วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ)
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok
<p> <strong>วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล</strong> เป็นวารสารของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ เดิมชื่อ <strong>วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ</strong> เริ่มจัดทำขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2527 เพื่อเป็นช่องทางในการเผยแพร่ผลงานวิชาการ และได้ดำเนินการเผยแพร่วารสารทางการพยาบาลฉบับแรก เมื่อปี พ.ศ. 2528 โดยตีพิมพ์ปีละ 3 ฉบับ มีกระบวนการให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาตรวจสอบก่อนการเผยแพร่ (Peer-reviewed journal) ต่อมาในปีพ.ศ. 2562 (ฉบับที่ 2 ปีที่ 35) ได้มีการปรับเปลี่ยนชื่อเป็น <strong>วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล </strong>เนื่องจากมีการขยายขอบเขตการเผยแพร่บทความรวมทั้งทางด้านการพยาบาลและสุขภาพ วารสารได้มีการพัฒนาคุณภาพมาอย่างต่อเนื่อง และได้รับการประเมินคุณภาพจากศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย อยู่ในวารสารกลุ่มที่ 1 (TCI 1) สาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ตั้งแต่การประเมินรอบที่ 1 จนถึงปัจจุบัน (รอบที่ 5 พ.ศ. 2568 – 2572)</p> <p> วารสารรับพิจารณาบทความวิจัยและบทความวิชาการทางด้านการพยาบาล การศึกษาพยาบาล วิชาชีพด้านสุขภาพ ระบบสุขภาพและสุขภาพของประชาชน โดยมีกำหนดการเผยแพร่วารสารปีละ 3 ฉบับ คือ</p> <p> ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน </p> <p> ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม </p> <p> ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <ol> <li class="show">เผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการทางการพยาบาลและศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง</li> <li class="show">เป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนความรู้และระสบการณ์ทางการพยาบาล การศึกษา และศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง</li> <li class="show">เป็นแหล่งเสนอผลงานวิชาการของบุคลากรสุขภาพ</li> </ol> <p><strong>ขอบเขตของบทความที่รับพิจารณาเพื่อการเผยแพร่</strong></p> <ol> <li class="show"><strong>องค์ความรู้หรือข้อมูลความรู้ทางด้านสุขภาพ </strong>ประกอบด้วยองค์ความรู้ สาระหรือข้อมูลความรู้ทางด้านสุขภาพและการสาธารณสุข รวมทั้งระบบสุขภาพ นโยบายทางด้านสุขภาพ กำลังคนด้านสุขภาพ ปัญหาสุขภาพ และการดูแลสุขภาพของบุคคล ครอบครัวและชุมชน</li> <li class="show"><strong>องค์ความรู้หรือข้อมูลความรู้ทางด้านพยาบาล </strong>ประกอบด้วยองค์ความรู้ สาระหรือข้อมูลความรู้ทางด้านการพยาบาลและการศึกษาพยาบาล รวมทั้งนโยบายทางด้านการพยาบาล การบริหารการพยาบาลมาตรฐานการพยาบาล ผลลัพธ์ทางการพยาบาล แนวปฏิบัติการพยาบาล หลักฐานเชิงประจักษ์ทางการพยาบาล นวัตกรรมทางการพยาบาล การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การพยาบาลเฉพาะสำหรับบุคคล ครอบครัว และชุมชน และกรณีศึกษาทางการพยาบาล</li> </ol> <p><strong>ประเภทของบทความที่รับพิจารณาเพื่อการเผยแพร่</strong></p> <ol> <li class="show"><strong>บทความวิจัย (</strong><strong>Research article)</strong> เป็นบทความที่เขียนเกี่ยวกับการรายงานการศึกษาวิจัยทางการพยาบาล หรือวิทยาศาสตร์สุขภาพ ที่ผู้นิพนธ์เป็นผู้ดำเนินการวิจัย หรือศึกษาค้นคว้า ทั้งการวิจัยเชิงปริมาณหรือการวิจัยเชิงคุณภาพ รวมถึงการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ (Systemic review) </li> <li class="show"><strong>บทความวิชาการ (</strong><strong>Academic article)</strong> เป็นบทความที่ผู้นิพนธ์เขียนเรียบเรียงสาระความรู้วิชาการทางด้านการพยาบาล หรือวิทยาศาสตร์สุขภาพในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเแล้วนำมากลั่นกรอง วิเคราะห์ และหรือสังเคราะห์โดยผู้นิพนธ์ หรือการเขียนวิพากษ์วิจารณ์เปรียบเทียบข้อความรู้เพื่อให้เกิดความกระจ่าง (Review article) รวมทั้ง การวิเคราะห์กรณีศึกษาทางด้านการพยาบาลหรือวิทยาศาสตร์สุขภาพ</li> </ol> <p><strong>ขอบเขต (</strong><strong>Scopes) ที่รับตีพิมพ์</strong></p> <p><strong> </strong>องค์ความรู้ ด้านการพยาบาล สาธารณสุข ระบบสุขภาพ และการศึกษาพยาบาล หรือสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง</p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาตรวจสอบก่อนการเผยแพร่โดยผู้เชี่ยวชาญ (Peer</strong><strong>-Review</strong><strong>ed Process</strong><strong>) </strong></p> <p>บทความที่ผู้นิพนธ์ส่งมาพิจารณา ถ้าดำเนินการตามคำแนะนำในการเตรียมต้นฉบับและมีมาตรฐานเพียงพอ จะได้รับการประเมินแบบไม่เปิดเผยตัวตนสองทาง (Double-blind review) โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน จากหลากหลายสถาบัน</p> <p>ISSN 2697-5041 (Online)</p> <p>ISSN 2730-1893 (Print)</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</strong></p> <p>การตีพิมพ์ผลงานวิชาการในวารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล กำหนดให้ผู้นิพนธ์ต้องชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</p> <table style="height: 64px;" width="263"> <tbody> <tr> <td class=""><strong>บทความภาษาไทย</strong></td> <td><strong>4,000 บาท</strong></td> </tr> <tr> <td><strong>บทความภาษาอังกฤษ</strong></td> <td><strong>6,000 บาท</strong></td> </tr> </tbody> </table> <p><span class="OYPEnA text-decoration-none text-strikethrough-none">โดยชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ หลังจากได้รับการประเมินเบื้องต้น </span><span class="OYPEnA text-decoration-none text-strikethrough-none">จากกองบรรณาธิการแล้วว่าสามารถตีพิมพ์ได้ </span></p> <p><span class="OYPEnA text-decoration-none text-strikethrough-none"><strong>หมายเหตุ:</strong> ทั้งนี้ทางวารสารไม่การันตีว่าบทความของท่านจะได้รับการตีพิมพ์ เเละหากไม่ได้รับการตีพิมพ์</span><span class="OYPEnA text-decoration-underline text-strikethrough-none">เมื่อชำระเงินแล้ว วารสารฯ ขอสงวนสิทธิ์การคืนเงินให้ผู้นิพนธ์ทุกกรณี</span></p>
Boromarajonani College of Nursing, Bangkok
th-TH
วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ)
2730-1893
<p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ) ไม่สามารถนำไปตีพิมพ์ซ้ำในวารสารฉบับอื่น</p>
-
การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในกลุ่มชายรักชาย: องค์ความรู้ และบทบาทของนักส่งเสริมสุขภาพและสุขศึกษา
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/285495
