https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/issue/feed วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น 2025-12-22T14:59:16+07:00 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น anamai.plan7@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น </strong>กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เป็นวารสารวิชาการด้านการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม และบทความที่ตอบรับการตีพิมพ์บทความจะต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายในและภายนอกเป็นผู้ประเมินบทความ จำนวน 3 ท่านต่อบทความ โดยมีการไม่เปิดเผยรายชื่อผู้เขียนบทความและผู้ทรงคุณวุฒิ มีกำหนดตีพิมพ์ออกทุก 4 เดือน (3 ฉบับต่อปี) ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม และฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม เป็นวารสารที่ตีพิมพ์เนื้อหาที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ ทางการแพทย์ และอนามัยสิ่งแวดล้อม ในรูปแบบต่างๆ โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้</p> <p>1. เผยแพร่ความรู้วารสารวิชาการด้านการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม</p> <p>2. เผยแพร่ผลงานทางวิชาการและงานวิจัยของแพทย์ พยาบาล นักวิชาการสาธารณสุข และทีมสหสาขาวิชาชีพ รวมทั้งงานวิจัยด้านการศึกษาและด้านการสอน ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม ทั้งในศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น และเครือข่ายวิชาการด้านสาธารณสุข ทั้งในและนอกเขตสุขภาพที่ 7 และผู้สนใจ </p> <p>3. พัฒนาองค์ความรู้และส่งเสริมการวิจัยด้านการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมต่อเนื่อง</p> <p>4. เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนทัศนคติ ข้อคิดเห็น ข่าวสาร และเป็นสื่อสัมพันธ์ในวงการการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม ในพื้นที่รับผิดชอบ</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ </strong>เมื่อบทความที่ลงทะเบียนผ่านการพิจารณากลั่นกรองเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการโดยมีรูปแบบการพิมพ์ ขอบเขตเนื้อหา รวมถึงความเหมาะสมตามเกณฑ์คุณภาพของวารสารแล้ว</p> <ul> <li>ผู้นิพนธ์ภายนอกศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น ต้องชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ในอัตรา 3,500 บาท ต่อ 1 บทความ</li> <li>ผู้นิพนธ์ภายในศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น ได้รับการยกเว้นเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</li> </ul> <p>ทั้งนี้ ผู้นิพนธ์ภายนอกไม่สามารถขอคืนเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวได้ภายหลังการชำระเงินแล้ว ซึ่งจะเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ตั้งแต่ปีที่ 15 ฉบับที่ 2 (กุมภาพันธ์ – พฤษภาคม 2566) เป็นต้นไป</p> <p>หมายเหตุ : กรณีที่มีรายชื่อผู้นิพนธ์หลายคน ซึ่งประกอบด้วยบุคลากรทั้งภายในและภายนอกศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น กองบรรณาธิการถือชื่อผู้นิพนธ์อันดับแรกเป็นสำคัญ และการพิจารณาจากกองบรรณาธิการถือเป็นที่สิ้นสุด</p> https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/280406 ประสิทธิผลของสื่อการสอนนวัตกรรมนาวาชีวิตต่อความรู้และการปฏิบัติการดูแลตนเอง ของผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อนทางไต โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลศรีวิชัย อำเภอศรีบุญเรือง จังหวัดหนองบัวลำภู 2025-07-09T08:19:32+07:00 สิงหา สีหานาท singhaseehanat@gmail.com กฤตานนท์ จันทรศรี anansak.jan@gmail.com <p>โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่เป็นปัญหาสำคัญทางด้านสาธารณสุขของโลก เป็นภัยคุกคามที่ลุกลามอย่างรวดเร็วไปทั่วโลก และสามารถนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ โรคไตเรื้อรัง การศึกษาวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัด ก่อน-หลัง เพื่อศึกษาประสิทธิผลของสื่อการสอนนวัตกรรมนาวาชีวิตในผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อนทางไต โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลศรีวิชัย กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคเบาหวาน คัดเลือกโดยวิธีสุมอย่างง่าย แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 30 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 30 คน ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 30 มิถุนายน 2567 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย สื่อการสอนนวัตกรรมนาวาชีวิต ได้แก่ 1) ความรู้เรื่องโรคเบาหวาน ภาวะแทรกซ้อนไตเรื้อรัง 2) การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 3) การแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบกลุ่มย่อย และ 4) การติดตามเยี่ยมที่บ้าน แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบทดสอบวัดความรู้เกี่ยวกับโรคไตเรื้อรังของผู้ป่วยเบาหวาน และแบบสัมภาษณ์การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยเบาหวาน ที่มีภาวะแทรกซ้อนทางไต มีค่าความเที่ยง เท่ากับ 0.85 และ 0.88 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติ paired t-test และสถิติ Independent t-test</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า หลังการทดลอง พบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยของความรู้เรื่องโรคเบาหวานหลังทดลอง เท่ากับ 13.33 และกลุ่มควบคุมมีคะแนนเฉลี่ยของความรู้เรื่องโรคเบาหวาน