https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/issue/feed วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น 2026-08-30T13:14:20+07:00 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น anamai.plan7@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น </strong>กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เป็นวารสารวิชาการด้านการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม และบทความที่ตอบรับการตีพิมพ์บทความจะต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายในและภายนอกเป็นผู้ประเมินบทความ จำนวน 3 ท่านต่อบทความ โดยมีการไม่เปิดเผยรายชื่อผู้เขียนบทความและผู้ทรงคุณวุฒิ มีกำหนดตีพิมพ์ออกทุก 4 เดือน (3 ฉบับต่อปี) ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม และฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม เป็นวารสารที่ตีพิมพ์เนื้อหาที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ ทางการแพทย์ และอนามัยสิ่งแวดล้อม ในรูปแบบต่างๆ โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้</p> <p>1. เผยแพร่ความรู้วารสารวิชาการด้านการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม</p> <p>2. เผยแพร่ผลงานทางวิชาการและงานวิจัยของแพทย์ พยาบาล นักวิชาการสาธารณสุข และทีมสหสาขาวิชาชีพ รวมทั้งงานวิจัยด้านการศึกษาและด้านการสอน ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม ทั้งในศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น และเครือข่ายวิชาการด้านสาธารณสุข ทั้งในและนอกเขตสุขภาพที่ 7 และผู้สนใจ </p> <p>3. พัฒนาองค์ความรู้และส่งเสริมการวิจัยด้านการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมต่อเนื่อง</p> <p>4. เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนทัศนคติ ข้อคิดเห็น ข่าวสาร และเป็นสื่อสัมพันธ์ในวงการการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม ในพื้นที่รับผิดชอบ</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ </strong>เมื่อบทความที่ลงทะเบียนผ่านการพิจารณากลั่นกรองเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการโดยมีรูปแบบการพิมพ์ ขอบเขตเนื้อหา รวมถึงความเหมาะสมตามเกณฑ์คุณภาพของวารสารแล้ว</p> <ul> <li>ผู้นิพนธ์ภายนอกศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น ต้องชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ในอัตรา 3,500 บาท ต่อ 1 บทความ</li> <li>ผู้นิพนธ์ภายในศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น ได้รับการยกเว้นเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</li> </ul> <p>ทั้งนี้ ผู้นิพนธ์ภายนอกไม่สามารถขอคืนเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวได้ภายหลังการชำระเงินแล้ว ซึ่งจะเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ตั้งแต่ปีที่ 15 ฉบับที่ 2 (กุมภาพันธ์ – พฤษภาคม 2566) เป็นต้นไป</p> <p>หมายเหตุ : กรณีที่มีรายชื่อผู้นิพนธ์หลายคน ซึ่งประกอบด้วยบุคลากรทั้งภายในและภายนอกศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น กองบรรณาธิการถือชื่อผู้นิพนธ์อันดับแรกเป็นสำคัญ และการพิจารณาจากกองบรรณาธิการถือเป็นที่สิ้นสุด</p> https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/286961 ผลของโปรแกรมการเตรียมความพร้อมในการเตรียมผู้ป่วยก่อนการผ่าตัดหัวใจแบบเปิดต่อความรู้ และวิตกกังวลของผู้ป่วย ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 2026-04-27T10:10:14+07:00 ศรันยา ดวงเดือน saranya.nurse2018@gmail.com ลินดา จันทร์วิเศษ lindch@kku.ac.th วิมลพร ธีระวัฒนานันท์ Wimote@kku.ac.th ธนาพร ปางลีลาศ thanpan@kku.ac.th รัชนิดา เบ้าบุญ ratchanida0849@gmail.com <p>งานวิจัยครั้งนี้เป็นงานวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi Experimental Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเตรียมผู้ป่วยก่อนการผ่าตัดหัวใจแบบเปิดของศูนย์หัวใจสิริกิติ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ประชากร คือ ผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดที่วางแผนผ่าตัดหัวใจแบบเปิดและทีม ผู้ให้บริการ ช่วงเดือน มกราคม - มีนาคม 2569 กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 102 คน แบ่งเป็น กลุ่มควบคุม 51 คน และกลุ่มทดลอง 51 คน และผู้ให้บริการทั้งหมด 10 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์ที่กำหนด กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติและกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการเตรียมผู้ป่วยก่อนการผ่าตัดหัวใจแบบเปิด เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบวัดความรู้ในการดูแลตนเองก่อนการผ่าตัด แบบสอบถามความวิตกกังวลขณะเผชิญของ Spielberger และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ให้บริการ เครื่องมือที่ใช้ได้ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ 1.0 และค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.81 ,0.81 และ 0.93 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติ t-test และ p-value</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1).กลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการเตรียมความพร้อมก่อนการผ่าตัดหัวใจแบบเปิดมีคะแนนเฉลี่ยความรู้สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2).คะแนนเฉลี่ยความวิตกกังวลก่อนการทดลองทั้งสองกลุ่มมีความแตกต่างกันและคะแนนเฉลี่ยความวิตกกังวลหลังการทดลองของทั้งสองกลุ่ม ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05 3).กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความวิตกกังวลภายหลังการได้รับโปรแกรมต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ดังนั้นการให้โปรแกรมการเตรียมผู้ป่วยก่อนการผ่าตัดหัวใจแบบเปิดสามารถเพิ่มความรู้และลดคะแนนความวิตกกังวลได้ดีกว่าการให้การพยาบาลตามปกติ</p> 2026-08-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/286789 รูปแบบการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์กลุ่มวัยทำงานในเขตอุตสาหกรรม : การทบทวนวรรณกรรมเชิงบูรณาการ 2026-03-27T11:06:58+07:00 วรารัตน์ เหล่าสูง wararat@bnc.ac.th เบญจพรรณ ขวัญยืน bendavis.very007@gmail.com <p>กลุ่มวัยทำงานในเขตอุตสาหกรรมมีความเสี่ยงสูงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์รูปแบบและโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ โดยใช้การทบทวนวรรณกรรมเชิงบูรณาการตามกรอบของ Whittemore &amp; Knafl ทำการสืบค้นข้อมูลจากฐานข้อมูล ThaiJO, PubMed และ CINAHLระหว่างปี พ.