<p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> สถานการณ์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในกลุ่มชายรักชายในประเทศไทยยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อรวบรวม วิเคราะห์ และสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมการป้องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในกลุ่มชายรักชาย ปัจจัยเชิงสาเหตุ แนวทางการส่งเสริมพฤติกรรมป้องกัน ความท้าทายในการดำเนินงานของนักส่งเสริมสุขภาพและสุขศึกษา</p> <p><strong>ประเด็นสำคัญ</strong><strong>:</strong> พฤติกรรมการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในกลุ่มชายรักชาย ได้แก่ การใช้ถุงยางอนามัย การหลีกเลี่ยงการใช้สารเสพติดและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนหรือระหว่างมีเพศสัมพันธ์ และการหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลที่ไม่รู้จัก จัดกลุ่มปัจจัยเชิงสาเหตุ ประกอบด้วยปัจจัยนำ ได้แก่ ทัศนคติ การรับรู้ความสามารถตนเอง และความรู้เกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ปัจจัยเสริม ได้แก่ อิทธิพลของกลุ่มอ้างอิง และแรงสนับสนุนทางสังคม และปัจจัยเอื้อ ได้แก่ การจัดบริการด้านสุขภาพสำหรับกลุ่มชายรักชาย การส่งเสริมพฤติกรรมป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ต้องอาศัยกระบวนการที่หลากหลายที่มุ่งพัฒนาปัจจัยเชิงสาเหตุ และการจัดบริการสุขภาพที่เป็นมิตรต่อกลุ่มชายรักชาย โดยบทบาทและแนวทางการดำเนินงานของนักส่งเสริมสุขภาพและสุขศึกษายึดหลักปฏิบัติงานตาม The Eight Areas of Responsibility for Health Education Specialists โดยทำหน้าที่ในการออกแบบกลยุทธ์และจัดกิจกรรมเพื่อการส่งเสริมพฤติกรรมป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์แบบครอบคลุมให้กับกลุ่มชายรักชาย</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>:</strong> การส่งเสริมพฤติกรรมป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในกลุ่มชายรักชาย ควรคำนึงถึงปัจจัยเชิงสาเหตุของพฤติกรรม และออกแบบกลยุทธ์ตามปัจจัยเชิงสาเหตุ ควบคู่กับการจัดบริการสุขภาพที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะกลุ่ม</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>นักส่งเสริมสุขภาพและสุขศึกษาสามารถนำองค์ความรู้ไปพัฒนาแนวทางการดำเนินงานเชิงรุกแบบพหุระดับ ที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะกลุ่ม มีความครอบคลุม เข้าถึงได้ง่าย ลดการตีตรา เพื่อลดอุบัติการณ์ของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และยกระดับสุขภาวะทางเพศของประชากรกลุ่มชายรักชายได้ในระยะยาว</p>
จิราวัฒน์ ธิมะสาร
ชัชวาลย์ จองคำ
สุทธินันท์ มีชำนาญ
นันท์นภัส เกตน์โกศัลย์
ธีรพล ผังดี
ณัฐกฤตา ศิริโสภณ
จักรกฤษณ์ พลราชม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-08-29
2026-08-29
42 2
209
218
-
การพยาบาลผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ได้รับการคาสายสวนปัสสาวะที่บ้าน ตามแนวคิด D-METHOD และการพยาบาลทางไกล
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/285754
<p><strong>บทนำ:</strong> ผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ต้องคาสายสวนปัสสาวะระยะยาวมีความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ และภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อในกระแสเลือด ส่งผลต่ออัตราการเสียชีวิตและค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น ดังนั้นบทบาทของพยาบาลในการดูแลต่อเนื่องจากโรงพยาบาลสู่บ้านจึงมีความสำคัญ </p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อสังเคราะห์และนำเสนอแนวทางการพยาบาลผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ได้รับการคาสายสวนปัสสาวะที่บ้าน โดยบูรณาการแนวคิด D-METHOD และการพยาบาลทางไกล เพื่อป้องกันการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะจากการคาสายสวนปัสสาวะในผู้ป่วยโรคเรื้อรัง</p> <p><strong>ประเด็นสำคัญ:</strong> การนำหลัก D-METHOD มาใช้ โดยเน้นการป้องกันการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะที่บ้าน ร่วมกับการพยาบาลทางไกลมาประยุกต์ใช้ โดยติดตามอาการผ่านโทรศัพท์มือถือหรือไลน์แอปพลิเคชัน โดยมีความถี่ในการติดตามหลังจากจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลอย่างน้อย 1 เดือน เพื่อประเมินภาวะสุขภาพ การให้คำปรึกษา แก้ปัญหา การติดตามอาการ การประเมินปัจจัยที่จะทำให้เกิดการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ และวางแผนการดูแลให้เหมาะสมตามบทบาทของพยาบาลผู้ป่วยนอก พยาบาลเยี่ยมบ้าน และพยาบาลชุมชน </p> <p><strong>สรุป:</strong> การบูรณาการ D-METHOD และการพยาบาลทางไกลตามบทบาทของพยาบาลผู้ป่วยนอก พยาบาลเยี่ยมบ้าน และพยาบาลชุมชน ส่งเสริมให้ผู้ป่วยมีความรู้ ความมั่นใจในการดูแลตนเองและสนับสนุนการดูแลต่อเนื่องของผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่คาสายสวนปัสสาวะที่บ้าน </p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ:</strong> การบูรณาการ D-METHOD และการพยาบาลทางไกล สอดคล้องกับบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้จริง ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ให้บริการและผู้รับบริการ</p>
นันทินี สาดสวน
อารีย์ วงศ์อนุ
ชูธนันพัฒน์ ไชยศรีประสาร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-08-29
2026-08-29
42 2
219
230
-
บทบรรณาธิการ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/291363
โสภา รักษาธรรม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-08-29
2026-08-29
42 2
-
การพัฒนาการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายดูแลผู้ป่วยระยะกลางจากโรงพยาบาลสู่ชุมชน: เครือข่ายโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/285234
<p><strong>บทนำ: </strong>ผู้ป่วยระยะกลางต้องได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพอย่างต่อเนื่องโดยทีมสหวิชาชีพ แต่การดูแลในปัจจุบันยังขาดความเชื่อมโยงระหว่างโรงพยาบาลและชุมชน</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย: </strong>เพื่อพัฒนาการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายดูแลผู้ป่วยระยะกลางจากโรงพยาบาลสู่ชุมชน</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย: </strong>การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ดำเนินการระหว่างเดือนมีนาคม - พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ในอำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย ประเทศไทย ผู้ให้ข้อมูลจำนวน 55 คน ประกอบด้วย ผู้ป่วยระยะกลาง 15 คน ผู้ดูแลหรือญาติ 15 คน และผู้ให้บริการทางสุขภาพ 25 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้าง แนวทางการสังเกตการมีส่วนร่วม แผนการดูแลผู้ป่วยระยะกลาง และแบบประเมิน Barthel ADL Index วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัย: </strong>การพัฒนาการมีส่วนร่วมประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก คือ ระบบคัดกรองและประเมิน แผนการดูแลแบบบูรณาการ การพัฒนาศักยภาพทีม ระบบสารสนเทศ และการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยจัดตั้งทีมเครือข่ายที่ประกอบด้วยทีมโรงพยาบาล ทีมโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และทีมชุมชน ผลของการพัฒนาการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายพบว่า คะแนนเฉลี่ย Barthel ADL Index ของผู้ป่วยเพิ่มขึ้นจาก 6.8 คะแนน (SD = 2.90) เป็น 11.4 คะแนน (SD = 3.20)</p> <p><strong>สรุปผล: </strong>การพัฒนาการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายดูแลผู้ป่วยระยะกลางจากโรงพยาบาลสู่ชุมชน ส่งผลให้ผู้ป่วยมีสมรรถภาพดีขึ้น และเกิดเครือข่ายความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพระหว่างโรงพยาบาลและชุมชน</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ: </strong>ควรมีการขยายผลการดำเนินงานไปยังโรงพยาบาลชุมชนอื่น รวมทั้งพัฒนาระบบสารสนเทศที่เชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วยระยะกลางทั้งระบบ และมีการติดตามผลระยะยาวเกิน 6 เดือนเพื่อประเมินความยั่งยืนของการดูแล</p>
เมตตา สุทธิพรไพศาลกุล
ทศพร ทองย้อย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-08-29
2026-08-29
42 2
1
12
-
การออกแบบโปรแกรมการนวดกดจุดเฉพาะที่แบบไทยตามกายวิภาคศาสตร์เพื่อบรรเทาความปวดและความล้า และเพิ่มความใส่ใจต่อเนื่องสำหรับคนวัยทำงานที่ปวดกล้ามเนื้อทราพีเซียส
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/283255
<p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> การนวดกดจุดแบบไทยสามารถบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อได้ แต่ยังไม่ครอบคลุมประโยชน์ด้านกระบวนการรู้คิด ซึ่งมีความสัมพันธ์กับความปวดและความล้า อีกทั้งมีข้อจำกัดด้านความแม่นยำของตำแหน่งจุดนวด ซึ่งส่งผลต่อการนวดในผู้ที่มีสรีระต่างกันหรือผู้นวดคนละราย</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong><strong>:</strong> เพื่อออกแบบและตรวจสอบความเหมาะสมและความปลอดภัยของโปรแกรมการนวดกดจุดเฉพาะที่แบบไทยตามหลักกายวิภาคศาสตร์ เพื่อบรรเทาความปวดและความล้า และเพิ่มความใส่ใจต่อเนื่องสำหรับคนวัยทำงานที่ปวดกล้ามเนื้อทราพีเซียส</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>: </strong>งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยระยะที่ 1 ของการพัฒนาโปรแกรมตามแนวทาง 6SQuID โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ รวบรวมข้อมูลจากเอกสาร และประชุมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ 8 คน ครอบคลุมสาขากายวิภาคศาสตร์ การแพทย์แผนไทย การนวดเพื่อการรักษา และประสาทวิทยา วิเคราะห์ด้วยการจัดหมวดหมู่และวิเคราะห์เชิงเนื้อหาเพื่อสังเคราะห์โปรแกรมการนวดที่เกิดฉันทามติ</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>โปรแกรมการนวดที่ได้รับฉันทามติ ถูกปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ การเพิ่มจุดนวดให้ครอบคลุมบริเวณศีรษะ และกล้ามเนื้อ Trapezius การกำหนดจุดนวดใหม่ตามตำแหน่งกายวิภาคการกำหนดน้ำหนัก และเวลาเฉพาะจุด รวมจุดในโปรแกรมทั้งสิ้น 29 จุด พร้อมจุดอ้างอิงทางกายวิภาคเพื่อให้ถ่ายทอดได้แม่นยำ ใช้เวลา 45 นาทีต่อครั้ง สัปดาห์ละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 4 สัปดาห์</p> <p><strong>สรุปผล</strong><strong>:</strong> โปรแกรมมีความเหมาะสมและความปลอดภัย เพียงพอสำหรับนำไปทดสอบประสิทธิผลในระยะที่ 2 เพื่อประเมินประสิทธิผลต่อความปวด ความล้า และความใส่ใจต่อเนื่องต่อไป</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>ควรพัฒนาโปรแกรมต่อเนื่องโดยปรับระดับแรงกดให้เหมาะสมกับสรีระของผู้รับบริการแต่ละราย</p>
ชลาลัย โชคดีศรีจันทร์
ปรัชญา แก้วแก่น
ภัทราวดี มากมี
พีร วงศ์อุปราช
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-08-29
2026-08-29
42 2
13
24
-
ผลของโปรแกรมสร้างเสริมแรงจูงใจในการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองของผู้สูงอายุโรคเบาหวานร่วมกับโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ จังหวัดสมุทรสาคร
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/284373
<p><strong>บทนำ: </strong>อุบัติการณ์ของโรคหลอดเลือดสมองมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวาน และมีความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ เนื่องจากมีการรับรู้เกี่ยวกับความรุนแรงของโรค ความเสี่ยง ผลลัพธ์ และความสามารถในตนเองในระดับต่ำ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย: </strong>เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมสร้างเสริมแรงจูงใจในการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานร่วมกับความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ จังหวัดสมุทรสาคร</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย: </strong>การวิจัยเชิงกึ่งทดลอง โดยเปรียบเทียบกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรม ระยะเวลา 6 สัปดาห์ จำนวน 33 คน กับกลุ่มเปรียบเทียบที่ได้รับการดูแลตามปกติ จำนวน 42 คน ทำการเก็บข้อมูลก่อนทดลอง หลังทดลอง และติดตามผล 4 สัปดาห์ โดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาสถิติแมน-วิทนีย์ยู และฟรีดแมน</p> <p><strong>ผลการวิจัย: </strong>กลุ่มทดลองมีการเปลี่ยนแปลงด้านการรับรู้และพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) และดีกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้งก่อนทดลอง หลังทดลอง และติดตามผล 4 สัปดาห์ (p < .001)</p> <p><strong>สรุปผล: </strong>โปรแกรมสร้างเสริมแรงจูงใจในการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองที่พัฒนาตามทฤษฎีเสริมสร้างแรงจูงใจ ในการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง สามารถเสริมสร้างการรับรู้เกี่ยวกับความรุนแรงของโรค การรับรู้โอกาสเสี่ยง ผลลัพธ์ การรับรู้ความสามารถของตนเอง ส่งผลให้พฤติกรรมการป้องกันโรคดีขึ้น</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ: </strong>โปรแกรมสร้างเสริมแรงจูงใจในการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางเชิงปฏิบัติสำหรับบุคลากรทางสุขภาพในการส่งเสริมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้</p>
ประกัญญา โสรจสฤษฏ์กุล
พิมพ์รัตน์ ธรรมรักษา
อาภาพร เผ่าวัฒนา
เจียมใจ ศรีชัยรัตนกูล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-08-29
2026-08-29
42 2
25
37
-
การพัฒนาและการประเมินผลเบื้องต้นของอุปกรณ์ผูกยึดผู้ป่วยจิตเวช: ความปลอดภัย ความสะดวกในการใช้งาน และความพึงพอใจของผู้ใช้
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/286531
<p><strong>บทนำ:</strong> การพัฒนาอุปกรณ์ผูกยึดที่มีความแข็งแรง ปลอดภัย และสะดวกต่อการใช้งานเป็นสิ่งจำเป็นในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชก้าวร้าวรุนแรง พบอุบัติการณ์ ผู้ป่วยเกิดการบาดเจ็บจากการผูกยึด และบุคลากรถูกผู้ป่วยทำร้าย ขณะผูกยึดผู้ป่วยบนเตียง ด้วยอุปกรณ์ที่ชำรุด ไม่สะดวกต่อการใช้งาน</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย:</strong> เพื่อพัฒนาอุปกรณ์ผูกยึดผู้ป่วยบนเตียง และการประเมินผลด้านความปลอดภัย ความสะดวกในการใช้งาน และความพึงพอใจต่อการใช้งาน ของบุคลากรและผู้ดูแลผู้ป่วย</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย: </strong>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานเชิงสำรวจตามลำดับ ดำเนินการเป็น 2 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการกับพยาบาลผู้ใช้งานอุปกรณ์ผูกยึดแบบเดิม แล้วนำมาพัฒนาอุปกรณ์ต้นแบบ ระยะที่ 2 การประเมินผลด้านความปลอดภัย ความสะดวกในการใช้งาน และความพึงพอใจต่อการใช้งาน กลุ่มตัวอย่างบุคลากรผู้ใช้งาน 30 คน และผู้ดูแลผู้ป่วย 30 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา</p> <p><strong>ผลการศึกษา: </strong>ไม่พบการบาดเจ็บจากการผูกยึด (0 ราย) ระยะเวลาเฉลี่ยที่ใช้ในการผูกยึดลดลงจาก 10 - 15 นาที เหลือ 3.61 นาที โดยใช้บุคลากรในการผูกยึด 4 คน และคะแนนความพึงพอใจเฉลี่ยของบุคลากรและผู้ดูแลอยู่ในระดับสูงสุดที่ 3.90 (SD = .12) และ 3.86 (SD = .15) ตามลำดับ</p> <p><strong>สรุปผล:</strong> ในการพัฒนาและประเมินประสิทธิผลของอุปกรณ์ผูกยึด โดยไม่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บจากการผูกยึดช่วยลดระยะเวลาและจำนวนเจ้าหน้าที่ที่ใช้ในการผูกยึด และได้รับความพึงพอใจในระดับสูงจากเจ้าหน้าที่และผู้ดูแล</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ:</strong> Safety restraint (SR) เป็นอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูง เหมาะกับการใช้งานหอผู้ป่วยจิตเวช อย่างไรก็ตาม ควรมีการศึกษาวิจัยเชิงทดลองแบบพหุสถาบัน เพื่อยืนยันประโยชน์ของอุปกรณ์ก่อนพิจารณาขยายผลและนำไปใช้อย่างแพร่หลายในสถานพยาบาลอื่น ๆ</p>