เท่ากับ 9.03 ส่วนคะแนนเฉลี่ยของการปฏิบัติการดูแลตนเองของกลุ่มทดลอง เท่ากับ 57.96 และกลุ่มควบคุมมีคะแนนเฉลี่ยของการปฏิบัติการดูแลตนเอง เท่ากับ 52.03 เมื่อทดสอบความแตกต่างทางสถิติ พบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เรื่องโรคเบาหวานและการปฏิบัติการดูแลตนเองสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p&lt; .001 ดังนั้น การใช้สื่อการสอนนวัตกรรมนาวาชีวิตสำหรับให้ความรู้เรื่องโรคเบาหวานสามารถทำให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีความรู้ดีขึ้น</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/280331 ประสิทธิภาพการกำจัดไมโครพลาสติกของระบบผลิตน้ำประปาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ใช้น้ำในแม่น้ำพองเป็นแหล่งน้ำดิบ 2025-07-01T13:33:38+07:00 ปิยมาภรณ์ ดวงมนตรี pia4003@gmail.com สมคิด ปราบภัย pia4003@gmail.com จิราภรณ์ หลาบคำ pia4003@gmail.com อัญธิกา บรรจงสวัสดิ์ pia4003@gmail.com <p>การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional study) มีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมินประสิทธิภาพของระบบผลิตน้ำประปาในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ใช้น้ำจากแม่น้ำพองเป็นแหล่งน้ำดิบ โดยเก็บตัวอย่างจากระบบประปา 12 แห่ง ในช่วงฤดูแล้ง (มกราคม 2567) และฤดูฝน (มิถุนายน 2567) ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ระบบผลิตน้ำประปามีประสิทธิภาพในการลดปริมาณ ไมโครพลาสติกได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) โดยในฤดูแล้งสามารถกำจัดได้ร้อยละ 46.95 และในฤดูฝนอยู่ที่ร้อยละ 40.93 อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่างฤดูกาล ไม่พบความแตกต่างอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.118) แม้ว่าระบบประปาจะสามารถลดปริมาณไมโครพลาสติกได้ในระดับหนึ่งแต่ยังไม่เพียงพอต่อการสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของน้ำประปาสำหรับการอุปโภคบริโภคในระยะยาว จึงมีความจำเป็นต้องพัฒนาปรับปรุงระบบการของระบบประปาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นรวมถึงกำหนดมาตรฐานและแนวทางเฝ้าระวังคุณภาพน้ำประปาที่ครอบคลุมการปนเปื้อนไมโคร พลาสติกเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชน</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/280864 ผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตามแนวทาง 3อ.2ส. ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี 2025-07-21T13:56:01+07:00 พรพิมล มัฆนาโส phornphii1991@gmail.com <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรู้และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตามแนวทาง 3อ.2ส. และเพื่อเปรียบเทียบค่าดัชนีมวลกายและระดับความดันโลหิตของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน เก็บข้อมูลเดือนธันวาคม 2567 – กรกฎาคม 2568 เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ผ่านการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ และตรวจสอบความตรงของเนื้อหา วิเคราะห์ข้อมูลโดยแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ Paired t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า หลังได้รับโปรแกรมกลุ่มตัวอย่างมีความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพตามแนวทาง 3อ.2ส. ( = 16.87, S.D. = 0.68) อยู่ในระดับสูง คิดเป็นร้อยละ 100 และเมื่อเปรียบเทียบความรู้ พบว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สำหรับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพตามหลัก 3อ.2ส. พบว่า หลังได้รับโปรแกรมอยู่ในระดับสูง คิดเป็นร้อยละ 86.7 และเมื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพตามหลัก 3อ.2ส. พบว่า ผลการทดสอบก่อนและหลังได้รับโปรแกรม โดยรวมทุกด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ค่าดัชนีมวลกายและระดับค่าความดันโลหิต พบว่า ผลการทดสอบก่อนและหลังได้รับโปรแกรม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> <p>ดังนั้นผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตามแนวทาง 3อ.2ส. แสดงให้เห็นว่า มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในระดับชุมชนเพื่อส่งเสริมสุขภาพประชาชนในวงกว้างได้ต่อไป</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/281096 ผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมสุขภาพของกลุ่มเสี่ยงโรคไตเรื้อรัง 2025-07-18T14:05:23+07:00 รัตสวดี คูหะมณี ratsavadee.k@kkumail.com จารุณี สรกฤช scharunee@kku.ac.th <p>การวิจัยกึ่งทดลองนี้เป็นแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมสุขภาพของกลุ่มเสี่ยงโรคไตเรื้อรัง อำเภอปากชม จังหวัดเลย กลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่มเสี่ยงโรคไตเรื้อรัง อายุ 40-60 ปี ที่อาศัยในเขตบริการของหน่วยบริการปฐมภูมิห้วยพิชัย อำเภอปากชม จังหวัดเลย คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด จำนวน 64 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 32 คน และกลุ่มทดลอง 32 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ และแบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพ ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ผลการตรวจสอบความตรงของเนื้อหาได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ ค่า CVI เท่ากับ 0.85 แบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพ ค่า CVI เท่ากับ 0.89 