ศ. 2559–2568 คัดเลือกตามเกณฑ์ PICOs ได้ 19 ฉบับ นำมาประเมินคุณภาพและวิเคราะห์ด้วยการสังเคราะห์เนื้อหา (Thematic Synthesis) ตามแนวทาง PRISMA 2020 ผลการศึกษ พบรูปแบบการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 4 รูปแบบหลัก ได้แก่ 1) การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล 2) การสนับสนุนทางสังคมจากเพื่อนร่วมงาน 3) การจัดการสิ่งแวดล้อมและนโยบายสถานประกอบการ และ 4) การส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพร่วมกับทฤษฎีพฤติกรรมศาสตร์โดยรูปแบบบูรณาการหลายวิธีให้ประสิทธิผลสูงสุด สามารถลดดัชนีมวลกาย (BMI) เส้นรอบเอว และระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) นอกจากนี้ การพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพร่วมกับการกำกับตนเองของวัยทำงานช่วยสร้างความตระหนักในการเปลี่ยนพฤติกรรมได้ดีสรุปได้ว่า การส่งเสริมสุขภาพในกลุ่มวัยทำงานในเขตอุตสาหกรรมควรเน้นรูปแบบบูรณาการที่เข้าถึงง่ายผ่านเทคโนโลยีควบคู่กับการสนับสนุนทางสังคมและทักษะส่วนบุคคล สถานประกอบการและหน่วยงานสาธารณสุขสามารถนำผลศึกษาไปประยุกต์ใช้เพื่อลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์อย่างยั่งยืน</p> 2026-08-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/287590 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการศึกษา ในการดำเนินงานเครือข่ายโรงเรียนเด็กไทยฟันดี เขตสุขภาพที่ 7 2026-05-19T11:07:02+07:00 สุภาวดี ฟองฟุ้ง supavadeekatae@gmail.com ธีรศักดิ์ พาจันทร์ teerasak@scphkk.ac.th <p>การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการปฏิบัติงานและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการศึกษาในการดำเนินงานเครือข่ายโรงเรียนเด็กไทยฟันดี เขตสุขภาพที่ 7 กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 258 คน คัดเลือกโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เก็บข้อมูล ด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Multiple Logistic Regression นำเสนอค่า Adjusted Odds Ratio พร้อมช่วงเชื่อมั่นร้อยละ 95 กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p>ผลวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิง (ร้อยละ 70.16) อายุเฉลี่ย 38.15 ปี (SD = 9.95, Min.-Max. : 22-59) สถานภาพโสด (ร้อยละ 54.26) จบการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า (ร้อยละ 81.01) และไม่เคยได้รับการอบรมฯ (ร้อยละ 62.40) บุคลากรมีการปฏิบัติงานระดับสูง ร้อยละ 86.82 ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 83.22 (SD=10.04) แรงจูงใจระดับสูง ร้อยละ 86.43 ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 62.41(SD=6.77) และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์แต่ละด้าน พบว่า ผู้ที่มีสถานภาพโสด/หม้าย/หย่า/แยกกันอยู่ มีโอกาสปฏิบัติงาน ในระดับสูงเป็น 4.45 เท่าของผู้ที่สมรส (Adjusted OR = 4.45, 95%CI: 1.84–10.72, p-value = 0.001) ผู้ที่มีแรงจูงใจระดับสูงมีโอกาสปฏิบัติงานในระดับสูงเป็น 5.94 เท่าของผู้ที่มีแรงจูงใจระดับต่ำ-ปานกลาง (Adjusted OR = 5.94, 95%CI: 2.23–15.80, p-value &lt; 0.001) และผู้ที่มีพฤติกรรมองค์การระดับสูงมีโอกาสปฏิบัติงานในระดับสูงเป็น 4.12 เท่าของผู้ที่มีพฤติกรรมองค์การระดับต่ำ-ปานกลาง (Adjusted OR = 4.12, 95%CI: 1.21–14.01, p-value = 0.023) ดังนั้น ควรส่งเสริมแรงจูงใจและพฤติกรรมองค์การที่เอื้อต่อการทำงานเป็นทีม จัดสรรภาระงานให้สอดคล้องกับบริบทส่วนบุคคล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน</p> 2026-08-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/287636 ความเครียดและความวิตกกังวลของผู้ดูแลผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดซับซ้อนในระยะก่อนการผ่าตัดหัวใจ ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2026-06-23T09:18:56+07:00 จุฑารัตน์ ตาดำ Phornsi@kku.ac.th พรพิมล สินเธาว์ Phornsi@kku.ac.th วิภาพร พลับนิล Phornsi@kku.ac.th <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ( Descriptive research ) เพื่อศึกษาระดับความเครียดและความวิตกกังวลของผู้ดูแลผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดซับซ้อนในระยะก่อนการผ่าตัดหัวใจของศูนย์หัวใจสิริกิติ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประชากรคือผู้ดูแลผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดซับซ้อนในระยะก่อนการผ่าตัดหัวใจ คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง คือ ผู้ดูแลผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดซับซ้อนในระยะก่อนการผ่าตัดหัวใจ ตามคุณสมบัติเกณฑ์คัดเข้าในช่วง เดือนธันวาคม2568 ถึงมีนาคม 2569 ทั้งหมดจำนวน 48 ราย เก็บข้อมูลด้วยแบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความเครียดกรมสุขภาพจิต (SPST - 20) และเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามความวิตกกังวลขณะเผชิญ (State Anxiety Inventory, SAI Form Y-1) ของ Spielberger มีค่าความเชื่อมั่นคอร์นบาค ( Cronbach s alpha reliability coefficient ) 0.7 และ 0.89 ตามลำดับ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ระดับความเครียดของผู้ดูแลผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดซับซ้อนในระยะก่อนการผ่าตัดหัวใจอยู่ในระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 62.50 (Mean = 35.00 , SD = 4.03) ความเครียดระดับสูง คิดเป็นร้อยละ 37.50 (Mean = 46.55 , SD = 3.23) คะแนนความวิตกกังวลอยู่ในระดับต่ำ คิดเป็นร้อยละ 56.25 (Mean = 37.25 , SD = 2.96) คะแนนความวิตกกังวลระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 43.75 (Mean = 47.42 , SD = 4.43) ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นที่พยาบาลควรเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการการพยาบาล ได้แก่การประเมินครอบครัว ให้ความรู้ จัดโปรแกรมสนับสนุนช่วยเหลือและดูแลด้านจิตใจแก่ครอบครัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวลของผู้ดูแลซึ่งจะส่งผลต่อการดูแลผู้ป่วย</p> 2026-08-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/286133 คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดที่มีความดันหลอดเลือดแดงปอดสูง ที่มารักษาที่ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2026-03-27T09:54:03+07:00 ชลิดา ขันธวิชัย chalith@kku.ac.th สีหะพงษ์ เพชรรัตน์ ๋๋Johnypech9265@gmail.com ฉัตรชนก อุประ chatchanokupara@gmail.com <p>การศึกษาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดที่มีความดันหลอดเลือดแดงปอดสูง ที่มารักษาที่ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นงานวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional descriptive design) จัดทำขึ้นเพื่อประเมินคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดที่มีภาวะความดันหลอดเลือดแดงปอดสูง ซึ่งเข้ารับการรักษา ณ ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมุ่งหวังนำผลลัพธ์ไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบระบบบริการสุขภาพเพื่อส่งเสริมสุขภาวะที่ดีหลังการรักษา การศึกษาดำเนินการในกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) จำนวน 59 ราย เครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูลประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบประเมินคุณภาพชีวิตเฉพาะโรค Emphasis 10 score (EmPHasis-10) ซึ่งผ่านการทดสอบค่าความเชื่อมั่นด้วยค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ภายใน (Intraclass Correlation Coefficient: ICC) ที่ระดับ 0.99 และวิเคราะห์ผลลัพธ์ทั้งหมดโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยคะแนนคุณภาพชีวิตภาพรวม X= 14.07 , SD 9.74 ผู้ป่วยที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี คือมีช่วงคะแนนคุณภาพชีวิต 0-16 คะแนน มีร้อยละ 57.63 ( X=7.55 , SD 5.01) ผู้ป่วยที่มีคุณภาพชีวิตปานกลาง คือมีช่วงคะแนนคุณภาพชีวิต 17-33 คะแนน มีร้อยละ 40.68 ( X=22.91 , SD 4.17) และผู้ป่วยที่มีคุณภาพชีวิตต่ำ คือมีช่วงคะแนนคุณภาพชีวิต 34-50 คะแนน มีร้อยละ 1.69 ( X=40 , SD 0.00) จึงควรส่งเสริมให้กลุ่มผู้ป่วยที่มีคุณภาพชีวิตปานกลางให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นต่อไป</p> 2026-08-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/285341 ผลของกิจกรรมอบรมต่อการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิทางกฎหมายและการเข้าถึงบริการสุขภาพของวัยรุ่น LGBTQ+ ในโรงเรียนเขตเทศบาลนครขอนแก่น 2026-01-28T14:58:36+07:00 มเหศักดิ์ ภูริวัฒน์ภากร kantarakorn_pee@hotmail.com ชนิตา รุ่งวิทยาการ Rattikan1@smnc.ac.th กัญญาณัท ศักดิวงศ์ Rattikan1@smnc.ac.th รัตติกานต์ รักษาภักดี Rattikan1@smnc.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลของกิจกรรมอบรมต่อการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิทางกฎหมายและการเข้าถึงบริการสุขภาพของวัยรุ่น LGBTQ+ ในโรงเรียนเขตเทศบาลนครขอนแก่น การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) กลุ่มเดียววัดก่อนหลังโดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นวัยรุ่น LGBTQ+ ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 65 คน ซึ่งได้รับการคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือกิจกรรมอบรมและแบบสอบถามเพื่อวัดการรับรู้ ความเข้าใจ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า หลังจากเข้าร่วมกิจกรรมอบรม นักเรียน LGBTQ+ มีคะแนนเฉลี่ยด้านการรับรู้สิทธิทางกฎหมาย (Mean = 4.48, SD = 0.55) สูงกว่าก่อนการอบรม (Mean = 3.15, SD = 0.72) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) คะแนนเฉลี่ยด้านความเข้าใจสิทธิทางกฎหมาย (Mean = 4.61, SD = 0.49) ก็สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (p &lt; 0.001) เมื่อเทียบกับก่อนการอบรม (Mean = 2.89, SD = 0.68) นอกจากนี้ การรับรู้ช่องทางการเข้าถึงบริการสุขภาพ (Mean = 4.50, SD = 0.58) และความเข้าใจในการเข้าถึงบริการสุขภาพ (Mean = 4.75, SD = 0.45) หลังการอบรมก็สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001 ในทั้งสองด้าน) เมื่อเทียบกับก่อนการอบรม (Mean = 3.02, SD = 0.75 และ Mean = 2.78, SD = 0.70 ตามลำดับ) กิจกรรมอบรมดังกล่าวมีประสิทธิผลในการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และการรับรู้ในประเด็นสิทธิทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวัยรุ่นและกลุ่ม LGBTQ+ รวมถึงช่องทางและแนวทางการเข้าถึงบริการสุขภาพที่เป็นมิตรสำหรับนักเรียน LGBTQ+ ได้อย่างชัดเจน ผลการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดกิจกรรมให้ความรู้เชิงรุก เพื่อส่งเสริมสุขภาวะที่ดีและการเข้าถึงสิทธิของนักเรียนที่มีความหลากหลายทางเพศในสถานศึกษา</p> 2026-08-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/286692 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการสั่งจ่ายยาสมุนไพร ของบุคลากรสาธารณสุข ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดกาฬสินธุ์ 2026-03-27T11:15:01+07:00 สุภาดา วิมาเณย์ Supada.w@kkumail.com นพรัตน์ เสนาฮาด Supada.w@kkumail.com <p>การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง เพื่อศึกษาวิจัยคุณลักษณะส่วนบุคคล ความรอบรู้ด้านการใช้สมุนไพรทางการแพทย์ และการบริหารจัดการยาและเวชภัณฑ์ที่มิใช่ยาที่มีความสัมพันธ์กับการสั่งจ่ายยาสมุนไพร ของบุคลากรสาธารณสุข ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดกาฬสินธุ์ ประชากรที่ใช้ในการศึกษาคือ บุคลากรสาธารณสุข ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดกาฬสินธุ์ คํานวณขนาดตัวอย่างโดยใช้สูตรการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของปัจจัยต่าง ๆ และใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) ได้ขนาดตัวอย่างจำนวน 300 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ระหว่างวันที่ 15 พฤศจิกายน - 20 ธันวาคม 2568 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและสถิติการวิเคราะห์ การถดถอย พหุโลจิสติก กำหนดระดับนัยสําคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับการสั่งจ่ายยาสมุนไพร ของบุคลากรสาธารณสุข คือ ตำแหน่งแพทย์แผนไทย (OR<sub>adj</sub> = 3.65, 95% CI: 1.10-12.08, p-value = 0.034) การได้รับอบรมเกี่ยวกับการสั่งจ่ายยาสมุนไพร (OR<sub>adj</sub> = 1.83, 95% CI: 1.03-3.24, p-value = 0.039) ความรอบรู้การใช้ยาสมุนไพรทางการแพทย์ ด้านการประเมินการใช้ยาสมุนไพร ระดับเพียงพอ/ดีเยี่ยม (OR<sub>adj</sub> = 1.26, 95% CI: 1.03-1.54, p-value = 0.023) และการบริหารจัดการยาและเวชภัณฑ์ที่มิใช่ยา ด้านการตรวจสอบและรายงานยาและเวชภัณฑ์ระดับสูง (OR<sub>adj</sub> = 1.50, 95% CI: 1.09-2.06, p-value = 0.011) ดังนั้นผู้บริหารควรมีนโยบายส่งเสริมการใช้ยาสมุนไพรในระดับปฐมภูมิที่ชัดเจน ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรทุกวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง และพัฒนาระบบกำกับติดตามด้านการบริหารจัดการยาให้มีประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการใช้ยาสมุนไพรอย่างยั่งยืน</p> 2026-08-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/286702 อิทธิพลของต้นทุนทางอ้อมต่อการเข้าถึงบริการฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ป่วยระยะกลาง ในเขตอำเภอเมืองชัยภูมิ 2026-03-27T11:01:37+07:00 อิฏฐาภรณ์ บุญเริ่ม ittaporn.b@kkumail.com นพรัตน์ เสนาฮาด noppse@kku.ac.th สุภารัตน์ ทัพโพธิ์ suparatta@kkumail.com <p> การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง เพื่อศึกษาอิทธิพลของต้นทุนทางอ้อมต่อการเข้าถึงบริการฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ป่วยระยะกลาง ในเขตอำเภอเมืองชัยภูมิ โดยศึกษาในผู้ป่วยระยะกลางทั้งหมด จำนวน 172 คน จึงไม่มีการสุ่ม เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2568 – 9 มกราคม 2569 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ทุกข้อคำถามมีค่าดัชนีความสอดคล้องมากกว่า 0.50 และค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์ความถดถอยพหุโลจิสติก กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า ผู้ป่วยระยะกลางได้รับการตอบแบบสอบถาม จำนวน 122 คน เพศหญิง จำนวน 69 คน ร้อยละ 56.56 อายุเฉลี่ย 63.78 ปี (S.D.=16.09) ไม่มีอาชีพ/ว่างงาน จำนวน 61 คน ร้อยละ 50.00 อาศัยนอกเขตเทศบาลเมือง จำนวน 101 คน ร้อยละ 82.79 ค่าอาหารเฉลี่ย 205.66 บาท (S.D.= 135.37) การขาดงานมีการลาออก/ว่างงาน จำนวน 56 คน ร้อยละ 45.90 เข้าถึงบริการฟื้นฟูสมรรถภาพครบภายใน 6 เดือน ร้อยละ 37.70 และปัจจัยกำหนดสุขภาพทางสังคมและต้นทุนทางอ้อมที่มีความสัมพันธ์กับการเข้าถึงบริการฟื้นฟูสมรรถภาพ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ค่าใช้จ่ายอาหาร/เครื่องดื่ม (OR<sub>adj</sub>=10.11, 95% CI: 1.41–27.30) การขาดรายได้ (OR<sub>adj</sub>=3.63, 95% CI: 1.34–9.85) และอาชีพพนักงานบริษัท/รับจ้างทั่วไป/ค้าขาย (OR<sub>adj</sub>=3.20, 95% CI: 1.15–8.93)</p> <p>ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าต้นทุนทางอ้อมมีบทบาทสำคัญต่อการเข้าถึงบริการฟื้นฟูสมรรถภาพ ซึ่งควรนำไปใช้ในการวางแผนนโยบายเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการของผู้ป่วยระยะกลางอย่างเหมาะสม</p> 2026-08-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/286682 ประสิทธิผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนร่วมกับการสนับสนุนทางสังคมต่อคุณภาพและพฤติกรรมการผลิตเกลือเสริมไอโอดีนจังหวัดมหาสารคาม 2026-03-31T13:52:31+07:00 แฉล้ม รัตนพันธุ์ lapasanoi@gmail.com ปธิณี อัคนิจ lapasanoi@gmail.com บารมี พลขันธ์ lapasanoi@gmail.com รักษวร ใจสะอาด lapasanoi@gmail.com <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมการแก้ไขปัญหาคุณภาพเกลือบริโภคเสริมไอโอดีน โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน (Theory of Planned Behavior: TPB) ร่วมกับการสนับสนุนทางสังคม (Social Support) ในกลุ่มผู้ประกอบการผลิตเกลือบริโภคเสริมไอโอดีน จังหวัดมหาสารคาม เป็นการวิจัยกึ่งทดลองกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง (One-group pretest-posttest design) กลุ่มตัวอย่างคือผู้ประกอบการผลิตเกลือบริโภคเสริมไอโอดีนในพื้นที่ จำนวน 35 ราย ซึ่งคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามที่ประเมินพฤติกรรมการผลิต เจตคติ การคล้อยตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม และการสนับสนุนทางสังคม รวมถึงแบบประเมินคุณภาพเกลือจากภาคสนาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยโดยใช้ Paired t-test และเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยก่อนหลัง โดยใช้ Cohen’s d</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยด้านพฤติกรรมการผลิตที่ถูกต้องตามมาตรฐาน เจตคติต่อความสำคัญของไอโอดีน การคล้อยตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ การรับรู้ความสามารถของตนเอง และการสนับสนุนทางสังคมสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt;0.001) ที่น่าสนใจคือ คุณภาพเกลือบริโภคเสริมไอโอดีนผ่านเกณฑ์มาตรฐานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.031) จากร้อยละ 67.57 เป็นร้อยละ 100.00 ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า การบูรณาการระหว่างหน่วยงานรัฐต่างสังกัด ทั้งจาก สสอ./รพ. ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข และรพ.สต. สังกัด อบจ. และการมีส่วนร่วมของชมรมผู้ประกอบการในการกำกับดูแลกันเอง นำไปสู่การยอมรับและปรับปรุงมาตรฐานการผลิตอย่างยั่งยืน โปรแกรมนี้จึงมีความเหมาะสมที่จะพัฒนาเป็นต้นแบบสำหรับการส่งเสริมคุณภาพและความปลอดภัยด้านอาหารในระดับประเทศต่อไป </p> 2026-08-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/284003 การพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพเชิงจิตมิติของแบบประเมินความรู้และทัศนคติของผู้ดูแล ต่อการคัดกรองภาวะสมองเสื่อมในระบบการดูแลระยะยาว 2026-02-26T10:05:58+07:00 ศักดิ์ขรินทร์ นรสาร sakkharin.n@gmail.com วิไลวรรณ วัฒนานนท์ siranee.s@bcnkk.ac.th ศิราณี ศรีหาภาค siranee.s@bcnkk.ac.th <p>การคัดกรองภาวะสมองเสื่อมในระบบการดูแลระยะยาวจำเป็นต้องอาศัยผู้ดูแลที่มีความรู้และทัศนคติที่เหมาะสมร่วมกับการกำกับดูแลโดยพยาบาล การวิจัยเชิงระเบียบวิธีนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพเชิงจิตมิติของแบบทดสอบความรู้และแบบประเมินทัศนคติของผู้ดูแลต่อการคัดกรองภาวะสมองเสื่อม รวมทั้งประเมินความไวต่อการเปลี่ยนแปลงภายหลังการอบรม กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ดูแลในระบบการดูแลระยะยาว เขตสุขภาพที่ 7 จำนวน 160 คน เครื่องมือประกอบด้วยแบบทดสอบความรู้ 20 ข้อ และแบบประเมินทัศนคติเชิงบวกและเชิงลบชุดละ 16 ข้อ ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 7 ท่าน วิเคราะห์ความเชื่อมั่นภายในด้วย KR-20 และ Cronbach’s alpha วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ และเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังการอบรมด้วย paired t-test และ Cohen’s d ผลการวิจัยพบว่า แบบทดสอบความรู้มี S-CVI = 0.95 และ KR-20 = 0.79 แบบประเมินทัศนคติเชิงบวกและเชิงลบมี S-CVI = 0.97 และ 0.96 และ Cronbach’s alpha = 0.89 และ 0.86 ตามลำดับ โครงสร้างแบบประเมินทัศนคติอธิบายความแปรปรวนรวมได้ร้อยละ 62.4 และ 60.1 ภายหลังการอบรม คะแนนความรู้และทัศนคติเชิงบวกเพิ่มขึ้น ขณะที่ทัศนคติเชิงลบลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) เครื่องมือมีคุณภาพเหมาะสมสำหรับใช้ประเมินความพร้อมของผู้ดูแลและติดตามผลการพัฒนาศักยภาพ โดยพยาบาลผู้สูงอายุและพยาบาลปฐมภูมิสามารถนำผลประเมินไปกำหนดสุขศึกษา ติดตามการดูแล และประสานบริการในระบบการดูแลระยะยาวได้อย่างเป็นระบบ</p> 2026-08-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/286168 ผลของโปรแกรมการใช้ไม้บรรทัดนับหน่วยคาร์โบไฮเดรต ร่วมกับออกกำลังกายด้วยตนเอง ต่อค่าดัชนีมวลกายและเปอร์เซ็นต์ไขมัน ของบุคลากรศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน 2026-02-20T16:17:30+07:00 ศิวพร ขุมหิรัญ Siwaporn7561@gmail.com วาสนา มงคลศิลป์ Siwaporn7561@gmail.com ชัญญานุช ปานนิล Siwaporn7561@gmail.com <p>การวิจัยกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาผลของโปรแกรมการใช้ไม้บรรทัดนับหน่วยคาร์โบไฮเดรตร่วมกับการออกกำลังกายด้วยตนเอง ต่อดัชนีมวลกาย เปอร์เซ็นต์ไขมัน ความรู้การนับคาร์บฯ พฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ ของบุคลากร ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน (BMI &gt; 23 กก./ม.²) กลุ่มตัวอย่างจำนวน 30 คน คำนวณขนาดตัวอย่างด้วยโปรแกรม G*Power ได้รับโปรแกรมฯ อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ ครั้งละ 45 นาที เป็นเวลา 8 สัปดาห์ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วย แบบประเมินพฤติกรรมสุขภาพฯ แบบประเมินความรู้การนับหน่วยคาร์บฯ แบบประเมินความพึงพอใจ และแบบบันทึกการบริโภคอาหารและกิจกรรมทางกาย ติดตามผ่าน Line Group วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Paired t-test และ Wilcoxon Signed Ranks Test.</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ กลุ่มตัวอย่างมีดัชนีมวลกายลดลงจาก 28.51 กก./ม.² เป็น 27.98 กก./ม.² เปอร์เซ็นต์ไขมันลดลงร้อยละ 1 น้ำหนักตัวลดลงเฉลี่ย 1.26 กิโลกรัม และเส้นรอบเอวลดลงเฉลี่ย 1.50 เซนติเมตร โดยมีขนาดอิทธิพลระดับสูง คะแนนความรู้เรื่องการนับคาร์บฯ เพิ่มขึ้นจาก 7.23 เป็น 9.60 คะแนน และคะแนนพฤติกรรมสุขภาพฯ โดยรวมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Z=-4.782, p&lt;0.001) ความพึงพอใจต่อโปรแกรมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.58, SD=0.47) ด้านผลลัพธ์และประโยชน์ที่ได้รับมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ( = 4.77, SD=0.56)</p> <p>สรุปได้ว่า โปรแกรมการใช้ไม้บรรทัดนับคาร์บฯ มีประสิทธิผลในการปรับปรุงองค์ประกอบร่างกาย เพิ่มความรู้ด้านโภชนาการ และส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ ในบุคลากรวัยทำงาน ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน การศึกษานี้มีข้อจำกัดด้านขนาดกลุ่มตัวอย่างที่เล็ก ไม่มีกลุ่มควบคุม การนำผลไปประยุกต์ใช้ ควรคำนึงถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน</p> 2026-08-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/286497 ปัจจัยเชิงพยากรณ์ของสมรรถนะด้านดิจิทัลของผู้บริหารทางการพยาบาล โรงพยาบาลระดับมหาวิทยาลัย จังหวัดขอนแก่น 2026-03-27T11:21:10+07:00 ชนาพร ปิ่นสุวรรณ chanpi@kku.ac.th จิตภินันท์ ศรีจักรโคตร jonsri@kku.ac.th กุลธรา จงตระการสมบัติ jonsri@kku.ac.th <p>การวิจัยเชิงพยากรณ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยเชิงพยากรณ์ของสมรรถนะด้านดิจิทัลของผู้บริหารทางการพยาบาล โรงพยาบาลระดับมหาวิทยาลัย จังหวัดขอนแก่น กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารทางการพยาบาลที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลระดับมหาวิทยาลัย จังหวัดขอนแก่น คำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างได้ 132 คน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถาม 4 ส่วน ได้แก่ ปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยทางการบริหาร ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง และสมรรถนะด้านดิจิทัลของผู้บริหารทางการพยาบาล ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ได้ค่า CVI เท่ากับ 0.99 และทดสอบความเที่ยงด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของ ครอนบาคในส่วนที่ 2, 3 และ 4 เท่ากับ 0.88, 0.89 และ 0.83 ตามลำดับ เก็บข้อมูลผ่าน Google Forms ระหว่างวันที่ 1–28 ตุลาคม 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า สมรรถนะด้านดิจิทัลของผู้บริหารทางการพยาบาลโดยรวมอยู่ในระดับมาก (Mean = 4.12, S.D. = 0.52) การเคยได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับสมรรถนะด้านดิจิทัลมีความสัมพันธ์ระดับต่ำ (r = 0.223, p = 0.012) ปัจจัยทางการบริหารมีความสัมพันธ์ระดับสูง (r = 0.777, p &lt; 0.001) และภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงมีความสัมพันธ์ระดับปานกลาง (r = 0.577, p &lt; 0.001) ตัวแปรที่สามารถร่วมพยากรณ์สมรรถนะด้านดิจิทัล ได้แก่ ปัจจัยทางการบริหารด้านเวลา ด้านวัสดุอุปกรณ์ และภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล และด้านการสร้างแรงบันดาลใจ โดยร่วมกันอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 74.7 (R² = 0.747) ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าปัจจัยทางการบริหารและภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาสมรรถนะด้านดิจิทัลของผู้บริหารทางการพยาบาล