดูแลเด็กพิเศษ 60 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และ t-test</p> <p><strong>ผลการวิจัย: </strong>พบว่า การรับรู้ปัญหาด้านทัศนคติของผู้ปกครอง จากการขาดความรู้ และมีความกังวลต่ออนาคตของเด็ก ส่งผลให้เกิดการแสวงหาการสนับสนุนด้านการอบรม สุขภาพจิต และการดูแลตนเองควบคู่การส่งเสริมพัฒนาการเด็กและรูปแบบที่พัฒนาขึ้นได้รับการประเมินความเหมาะสมในระดับมากที่สุด (M = 4.24, SD = .75) หลังเข้าร่วมคะแนนพลังอำนาจด้านสุขภาพจิตของผู้ดูแลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จากค่าเฉลี่ย 3.19 (SD = .24) เป็น 4.01 (SD = .24) (p &lt; .001)</p> <p><strong>สรุปผล: </strong>รูปแบบการมีส่วนร่วมของชุมชนที่พัฒนาขึ้น สามารถเสริมสร้างพลังอำนาจด้านสุขภาพจิตของผู้ดูแลเด็กพิเศษได้อย่างมีประสิทธิผล ทั้งในด้านการให้ความรู้ การจัดการภาวะสุขภาพจิต และการสร้างเครือข่าย</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ: </strong>ควรขยายผลการใช้รูปแบบนี้ พร้อมทั้งบูรณาการเข้ากับแผนงานสุขภาพจิตของจังหวัดเพื่อสร้างความยั่งยืนต่อไป</p> เสาวลักษณ์ ศรีโพธิ์, ปวิดา โพธิ์ทอง, สุนทรี ขะชาตย์, สุพัตรา จันทร์สุวรรณ, ปุรินทร์ ศรีศศลักษณ์, อุษณียาภรณ์ จันทร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/280492 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคในผู้สัมผัสร่วมบ้านกับผู้ป่วยวัณโรค https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/282143 <p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> วัณโรคเป็นปัญหาสาธารณสุข โดยเฉพาะในผู้สัมผัสร่วมบ้านที่มีความเสี่ยงสูง แต่ยังพบพฤติกรรมการป้องกันที่ไม่เหมาะสม ดังนั้นการส่งเสริมพฤติกรรมจึงมีความสำคัญต่อการป้องกันเพื่อควบคุมการแพร่ระบาด</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคในผู้สัมผัสร่วมบ้านกับผู้ป่วยวัณโรค</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>: </strong>การวิจัยเชิงทำนาย กลุ่มตัวอย่างผู้สัมผัสร่วมบ้าน 111 คน คัดเลือกแบบเจาะจงจากโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ 3 แห่ง ในกรุงเทพมหานคร เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามด้านข้อมูลส่วนบุคคล ความรู้เกี่ยวกับวัณโรค ทัศนคติต่อวัณโรค แรงจูงใจในการป้องกันวัณโรค การรับรู้ความสามารถของตนเอง การรับรู้อุปสรรค และพฤติกรรม<br />การป้องกันวัณโรค แบบสอบถามดังกล่าวมีค่าความตรงอยู่ระหว่าง .80 - 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาก เท่ากับ .80, .83, .84, .89, .80 ตามลำดับ ส่วนแบบทดสอบความรู้เกี่ยวกับวัณโรคมีค่าความเที่ยง (KR-20) เท่ากับ .81 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> พฤติกรรมการป้องกันวัณโรคของผู้สัมผัสร่วมบ้านโดยรวมอยู่ในระดับดี (M = 44.2, SD = 6.5) ปัจจัยที่สามารถทำนายพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ทัศนคติต่อวัณโรค ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\ss&amp;space;" alt="equation" /> = .374, p &lt; .05) การรับรู้ความสามารถของตนเอง (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\ss&amp;space;" alt="equation" /> = .244, p &lt; .05) และการรับรู้อุปสรรค ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\ss&amp;space;" alt="equation" /> = .166, p &lt; .05) ปัจจัยดังกล่าวสามารถร่วมทำนายพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคได้ร้อยละ 32.80 (R<sup>2</sup> = .328, p &lt; .05)</p> <p><strong>สรุปผล</strong><strong>:</strong> ทัศนคติต่อวัณโรค การรับรู้ความสามารถของตนเอง และการรับรู้อุปสรรค มีผลต่อพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคของผู้สัมผัสร่วมบ้าน</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ:</strong> บุคลากรทางการแพทย์ควรจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมทัศนคติ และการรับรู้ทางสุขภาพแก่ผู้สัมผัสร่วมบ้าน เพื่อให้มีพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคที่เหมาะสมมากขึ้น</p> นงนภัส เกษรทอง, สุนิดา ปรีชาวงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/282143 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลโปรแกรมการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง ในผู้สูงอายุที่มีโรคร่วมในหน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิ อำเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/281013 <p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>ผู้สูงอายุโรคเรื้อรังที่มีโรคร่วม โดยเฉพาะโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองสูงขึ้น