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและเปรียบเทียบความแตกต่างด้วยสถิติ ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค ของแบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ เท่ากับ 0.94 แบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพ เท่ากับ 0.89</p> <p>ผลการวิจัย พบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพ ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างมีมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมสุขภาพก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างมีมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) ดังนั้นโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ สามารถใช้เป็นเครื่องมือเพื่อเพิ่มระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพและระดับพฤติกรรมสุขภาพของกลุ่มเสี่ยงโรคไตเรื้อรังได้</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/280435 แนวทางการเสริมสร้างประสิทธิภาพการดำเนินงานของศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้เป็นองค์กรสมรรถนะสูง ปี พ.ศ.2568 2025-08-07T08:30:13+07:00 อารยา กงลา arayko@kku.ac.th อัมพน ห่อนาค Arayko@kku.ac.th <p>การศึกษาครั้งนี้ เพื่อศึกษาระดับความสำคัญของแนวทางการดำเนินงานสู่องค์กรสมรรถนะสูงของศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปัญหาและอุปสรรคที่ทำให้ขาดประสิทธิภาพต่อการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่องค์กรสมรรถนะสูง ตามแนวทางการพัฒนาองค์กรสมรรถนะสูง กระทรวงสาธารณสุข (MoPH-4T) เก็บข้อมูลแบบสอบถามความคิดเห็น ระดับหัวหน้าฝ่าย หัวหน้างาน หัวหน้าหน่วยงาน หัวหน้าหอผู้ป่วย จำนวน 85 คน และแบบสัมภาษณ์ผู้บริหารระดับสูง จำนวน 5 คน ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ - เดือนพฤษภาคม 2568 รวมเป็นระยะเวลา 4 เดือน เพื่อพัฒนาแนวทางการเสริมสร้างประสิทธิภาพการดำเนินงาน ของศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้เป็นองค์กรสมรรถนะสูง ปี พ.ศ.2568</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ระดับความสำคัญด้านการส่งเสริมการทำงานเป็นทีมและสนับสนุนผู้มีความสามารถโดดเด่น อยู่ในระดับมากที่สุด ร้อยละ 4.22 ( S.D.=0.54) ส่วนปัญหาและอุปสรรค พบว่า การสร้างเสริมค่านิยมองค์กรยังขาดกลไกในการถ่ายทอดวิสัยทัศน์อย่างลึกซึ้ง การมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นยังอยู่ในระดับต่ำ การส่งเสริมการทำงานเป็นทีมยังไม่ราบรื่น เครื่องมือและอุปกรณ์เทคโนโลยีล้าสมัย ไม่เพียงพอ ระบบสารสนเทศยังไม่เสถียร ผู้นำระดับกลางและระดับสูงยังขาดทักษะการนำเชิงรุก รวมทั้งระบบค่าตอบแทนและแรงจูงใจไม่สอดคล้องกับภาระงาน สำหรับแนวทางการเสริมสร้างประสิทธิภาพการดำเนินงานของศูนย์หัวใจสิริกิติ์ฯให้เป็นองค์กรสมรรถนะสูงที่สำคัญได้แก่ โครงการพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ด้านการสื่อสารอัตลักษณ์องค์กร โครงการสร้างระบบการมีส่วนร่วมเชิงรุกผ่านแพลตฟอร์มที่ประชาชนเข้าถึงง่าย โครงการจัดกิจกรรมละลายพฤติกรรมและทีมสัมพันธ์ โครง<strong>การ</strong>พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี โครงการพัฒนาระบบการสื่อสารภายในองค์กร และโครงการพัฒนาและบูรณาการระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/280482 ผลของโปรแกรมพัฒนาศักยภาพผู้ให้คำปรึกษาทางเลือกสตรีที่ตั้งครรภ์ไม่พร้อม เขตสุขภาพที่ 7 2025-06-27T10:20:54+07:00 ชนิตา รุ่งวิทยาการ kantarakorn_pee@hotmail.com มเหศักดิ์ ภูริวัฒน์ภากร kantarakorn_pee@hotmail.com จันทร์ธรา สมตัว kantarakorn_pee@hotmail.com <p>การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความรู้ ทัศนคติ และความพึงพอใจของผู้ให้คำปรึกษาทางเลือกสตรีที่ตั้งครรภ์ไม่พร้อม ก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมพัฒนาศักยภาพในเขตสุขภาพที่ 7 ดำเนินการในกลุ่มตัวอย่างจำนวน 80 คน ซึ่งเป็นบุคลากรที่ให้บริการในคลินิกวัยรุ่นในเขตสุขภาพที่ 7 โดยใช้โปรแกรมฯ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Paired t-test เพื่อเปรียบเทียบคะแนนความรู้ ทัศนคติและความพึงพอใจ ผลการวิจัย พบว่า หลังการเข้าร่วมโปรแกรมฯ คะแนนความรู้เกี่ยวกับการให้คำปรึกษาทางเลือกสตรีที่ตั้งครรภ์ไม่พร้อมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (p&lt;0.001) จากค่าเฉลี่ย 11.72 เป็น 17.97 คะแนน ทัศนคติเพิ่มขึ้นจาก 17.00 เป็น 28.85 คะแนน (p&lt;0.001) และความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมอยู่ในระดับ "ดีมาก" คิดเป็น 88.75% อภิปรายผล โปรแกรมฯสามารถเพิ่มพูนความรู้และปรับเปลี่ยนทัศนคติของผู้ให้คำปรึกษาทางเลือกสตรีที่ตั้งครรภ์ไม่พร้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ คะแนนความรู้และทัศนคติที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงความเข้าใจที่ลึกซึ้งมากขึ้นในด้านกฎหมายและขั้นตอนการให้คำปรึกษา โดยเฉพาะในเรื่องการยุติการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัย ความพึงพอใจในระดับสูงจากผู้เข้าร่วมแสดงถึงความสำเร็จของโปรแกรมฯ ในการตอบสนองความต้องการในการพัฒนาทักษะของบุคลากรทางการแพทย์ นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังสอดคล้องกับการศึกษาก่อนหน้าที่ระบุว่าการอบรมพัฒนาศักยภาพผู้ให้คำปรึกษาส่งผลให้เกิดความมั่นใจและทัศนคติที่ดีขึ้นในการดูแลผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ไม่พร้อม ข้อเสนอแนะ ควรขยายโปรแกรมอบรมไปยังบุคลากรในชุมชนและสถานพยาบาลต่าง ๆ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการสำหรับสตรีที่ตั้งครรภ์ไม่พร้อม