อาภรณ์ ศรีชัย
ณัชทภัส หาญพนาวาส
นัฎกานต์ อินทร์ชู
กฤตยาพร อินทร์พรหม
สมฤดี ดีนวนพะเนา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-08-29
2026-08-29
42 2
38
48
-
การพัฒนาและทดลองใช้โปรแกรมการจัดการกับอาการระยะไกลผ่านไลน์แอปพลิเคชัน ต่ออาการหายใจลำบากในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/282938
<p><strong>บทนำ: </strong>การจัดการอาการหายใจลำบากในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวส่วนใหญ่เป็นการบรรยายความรู้ โทรศัพท์ติดตามร่วมกับเยี่ยมบ้าน ซึ่งมีข้อจำกัดในการติดตาม และให้ข้อมูลย้อนกลับเมื่ออาการเปลี่ยนแปลง</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย: </strong>เพื่อพัฒนาและทดลองใช้โปรแกรมการจัดการกับอาการระยะไกลผ่านไลน์แอปพลิเคชันต่ออาการหายใจลำบากในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย: </strong>การวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว มาติดตามการรักษา ณ แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เลือกแบบเจาะจง จำนวน 15 คน แบ่งเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ศึกษาสภาพปัญหา ออกแบบและพัฒนา ทดลองใช้ และประเมินผล เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ สื่อวีดิทัศน์ แผนสอน คู่มือ แบบประเมิน<br />การจัดการอาการ และแบบประเมินความพึงพอใจ มีค่า CVI .84, .96, 1.0, .67 และ 1.0 ตามลำดับ แบบประเมินการจัดการอาการและแบบประเมินความพึงพอใจมีค่าความเชื่อมั่น .79 และ .74 ตามลำดับ วิเคราะห์โดยใช้ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ Paired t-test</p> <p><strong>ผลการวิจัย: </strong>ได้โปรแกรมการจัดการกับอาการระยะไกลผ่านไลน์แอปพลิเคชัน หลังทดลองกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยการจัดการอาการหลังใช้งานสูงกว่าก่อนใช้งานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .001 และมีคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจรวม 4.73/5 (± .45) แบ่งเป็น ด้านตรงต่อความต้องการ 4.63/5 (± .44) ด้านความสะดวกในการใช้ 4.73/5 (± .19) ด้านใช้งานได้จริง 4.73/5 (± .49) ด้านความปลอดภัย 4.66/5 (± .61)</p> <p><strong>สรุปผล: </strong>โปรแกรมฯ ใช้งานง่าย ช่วยให้ปฏิบัติตามคำแนะนำได้มีประสิทธิภาพ ทบทวนความรู้ได้ตลอด และได้รับข้อมูลย้อนกลับทันที ส่งผลให้ผู้ป่วยมีการจัดการอาการดีขึ้น และพึงพอใจในการใช้งาน</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ: </strong>ให้มีการติดตามในระยะยาวเพื่อการจัดการอาการอย่างต่อเนื่อง และควรพัฒนาโปรแกรมในเชิงทดลองแบบสุ่ม (RCT) เพื่อให้ผลการวิจัยมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น</p>
ประกายกาญจน์ สุขเทศ
ศกุนตลา อนุเรือง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-08-29
2026-08-29
42 2
49
60
-
ผลของโปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเองต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ และชะลอภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศในผู้ป่วยเบาหวานเพศชาย ที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/283739
<p><strong>บทนำ: </strong>ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศเป็นภาวะแทรกซ้อนสำคัญของโรคเบาหวานเพศชายที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ การพัฒนาโปรแกรมที่เน้นการจัดการตนเองอาจเป็นแนวทางในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ และชะลอภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวได้</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย:</strong> เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเองต่อพฤติกรรมสุขภาพ ระดับน้ำตาลสะสมในเลือด และภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศในผู้ป่วยเบาหวานเพศชายที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย:</strong> การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อน-หลัง ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 เพศชาย อายุ ≥ 35 ปี ระดับ HbA1c ≥ 7 % จำนวน 54 คน คัดเลือกเป็นกลุ่มทดลองและควบคุม กลุ่มละ 27 คน กลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเอง 12 สัปดาห์ กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และสุขภาพ แบบประเมินพฤติกรรมสุขภาพ และแบบประเมินสมรรถภาพทางเพศ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .80, .99 และ .92 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติทดสอบแบบนอนพาราเมตริก ได้แก่ การทดสอบวิลคอกซันและการทดสอบแมน–วิทนีย์ยู</p> <p><strong>ผลการวิจัย: </strong>ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่ามัธยฐานของพฤติกรรมสุขภาพดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) ค่ามัธยฐานของระดับ HbA1c ลดลงจาก 8.70 เป็น 7.10 (p < .001) ทั้งสองค่าดีขึ้นมากกว่ากลุ่มควบคุม และค่ามัธยฐานของคะแนนสมรรถภาพทางเพศของกลุ่มทดลองเพิ่มขึ้นจาก 19.00 เป็น 22.00 (p < .001) เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>สรุปผล:</strong> โปรแกรมฯ สามารถใช้ส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพ ควบคุมระดับน้ำตาล และชะลอภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศในผู้ป่วยเบาหวานเพศชายได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ</strong><strong>:</strong> ควรมีการขยายผลโปรแกรมในระดับชุมชนและติดตามผลระยะยาว เพื่อประเมินความยั่งยืนของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพและผลลัพธ์ทางคลินิก</p>
อิสริยา ชมชื่น
ปุลวิชช์ ทองแตง
เดชา ทำดี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-08-29
2026-08-29
42 2
61
72
-
ผลของการติดตามการล้างจมูกแบบแอปพลิเคชันไลน์ต่อทักษะการล้างจมูก และความพึงพอใจในการล้างจมูกของผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของจมูกและไซนัส
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/285647
<p><strong>บทนำ: </strong>การใช้แอปพลิเคชันเป็นช่องทางที่มีประสิทธิภาพในการสื่อสารและติดตามผลการรักษา เนื่องจากสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ป่วยได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งการส่งข้อความ ข้อมูล ภาพนิ่ง วิดีโอ รวมทั้งการโทรศัพท์พูดคุยเพื่อแนะนำการทำหัตถการเบื้องต้นแก่ผู้ป่วยได้</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong><strong>: </strong>เพื่อเปรียบเทียบทักษะและศึกษาความพึงพอใจในการล้างจมูกด้วยตนเอง ของผู้ป่วยโรคความผิดปกติของจมูกและไซนัส ก่อนและหลังได้รับความรู้ผ่านระบบแอปพลิเคชันไลน์</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย:</strong> เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed method research) ในกลุ่มตัวอย่าง 30 คน ณ โรงพยาบาลรามาธิบดี โดยให้กลุ่มตัวอย่างเรียนรู้วิธีการล้างจมูกผ่านวิดีโอสาธิต และส่งวิดีโอการปฏิบัติกลับมาให้ประเมินภายใน 1 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้คือแบบประเมินทักษะ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยาย Wilcoxon signed ranks test และการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> ด้านทักษะ หลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยทักษะการล้างจมูก สูงกว่าก่อนการทดลอง (ก่อนทดลอง M = 12.56, SD = 1.65 หลังทดลอง M = 23.90, SD = .40) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ด้านความพึงพอใจ คะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองในทุกด้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p><strong>สรุปผล</strong><strong>: </strong>การติดตามผ่านแอปพลิเคชันออนไลน์มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของคะแนนทักษะและความพึงพอใจในการล้างจมูก</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ:</strong> จึงควรส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีนี้เป็นช่องทางให้คำปรึกษาและติดตามการดูแลตนเอง เพื่อผลลัพธ์ที่ดีต่อสุขภาพของผู้ป่วยในระยะยาว</p>
