อิทธิพลของต้นทุนทางอ้อมต่อการเข้าถึงบริการฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ป่วยระยะกลาง ในเขตอำเภอเมืองชัยภูมิ
คำสำคัญ:
การเข้าถึงบริการ, ฟื้นฟูสมรรถภาพ, ต้นทุนทางอ้อม, ผู้ป่วยระยะกลางบทคัดย่อ
การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง เพื่อศึกษาอิทธิพลของต้นทุนทางอ้อมต่อการเข้าถึงบริการฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ป่วยระยะกลาง ในเขตอำเภอเมืองชัยภูมิ โดยศึกษาในผู้ป่วยระยะกลางทั้งหมด จำนวน 172 คน จึงไม่มีการสุ่ม เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2568 – 9 มกราคม 2569 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ทุกข้อคำถามมีค่าดัชนีความสอดคล้องมากกว่า 0.50 และค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์ความถดถอยพหุโลจิสติก กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05
ผลการศึกษา พบว่า ผู้ป่วยระยะกลางได้รับการตอบแบบสอบถาม จำนวน 122 คน เพศหญิง จำนวน 69 คน ร้อยละ 56.56 อายุเฉลี่ย 63.78 ปี (S.D.=16.09) ไม่มีอาชีพ/ว่างงาน จำนวน 61 คน ร้อยละ 50.00 อาศัยนอกเขตเทศบาลเมือง จำนวน 101 คน ร้อยละ 82.79 ค่าอาหารเฉลี่ย 205.66 บาท (S.D.= 135.37) การขาดงานมีการลาออก/ว่างงาน จำนวน 56 คน ร้อยละ 45.90 เข้าถึงบริการฟื้นฟูสมรรถภาพครบภายใน 6 เดือน ร้อยละ 37.70 และปัจจัยกำหนดสุขภาพทางสังคมและต้นทุนทางอ้อมที่มีความสัมพันธ์กับการเข้าถึงบริการฟื้นฟูสมรรถภาพ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ค่าใช้จ่ายอาหาร/เครื่องดื่ม (ORadj=10.11, 95% CI: 1.41–27.30) การขาดรายได้ (ORadj=3.63, 95% CI: 1.34–9.85) และอาชีพพนักงานบริษัท/รับจ้างทั่วไป/ค้าขาย (ORadj=3.20, 95% CI: 1.15–8.93)
ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าต้นทุนทางอ้อมมีบทบาทสำคัญต่อการเข้าถึงบริการฟื้นฟูสมรรถภาพ ซึ่งควรนำไปใช้ในการวางแผนนโยบายเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการของผู้ป่วยระยะกลางอย่างเหมาะสม
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงสาธารณสุข. ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านสาธารณสุข: แผนงาน Service Excellence. กรุงเทพฯ:กระทรวงสาธารณสุข; 2561.
กระทรวงสาธารณสุข. นโยบายกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2567-2568. กรุงเทพฯ: กระทรวงสาธารณสุข; 2567.
สถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ กรมการแพทย์. คู่มือการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยระยะกลาง Guideline for Intermediate care สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ตามแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service Plan) ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2567. 2567.
สภากายภาพบำบัด. คู่มือการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยระยะกลาง Guideline for Intermediate Care สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ตามแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service Plan) ฉบับปรับปรุง 2567. กรุงเทพฯ: สภากายภาพบำบัด; 2567.
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา; 2545.
Wongsuay S. Factors Associated with Direct Non-medical Costs of Outpatients in the Community Hospital and Health Promoting Hospitals in Kokha District: a Cross-sectional Survey. Vajira Medical Journal: Journal of Urban Medicine. 2019;63(4):239-46.
Hsieh FY, Bloch DA, Larsen MD. A simple method of sample size calculation for linear and logistic regression. Stat Med. 1998;17(14):1623-34.
สุวรรณา เชียงขุนทด และคณะ. การศึกษาภาระค่าใช้จ่ายในการมารับบริการที่โรงพยาบาลของผู้สูงอายุในกรุงเทพมหานคร. วารสารพุทธจิตวิทยา. 2565;7(2):172-85.
Ouyang F, Wang Y, Huang W, Chen Y, Zhao Y, Dang G, et al. Association between socioeconomic status and post-stroke functional outcome in deprived rural southern China: a population-based study. BMC Neurol. 2018;18(1):12.
เขมินทรา พันธุ์บุญปลูก และคณะ. ผลลัพธ์และการพยากรณ์โรคของผู้ป่วยระยะกลางในจังหวัดลำปาง. วารสารกรมการแพทย์. 2565;48(3):58-66.
Kjærvik C, Gjertsen JE, Stensland E, Uleberg B, Taraldsen K, Søreide O. Impact of physiotherapy access on health-related quality of life following hip fracture: an observational study on 30 752 hip fractures from the Norwegian Hip Fracture Register 2014-2018. BMJ Open. 2024;14(6).
Girotra T, Lekoubou A, Bishu KG, Ovbiagele B. A contemporary and comprehensive analysis of the costs of stroke in the United States. J Neurol Sci. 2020; 410:116643.
Zziwa S, Babikako H, Kwesiga D, Kobusingye O, Bentley JA, Oporia F, et al. Prevalence and factors associated with utilization of rehabilitation services among people with physical disabilities in Kampala, Uganda. A descriptive cross-sectional study. BMC Public Health. 2019;19(1):1453.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความนี้ลงตีพิมพ์ในวารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น ถือเป็นผลงานทางวิชาการหรือวิจัย ผลการวิเคราะห์ตลอดจนข้อเสนอแนะเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่ใช่ความเห็นของวารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น หรือกองบรรณาธิการแต่อย่างใด ผู้เขียนต้องรับผิดชอบต่อบทความของตนเอง