และติดตามผลในระยะยาวเพื่อนำมาปรับใช้ในผู้ให้คำปรึกษาอย่างมีคุณภาพ</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/280837 การพัฒนาแนวทางการส่งเสริมทักษะชีวิตและป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศของวัยรุ่น โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ในเขตพื้นที่อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ 2025-09-12T15:27:24+07:00 จิรัชญา เหล่าคมพฤฒาจารย์ jungera2520@gmail.com ธิติรัตน์ เหล่าคมพฤฒาจารย์ jungera2520@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาและพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศและพัฒนาแนวทางส่งเสริมทักษะชีวิตเพื่อป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศของวัยรุ่น อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ โดยใช้แนวคิดทักษะชีวิตขององค์การอนามัยโลกและพัฒนาการทางจิตสังคมของอิริคสัน เป็นกรอบในการวิจัยร่วมกับการมีส่วนร่วมกับเครือข่ายในชุมชน ดำเนินการวิจัยเชิงปฏิบัติการกับวัยรุ่น ผู้ปกครอง ครู ผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสนทนากลุ่ม แบบสอบถามพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ แบบประเมินความรู้ ทัศนคติและทักษะชีวิต ตรวจสอบความตรง ตามเนื้อหาด้วยผู้เชี่ยวชาญและความเชื่อมั่นของแบบสอบถามพฤติกรรมเสี่ยง ทัศนคติและทักษะชีวิตด้วยCronbach’s alpha และความรู้ ด้วยค่า KR-20 ได้ค่า 0.79, 0.82, 0.81 และ 0.88 ตามลำดับเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนมกราคมถึงมิถุนายน 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired Sample t-test และวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า วัยรุ่นมีพฤติกรรมเสี่ยง ได้แก่ การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร พร่องความรู้และทักษะในการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ได้รับอิทธิพลจากเพื่อนและสื่อ ขณะที่ครอบครัวและชุมชนยังขาดกิจกรรมการส่งเสริมที่ตอบสนองต่อความต้องการของวัยรุ่น กิจกรรมส่งเสริมทักษะชีวิต 8 สัปดาห์ ครอบคลุมทักษะพื้นฐาน 10 ด้าน โดยเน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง การมีส่วนร่วมของเครือข่ายชุมชน และกิจกรรมที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่น ผลการประเมินเชิงปริมาณ พบว่า ความรู้ ทัศนคติ และทักษะชีวิตของวัยรุ่นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) ส่วนผลการประเมินเชิงคุณภาพ พบว่า วัยรุ่นมีพัฒนาการด้านการสื่อสาร การตัดสินใจ ความกล้าแสดงออกและการตระหนักรู้ต่อความเสี่ยงทางเพศมากขึ้น ขณะที่เครือข่ายชุมชนมีความตระหนักและความพร้อมในการขับเคลื่อนกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/281108 ความรอบรู้ด้านสุขภาพและความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร นักเรียนหญิงมัธยมศึกษาตอนปลาย จังหวัดนครราชสีมา 2025-08-07T09:21:15+07:00 เด่นนภา ปัดทุม dennapha2567@gmail.com <p>การวิจัยเชิงสำรวจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพและความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรของนักเรียนหญิงมัธยมศึกษาตอนปลาย จังหวัดนครราชสีมา กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,764 คน จากสถานศึกษาภาครัฐและเอกชน ในปีการศึกษา 2567 รวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2567 โดยใช้แบบวัดความรอบรู้ด้านสุขภาพของวัยรุ่นหญิง อายุ 15–21 ปี ของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ วิเคราะห์ข้อมูลด้วย Pearson’s Correlation และสถิติ Independent t-test</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับเพียงพอ (ร้อยละ 61.85) มีความรู้ความเข้าใจทางสุขภาพถูกต้องที่สุด (ร้อยละ 48.13) การตัดสินใจเลือกปฏิบัติที่ถูกต้องอยู่ในระดับดีมาก (ร้อยละ 89.74) การเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพอยู่ในระดับดีมาก (ร้อยละ 50.40) การสื่อสารเพื่อเพิ่มความเชี่ยวชาญอยู่ในระดับดีมาก (ร้อยละ 55.56) การจัดการเงื่อนไขทางสุขภาพของตนเองอยู่ในระดับดีมาก (ร้อยละ 36.68) และการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศอยู่ในระดับดีมาก (ร้อยละ 48.87) ความรอบรู้ด้านสุขภาพมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (r=0.482) และไม่พบความแตกต่างของความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรระหว่างนักเรียนในสถานศึกษาภาครัฐและสถานศึกษาภาคเอกชน การวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพมีบทบาทสำคัญต่อการส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/281109 แบบจำลองค่าสุดขีดของอัตราการป่วยโรคโควิด 19 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย 2025-07-22T14:09:33+07:00 นิภาดา พาภักดี nipada.pa@rmuti.ac.th ปิยภัทร บุษบาบดินทร์ nipada.pa@rmuti.ac.th เบญจวรรณ รัตนวงศ์ nipada.pa@rmuti.ac.th <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบจำลองค่าสุดขีดสำหรับวิเคราะห์และคาดการณ์อัตราการป่วยโรคโควิด 19 ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย โดยใช้ข้อมูลจำนวนผู้ป่วยรายสัปดาห์สูงสุดของแต่ละจังหวัด จำนวนทั้งสิ้น 20 จังหวัด ในการคำนวณอัตราการป่วยสูงสุดรายสัปดาห์ (หน่วย: ต่อแสนประชากร) แบบจำลองที่นำมาใช้ คือ การแจกแจงค่าสุดขีดวางนัยทั่วไป (Generalized Extreme Value Distribution: GEV) โดยดำเนินการประมาณค่าพารามิเตอร์ด้วยวิธีภาวะน่าจะเป็นสูงสุด (Maximum Likelihood Estimation: MLE) ภายใต้สมมติฐานกระบวนการคงที่และไม่คงที่ รวมทั้งหมด 8 รูปแบบ จากนั้นทำการเปรียบเทียบและคัดเลือกแบบจำลองที่เหมาะสมโดยใช้สถิติทดสอบดีเวียนซ์และค่าล็อกภาวะน่าจะเป็น พร้อมทั้งประเมินความเหมาะสมของแบบจำลองด้วยกราฟความน่าจะเป็นและกราฟควอนไทล์ นอกจากนี้ยังคำนวณค่าระดับการเกิดซ้ำ (Return Level) เพื่อติดตามและประเมินความเสี่ยงของการเกิดเหตุการณ์รุนแรงในอนาคต ผลการศึกษาพบว่า ข้อมูลอัตราการป่วยโรคโควิด 19 สูงสุดรายสัปดาห์ในแต่ละจังหวัด มีรูปแบบพารามิเตอร์ที่เหมาะสมภายใต้กระบวนการไม่คงที่ คือ และ โดยที่ เป็นค่าคงที่ สำหรับทุกจังหวัด โดยจังหวัดอุดรธานีมีความเสี่ยงสูงสุดเมื่อพิจารณาค่าระดับการเกิดซ้ำ แสดงให้เห็นถึงเหตุการณ์การระบาดที่มีโอกาสเกิดขึ้น 1 ครั้งใน 40 สัปดาห์ (p=0.05) มีค่า Return Level สูงถึงประมาณ 60 รายต่อแสนประชากร ขณะที่การระบาดที่พบบ่อยกว่ามีค่า Return Level อยู่ในช่วง 13–42 รายต่อแสนประชากร สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดในพื้นที่ดังกล่าว</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/281564 ผลของโปรแกรมเสริมสร้างการรับรู้สมรรถนะแห่งตนของ อสม.บัดดี้ ต่อสมรรถนะการปฏิบัติงานติดตามดูแลผู้ป่วยยาเสพติดที่ผ่านการบำบัดรักษาในระบบสมัครใจบำบัดโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนและการกลับมาใช้ยาเสพติดซ้ำของผู้ป่วย อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท 2025-08-19T11:15:48+07:00 เอกลักษณ์ คล้ายเพ็ญ ekkaluck.093028@gmail.com นภัสสร ยอดทองดี puinaja_31@hotmail.com ประกาศิต พูลวงษ์ prakasit@bcnchainat.ac.th <p>การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมเสริมสร้างการรับรู้สมรรถนะแห่งตนของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.บัดดี้) ต่อสมรรถนะการติดตามดูแลผู้ป่วยยาเสพติดที่ผ่านการบำบัดรักษาในระบบสมัครใจโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนและพฤติกรรมการกลับมาใช้ยาเสพติดซ้ำของผู้ป่วย กลุ่มตัวอย่างคือ อาสาสมัครประจำหมู่บ้าน (อสม.บัดดี้) ในอำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท จำนวน 26 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง โดยเข้าร่วมโปรแกรมเสริมสร้างการรับรู้สมรรถนะแห่งตนเป็นเวลา 4 สัปดาห์ ระหว่างเดือนเมษายน–กันยายน 2567 การเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามและการสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และทดสอบความแตกต่างก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมด้วย Paired t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะการปฏิบัติงานติดตามดูแลผู้ป่วยยาเสพติดของ อสม.บัดดี้หลังเข้าร่วมโปรแกรม (x̅= 32.73, S.D. = 3.94) สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม (x̅ = 20.00, S.D. = 5.40) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 20.647, df = 25, p = 0.01) นอกจากนี้ อสม. บัดดี้สามารถติดตามผู้ป่วย ยาเสพติดครบถ้วนทั้ง 4 ครั้ง จำนวน 50 ราย (ร้อยละ 100) โดยพบว่าผู้ป่วยจำนวน 48 ราย (ร้อยละ 96.00) ไม่กลับมาใช้ยาเสพติดซ้ำ จะเห็นได้ว่า โปรแกรมเสริมสร้างการรับรู้สมรรถนะแห่งตนช่วยยกระดับความมั่นใจและศักยภาพของ อสม. บัดดี้ ในการปฏิบัติงานตลอดจนมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงการกลับมาใช้ยาเสพติดซ้ำของผู้ป่วย อันเป็นแนวทางที่สำคัญต่อการเสริมสร้างระบบสุขภาพเชิงป้องกันอย่างยั่งยืนในระดับชุมชน</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/282043 ผลของโปรแกรมการพัฒนาสมรรถนะอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในการดูแลกลุ่มเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองในชุมชน 2025-09-24T13:38:50+07:00 นิตยากร ลุนพรหม Umaporn.ke@udru.ac.th อุมาพร เคนศิลา nurse_ckr@hotmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการพัฒนาสมรรถนะอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการดูแลกลุ่มเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองในชุมชน กลุ่มตัวอย่างคือ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านตำบลนากว้าง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี จำนวน 60 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป และแบบสอบถามเกี่ยวกับสมรรถนะอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเชิงอนุมาน Paired t-test และ Independent t<strong>-</strong>test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านที่ได้รับโปรแกรมการพัฒนาสมรรถนะในการดูแลกลุ่มเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองในชุมชน มีระดับสมรรถนะด้านความรู้ ด้านทักษะการให้คำแนะนำ ด้านอัตมโนทัศน์ ด้านคุณลักษณะเฉพาะ และด้านแรงจูงใจ สูงขึ้นกว่าก่อนเข้ารับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<strong> &lt; </strong>0.05) นอกจากนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม พบว่ากลุ่มทดลองมีระดับสมรรถนะทุกด้านสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับโปรแกรมการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<strong> &lt; </strong>0.05)</p> <p>สรุปได้ว่า โปรแกรมการพัฒนาสมรรถนะอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการดูแลกลุ่มเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองในชุมชน มีประสิทธิผลในการเพิ่มระดับสมรรถนะของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในทุกด้าน ทั้งด้านความรู้ ทักษะการให้คำแนะนำ อัตมโนทัศน์ คุณลักษณะเฉพาะ และแรงจูงใจ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากกระบวนการพัฒนาที่ครอบคลุมทั้งด้านความรู้ ทักษะปฏิบัติ และเจตคติ รวมถึงการส่งเสริมการตระหนักในบทบาทและความสำคัญของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/280857 การพัฒนารูปแบบการดำเนินงานเพื่อการดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงของผู้จัดการการดูแลผู้สูงอายุ : เขตสุขภาพที่ 7 2025-09-22T15:27:10+07:00 ปาลิชาติ ชนะหาญ nisachon@kku.ac.th สดุดี ภูห้องไสย nisachon@kku.ac.th กัญญา จันทร์พล nisachon@kku.ac.th กรแก้ว ถิรพงษ์สวัสดิ์ nisachon@kku.ac.th อโนทัย ฝ้ายขาว nisachon@kku.ac.th พิสมัย ศรีทำนา nisachon@kku.ac.th ปิยมณฑ์ พฤกษชาติ nisachon@kku.ac.th อังคณา อึ้งปิติมานะ nisachon@kku.ac.th เมทินี เมทนีดล nisachon@kku.ac.th เลยนภา โคตรแสนเมือง nisachon@kku.ac.th นิศาชล บุบผา nisachon@kku.ac.th <p>การศึกษาวิจัยครั้งนี้ใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่เข้ารับการอบรมผู้จัดการการดูแลผู้สูงอายุเขตสุขภาพที่ 7 ในปีงบประมาณ 2565 จำนวน 100 คน ขนาดกลุ่มตัวอย่างมาจากการคัดเลือกโดยวิธีการแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เก็บรวบรวมข้อมูล เชิงปริมาณด้วยแบบสอบถามและข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าต่ำสุด และ ค่าสูงสุด สถิติเชิงอนุมาน Paired t-test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติ ค่า p-value น้อยกว่า 0.05 ผลการศึกษา ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 94 ส่วนใหญ่จบการศึกษาสูงสุดระดับปริญญาตรีร้อยละ 78 และ รูปแบบการดำเนินงานเพื่อการดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุและผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงระยะยาวของผู้จัดการการดูแลผู้สูงอายุในเขตสุขภาพที่ 7 ประกอบไปด้วย การวางแผนการดำเนินงาน การเบิกจ่ายงบประมาณ การดำเนินงานการดูแลผู้สูงอายุและผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง ติดตามการดำเนินงานและการรายงานผลการดูแลผู้สูงอายุและผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง การประเมินประสิทธิผลเปรียบเทียบก่อนและหลังการใช้รูปแบบการดำเนินงานฯ ผลการศึกษาพบว่า ระดับความรู้ของผู้จัดการการดูแลผู้สูงอายุเกี่ยวกับการดำเนินงานด้านการดูแลระยะยาว ค่าเฉลี่ยคะแนนหลังการอบรมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) โดยมีผลต่างคะแนนเฉลี่ย 1.82 (SD = 2.40) ด้านทัศนคติและแรงจูงใจของผู้จัดการการดูแลผู้สูงอายุต่อการดำเนินงานด้านการดูแลระยะยาว มีผลต่างคะแนนเฉลี่ย 0.13 (SD = 0.52) p-value =0.013 และด้านความพร้อมของผู้จัดการการดูแลผู้สูงอายุต่อการดำเนินงานด้านการดูแลระยะยาว มีผลต่างคะแนนเฉลี่ย 0.37 (SD = 0.81) p-value &lt;0.001</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/281028 การประเมินความคุ้มค่าทางอนามัยสิ่งแวดล้อมและการส่งเสริมสุขภาพด้วยการใช้แบบจำลอง SROI “การสร้างส้วมที่ได้มากกว่าการปลดทุกข์” : กรณีศึกษา วัดพุทธวนาราม (วัดป่าวังน้ำเย็น) อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม 2025-09-10T10:37:30+07:00 นิติยาภรณ์ ศรีชัย nitiyaporn1919@gmail.com สุวิศิษฎ์ ช่างทอง nitiyaporn1919@gmail.com เมธาพร บำรุงสวัสดิ์ nitiyaporn1919@gmail.com วุฒิพันธุ์ จันคามิ nitiyaporn1919@gmail.com <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความคุ้มทุนในการจัดการด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและการส่งเสริมสุขภาพในแหล่งท่องเที่ยว กรณีศึกษา วัดพุทธวนาราม (วัดป่าวังน้ำเย็น) อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม โดยใช้กรอบแนวคิดผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (Social Return on Investment: SROI) และศึกษาการรับรู้ข้อมูลด้านการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและประชาชน ในแหล่งท่องเที่ยว ด้วยหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine: LM) ภายใต้บริบทของการท่องเที่ยววิถีใหม่ที่ต้องมีการปรับตัวและตระหนักถึงความสำคัญด้านสุขอนามัยและสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างมาตรฐานและความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยวการศึกษานี้ใช้รูปแบบวิจัยแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) โดยระดมความคิดเห็นจากเจ้าหน้าที่บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่รับผิดชอบงานด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่มีบทบาทในการดูแลสุขภาพชุมชน เจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส คณะกรรมการวัด/เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในวัด จำนวน 90 คน ระยะเวลาการศึกษาตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2567 ถึง 30 กรกฎาคม 2568 ผลการศึกษาพบว่า การประเมินความคุ้มค่าทางอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพโดยใช้แบบจำลอง SROI พบว่า ทุกๆ 1 บาทที่ลงทุนในการสร้างและปรับปรุงส้วมสาธารณะที่สะอาดและผ่านมาตรฐานส้วมสาธารณะไทย (HAS) ของกรมอนามัย ที่วัดพุทธวนาราม จะสร้างผลตอบแทนทางสังคม เศรษฐกิจ สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม มูลค่า 105.68 บาท ส่วนการศึกษาการรับรู้ข้อมูลด้านการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในแหล่งท่องเที่ยว ด้วยหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine : LM) พบว่า เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในแหล่งท่องเที่ยว มีการรับรู้ข้อมูลด้านการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ร้อยละ 83.41 </p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/282513 