ปิยาณี ณ นคร
องุ่น น้อยอุดม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-08-29
2026-08-29
42 2
73
82
-
ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อความวิตกกังวลและคุณภาพการเตรียมลำไส้ใหญ่ สำหรับการส่องกล้องลำไส้ใหญ่แบบวันเดียวกลับ โรงพยาบาลโพนทอง
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/285401
<p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นปัญหาด้านสาธารณสุขที่สำคัญ การส่องกล้องลำไส้ใหญ่เพื่อคัดกรองในกลุ่มเสี่ยง จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการลดความรุนแรงของโรค</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อความวิตกกังวลและคุณภาพการเตรียมลำไส้ใหญ่สำหรับการส่องกล้องลำไส้ใหญ่แบบวันเดียวกลับ</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>: </strong>การศึกษานี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง ชนิดสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้มีอายุ 50 ปีขึ้นไปและมีผลการตรวจเลือดแฝงในอุจจาระเป็นบวกจำนวน 50 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 25 คน และกลุ่มควบคุม 25 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วยการให้ความรู้ การสนทนากลุ่มและกิจกรรมส่งเสริมการจัดการตนเอง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามพฤติกรรมการจัดการตนเอง แบบสอบถามความวิตกกังวลและแบบประเมินความสะอาดของลำไส้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการทดสอบค่าที และสถิติ Mann-Whitney U test</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>พบว่าค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการจัดการตนเองหลังการทดลองในกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < .05) ค่าเฉลี่ยคะแนนความวิตกกังวลหลังการทดลองในกลุ่มทดลองต่ำกว่ากลุ่มควบคุม และค่ามัธยฐานคะแนนคุณภาพการเตรียมลำไส้ในกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05)</p> <p><strong>สรุปผล</strong><strong>:</strong> โปรแกรมการจัดการตนเองมีประสิทธิภาพช่วยส่งเสริมพฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้เข้ารับการส่องกล้องลำไส้ใหญ่แบบวันเดียวกลับ โดยสามารถเพิ่มการรับรู้ความรุนแรงของโรค ความเชื่อมั่นในการจัดการสุขภาพตนเอง และลดความวิตกกังวลได้อย่างชัดเจน</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ</strong><strong>:</strong> ควรนําผลการวิจัยนี้ไปใช้ในการส่งเสริมให้ผู้ที่จะเข้ารับการส่องกล้องลำไส้ใหญ่แบบวันเดียวกลับ มีความเชื่อมั่นในการเตรียมลำไส้ให้มีคุณภาพและเข้ารับการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่อย่างต่อเนื่อง</p>
กรรณิกา ศรีษะเกษ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-08-29
2026-08-29
42 2
83
94
-
ประสิทธิผลของโปรแกรมการจัดการตนเองโดยทีมสหวิชาชีพ ต่อการควบคุมโรคหืดผู้ป่วยวัยผู้ใหญ่ อำเภอบ้านแฮด จังหวัดขอนแก่น
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/284548
<p><strong>บทนำ:</strong> โรคหืดในปัจจุบันพบว่าผู้ป่วยจำนวนมากไม่สามารถควบคุมโรคได้อย่างเหมาะสมจึงจำเป็นต้องมีการจัดการตนเองอย่างต่อเนื่อง</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย:</strong> เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการจัดการตนเองโดยทีมสหวิชาชีพต่อพฤติกรรมการจัดการตนเอง ระดับการควบคุมโรคหืด และสมรรถภาพปอดของผู้ป่วยโรคหืด</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย:</strong> วิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่ม กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคหืดวัยผู้ใหญ่ 58 ราย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 29 ราย คัดเลือกแบบเจาะจง ในกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองตามแนวคิดของ Creer โดยทีมสหวิชาชีพ ได้แก่ พยาบาลวิชาชีพ พยาบาลโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เภสัชกร และนักกายภาพบำบัด กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามพฤติกรรมการจัดการตนเอง แบบประเมินระดับการควบคุมโรคหืดและการตรวจสมรรถภาพปอด วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Paired t-test, Independent t-test, Friedman’s test, Chi-square test</p> <p><strong>ผลการวิจัย: </strong>ภายในกลุ่มทดลองพบว่าพฤติกรรมการจัดการตนเอง ระดับการควบคุมโรคหืด และสมรรถภาพปอดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และระหว่างกลุ่มพบว่ากลุ่มทดลองมีพฤติกรรมการจัดการตนเองและการควบคุมโรคหืดดีกว่ากลุ่มควบคุม แต่สมรรถภาพปอดไม่แตกต่างกัน</p> <p><strong>สรุปผล: </strong>โปรแกรมการจัดการตนเองโดยทีมสหวิชาชีพมีประสิทธิผลในการส่งเสริมพฤติกรรมการจัดการตนเองและการควบคุมอาการของโรคหืด</p> <p><strong> ข้อเสนอแนะ:</strong> ควรนำโปรแกรมการจัดการตนเองโดยทีมสหวิชาชีพไปประยุกต์ในการปฏิบัติการพยาบาลเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคหืด</p>
วนิดา ดาวศรี
แสงดาว จันทร์ดา
วัชรา บุญสวัสดิ์
กันนิษฐา มาเห็ม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-08-29
2026-08-29
42 2
95
106
-
ประสบการณ์ของพยาบาลวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วยไตเทียม ในบริบทงานเฉพาะทาง: การวิจัยเชิงคุณภาพ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/285246
<p><strong>บทนำ: </strong>การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมเป็นการบำบัดทดแทนไตที่มีความซับซ้อนและเสี่ยงสูง ต้องการการเฝ้าระวังต่อเนื่อง การตัดสินใจเชิงคลินิก และการปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด แม้หน่วยฟอกเลือดในโรงพยาบาลเอกชนจะมีอัตรากำลังพยาบาลเพียงพอตามเกณฑ์ แต่ลักษณะงานเฉพาะทางที่มีภาระงานการพยาบาลโดยอ้อม และกิจกรรมด้านคุณภาพ อาจส่งผลต่อประสบการณ์การปฏิบัติการพยาบาล และการรับรู้คุณค่าในบทบาทวิชาชีพ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย: </strong>เพื่อศึกษาประสบการณ์ของพยาบาลวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วยฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมในบริบทงานเฉพาะทาง</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย: </strong>การวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยาการตีความ ผู้ให้ข้อมูล คือ พยาบาลวิชาชีพ จำนวน 10 ราย ณ ศูนย์ฟอกเลือด โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง คัดเลือกแบบเจาะจง