ความรอบรู้ด้านสุขภาพจึงมีความสำคัญต่อการป้องกันโรค</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาประสิทธิผลโปรแกรมการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมองของผู้สูงอายุที่มีโรคร่วมเบาหวานและความดันโลหิตสูง</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>: </strong>เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบ 2 กลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่าง 86 คน สุ่มเลือกพื้นที่แบบคลัสเตอร์เป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 43 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) เครื่องมือคัดกรอง คือ แบบประเมินการรู้คิดในผู้สูงอายุ 2) เครื่องมือรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปและข้อมูลทางคลินิก แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ แบบสอบถามการปฏิบัติพฤติกรรม มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ .67 และ .80 ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบากเท่ากับ .88 และ .82 ตามลำดับ 3) โปรแกรมการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในผู้สูงอายุที่มีโรคร่วม ระยะเวลา 12 สัปดาห์ มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 เก็บข้อมูลก่อนทดลอง หลังทดลองที่ 3 เดือน และ 6 เดือน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ t-test</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ กลุ่มทดลองมีความรอบรู้ด้านสุขภาพ และการปฏิบัติพฤติกรรมเพื่อป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมองเพิ่มขึ้นและมีผลลัพธ์ด้านสุขภาพประกอบด้วย น้ำหนัก ดัชนีมวลกาย ความดันโลหิต น้ำตาลในเลือด และค่า CVD risk score ดีขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05)</p> <p><strong>สรุปผล</strong><strong>: </strong>โปรแกรมฯ ช่วยให้ผู้สูงอายุที่มีโรคร่วมปฏิบัติพฤติกรรมสุขภาพได้ถูกต้อง มีผลลัพธ์สุขภาพดีขึ้น และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ: </strong>นำโปรแกรมนี้ไปใช้กับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เบาหวานและความดันโลหิตสูงในการเสริมสร้างพฤติกรรมสุขภาพป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน</p> เนตรชนก ภูจีวร, ศิราณี ศรีหาภาค, ปิยธิดา คูหิรัญญรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/281013 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ประสบการณ์การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของมารดาวัยรุ่นที่เผชิญหรือเคยเผชิญกับปัญหาความรุนแรง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/282539 <p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> ความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของมารดาวัยรุ่นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ความรุนแรงเป็นปรากฏการณ์ที่พบได้บ่อยในมารดาวัยรุ่น และเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย:</strong> เพื่อศึกษาประสบการณ์การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของมารดาวัยรุ่นที่เผชิญหรือเคยเผชิญกับปัญหาความรุนแรง </p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย:</strong> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปรากฏการณ์วิทยา แบบตีความผู้ให้ข้อมูลเป็นมารดาวัยรุ่นที่เผชิญหรือเคยเผชิญกับปัญหาความรุนแรงหลังคลอดบุตรอายุไม่เกิน 1 ปี เลือกแบบเฉพาะเจาะจงและแบบลูกโซ่ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้กระบวนการวิเคราะห์แก่นสาระ</p> <p><strong>ผลการวิจัย: </strong>มารดาวัยรุ่นที่ถูกกระทำรุนแรงมีประสบการณ์ที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อการประสบความสำเร็จ สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้นาน 6 เดือน และไม่ประสบความสำเร็จ มีประเด็นย่อย 3 ประเด็น ได้แก่ การเผชิญความรุนแรงและการจัดการ ความตั้งใจและแรงจูงใจ และการสนับสนุนจากบุคคลรอบข้าง</p> <p><strong>สรุปผล:</strong> การเผชิญและการจัดการกับความรุนแรง ความตั้งใจและแรงจูงใจ รวมถึงการสนับสนุนจากบุคคลรอบข้าง มีผลโดยตรงต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวนาน 6 เดือน ของมารดาวัยรุ่นที่เผชิญหรือเคยเผชิญความรุนแรง โดยความรุนแรงจากบุคคลใกล้ชิดและการขาดแรงสนับสนุนที่ถูกต้องเป็นอุปสรรคสำคัญ ในขณะที่แรงจูงใจภายในและการสนับสนุนที่มีคุณภาพช่วยให้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ประสบความสำเร็จ</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ: </strong>ควรพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในกลุ่มแม่วัยรุ่นที่เผชิญกับความรุนแรงโดยบูรณาการการดูแลด้านจิตใจ สังคม การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งเสริมความรู้แก่ครอบครัว ชุมชน เพื่อลดอุปสรรคและสร้างเครือข่ายสนับสนุนที่เหมาะสม</p> ปัญญาวดี ทองแก้ว, ชญาภรณ์ เอกธรรมสุทธิ์, อติพร ศิวิชัย, ปภาวดี ทวีสุข, ภัทรา สุวรรณโท ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/282539 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการส่งเสริมความสุข 5 มิติของผู้สูงอายุ กลุ่มติดสังคม อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/281210 <p><strong>บทนำ:</strong> ผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคมเป็นช่วงรอยต่อของชีวิตที่ต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลงทั้งร่างกาย จิตใจสังคม ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต การทราบปัจจัยทำนายความสุข 5 มิติของผู้สูงอายุ มีความสำคัญต่อการกำหนดกิจกรรมและพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคม</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย: </strong>เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายพฤติกรรมการส่งเสริมความสุข 5 มิติของผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคม</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย:</strong> ประชากรคือผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคม อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์จำนวน 9,782 คน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน สุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เก็บข้อมูลในช่วงเดือนตุลาคม ถึง พฤศจิกายน 2567 โดยใช้แบบสอบถาม 5 ส่วน ได้แก่ ปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ ปัจจัยเสริม และพฤติกรรมการส่งเสริมความสุข 5 มิติ ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือมีค่า IOC .67 – 1.00 และค่าความเชื่อมั่น .817 – .907 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และ Stepwise multiple regression analysis</p> <p><strong>ผลการวิจัย: </strong>พฤติกรรมการส่งเสริมความสุข 5 มิติของผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคม โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (M = 3.44, SD = .65) ปัจจัยร่วมทำนายพฤติกรรมการส่งเสริมความสุข 5 มิติของผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคม ได้แก่ การสนับสนุนจากชุมชน (β = .548, p &lt; .001) การรับรู้พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ (β = .204, p &lt; .001) และสภาพแวดล้อม (β = .169,p = .004) โดยสามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการส่งเสริมความสุข 5 มิติของผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคม ได้ร้อยละ 46.5 (R<sup>2</sup> = .465, F = 114.698, p &lt; .001)</p> <p><strong>สรุปผล:</strong> ปัจจัยที่สามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการส่งเสริมความสุข 5 มิติของผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคม ได้แก่ การสนับสนุนจากชุมชน การรับรู้พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ และสภาพแวดล้อม ซึ่งเอื้อต่อการพัฒนาทักษะชะลอความเสื่อมของร่างกายและสมอง ส่งผลต่อความสุขและสุขภาวะที่ดี</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ: </strong>ชุมชนควรส่งเสริมบทบาทของผู้สูงอายุในกลุ่มติดสังคมในชุมชนผ่านกิจกรรมเสริมสร้างความรู้ด้านสุขภาพ และพัฒนาสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะที่ดี</p> สุวัฒน์ ศิริแก่นทราย, มลคล นราศรี, นัชชา ยันติ, ธนูศิลป์ สลีอ่อน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/281210 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชฉุกเฉินในหน่วยบริการสาธารณสุข อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/284274 <p><strong>บทนำ:</strong> ผู้ป่วยจิตเวชฉุกเฉินมีจำนวนเพิ่มขึ้นและกำเริบซ้ำบ่อยจากการไม่รับประทานยาอย่างต่อเนื่องและการใช้สารเสพติด ส่งผลต่อระบบบริการสุขภาพ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย:</strong> 1) ศึกษาสถานการณ์และปัญหาการดูแลผู้ป่วยจิตเวชฉุกเฉินในอำเภอปราสาท 2) พัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชฉุกเฉิน และ 3) ประเมินผลลัพธ์ของระบบที่พัฒนาขึ้น</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย: </strong>การวิจัยและพัฒนาดำเนินการระหว่างเดือนมกราคม–พฤศจิกายน 2568 ในหน่วยบริการสาธารณสุขอำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ แบ่งเป็น 4 ระยะ ได้แก่ การศึกษาสถานการณ์ การพัฒนาระบบ การทดลองใช้ และการประเมินผล กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยเวชระเบียนผู้ป่วยจิตเวชฉุกเฉิน 30 แฟ้ม พยาบาลวิชาชีพ 30 คน และผู้ป่วยจิตเวชฉุกเฉิน 30 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบวัดความรู้ แบบประเมินความสามารถโดยรวม และแบบวัดคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลกฉบับย่อภาษาไทย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired t-test และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัย: </strong>ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีการกำเริบซ้ำ สาเหตุสำคัญคือการไม่รับประทานยาอย่างต่อเนื่องและการใช้สารเสพติด ระบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยการดูแล 3 ระยะ ได้แก่ ระยะก่อนเข้ารับการรักษา ระยะรักษาในโรงพยาบาล และระยะติดตามต่อเนื่องในชุมชน ภายหลังการนำระบบไปใช้ พยาบาลมีคะแนนความรู้เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยจิตเวชฉุกเฉินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) ขณะที่ผู้ป่วยมีคะแนนความสามารถโดยรวมและคุณภาพชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังติดตาม 3 เดือน (p &lt; .05)</p> <p><strong>สรุปผล: </strong>ระบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชฉุกเฉินแบบบูรณาการ 3 ระยะ ช่วยเพิ่มความรู้ของพยาบาลและส่งเสริมความสามารถโดยรวมรวมทั้งคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ:</strong> ควรขยายผลไปยังหน่วยบริการที่มีบริบทใกล้เคียง พร้อมพัฒนาระบบติดตามต่อเนื่องในชุมชนเพื่อป้องกันการกำเริบซ้ำ</p> สุกัญญา สายแสงจันทร์, พฤกษชาติ ทบแป, มลฤดี ยืนยาว, สุจิตตา ฤทธิ์มนตรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/284274 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการให้ข้อมูลข่าวสาร สร้างแรงจูงใจ และพัฒนาทักษะพฤติกรรม เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่นหญิง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/284131 <p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> การกลับเป็นซ้ำโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่นหญิง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และส่งผลกระทบตามมา ทั้งด้านกาย จิตใจ และสังคม</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการให้ข้อมูลข่าวสาร สร้างแรงจูงใจ และพัฒนาทักษะพฤติกรรม เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่นหญิง</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลสามช่วงเวลา คือก่อนการทดลองหลังการทดลอง และระยะติดตามผล 4 สัปดาห์ กลุ่มตัวอย่าง เป็นวัยรุ่นหญิงอายุ 18 - 24 ปี ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และเข้ารับบริการรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มละ 31 คน โดยกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมซึ่งพัฒนาขึ้นตามแนวคิด Information-Motivation-Behavioral Skill (IMB Model) จำนวน 4 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 1 สัปดาห์ เก็บข้อมูลโดยแบบสอบถามที่ได้รับการตรวจค่าความตรง และความเที่ยงจากผู้ทรงคุณวุฒิ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test และ Repeated measure ANOVA</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> พบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ทัศนคติต่อการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และพฤติกรรมป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลังการทดลองและระยะติดตามผล 4 สัปดาห์ สูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F = 117.42, F = 29.18, F = 92.06 และ F = 46.28)</p> <p><strong>สรุปผล</strong><strong>:</strong> ผลของการให้ข้อมูลที่เฉพาะเจาะจง และการสร้างแรงจูงใจที่ฝังรากลึกพอ ร่วมกับการได้รับการพัฒนาทักษะที่ตรงกับความต้องการ ทำให้วัยรุ่นหญิงมีความรู้ ทัศนคติ การรับรู้ความสามารถของตนเอง และพฤติกรรมป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพิ่มขึ้น</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ</strong><strong>:</strong> ผลการศึกษาเป็นแนวทางแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องในการนำไปประยุกต์ใช้เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่นหญิงต่อไป</p> เกศริณ ปะกิคะเนย์, พรนภา หอมสินธุ์, รุ่งรัตน์ ศรีสุริยเวศน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/284131 