ผลการใช้ Lifestyle Screen Application ต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหาร และพฤติกรรมการออกกําลังกายของนักศึกษาพยาบาล 2025-09-23T11:10:56+07:00 จิรชยา ภูคะมา 65128301016@bcnkk.ac.th บัณฑิตา นาสมใจ 65128301047@bcnkk.ac.th สุกัญญา ไชยบัณฑิต 65128301103@bcnkk.ac.th สุเมษา สิทธิ 65128301108@bcnkk.ac.th สุวรรณา ศิริ 65128301109@bcnkk.ac.th อาทิตา ขุนศรี 65128301122@bcnkk.ac.th สุรัสวดี พนมแก่น suratsawadee.p@bcnkk.ac.th <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง (one group pretest-posttest design) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้แอปพลิเคชัน Lifestyle Screen ต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารและการออกกำลังกายของนักศึกษาพยาบาล กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ขอนแก่น จำนวน 122 คน ที่คัดเลือกด้วยการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามพฤติกรรมการบริโภคอาหาร แบบสอบถามพฤติกรรมการออกกำลังกาย และแอปพลิเคชัน Lifestyle Screen เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติ Wilcoxon Signed Rank test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการบริโภคอาหารหลังการใช้แอปพลิเคชัน (M = 3.57, SD = 1.19) สูงกว่าก่อนการใช้เล็กน้อย (M = 3.47, SD = 1.21) ซึ่งพบว่าแตกต่างอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการออกกำลังกายหลังการใช้แอปพลิเคชัน (M = 3.02, SD = 1.01) สูงกว่าก่อนใช้ (M = 2.83, SD = 0.98) ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .028) นอกจากนี้ ความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการใช้แอปพลิเคชันอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.26, SD = 0.66) ดังนั้นการใช้แอปพลิเคชัน Lifestyle Screen มีส่วนช่วยในการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพ โดยเฉพาะการออกกำลังกาย และสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการกำกับตนเองเพื่อสร้างเสริมสุขภาพในกลุ่มนักศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/283233 การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพโดยการนับหน่วยคาร์โบไฮเดรตด้วยไม้บรรทัดนับคาร์บ 2025-10-16T10:10:01+07:00 ชัญญานุช ปานนิล chanyasu09@gmail.com ชาตรี เมธาธราธิป chanyasu09@gmail.com ผดุงศักดิ์ ศรีวาส chanyasu09@gmail.com จันทร์ธรา สมตัว chanyasu09@gmail.com ธัญลักษณ์ ทองหล่อ chanyasu09@gmail.com <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพโดยการนับหน่วยคาร์โบไฮเดรตด้วยเครื่องมือไม้บรรทัดนับคาร์บ เพื่อเสริมสร้างความรอบรู้ด้านโภชนาการและพฤติกรรมการบริโภคที่เหมาะสมในประชาชนกลุ่มวัยทำงาน อายุ 20–59 ปี ในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 7 การวิจัยแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่ (1) การสำรวจและวิเคราะห์สถานการณ์ (2) การออกแบบและพัฒนาเครื่องมือไม้บรรทัดนับคาร์บ (3) การทดลองใช้รูปแบบฯ และ (4) การประเมินผล เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความรู้ แบบประเมินพฤติกรรม แบบประเมินความพึงพอใจ และเครื่องมือไม้บรรทัดนับคาร์บ ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ มีค่า IOC = 0.66 - 1.00 ค่าความเชื่อมั่น KR-20 = 0.82, Cronbach’s alpha = 0.89 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติพรรณนา ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และสถิติอนุมาน Paired t-test เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างก่อน–หลังการใช้รูปแบบ ข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า ระยะที่ 1 พบปัญหาการขาดความรู้และสื่อที่เหมาะสมในการให้คำแนะนำ จึงได้พัฒนาเครื่องมือ “ไม้บรรทัดนับคาร์บ” ในระยะที่ 2 ซึ่งใช้งานง่ายและได้รับความพึงพอใจในระดับสูง เมื่อทดสอบใช้งานจริงในระยะที่ 3 พบว่าผู้เข้าร่วมมีคะแนนความรู้และพฤติกรรมสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) โดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ Paired t-test ระยะที่ 4 ผลการประเมินรูปแบบการส่งเสริมสุขภาพฯ เจ้าหน้าที่ อสม. และประชาชนสามารถนำไปใช้จริงในชุมชน ในการเพิ่มความรู้ การปรับพฤติกรรม และส่งเสริมการดูแลตนเอง และมีความเหมาะสมกับบริบทของประชาชนวัยทำงานในพื้นที่ เพื่อป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในอนาคต</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/282682 ประสิทธิผลของโปรแกรมโภชนบำบัดต่อภาวะทุพโภชนาการในผู้ป่วยมะเร็ง โรงพยาบาลบึงกาฬ 2025-10-22T11:28:09+07:00 พัฒนชัย วรรณกาล phatanachai_wan@hotmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบทดลองเบื้องต้น (Pre Experimental Research) เปรียบเทียบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลัง (One group pre- posttest design) การให้โปรแกรมโภชนบำบัด มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยภาวะทุพโภชนาการระหว่างก่อนและหลังได้รับโปรแกรมโภชนบำบัดและประเมินความพึงพอใจผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับโปรแกรมโภชนบำบัด โรงพยาบาลบึงกาฬ รวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนมกราคม - เมษายน 2568 กลุ่มตัวอย่างจำนวน 30 คน ใช้เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ประกอบด้วย 1) เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมโภชนบำบัดและคู่มือให้ความรู้ 2) เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบคัดกรองภาวะโภชนาการ (SPENT) แบบประเมินภาวะทุพโภชนาการ (NAF) และแบบประเมินความพึงพอใจ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติอนุมาน (Inferenti statistic) ได้แก่ Paired t-test ผลการวิจัย พบว่า ผู้ป่วยมะเร็งภายหลังเข้าร่วมโปรแกรมการโภชนบำบัดมีคะแนนเฉลี่ยภาวะทุพโภชนาการ(x̅=3.80, S.D.