เก็บข้อมูลด้วยการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วมและสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ด้วยการวิเคราะห์เชิงธีม และใช้ข้อมูลจากการสังเกต เพื่อสนับสนุนการอภิปรายผล</p> <p><strong>ผลการวิจัย: </strong>พบประเด็นหลัก 5 ประเด็น ได้แก่ 1) คุณค่าสำคัญในการปฏิบัติการพยาบาล 2) การดูแลโดยยึดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์โดยมีผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง 3) กระบวนการปฏิบัติการพยาบาลในบริบทงานเฉพาะทาง 4) สมรรถนะสำคัญของพยาบาลไตเทียม และ 5) เป้าหมายการดูแลเพื่อความผาสุกของผู้ป่วย ผลการสังเกตพบว่า พยาบาลใช้เวลาในกิจกรรมการพยาบาลโดยอ้อมและกิจกรรมด้านการจัดการคุณภาพมากกว่าการพยาบาลผู้ป่วยโดยตรง</p> <p><strong>สรุปผล: </strong>ประสบการณ์ของพยาบาลไตเทียมสะท้อนการปฏิบัติการพยาบาลที่บูรณาการความเชี่ยวชาญทางคลินิก คุณค่าความเป็นมนุษย์ และการดูแลเชิงสัมพันธ์ ภายใต้ภาระงานโดยอ้อมที่มีบทบาทสำคัญต่อความปลอดภัยของผู้ป่วย</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ: </strong>ควรพัฒนาระบบการทำงานที่ตระหนักถึงบทบาทของกิจกรรมการพยาบาลโดยอ้อมในฐานะกลไกสำคัญของความปลอดภัย และคุณภาพการดูแลผู้ป่วยฟอกเลือด</p>
ผุสรัตน์ ศรสิทธิ์
ปานตา อภิรักษ์นภานนท์
พุทธวรรณ ชูเชิด
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-08-29
2026-08-29
42 2
107
117
-
ผลของโปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้ทางสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ ที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/284065
<p><strong>บทนำ: </strong>แม้ว่าการเสริมสร้างความรอบรู้ทางสุขภาพจิตจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการดูแลตนเองของผู้สูงอายุแต่ในปัจจุบันยังไม่มีการพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้ทางสุขภาพจิตสำหรับผู้สูงอายุโดยตรง เพื่อรองรับบริบทสังคมสูงวัยอย่างเป็นระบบ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย: </strong>เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้ทางสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย: </strong>การวิจัยเป็นแบบกึ่งทดลองสองกลุ่มวัดผลก่อน–หลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุเข้ารับบริการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 30 คน โดยใช้เครื่องมือ ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความรอบรู้ทางสุขภาพจิต ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ (IOC = 1.00) และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .79 และโปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้ทางสุขภาพจิต จำนวน 8 กิจกรรม ดำเนินการเป็นเวลา 4 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติ Independent t-test และ Paired t-test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</p> <p><strong>ผลการวิจัย: </strong>คะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ทางสุขภาพจิตในระยะหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = -10.89, p = < .001) โดยกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ทางสุขภาพจิตหลังการทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 5.00, p < .001)</p> <p><strong>สรุปผล: </strong>โปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้ทางสุขภาพจิตมีประสิทธิผลในการพัฒนาความรอบรู้ทางสุขภาพจิตในการดูแลสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ: </strong>ควรนำโปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้ทางสุขภาพจิตไปใช้ในชุมชนและหน่วยบริการปฐมภูมิเพื่อพัฒนาทักษะการรับรู้และการเข้าถึงบริการของผู้สูงอายุอย่างเป็นระบบ</p>
เสาวลักษณ์ ศรีโพธิ์
ธนธรณ์ เรืองศรี
สุภาวดี นพรุจจินดา
ปุรินทร์ ศรีศศลักษณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-08-29
2026-08-29
42 2
118
128
-
ประสบการณ์และความหมายความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุ
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/284240
<p><strong>บทนำ: </strong>การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย จิตใจและสังคมของผู้สูงอายุ นำไปสู่ประสบการณ์และการให้ความหมายความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุแต่ละรายที่แตกต่างกัน</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย: </strong>เพื่อทำความเข้าใจความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองจากประสบการณ์ของผู้สูงอายุในเขตเมือง</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย: </strong>ระเบียบวิธีปรากฏการณ์วิทยากลุ่มผู้ให้ข้อมูลเป็นผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่อาศัยในเขตเมือง จำนวน 14 คน มาจากการคัดเลือกแบบเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกกึ่งโครงสร้างและการบันทึกภาคสนาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงใจความหลัก</p> <p><strong>ผลการวิจัย: </strong>ประสบการณ์ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุประกอบด้วย 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) บทบาท และหน้าที่ 2) การพึ่งพาตนเองและศักดิ์ศรีความเป็นบุคคล 3) การมีส่วนร่วมทางสังคม และ 4) ปัจจัยภายในและจิตวิญญาณ</p> <p><strong>สรุปผล: </strong>ผู้สูงอายุในเขตเมืองสร้างการรับรู้ความหมายการมีคุณค่าในตนเองจากการตีความชีวิตอย่างมีความหมายผ่านประสบการณ์ชีวิตที่เชื่อมโยงความสำเร็จในอดีต การรักษาความสัมพันธ์กับสังคม และการยอมรับความจริงของชีวิตภายใต้บริบทสังคมเมืองที่เปลี่ยนไป</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ</strong>: ข้อสรุปที่ได้จากการศึกษาสามารถนำไปเป็นแนวทางในการสร้างกิจกรรมทางสังคมสำหรับผู้สูงอายุและกิจกรรมที่ส่งเสริมศักยภาพและการพึ่งพาตนเอง เพื่อคงไว้ซึ่งความรู้สึกมีคุณค่าและศักดิ์ศรีของผู้สูงอายุ</p>
สุทธานันท์ กัลกะ
อติญาณ์ ศรเกษตริน
ปริญญาภรณ์ ธนะบุญปวง
ปริญญา จิตอร่าม
เจนจิรัชญา ธนพลศาสตร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-08-29
2026-08-29
42 2
129
140
-
การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อมระยะท้ายโดยใช้ครอบครัวและชุมชนเป็นฐาน
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/284706
<p><strong>บทนำ:</strong> ภาวะสมองเสื่อมระยะท้ายในผู้สูงอายุก่อให้เกิดภาระต่อครอบครัวและผู้ดูแลทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคมอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังขาดรูปแบบการดูแลที่เฉพาะเจาะจงสำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้ในบริบทชุมชน</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย:</strong> 1) เพื่อสำรวจสถานการณ์และความต้องการการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อมระยะท้ายในชุมชน 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลโดยใช้ครอบครัวและชุมชนเป็นฐาน และ 3) เพื่อประเมินประสิทธิผลของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย:</strong> การวิจัยและพัฒนานี้ดำเนินการระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงสิงหาคม พ.