การพัฒนาวิธีวิเคราะห์และการตรวจสอบความถูกต้องของวิธีวิเคราะห์หาปริมาณสารโอเรียนทินและไวเทกซินในใบกะทกรกด้วยวิธีโครมาโทกราฟีของเหลวประสิทธิภาพสูงพิเศษ
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทนำและวัตถุประสงค์: กะทกรกมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Passiflora foetida L. วงศ์ Passifloraceae เป็นพืชสมุนไพรที่ใบมีสารกลุ่มฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ในปริมาณสูง โดยเฉพาะโอเรียนทิน (orientin) และไวเทกซิน (vitexin) สารสกัดเอทานอลจากใบมีฤทธิ์ระงับปวด ต้านอนุมูลอิสระ และต้านการอักเสบ จึงถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบในยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพอย่างแพร่หลาย อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการควบคุมคุณภาพสารสำคัญดังกล่าว ผู้วิจัยจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อวิจัยและพัฒนาวิธีวิเคราะห์และการตรวจสอบความถูกต้องของวิธีวิเคราะห์หาปริมาณสารโอเรียนทินและไวเทกซินในใบกะทกรกด้วยวิธีโครมาโทกราฟีของเหลวประสิทธิภาพสูงพิเศษ (Ultra–High Performance Liquid Chromatography, UHPLC)
วิธีการศึกษา: แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การพัฒนาวิธีวิเคราะห์ปริมาณสารโอเรียนทินและไวเทกซินในใบกะทกรกด้วยวิธี UHPLC 2) การทดสอบความใช้ได้ของวิธีวิเคราะห์ (method validation) และ 3) การวิเคราะห์ปริมาณสารโอเรียนทินและไวเทกซินในใบกะทกรก จำนวน 14 ตัวอย่าง
ผลการศึกษา: การพัฒนาวิธีวิเคราะห์หาปริมาณโอเรียนทินและไวเทกซินในใบกะทกรกด้วยวิธี UHPLC ใช้ 50% เอทานอลเป็นตัวทำละลายในการสกัด ใช้เวลาในการสกัด 60 นาที เลือกใช้คอลัมน์ชนิด ARC–18, ขนาด 4.6 x 150 มิลลิเมตร, ขนาดอนุภาค 2.7 ไมโครเมตร เป็นวัฏภาคคงที่ ใช้ 0.1% ออร์โทฟอสโฟริกแอซิดในน้ำ และ 0.1% ออร์โทฟอสโฟริกแอซิดในอะซิโตไนไทรล์เป็นวัฏภาคเคลื่อนที่ ตรวจวัดด้วย diode array detector (DAD) ที่ความยาวคลื่น 340 นาโนเมตร analytical system ที่ใช้วิเคราะห์มี retention time เฉลี่ย ของโอเรียนทินและไวเทกซินที่ 3.98 และ 4.31 นาที ตามลำดับ ผลการทดสอบความใช้ได้ของวิธีวิเคราะห์ดังกล่าว พบว่ากราฟมาตรฐานของโอเรียนทินและไวเทกซินมีลักษณะเป็นเส้นตรงในช่วงความเข้มข้น 1.27 – 122.30 และ 1.35 – 129.36 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร ตามลำดับ โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากันที่ 0.99998 ค่าร้อยละของการคืนกลับอยู่ในช่วง 99.03 – 101.74% และ 97.70 – 101.05% ตามลำดับ ขีดจำกัดของการตรวจพบของโอเรียนทินและไวเทกซิน มีค่าเท่ากับร้อยละ 0.009 และ 0.012 โดยน้ำหนักแห้งของใบกะทกรก ในขณะที่ขีดจำกัดของการวัดเชิงปริมาณมีค่าเท่ากับร้อยละ 0.031 และ 0.042 โดยน้ำหนักแห้งของใบกะทกรก ตามลำดับ และจากการวิเคราะห์ตัวอย่างใบกะทกรก 14 ตัวอย่าง พบว่าปริมาณโอเรียนทินและไวเทกซินในใบกะทกรก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับร้อยละ 1.00 และ 0.14 โดยน้ำหนักแห้งของใบกะทกรก ตามลำดับ
อภิปรายผล: การพัฒนาวิธีวิเคราะห์ปริมาณสารโอเรียนทินและไวเทกซินในวัตถุดิบใบกะทกรกด้วยเครื่อง UHPLC ที่พัฒนาขึ้น โดยใช้สารสกัดใบกะทกรกแห้งด้วยตัวทำละลาย 50% เอทานอล โดยวิธีรีฟลักซ์ นาน 60 นาที ผลการวิเคราะห์ปริมาณสารโอเรียนทินและไวเทกซินในตัวอย่างสารละลายใบกะทกรก จำนวน 14 ตัวอย่าง พบว่ามีปริมาณสารโอเรียนทินและไวเทกซิน เฉลี่ยร้อยละ 1.00 และ 0.14 โดยน้ำหนักแห้งของใบกะทกรก ตามลำดับ ผลการทดสอบความใช้ได้ของวิธีวิเคราะห์พบว่าทุกค่าอยู่ในเกณฑ์ยอมรับได้ วิธีการวิเคราะห์ที่พัฒนาขึ้นใช้เวลาในการวิเคราะห์น้อย วิธีการเตรียมวัฏภาคเคลื่อนที่ง่าย สะดวก และรวดเร็ว