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะผู้ดูแลต่อสมรรถนะการดูแล ของผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง จังหวัดลำปาง https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/277327 <p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> โรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุการเจ็บป่วยอันดับสองรองจากโรคมะเร็ง และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่รอดชีวิต ประมาณหนึ่งในสามมักเผชิญกับภาวะทุพพลภาพถาวร ทำให้ต้องพึ่งพาการดูแลจากผู้ดูแลอย่างต่อเนื่อง</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะผู้ดูแลต่อสมรรถนะการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง และเปรียบเทียบสมรรถนะในการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง ชนิด 2 กลุ่ม เปรียบเทียบก่อนและหลังการทดลอง วิเคราะห์ความแตกต่างของคะแนนความรู้และสมรรถนะในการดูแลระหว่างกลุ่มด้วยสถิติ Independent t-test และเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมภายในกลุ่มด้วยสถิติ Paired t-test</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> ผู้ดูแลกลุ่มทดลองมีคะแนนความรู้และสมรรถนะในการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติหลังได้รับโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะ (p &lt; .001 และ &lt; .05 ตามลำดับ)</p> <p><strong>สรุปผล</strong><strong>: </strong>โปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะนี้ช่วยเพิ่มความรู้และความสามารถของผู้ดูแลในการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองอย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>บุคลากรทางด้านสุขภาพควรนำโปรแกรมไปใช้ในการดูแลผู้ป่วย เพื่อพัฒนาความสามารถและความรู้ของผู้ดูแลนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นสำหรับผู้ป่วย</p> อิสรา โยริยะ, กมลทิพย์ ทิพย์สังวาลย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/277327 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบเพื่อส่งเสริมศักยภาพความรอบรู้สุขภาพทางเพศ ในการป้องกัน และแก้ไขการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ในวัยรุ่น จังหวัดเชียงราย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/280789 <p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบหลายมิติทำให้ การป้องกันการตั้งครรภ์เป็นวิธีแก้ปัญหาที่ท้าทาย</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong><strong>: </strong>เพื่อพัฒนาและประเมินผลรูปแบบการพัฒนาส่งเสริมศักยภาพความรอบรู้สุขภาพทางเพศ การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยและพัฒนา ดำเนินการ 4 ระยะ ได้แก่ 1) ศึกษาปัจจัยและอุปสรรคในการดำเนินงานจากผู้มีส่วนได้เสีย 50 คน 2) พัฒนารูปแบบและตรวจสอบคุณภาพที่สร้างขึ้น 3) ทดลองและปรับปรุงรูปแบบที่พัฒนากลุ่มตัวอย่างวัยรุ่นจำนวน 22 คน ครู 5 คน และ 4) ประเมินประสิทธิผลรูปแบบที่พัฒนา ในกลุ่มตัวอย่างวัยรุ่น จำนวน 198 คน เก็บข้อมูลวิจัยช่วงเดือนมิถุนายน 2567 ถึง มีนาคม 2568 ในจังหวัดเชียงราย เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย รูปแบบการส่งเสริมศักยภาพความรอบรู้ด้านสุขภาพทางเพศ แนวทางการสนทนากลุ่ม แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพทางเพศและพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ มีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ .90 แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพทางเพศมีค่าความเชื่อมั่น (KR - 20) เท่ากับ .72 แบบสอบถามพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ ความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาก เท่ากับ .86 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา และข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบทีแบบจับคู่</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> รูปแบบการส่งเสริมศักยภาพความรอบรู้ด้านสุขภาพทางเพศ ที่พัฒนาขึ้นมีองค์ประกอบ 5 ด้าน โดยเน้นการมีส่วนร่วมของครอบครัว ชุมชน โรงเรียน บุคลากรสุขภาพ และพัฒนาทักษะชีวิตโดยการใช้นวัตกรรมดิจิทัล ภายหลังการนำรูปแบบฯ ไปใช้ พบว่า กลุ่มตัวอย่างวัยรุ่นมีคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพทางเพศเพิ่มขึ้นและพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศลดลง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05) </p> <p><strong>สรุปผล</strong><strong>:</strong> รูปแบบฯ สามารถเพิ่มความรอบรู้ด้านสุขภาพทางเพศ และลดพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศในวัยรุ่นได้</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ</strong><strong>:</strong> ควรนำรูปแบบฯ ไปใช้ในกลุ่มวัยรุ่นครอบคลุมพื้นที่อื่นๆ และควรติดตามผลลัพธ์ระยะยาว</p> จิราณี ปัญญาปิน, รัชนี มิตกิตติ, พิมพ์พิสาข์ จอมศรี, พิมพ์ศิริ พรหมใจษา, มัตติกา ปิงเมือง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/280789 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การรับรู้และพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเอง ของกำลังพลหญิงและสตรีในครอบครัวกำลังพลทหารบก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/281364 <p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> อุบัติการณ์และการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมในสตรีไทยมีแนวโน้มสูงขึ้น การประเมินการรับรู้และพฤติกรรมการตรวจเต้านมจะเป็นข้อมูลในการออกแบบกิจกรรมสร้างความตระหนัก ลดปัจจัยเสี่ยง และขยายผลการป้องกันมะเร็งเต้านมให้มีประสิทธิภาพ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาระดับและความสัมพันธ์ของการรับรู้และพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเองของกำลังพลหญิงและสตรีในครอบครัวกำลังพลทหารบก</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยเชิงพรรณนาชนิดหาความสัมพันธ์ กลุ่มตัวอย่างคือกำลังพลหญิงและสตรีในครอบครัว อายุ 20 – 60 ปี จำนวน 183 คน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 2) แบบสอบถามการรับรู้เกี่ยวกับการตรวจเต้านม และ 3) แบบสอบถามพฤติกรรมการตรวจเต้านม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> การรับรู้ประโยชน์อยู่ในระดับปานกลาง การรับรู้อุปสรรคอยู่ในระดับต่ำ การรับรู้สมรรถนะแห่งตนอยู่ในระดับปานกลาง และพฤติกรรมการตรวจเต้านมอยู่ในระดับปานกลาง การรับรู้ประโยชน์มีความสัมพันธ์เชิงบวก ระดับต่ำ (r = .15, p &lt; .05) การรับรู้อุปสรรคมีความสัมพันธ์เชิงลบระดับต่ำ (r = -.12, p &lt; .05) และการรับรู้สมรรถนะแห่งตนมีความสัมพันธ์เชิงบวกระดับปานกลางต่อพฤติกรรมการตรวจเต้านม (r = .31, p &lt; .01)</p> <p><strong>สรุปผล</strong><strong>: </strong>การสร้างความตระหนักเกี่ยวกับประโยชน์ และการเสริมสร้างสมรรถนะการตรวจเต้านมแก่สตรี จะนำไปสู่การตรวจเต้านมที่ถูกต้อง สม่ำเสมอ และต่อเนื่องมากขึ้น</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>ควรมีการรณรงค์ผ่านกิจกรรมเชิงรุก และสร้างสมรรถนะแก่กำลังพลหญิงและสตรีในครอบครัวอย่างต่อเนื่อง ให้สามารถตรวจเต้านมอย่างถูกต้องและปฏิบัติจนเป็นแบบแผนการดำเนินชีวิต</p> สุภรัณยา เทพนิมิตร, พัชราภรณ์ อุ่นเตจ๊ะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/281364 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการจัดการความเครียดโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัว ต่ออาการทางบวกของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/283250 <p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> ผู้ที่เป็นจิตเภทในชุมชนส่วนใหญ่อยู่ในระยะอาการหลงเหลือ เช่น หูแว่ว หากไม่สามารถจัดการได้จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัว โดยความเครียดและการแสดงออกทางอารมณ์ที่สูงในครอบครัวเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นอาการทางบวก ดังนั้นผู้วิจัยจึงพัฒนาโปรแกรมการจัดการความเครียดโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัว ตามแนวคิดของ Norman และ Friedman เพื่อลดอาการทางบวกในผู้ที่เป็นจิตเภทในชุมชน</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong><strong>:</strong> เพื่อเปรียบเทียบอาการทางบวกของผู้ที่เป็นจิตเภทในชุมชนก่อนและหลังได้รับโปรแกรมฯ และเปรียบเทียบอาการทางบวกระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมหลังการทดลอง</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยจิตเภทอายุระหว่าง 20 - 59 ปี อาศัยอยู่กับครอบครัว เข้ารับการรักษาที่แผนกกลุ่มงานจิตเวชและยาเสพติด โรงพยาบาลองครักษ์ จำนวน 60 ครอบครัว แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม อย่างละ 30 ครอบครัว เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) โปรแกรมการจัดการความเครียดโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัว 2) แบบสัมภาษณ์ข้อมูลส่วนบุคคล 3) แบบประเมินอาการทางจิต (PANSS-T) 4) แบบวัดการรับรู้ความเครียด 5) แบบสอบถามการมีส่วนร่วมของครอบครัว วิเคราะห์ข้อมูล โดยสถิติเชิงบรรยาย และสถิติทดสอบที</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> หลังได้รับโปรแกรม 