ศ. 2568 ในชุมชนคัดเลือกจังหวัดปทุมธานี แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 วิเคราะห์สถานการณ์ โดยกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้สูงอายุ ผู้ดูแล ประชาชน ผู้นำชุมชน/อาสาสมัครสาธารณสุข และบุคลากรสาธารณสุข กลุ่มละ 20 คน รวม 100 คน (8 สัปดาห์) ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบการดูแลโดยใช้วงจร PAOR กับผู้เชี่ยวชาญและผู้นำชุมชน จำนวน 20 คน (12 สัปดาห์) และระยะที่ 3 ทดลองใช้และประเมินผลกับผู้ดูแลผู้สูงอายุสมองเสื่อมระยะท้าย ผู้สูงอายุ และผู้นำชุมชน/อาสาสมัครสาธารณสุขกลุ่มละ 20 คน รวม 60 คน (4 สัปดาห์) เครื่องมือได้แก่ แบบสอบถามความรู้ (KR-20 = .82) แบบประเมินความสามารถในการดูแล (α = .89) และแบบสอบถามความพึงพอใจ (α = .91) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired t-test และ Cohen's d</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> การสนทนากลุ่มพบว่าผู้ดูแลในชุมชนส่วนใหญ่ขาดความรู้และทักษะในการดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมระยะท้าย และมีความเครียดจากภาระการดูแลในระดับสูง รูปแบบการดูแลที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ การประเมินสภาพผู้ป่วยและครอบครัว การให้ความรู้และฝึกทักษะ การจัดการอาการ การประสานงานกับทีมสหวิชาชีพ และการสนับสนุนจากชุมชน ภายหลังการใช้รูปแบบ กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนความรู้และความสามารถในการดูแลสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) โดยมีขนาดอิทธิพลระดับปานกลาง และมีความพึงพอใจในระดับมาก (M = 85, SD = 9.60)</p> <p><strong>สรุปผล:</strong> รูปแบบการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อมระยะท้ายโดยใช้ครอบครัวและชุมชนเป็นฐานมีประสิทธิผลในการเพิ่มความรู้และความสามารถในการดูแลของผู้ดูแล และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชุมชนที่มีบริบทใกล้เคียงกันได้</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ: </strong>รูปแบบนี้สามารถนำไปใช้โดย รพ.สต. สถานศึกษาพยาบาล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อพัฒนาการดูแลผู้สูงอายุสมองเสื่อมระยะท้ายในชุมชน</p>
พิสันต์ ประชาชู
สุรศักดิ์ มุลศรีสุข
ปิยนันท์ สุวรรณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-08-29
2026-08-29
42 2
141
152
-
ผลของการใช้นวัตกรรมกระจกส่องเท้าต่อความถูกต้อง ในการประเมินแผลจำลองที่เท้าผู้ป่วยเบาหวานด้วยตนเอง
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/288723
<p><strong>บทนํา</strong><strong>: </strong>แผลที่เท้าในผู้ป่วยเบาหวานเป็นภาวะแทรกซ้อนสำคัญที่อาจนำไปสู่การติดเชื้อรุนแรงและการสูญเสียอวัยวะ การตรวจแผลที่เท้าด้วยตนเองโดยการใช้กระจกส่องเท้าช่วยลดข้อจำกัดจากการก้มตัวหรือยกเท้า</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong><strong>:</strong> เพื่อทดสอบผลของการใช้นวัตกรรมกระจกส่องเท้าต่อความถูกต้องในการประเมินแผลจำลองที่เท้าผู้ป่วยเบาหวานด้วยตนเอง</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>: </strong>การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียวที่มีการทดสอบก่อนและหลัง กลุ่มเป้าหมายคือ ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 46 คน ที่โรงพยาบาลพระสมุทรเจดีย์สวาทยานนท์ จังหวัดสมุทรปราการ ประเทศไทย นวัตกรรมกระจกส่องเท้าผ่านกระบวนการ PDCA และการทดสอบคุณภาพ ผลิตจากกระจกขยายภาพ 2 เท่า มีด้ามจับยืดขยายได้ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองคือภาพถ่ายฝ่าเท้า แบบประเมินตำแหน่งแผลที่ฝ่าเท้า และสติกเกอร์แผลจำลอง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบเก็บข้อมูลทั่วไป แบบประเมินตำแหน่งแผลที่ฝ่าเท้าและแบบประเมินความพึงพอใจในด้านการใช้งาน ประโยชน์ อุปกรณ์ วิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ข้อมูลค่าเฉลี่ยคะแนนความถูกต้องในการประเมินตำแหน่งแผลที่ฝ่าเท้าก่อนและหลังการใช้นวัตกรรมใช้ สถิติ Paired-t-test</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> คะแนนเฉลี่ยความถูกต้องในการประเมินตำแหน่งแผลจำลองที่เท้าหลังใช้นวัตกรรมกระจกส่องเท้าสูงกว่าก่อนใช้นวัตกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) ความพึงพอใจด้านการใช้งานและด้านประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุด (M = 47.69 และ 48.50) ตามลำดับ</p> <p><strong>สรุปผล</strong><strong>:</strong> กระจกตรวจเท้าที่ผลิตจากกระจกขยายภาพ 2 เท่า และมีด้ามจับที่ยืดได้ ช่วยให้ผู้ป่วยเบาหวานสามารถตรวจดูแผลจำลองบริเวณฝ่าเท้าและซอกนิ้วเท้าได้สะดวกและชัดเจนยิ่งขึ้น</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ:</strong> ควรพัฒนาต่อยอดนวัตกรรมในกลุ่มตัวอย่างที่หลากหลาย และศึกษาระยะยาวเพื่อประเมินการลดอุบัติการณ์การเกิดแผลที่เท้า</p>
กัลปังหา โชสิวสกุล
โชฐ์ษิตา วิสุทธิสาย
นวลจันทร์ พูลเกตุ
เฉลิมพร ตั้งกิตติรุ่งเรือง
วรางคณา ตาปสนันท์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-08-29
2026-08-29
42 2
153
165
-
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าของวัยรุ่นในสถานสงเคราะห์แห่งหนึ่ง จังหวัดเชียงราย
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/283949
<p><strong>บทนำ:</strong> เยาวชนในสถานสงเคราะห์ขาดการดูแลจากครอบครัวและเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าสูงกว่าวัยรุ่นทั่วไป ซึ่งอาจรุนแรงจนเกิดความคิดฆ่าตัวตาย จึงควรศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาแนวทางป้องกัน</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย:</strong> เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าของวัยรุ่นในสถานสงเคราะห์แห่งหนึ่ง จังหวัดเชียงราย</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย:</strong> เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบหาความสัมพันธ์ กลุ่มตัวอย่างคือวัยรุ่นอายุ 13 - 21 ปี จำนวน 126 คน คัดเลือกโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินภาวะซึมเศร้าสำหรับวัยรุ่น PHQ-A แบบประเมินทักษะชีวิต และแบบประเมินความผูกพันในครอบครัว วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา<br />และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อันดับของสเปียร์แมน</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> พบว่าวัยรุ่นร้อยละ 66.70 ไม่มีภาวะซึมเศร้า ร้อยละ 23 มีภาวะซึมเศร้าระดับเล็กน้อย และร้อยละ 8.70 มีภาวะซึมเศร้าระดับปานกลาง ปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ความผูกพันในครอบครัว (r = -.199, p < .001) ทักษะชีวิตด้านความคิดสร้างสรรค์ (r = -.233, p < .001) การมองตนเองเชิงบวก (r = -.214, <br />p < .001) การมีความสัมพันธ์ที่ดี (r = -.195, p < .001) และทักษะชีวิตโดยรวม (r = -.236, p < .001) ทุกปัจจัยมีความสัมพันธ์เชิงลบกับภาวะซึมเศร้าในระดับต่ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>สรุปผล</strong>: ความผูกพันในครอบครัวและทักษะชีวิตที่เพิ่มขึ้น มีแนวโน้มลดภาวะซึมเศร้าของวัยรุ่นลงได้ แม้จะมีความสัมพันธ์เชิงลบในระดับต่ำ</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ:</strong> ควรศึกษาเชิงคุณภาพและพัฒนาโปรแกรมให้เหมาะกับวัยรุ่นกลุ่มนี้</p>
ปาริชาต ปัญญา
พัชราวรรณ แก้วกันทะ
สาวิตรี จีระยา
ณัฐวรา เชื้อหมอ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-08-29
2026-08-29
42 2
166
176
-
ผลของโปรแกรมการนิเทศทางการพยาบาลแบบมีส่วนร่วมต่อความพึงพอใจ และผลลัพธ์ทางการพยาบาล กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/285752