ข้อสรุปและข้อเสนอแนะ: วิธีวิเคราะห์ที่พัฒนาขึ้นนี้มีความเหมาะสม สามารถนำไปใช้เป็นวิธีตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารโอเรียนทินและไวเทกซินในใบกะทกรก และเป็นพื้นฐานในการนำไปศึกษาวิจัยต่อเพื่อพัฒนาวิธีวิเคราะห์ปริมาณสารทั้งสองในผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีใบกะทกรกเป็นส่วนประกอบ ผลการวิเคราะห์ปริมาณสารโอเรียนทินและไวเทกซินสามารถใช้ประกอบการพิจารณากำหนดเกณฑ์มาตรฐานของปริมาณสารสำคัญทั้งสองในใบกะทกรกต่อไป
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เอกสารอ้างอิง
Office of Forest Herbarium, Forest and Plant Conservation Research Office, Department of National Parks, Wildlife and Plant Conservation. Tem Smitinand’s Thai plant names. 2001 revised edition. Bangkok: National Office of Buddhism Printing House; 2001. 71 p. (inThai)
Santisuk, T. & Larsen, K. (eds.) (2010). Flora of Thailand 10(2): 141-198. The Forest Herbarium, Royal Forest Department. (in Thai)
Wu, Z., Raven, P.H. & Hong, D. (eds.) (2007). Flora of China 13: 1-548. Science Press (Beijing) & Missouri Botanical Garden Press (St. Louis).
Van Steenis, C.G.G.J. (ed.) (1971-1976). Flora Malesiana 7: 1-876. Noordhoff-Kolff N.V., Djakarta.
Perry, L.M. and Metzger, J. (1980) Medicinal plants of East and Southeast Asia: Attributed Properties and Uses: 309. MIT Press, Cambridge, London.
Suksomran W, Phothiwat K, Panon O. Phytochemical composition and antioxidant activity of Passiflora foetida L. VRU Research and Development Journal Science and Technology. 2022; 17(1): 29. (in Thai)
A Chiavaroli, SC Di Simone, KI Sinan, MC Ciferri, G Angeles Flores, G Zengin, OK Etienne, G Ak, MF Mahomoodally, S Jugreet, Z Cziaky, J Jeko, L Recinella, L Brunetti, S Leone, P Angelini, R Venanzoni, L Menghini, C Ferrante, G Orlando. Pharmacological Properties and Chemical Profiles of Passiflora foetida L. Extracts: Novel Insights for Pharmaceuticals and Nutraceuticals. Processes 2020, 8, 1034; doi:10.3390/pr8091034.
Ehab A. Abourashed, John R. Vanderplank, Ikhlas A. Khan. High-Speed Extraction and HPLC Fingerprinting of Medicinal Plants–I. Application to Passiflora Flavonoids, Pharmaceutical Biology. 2002; 40:2, 81-91, DOI: 10.1076/phbi.40.2.81.5844
Jin Wang, Yong-de Yue, Hao Jiang, Feng Tang. Rapid Screening for Flavone C-Glycosides in the Leaves of Different Species of Bamboo and Simultaneous Quantitation of Four Marker Compounds by HPLC-UV/DAD. International Journal of Analytical Chemistry. Volume 2012, Article ID 205101, 8 pages doi:10.1155/2012/205101
Paula Sepúlveda, Geison M. Costa, Diana Marcela Aragón, Freddy Ramos, Leonardo Castellanos. Analysis of vitexin in aqueous extracts and commercial products of Andean Passiflora species by UHPLC-DAD. Journal of Applied Pharmaceutical Science. 2018; 8(9): 081-086.
Department of Medical Sciences. A Practical Guide for Single Laboratory Method Validation of Chemical Methods. Nonthaburi: Department of Medical Sciences; 2006. (in Thai)
ICH Q2 (R1) : Validation of Analytical Procedures: Text and Methodology. 2005.