1 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีคะแนนอาการทางบวกต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 15.74, df = 29, p &lt; .001) และต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = -9.90, df = 58, p &lt; .001)</p> <p><strong>สรุปผล</strong><strong>:</strong> โปรแกรมการจัดการความเครียดโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัวมีประสิทธิผลในการลดอาการทางบวกของผู้ที่เป็นจิตเภทในชุมชน</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ</strong><strong>:</strong> พยาบาลและบุคลากรสุขภาพจิตสามารถนำโปรแกรมไปปรับใช้ได้อย่างเหมาะสมตามบริบทของพื้นที่</p> เขมสุพิชญา กิตติกูลวรพัฒน์, สุดาพร สถิตยุทธการ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/283250 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัวต่อภาวะกดดันด้านจิตใจ ของผู้ดูแลผู้ป่วยโรคซึมเศร้า https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/282598 <p><strong>บทนำ:</strong> โรคซึมเศร้าส่งผลกระทบต่อทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแลในครอบครัว ผู้ดูแลมักเผชิญภาระการดูแลและขาดแหล่งสนับสนุนทางสังคม นำไปสู่ภาวะกดดันด้านจิตใจ ผู้วิจัยจึงพัฒนาโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัวตามแนวคิดของ McFarlane โดยมุ่งเน้นการลดภาระการดูแล เพิ่มการสนับสนุนทางสังคมนำไปสู่การลดภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลผู้ป่วยโรคซึมเศร้า</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย:</strong> เพื่อเปรียบเทียบภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลผู้ป่วยโรคซึมเศร้าก่อนและหลังได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัว และเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย:</strong> การวิจัยกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้า จำนวน 60 คน ได้มาจากการคัดเลือกตามเกณฑ์ที่กำหนด แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 คน และกลุ่มควบคุม 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้ผ่านการตรวจสอบความตรงโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ประกอบด้วย 1) โปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัว 2) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ดูแลผู้ป่วยโรคซึมเศร้า และ 3) แบบประเมินภาวะกดดันด้านจิตใจ มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 และทดสอบความเชื่อมั่นมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาก เท่ากับ .83 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยายและสถิติทดสอบที</p> <p><strong>ผลการวิจัย: </strong>คะแนนเฉลี่ยภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลผู้ป่วยโรคซึมเศร้าหลังเข้าร่วมโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัวต่ำกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) และคะแนนเฉลี่ยของกลุ่มทดลอง ต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001)</p> <p><strong>สรุปผล:</strong> โปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัวมีประสิทธิผลในการลดภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลผู้ป่วยโรคซึมเศร้า</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ:</strong> ควรนำโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัวไปใช้กับผู้ดูแลผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มีภาวะกดดันด้านจิตใจ</p> ปิยะธิดา คำวัง, สุดาพร สถิตยุทธการ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/282598 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 แนวโน้มและผลลัพธ์ของการผ่าตัดคลอดฉุกเฉินในโรงพยาบาลตติยภูมิ: การวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลัง 3 ปี https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/283702 <p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> การผ่าตัดคลอดฉุกเฉินมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนของมารดาและทารก ระยะเวลาตั้งแต่การตัดสินใจผ่าตัดจนถึงการเริ่มผ่าตัด จึงเป็นตัวชี้วัดคุณภาพที่สำคัญของระบบบริการสูติกรรมฉุกเฉิน </p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาแนวโน้ม ข้อบ่งชี้ ระยะเวลาตั้งแต่การตัดสินใจผ่าตัดจนถึงการเริ่มผ่าตัด และผลลัพธ์ของการผ่าตัดคลอดฉุกเฉินในโรงพยาบาลตติยภูมิ </p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยเชิงพรรณนาแบบย้อนหลังจากเวชระเบียนผู้ป่วย 800 ราย ที่ผ่าตัดคลอดฉุกเฉิน ระหว่างปี พ.