ดังนั้น องค์กรควรให้ความสำคัญกับการจัดสรรทรัพยากรและการพัฒนาภาวะผู้นำเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบสุขภาพดิจิทัล</p> 2026-08-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/287195 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2026-03-31T11:28:13+07:00 ยุวดี ศรีบุญเรือง yuwadee@kku.ac.th วัลลิดา ราชกรม rvanli@kku.ac.th <p>การวิจัยเชิงพรรณนาหาความสัมพันธ์ ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยที่มารับการรักษา ณ ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 123 ราย ซึ่งได้จากการเลือกแบบเจาะจงตามเกณฑ์ ที่กำหนด เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป ความเชื่อด้านสุขภาพ การสนับสนุนทางสังคม ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมการดูแลตนเอง ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (CVI = 0.96–1.00) และมีค่าความเชื่อมั่นอยู่ในเกณฑ์ดี (Cronbach’s Alpha=0.70-0.86) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมน (r<sub>s</sub>) กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p-value &lt; 0.05</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยด้านเพศ การสนับสนุนทางสังคม ความเชื่อด้านสุขภาพ และความรอบรู้ด้านสุขภาพ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการดูแลตนเองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05) โดยมี r<sub>s</sub> = .270, .515, .541, และ .218 ตามลำดับ ในขณะที่ภาวะซึมเศร้ามีความสัมพันธ์ทางลบ (r<sub>s</sub> = -.529) กับพฤติกรรมการดูแลตนเองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05) </p> <p>ดังนั้นบุคลากรทางการแพทย์ควรพัฒนารูปแบบการส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลตนเอง โดยบูรณาการแนวคิดความเชื่อด้านสุขภาพร่วมกับการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ และเน้นการมีส่วนร่วมของครอบครัวในการสนับสนุนทางสังคม เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดียิ่งขึ้น</p> 2026-08-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/286382 ความเสี่ยงด้านการยศาสตร์ในการทำงานของพนักงานฝ่ายผลิต บริษัท พลวัชร์เครื่องยนต์ จำกัด 2026-03-24T10:24:46+07:00 ฤดี นิยมรัตน์ 66122546003@ssru.ac.th เบญจลักษณ์ เมืองมีศรี 66122546003@ssru.ac.th สมเกียรติ กอบัวแก้ว 66122546003@ssru.ac.th นิศารัตน์ อมรกุล 66122546003@ssru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพร่างกายและสภาพการทำงานของพนักงานฝ่ายผลิต ประเมินความเสี่ยงด้านสภาพแวดล้อมการทำงาน ความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ และประเมินความเสี่ยงด้านการยศาสตร์ในการทำงานของพนักงานฝ่ายผลิต บริษัท พลวัชร์ เครื่องยนต์ จำกัด ประชากรที่ใช้ในการวิจัยจำนวน 31 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยจำนวน 19 คน สุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จากพนักงานในสายการผลิตเครื่องยนต์ดีเซลทั้งหมดจำนวน 8 คน และสายการผลิตเครื่องกำเนิดไฟฟ้าทั้งหมดจำนวน 11 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงโดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน และมีค่าความเชื่อมั่น 0.785 ประเมินความเสี่ยงด้านท่าทางการทำงานด้วยวิธี REBA การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาสภาพร่างกายและสภาพการทำงาน พบว่า พนักงานฝ่ายผลิตทั้งหมด มีร่างกายปกติ แข็งแรง และไม่มีโรคประจำตัว โดยส่วนใหญ่มีอายุ 25-29 ปี พนักงานทำงานที่ต้องใช้แรงและเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ สภาพการทำงานที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บ คือการยืนหรือเดินต่อเนื่องเกิน 20 นาที ใช้มือหรือแขนออกแรงซ้ำ ๆ ตลอดเวลา ส่งผลให้พนักงานมีอาการเมื่อยล้าหลังเลิกงาน โดยอวัยวะที่บาดเจ็บมากที่สุดคือ ไหล่ ด้านสภาพแวดล้อมการทำงาน พบว่าพนักงานทั้งหมด มีความเสี่ยงทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ ด้านท่าทางในการทำงาน ด้านสภาพทั่วไป และด้านการยกของ อยู่ในระดับมาก นอกจากนี้พบว่า พนักงานทั้งหมดมีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บระดับน้อย ผลการประเมินความเสี่ยงด้านการยศาสตร์ด้วยวิธี REBA พบว่า อยู่ในระดับสูงถึงสูงมาก (10-12 คะแนน) ซึ่งหมายถึงมีความจำเป็นในการปรับปรุงสภาพการทำงานโดยเร่งด่วน</p> 2026-08-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/287509 การพัฒนาและประเมินผลแนวปฏิบัติการดูแลผู้คลอดโดยมีเพื่อนผู้คลอดต่อการเผชิญความปวด ระยะเวลาการคลอด วิธีการคลอด และความพึงพอใจต่อการดูแลพยาบาลในระยะคลอดของผู้คลอดครรภ์แรก 2026-06-22T09:03:39+07:00 สุภาภรณ์ ศิริวัฒนชัยศิลป์ mee4809223@gmail.com ฉายวสันต์ คุณอุดม chaywasankhunudom@gmail.com <p>การคลอดส่งผลให้ผู้คลอดเผชิญกับความปวดและกังวล ซึ่งกระทบต่อความก้าวหน้าและประสบการณ์การคลอด การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินผลแนวปฏิบัติการดูแลผู้คลอดโดยมีเพื่อนผู้คลอดต่อการเผชิญความปวด ระยะเวลาการคลอด วิธีการคลอด และความพึงพอใจต่อการดูแลพยาบาลในระยะคลอด ดำเนินการ ณ ห้องคลอด โรงพยาบาลขอนแก่น ระหว่างเดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 ถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2569 แบ่งเป็น 2 ระยะตามรูปแบบไอโอวา ระยะที่ 1 การพัฒนาแนวปฏิบัติจากการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ 15 เรื่อง ตรวจสอบความตรงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน และประเมินคุณภาพด้วยเกณฑ์ AGREE II โดยพยาบาลวิชาชีพ 14 ราย ระยะที่ 2 การศึกษากึ่งทดลองในผู้คลอดครรภ์แรกอายุ 20–34 ปี จำนวน 46 ราย เลือกแบบเฉพาะเจาะจงแบ่งเป็นกลุ่มควบคุม (ดูแลปกติ) 23 ราย และกลุ่มทดลอง (ได้รับแนวปฏิบัติการดูแลโดยมีเพื่อนผู้คลอด) 23 คู่ เครื่องมือดำเนินการ คือ แนวปฏิบัติฯ 4 องค์ประกอบ ร่วมกับสื่อวิดีทัศน์ เครื่องมือวัดผลได้แก่ แบบประเมินการเผชิญความปวด และแบบวัดความพึงพอใจต่อการดูแลพยาบาลในระยะคลอด วิเคราะห์ด้วยสถิติ Independent t-test, Mann-Whitney U test, Chi-square test และ Fisher’s exact test</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนการเผชิญความปวดและระดับความพึงพอใจต่อการดูแลพยาบาลในระยะคลอดสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001 และ p &lt; .001 ตามลำดับ) ทว่าระดับความปวดขณะรอคลอด ระยะเวลารอคลอดและวิธีการคลอดระหว่างสองกลุ่มไม่แตกต่างกัน (p &gt; .05) สะท้อนว่าช่วยในการเผชิญความปวดและเพิ่มความพึงพอใจของผู้คลอด ควรนำไปใช้พัฒนาคุณภาพการดูแลในระยะคลอดและศึกษาในบริบทอื่นต่อไป</p> 2026-08-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/287313 ผลของโปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเองต่อระดับน้ำตาลในเลือดและพฤติกรรมการป้องกันภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยเบาหวานในชุมชน 2026-05-28T15:34:16+07:00 วิไลลักษณ์ วอแพง anansak.jan@gmail.com กฤตานนท์ จันทรศรี anansak.jan@gmail.com <p>โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่เป็นปัญหาสำคัญทางด้านสาธารณสุขของโลก เป็นภัยคุกคามที่ลุกลามอย่างรวดเร็วไปทั่วโลก การวิจัยกึ่งทดลองแบบหนึ่งกลุ่มวัด ก่อน-หลัง เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเองต่อระดับน้ำตาลในเลือดและพฤติกรรมการป้องกันภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยเบาหวานในชุมชน กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย โปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเองของผู้ป่วยเบาหวานในชุมชน ประกอบด้วย 4 กิจกรรม ระยะเวลา 12 สัปดาห์ มีค่าความตรงตามเนื้อหา เท่ากับ 0.88 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ข้อมูลทั่วไปและข้อมูลทางคลินิก และแบบสัมภาษณ์พฤติกรรมการป้องกันภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยเบาหวานในชุมชน มีค่าความตรงตามเนื้อหา เท่ากับ 0.90 และความเที่ยง เท่ากับ 0.82 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ paired t-test.</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า หลังการทดลองกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีน้ำตาลในเลือดระดับปกติ (80 - 130 mg/dL) ร้อยละ 76.67 โดยมีระดับน้ำตาลเฉลี่ย 118.80 ±15.54 mg/dL มีพฤติกรรมการป้องกันภาวะแทรกซ้อนในระดับดี ร้อยละ 43.00 และดีมาก ร้อยละ 46.67 และเมื่อเปรียบเทียบก่อน-หลังการทดลอง พบว่า ค่าเฉลี่ยของระดับน้ำตาลในเลือดหลังการทดลองลดลงกว่าก่อนการทดลอง 11.93 mg/dL(95% CI 8.879 to 14.987, p-value&lt;.001) และคะแนนเฉลี่ยของพฤติกรรมการป้องกันภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยเบาหวานในชุมชนหลังการทดลอง เพิ่มขึ้นกว่าก่อนการทดลอง 8.60 คะแนน (95% CI -11.626 to -5.811, p-value&lt;.001) ดังนั้น โปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเองสามารถช่วยให้ผู้ป่วยเบาหวานในชุมชนเป็นกลไกสำคัญที่นำไปสู่การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้นและเพิ่มพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-08-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/286641 ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากโรคที่เกิดจากความร้อนของ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอชื่นชม จังหวัดมหาสารคาม 2026-06-22T10:36:38+07:00 อัญธิกา บรรจงสวัสดิ์ untika.0311@gmail.com ปิยมาภรณ์ ดวงมนตรี pia4003@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากโรคที่เกี่ยวข้องกับความร้อนของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) อำเภอชื่นชม จังหวัดมหาสารคาม กลุ่มตัวอย่างเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ของอำเภอชื่นชม จำนวน 194 คน เก็บรวบรวมข้อมูลเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2568 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินความรอบรู้ ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพจากความร้อน พัฒนาโดยกองประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ กรมอนามัยปี พ.ศ. 2567 ตามแนวคิดของ Sørensen วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ เชิงพรรณนาร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์สเปียร์แมน โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการศึกษา พบว่า อสม. มีความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับดีมากทั้ง 4 ด้าน (X̄ = 4.21, SD = 0.67) โดยด้านการตัดสินใจมีคะแนนสูงสุด (X̄ = 4.43, SD = 0.70) พฤติกรรมสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับดีมาก (X̄ = 2.72, SD = 0.27) ความรอบรู้ด้านสุขภาพมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมสุขภาพในการป้องกันโรคที่เกี่ยวข้องกับความร้อนของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอชื่นชม จังหวัดมหาสารคาม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = 0.631, p &lt; 0.001) แสดงให้เห็นว่า เมื่อ อสม. มีระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพที่สูงขึ้น จะมีแนวโน้มในการปฏิบัติพฤติกรรมในการป้องกันตนเองจากโรคที่เกี่ยวข้องกับความร้อนที่เหมาะสมยิ่งขึ้น ดังนั้น การพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพจึงเป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากโรคเกี่ยวข้องกับความร้อน</p> 2026-08-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/287581 ผลของชุดกิจกรรมการให้ความรู้ต่อความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการป้องกันบุหรี่ไฟฟ้าในนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น จังหวัดขอนแก่น 2026-05-27T09:48:00+07:00 นวลละออง ทองโคตร wachirasak.a@bcnkk.ac.th วชิรศักดิ์ อภิพัตฐ์กานต์ wachirasak.a@bcnkk.ac.th ปิยนุช ภิญโย pnphinyo@gmail.com กิตติมา แสนสุนนต์ wachirasak.a@bcnkk.ac.th กิตติพัฒน์ ถวัลย์เสรีวัฒนา wachirasak.a@bcnkk.ac.th ธิตินันท์ ตุ่นเฮ้า wachirasak.a@bcnkk.ac.th ปวีณา สนธิสัมพันธ์ wachirasak.a@bcnkk.ac.th อริสา สุวรรณมาโจ wachirasak.a@bcnkk.ac.th อัษฎางค์กูล คุณแก้ว wachirasak.a@bcnkk.