<p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>การนิเทศทางการพยาบาลแบบมีส่วนร่วมมีส่วนสำคัญในการดูแลผู้รับบริการส่งผลให้เกิดคุณภาพและผลลัพธ์ทางการพยาบาลที่ดี</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong><strong>: </strong>ศึกษาผลของโปรแกรมการนิเทศทางการพยาบาลแบบมีส่วนร่วมต่อความพึงพอใจ และผลลัพธ์การพยาบาลของพยาบาลวิชาชีพกลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>: </strong>การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียว วัดผลก่อนและหลัง กลุ่มตัวอย่างคือ พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติงานกลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยอุบัติเหตุและฉุกเฉิน จำนวน 32 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล ความพึงพอใจต่อการนิเทศทางการพยาบาลแบบมีส่วนร่วม แบบบันทึกอุบัติการณ์ความคลาดเคลื่อนทางยา แอปพลิเคชันไลน์ออฟฟิเชียล คู่มือ และแผนการนิเทศทางการพยาบาลแบบมีส่วนร่วม ตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 1.00 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .92 วิเคราะห์ข้อมูลหาค่าร้อยละ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Paired t-test ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>หลังการใช้โปรแกรมการนิเทศทางการพยาบาลแบบมีส่วนร่วม พยาบาลวิชาชีพกลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยอุบัติเหตุและฉุกเฉิน มีคะแนนความพึงพอใจสูงกว่าก่อนการใช้โปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = -31.51, p < .05) อุบัติการณ์ความคลาดเคลื่อนทางยาลดลงหลังการใช้โปรแกรมฯ จากจำนวน 28 ราย (ร้อยละ 5.23) เหลือ 5 ราย (ร้อยละ 0.92)</p> <p><strong>สรุปผล</strong><strong>: </strong>หลังใช้โปรแกรมฯ พยาบาลวิชาชีพกลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยอุบัติเหตุและฉุกเฉินมีคะแนนความพึงพอใจสูงกว่าก่อนการใช้โปรแกรมฯ และอุบัติการณ์ความคลาดเคลื่อนทางยาลดลง</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>ควรนำโปรแกรมฯ ไปใช้ในการนิเทศพยาบาลวิชาชีพทุกระดับครอบคลุมทั้งโรงพยาบาล และติดตามผลการนิเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยมีคุณภาพและประสิทธิภาพ</p>
ศุภนารี เกษมมาลา
อรรถวิทย์ จันทร์ศิริ
ก้องกิดากร นันทเดช
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-08-29
2026-08-29
42 2
177
186
-
การพัฒนาแนวปฏิบัติทางการพยาบาลสำหรับการฟื้นฟูสภาพปอด ในผู้ป่วยบาดเจ็บทรวงอกที่ใส่ท่อระบายทรวงอก
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/287180
<p><strong>บทนำ: </strong>การบาดเจ็บทรวงอกส่งผลให้ความยืดหยุ่นของปอดลดลงและประสิทธิภาพการระบายอากาศบกพร่อง โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ใส่ท่อระบายทรวงอกมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะปอดแฟบในระยะเฉียบพลัน</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย: </strong>เพื่อพัฒนาและประเมินความเป็นไปได้ของแนวปฏิบัติทางการพยาบาลสำหรับการฟื้นฟูสภาพปอดในผู้ป่วยบาดเจ็บทรวงอกที่ใส่ท่อระบายทรวงอก</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย: </strong>การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษานำร่อง โดยประยุกต์ใช้กรอบแนวทางของ NHMRC (1999) กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย บุคลากรทีมสุขภาพซึ่งเป็นทีมพัฒนาแนวปฏิบัติ 5 คน พยาบาลประจำการ 10 คน และผู้ป่วยบาดเจ็บทรวงอกที่ใส่ท่อระบายทรวงอก 12 ราย คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือวิจัยผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน และตรวจสอบคุณภาพเครื่องบริหารปอดเปรียบเทียบกับสไปโรมิเตอร์มาตรฐาน (ความคลาดเคลื่อน < ±3%) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> แนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) การประเมินการทำงานปอด 2) การส่งเสริมและติดตามการทำงานของปอด 3) การจัดการความปวด และ 4) การให้ความรู้แก่ผู้ป่วย พยาบาลผู้ใช้เห็นด้วยอย่างยิ่งว่าแนวปฏิบัติมีความเป็นไปได้และเหมาะสมต่อการนำไปใช้ ผลลัพธ์ทางคลินิกพบว่าในวันที่ 2 และ 3 หลังใช้แนวปฏิบัติ ผู้ป่วยทุกราย มีปริมาตรอากาศหายใจเข้าบรรลุค่าเป้าหมาย (≥ 15 mL/kg) และไม่พบการเกิดภาวะปอดแฟบในช่วงติดตาม</p> <p><strong>สรุปผล: </strong>แนวปฏิบัติฯ มีความเหมาะสมกับบริบททางคลินิกช่วยส่งเสริมการขยายตัวของปอดและอาจป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ: </strong>ควรมีการนำแนวปฏิบัติไปใช้ต่อเนื่อง สำหรับผู้ป่วยบาดเจ็บทรวงอกที่ได้รับการใส่ท่อระบายทรวงอก โดยช่วยส่งเสริมการขยายตัวของปอด สร้างมาตรฐานการปฏิบัติงาน และช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางระบบทางเดินหายใจ</p>
รุ่งนภา ก้างออน
จันทร์ฉาย โยธาใหญ่
สุภารัตน์ วังศรีคูณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-08-29
2026-08-29
42 2
187
197
-
ผลของโปรแกรมการสร้างเสริมการรับรู้ความสามารถตนเองต่อพฤติกรรมสุขภาพ ของผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnbangkok/article/view/285786
<p><strong>บทนำ:</strong> ความดันโลหิตสูงในผู้สูงอายุที่ควบคุมไม่ได้เป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด การจัดการความดันโลหิตสูงอย่างมีประสิทธิผลจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง </p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย:</strong> ศึกษาผลของโปรแกรมการสร้างเสริมการรับรู้ความสามารถตนเองต่อพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย: </strong>เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบสองกลุ่ม วัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 56 คน เป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 28 คน เครื่องมือวิจัย คือ 1) เครื่องมือคัดกรอง คือ MMSE-Thai 2002 และแบบประเมินความเครียด 2) เครื่องมือเก็บข้อมูล คือ แบบสัมภาษณ์ข้อมูลทั่วไป พฤติกรรมการใช้ยา การควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย 3) เครื่องมือทดลอง คือ โปรแกรมการสร้างเสริมการรับรู้ความสามารถตนเอง มีระยะเวลา 12 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired-sample t-tests และ Independent-sample t-tests</p> <p><strong>ผลการวิจัย: </strong>หลังเข้าร่วมโปรแกรมการสร้างเสริมการรับรู้ความสามารถตนเอง กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยความดันโลหิตลดลงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) แต่พบว่า การรับรู้ความสามารถต่อพฤติกรรมสุขภาพด้านการรับประทานอาหาร การรับประทานยา และการออกกำลังกายหลังเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p >.05)</p> <p><strong>สรุปผล:</strong> โปรแกรมฯ นี้ไม่สามารถช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพได้ แต่สามารถช่วยลดระดับความดันโลหิตของผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ:</strong> แม้การศึกษานี้จะไม่พบความแตกต่างในด้านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ แต่สามารถใช้เป็นแนวทางในการลดระดับความดันโลหิตสำหรับผู้สูงอายุที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงที่ไม่สามารถควบคุมระดับความดันโลหิตได้</p>
ธัญญานันท์ อัครพลัฏฐ์
กันยารัตน์ เกียรติเมธา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล (วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-08-29
2026-08-29
42 2
198
208