ศ. 2564 - 2566 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและสถิติอนุมาน</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> จำนวนการผ่าตัดคลอดฉุกเฉินกระจายสม่ำเสมอในช่วง 3 ปี เมื่อจำแนกตามเกณฑ์ RCOG พบร้อยละ 20.10 อยู่ใน Category 1 ร้อยละ 49.30 ใน Category 2 และร้อยละ 30.60 ใน Category 3 Category 4 ไม่รวมในการศึกษา ผู้ป่วยร้อยละ 7.30 ไม่สามารถจำแนกระดับได้เนื่องจากการบันทึกไม่สมบูรณ์ ข้อบ่งชี้หลักคือการคลอดไม่คืบหน้า (ร้อยละ 38.33) ทารกขาดออกซิเจน (ร้อยละ 17.80) และประวัติผ่าตัดคลอดเดิม (ร้อยละ 15) ค่า DDI เฉลี่ย 66.05 นาที ยาวกว่ามาตรฐาน ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความล่าช้าคือ ห้องผ่าตัดมีผู้ใช้งาน ผ่าตัดเวลากลางคืน และทีมดมยาสลบไม่พร้อม อัตราการรับไว้ใน NICU เพิ่มขึ้นตาม DDI: ร้อยละ 24.75 (DDI ≤60 นาที) ร้อยละ 32.86 (DDI 61 - 90 นาที) และร้อยละ 41.50 (DDI &gt; 90 นาที) (p &lt; .001) หลังปรับค่าตามปัจจัยกวน DDI &gt; 75 นาทีเพิ่มโอกาสรับไว้ใน NICU 2.23 เท่า (95% CI: 1.45 - 3.42, p &lt; .001)</p> <p><strong>สรุปผล</strong><strong>: </strong>ระยะเวลา DDI นานกว่ามาตรฐานและสัมพันธ์กับผลลัพธ์ทารกที่ไม่พึงประสงค์ ความล่าช้าเกี่ยวข้องกับข้อจำกัดด้านระบบบริการ ได้แก่ ห้องผ่าตัดไม่พร้อม การให้บริการกลางคืน และทีมดมยาสลบไม่เพียงพอ</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>ควรพัฒนามาตรการลด DDI ได้แก่ การจัดสรรห้องผ่าตัดอย่างเหมาะสม เพิ่มความพร้อมทีมดมยาสลบ และใช้แนวปฏิบัติมาตรฐานสำหรับการตอบสนองฉุกเฉิน ควรใช้ DDI เป็นตัวชี้วัดคุณภาพอย่างต่อเนื่องในโรงพยาบาลตติยภูมิ</p> ศรัญญา ศิริสุวรรณ, วิมล แสงแก้ว, นัฏยา พรมาลัยรุ่งเรือง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/283702 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการพยาบาลเพื่อทำนายโอกาสเกิดภาวะภูมิไวเกินโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ ในผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด Paclitaxel https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/282204 <p><strong>บทนำ:</strong> ภาวะภูมิไวเกินจากยาเคมีบำบัดแพคลิแทกเซลเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกรอบของการให้ยาและมีอาการตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงรุนแรงมากคือเสียชีวิต</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย:</strong> เพื่อพัฒนารูปแบบการพยาบาลโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการคัดกรองผู้ป่วยมะเร็งที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะภาวะภูมิไวเกินจากยาแพคลิแทกเซล</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย:</strong> การวิจัยและพัฒนา วิเคราะห์ข้อมูลและสร้างโมเดลด้วยการใช้ Machine Learning โดยใช้วิธีการ Hyperparameter optimization สร้างโมเดลแต่ละแบบจำนวน 1,000 ครั้ง เลือกโมเดลที่ดีที่สุดมาเป็นตัวแทนของโมเดลแต่ละแบบ ใช้กลุ่มตัวอย่างจากเวชระเบียนผู้ป่วย จำนวน 173 คน โดยแบ่งเป็นชุดข้อมูลฝึก 91 คน ชุดปรับโมเดล 40 คน และชุดทดสอบ 43 คน ทดสอบประสิทธิผลของรูปแบบการพยาบาลในสถานการณ์จริง ใช้สถิติพรรณนาและสถิติเชิงจำแนกกลุ่ม หาค่าความไว ความจำเพาะ ทำนายผลบวก ผลลบ ประเมินความถูกต้องในการจำแนกผู้ป่วยที่มีแนวโน้มการเกิดภาวะภูมิไวเกิน</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> การพัฒนารูปแบบการพยาบาลโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ โมเดล Support vector machine ให้ประสิทธิภาพดีที่สุด ในชุดทดสอบได้ค่าทำนายผลบวกร้อยละ 69.50 และผลลบร้อยละ 96 โดยมีค่า AUC เท่ากับ .80 ทดสอบใช้ในสถานการณ์จริงมีค่า AUC โดยรวมอยู่ที่ .72 ผู้ป่วยที่ได้รับการคัดกรองความเสี่ยงจากรูปแบบการพยาบาลใช้ปัญญาประดิษฐ์ไม่มีรายใดเกิดภาวะภูมิไวเกินรุนแรงเกินระดับ 2 และพยาบาลมีความพึงพอใจภาพรวมอยู่ในระดับมาก (M = 4.65, SD = .29)</p> <p><strong>สรุปผล: </strong>การพัฒนารูปแบบการพยาบาลโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์สามารถทำนายภาวะภูมิไวเกินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้พยาบาลสามารถตรวจพบและจัดการได้เร็วขึ้น ลดระดับความรุนแรง และเพิ่มความปลอดภัยแก่ผู้ป่วย</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ: </strong>ควรนำโมเดลไปใช้ในโรงพยาบาลหลาย ๆ แห่ง และในกลุ่มผู้ป่วยที่หลากหลาย</p> นลินี จันทจิต, สมศรี ทิพย์ประสบโชค, เอกภพ แสงอริยวนิจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/282204 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700