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นงานวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) โดยใช้รูปแบบการทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังได้รับชุดกิจกรรมให้ความรู้ประกอบสื่อ (One Group Pretest-Posttest Design) มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรู้ ทัศนคติและพฤติกรรมการป้องกันบุหรี่ไฟฟ้าของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 ก่อนและหลังได้รับชุดกิจกรรมให้ความรู้ กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1–3 จำนวน 34 คน เครื่องมือทดลองเป็นชุดกิจกรรมการให้ความรู้ประกอบสื่อ ประกอบด้วยโมเดลปอดประกอบ และ คลิป VDO เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป ความรู้เกี่ยวกับบุหรี่ ทัศนคติต่อการสูบบุหรี่ และประเมินพฤติกรรมในการป้องกันบุหรี่ไฟฟ้า วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ Paired Sample T-Test </p> <p>ผลการวิจัย พบว่า เพศชายร้อยละ 29.41 เพศหญิงร้อยละ 70.59 หลังจากได้รับผลของชุดกิจกรรมการให้ความรู้ประกอบสื่อ กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการป้องกันบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยความรู้คะแนนเฉลี่ยจาก 13.32 (S.D. 4.36) เป็น 18.00 (S.D. 3.32) ทัศนคติจาก 70.03 (SD = 16.18) เป็น 85.35 (SD = 14.92) และพฤติกรรมในการป้องกันบุหรี่ไฟฟ้าคะแนนเฉลี่ยจาก 68.21 (S.D. 21.48) เป็น 85.68 (S.D. 17.44) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05)</p> <p>งานวิจัยนี้ชุดกิจกรรมการให้ความรู้ประกอบสื่อสามารถเพิ่มความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมในการป้องกันบุหรี่ไฟฟ้าในนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นได้ จึงควรนำไปใช้เพื่อขยายผลต่อไป</p> 2026-08-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/290393 การพัฒนาแผนกลยุทธ์การส่งเสริมสุขภาพประชาชนวัยทำงานระดับประเทศ พ.ศ. 2568-2580 2026-07-20T14:45:58+07:00 ชลพันธ์ ปิยถาวรอนันต์ chon.piya124@gmail.com กมลนิตย์ มาลัย kkya2553@gmail.com ฐาปะณี คงรุ่งเรือง kkya2553@gmail.com กชธนาณัฏฐ์ โพธิมา kkya2553@gmail.com ศิรินทรา พินิจกุล kkya2553@gmail.com จิรนันท์ สุวะไกร kkya2553@gmail.com อัจฉราภา กลิ่นสุวรรณ kkya2553@gmail.com <p>การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดและภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ส่งผลให้การส่งเสริมสุขภาพประชากรวัยทำงาน (อายุ 15–59 ปี) เป็นวาระเร่งด่วนระดับชาติเพื่อรักษาฐานผลิตภาพแรงงานของประเทศ การวิจัยเชิงคุณภาพแบบมีส่วนร่วมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำแผนกลยุทธ์การส่งเสริมสุขภาพประชาชนวัยทำงานระดับประเทศ พ.ศ. 2568–2580 โดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง<br />แบบเฉพาะเจาะจงจำนวน 50 คน จากผู้แทนภาคเอกชน ผู้ทรงคุณวุฒิ และหน่วยงานภาครัฐ 6 กระทรวงหลัก ใช้ข้อมูลจากการทบทวนเอกสาร การประชุมเชิงปฏิบัติการ และการสนทนากลุ่มย่อย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงประเด็นร่วมกับกรอบทฤษฎีสายธารพหุคูณ (MSF) และการวิเคราะห์ SWOT/TOWS Matrix ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการสังเคราะห์ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ (HiAP) สามารถสนับสนุนสายธารนโยบาย เพื่อนำไปสู่การเปิดหน้าต่างแห่งโอกาสเชิงนโยบาย (Policy Window) เพื่อตอบสนองต่อเป้าประสงค์ยุทธศาสตร์ร่วม 4 ประการ (4Gs) ได้แก่ Good Job, Good Insurance, Good Health และ Good Environment และได้ข้อสรุปเป็น 5 ประเด็นยุทธศาสตร์ ได้แก่ (1) ขับเคลื่อนนโยบายและบริหารจัดการระบบแบบบูรณาการเพื่อลดวิกฤตสุขภาพอย่างทั่วถึง (2) ส่งเสริมและพัฒนาวัยทำงานให้รอบรู้ทางสุขภาพและจัดการสุขภาพดีได้ด้วยตนเอง (3) พัฒนาเครือข่ายส่งเสริมสุขภาพวัยทำงานทั่วประเทศให้เข้มแข็งและเชื่อมโยงกับสากล (4) ส่งเสริมสุขภาพและจัดการระบบนิเวศสุขภาพในที่ทำงานเพื่อเพิ่มผลิตภาพแรงงาน และ (5) พัฒนาระบบบริการสุขภาพและสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางสุขภาพวิถีใหม่ ข้อค้นพบนี้ช่วยสร้างความเป็นเจ้าของร่วมกันของภาคีเครือข่าย และเป็นต้นแบบแผนยุทธศาสตร์ที่พร้อมนำไปปฏิบัติจริงเพื่อยกระดับสุขภาวะและผลิตภาพแรงงานของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน</p> 2026-08-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/287133 ปัจจัยเสี่ยงของการใช้แอมเฟตามีนในสตรีตั้งครรภ์ : การทบทวนวรรณกรรม 2026-05-11T15:06:43+07:00 จันทรัสม์ บุญลอด jantarasbunlot@gmail.com ทิวาวรรณ เทพา tthiwawan@kku.ac.th <p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการใช้แอมเฟตามีนในสตรีตั้งครรภ์ และสังเคราะห์องค์ความรู้เพื่อใช้เป็นพื้นฐานในการพัฒนาเครื่องมือคัดกรองสำหรับคลินิกฝากครรภ์ การสืบค้นข้อมูลดำเนินการจากฐานข้อมูลทั้งในและต่างประเทศ ได้แก่ PubMed, Scopus, CINAHL, ScienceDirect และ ThaiJO โดยใช้กรอบแนวคิด PEC (Population–Exposure–Outcome) เพื่อกำหนดขอบเขตการสืบค้น และดำเนินการตามหลักการสังเคราะห์หลักฐานเชิงประจักษ์อย่างเป็นระบบร่วมกับเกณฑ์การคัดเลือกงานวิจัยที่ชัดเจน กระบวนการคัดเลือกบทความดำเนินการตามแนวทาง PRISMA 2020</p> <p>จากการสืบค้นพบเอกสารจำนวน 168 เรื่อง ภายหลังการคัดกรองบทความซ้ำ การประเมินชื่อเรื่อง บทคัดย่อ และการประเมินบทความฉบับเต็มตามเกณฑ์ที่กำหนด พบว่ามีบทความผ่านเกณฑ์และนำมาสังเคราะห์เชิงคุณภาพจำนวน 7 เรื่อง ผลการศึกษาพบว่าปัจจัยเสี่ยงต่อการใช้แอมเฟตามีนในสตรีตั้งครรภ์สามารถจำแนกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ ปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยด้านครอบครัว ปัจจัยด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม และปัจจัยด้านจิตสังคม โดยปัจจัยที่พบร่วมกันในหลายการศึกษา ได้แก่ ประวัติการใช้สารเสพติดก่อนการตั้งครรภ์ อายุและระดับการศึกษา ภาวะเศรษฐกิจ การมีคู่ครองหรือบุคคลใกล้ชิดที่ใช้สารเสพติด การขาดการสนับสนุนจากครอบครัว การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีการแพร่ระบาดของยาเสพติด ตลอดจนความเครียด ภาวะซึมเศร้า และปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งมีความเชื่อมโยงกันในลักษณะพหุปัจจัยและส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้แอมเฟตามีนระหว่างตั้งครรภ์ องค์ความรู้ที่ได้สามารถนำไปใช้เป็นพื้นฐานในการพัฒนาเครื่องมือคัดกรองความเสี่ยง เพื่อสนับสนุนการค้นหาสตรีตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยงได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และวางแผนการดูแลที่เหมาะสมต่อไป</p> 2026-08-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น