=1.19) ต่ำกว่าก่อนใช้โปรแกรม (x̅= 6.60, S.D.=2.49) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.000 ) กลุ่มตัวอย่างมีระดับความพึงพอใจต่อโปรแกรมนี้ในระดับพึงพอใจมาก (x̅= 4.29, S.D.= 0.47) สรุป โปรแกรมโภชนบำบัดนี้มีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพส่งผลให้ภาวะโภชนาการของผู้ป่วยมะเร็งดีขึ้น สามารถนำไปใช้ในหน่วยงานที่ให้การดูแลทางโภชนบำบัดในผู้ป่วยมะเร็งได้</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/282546 ประสิทธิผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแบบเข้มในการควบคุมโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ให้เข้าสู่ภาวะสงบ: กรณีศึกษาโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโนนท่อน อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น 2025-10-07T10:18:45+07:00 เนตรนภา การโสภา sakkharin.n@gmail.com สุธาสินี ทองเทพ sakkharin.n@gmail.com ศักดิ์ขรินทร์ นรสาร sakkharin.n@gmail.com <p>การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแบบเข้มในการควบคุมระดับน้ำตาลหลังอดอาหาร (FBS) น้ำตาลเฉลี่ยสะสม (HbA1c) เส้นรอบเอว และดัชนีมวลกาย (BMI) ศึกษาผลต่อการเข้าสู่ภาวะสงบของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และประเมินการเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตและพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 หลังการเข้าร่วมโปรแกรมฯ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ยังไม่เข้าสู่ภาวะสงบจำนวน 48 ราย แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 24 ราย และกลุ่มควบคุม 24 ราย ด้วยการจับคู่ตามเกณฑ์อายุและเพศ เก็บข้อมูลก่อนเริ่มโปรแกรมและหลังสิ้นสุด ระยะ 6 เดือน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา เปรียบเทียบก่อน-หลังภายในกลุ่มด้วย paired t-test และระหว่างกลุ่มด้วย independent t-test; ตัวแปรจัดหมวดด้วย Chi-square/Fisher’s exact กำหนดนัยสำคัญ p&lt;.05 และรายงาน 95% CI</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า หลังเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มทดลองมีระดับ FBS, HbA1c, เส้นรอบเอว และ BMI ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.05) และมีอัตราการเข้าสู่ภาวะสงบของเบาหวานสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (p=.001) รวมถึงคุณภาพชีวิตและพฤติกรรมการดูแลตนเองดีขึ้นในระดับที่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.05) ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแบบเข้มมีศักยภาพในการควบคุมโรคเบาหวานเข้าสู่ภาวะสงบในระดับชุมชน และควรนำไปขยายผลในระดับปฐมภูมิ</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/282571 การประเมินปริมาณจุลินทรีย์และการจำแนกชนิดเชื้อ Vibrio spp. ในอาหารทะเลสดและดองด้วยการวิเคราะห์ยีน 16S rRNA เพื่อการเฝ้าระวังความปลอดภัยด้านอาหารทะเล 2025-10-09T15:19:35+07:00 ปรียานุช ใจหาญ piyanoot.jaihan05@gmail.com ธเนศ นนท์ศรีราช Thanade.nonsrirach@gmail.com <p>อาหารทะเลสดและดองเป็นที่นิยมบริโภคในหลายพื้นที่ของประเทศไทย แต่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรค งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบปริมาณจุลินทรีย์รวมในอาหารทะเลสดและอาหารทะเลดอง รวมถึงการจำแนกชนิดเชื้อ <em>Vibrio</em> spp. โดยใช้การวิเคราะห์ยีน 16S rRNA เก็บตัวอย่างกุ้งขาว ปูม้า และหอยแครงจากตลาดในอำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี ในสภาพสด และดอง 24 และ 48 ชั่วโมง (n = 3) วิเคราะห์ปริมาณจุลินทรีย์ด้วยวิธีมาตรฐานเพลทเพาะเชื้อ และจำแนกชนิดเชื้อด้วยอาหารคัดเลือก TCBS ร่วมกับการย้อมแกรมและการหาลำดับนิวคลีโอไทด์ ผลการศึกษาพบว่าอาหารทะเลสดมีปริมาณจุลินทรีย์สูงที่สุด โดยหอยแครงสดมีค่า 3.19×10<sup>6</sup> CFU/g และปูม้าสด 1.86×10<sup>5</sup> CFU/g ซึ่งเกินเกณฑ์มาตรฐานของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ขณะที่การดองช่วยลดปริมาณจุลินทรีย์ โดยกลุ่มดอง 48 ชั่วโมงมีค่าน้อยที่สุด เช่น กุ้งขาวดองมีค่า 2.85×10² CFU/g ค่าเฉลี่ยปริมาณจุลินทรีย์รวม log<sub>10</sub>(CFU/g) ของสภาพสด ดอง 24 ชั่วโมง และ 48 ชั่วโมง เท่ากับ 5.536±0.865, 4.449±0.588 และ 3.387±0.876 ตามลำดับ การวิเคราะห์ทางสถิติพบว่ากลุ่มอาหารทะเลสดแตกต่างจากกลุ่มดอง 48 ชั่วโมงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) การจำแนกชนิดเชื้อพบ <em>V. parahaemolyticus</em>, <em>V. alginolyticus</em>, <em>V. cholerae</em>, <em>Aeromonas </em>sp. และ <em>Shewanella </em>sp. ซึ่งเป็นเชื้อก่อโรคในระบบทางเดินอาหาร โดยเฉพาะ <em>V. cholerae</em> ที่มีความสำคัญเชิงการระบาดในอนามัยสิ่งแวดล้อม ผลการศึกษาชี้ว่าการดองสามารถลดปริมาณจุลินทรีย์ได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังต้องคำนึงถึงคุณภาพวัตถุดิบและสุขลักษณะการผลิตเพื่อลดความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของผู้บริโภค</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/280689 ผลของโปรแกรมการจัดการภาวะไข้ร่วมกับพาราเซตามอลและการเช็ดตัวด้วยน้ำย่านางสกัดต่ออุณหภูมิกายของเด็กวัยก่อนเรียน 2025-08-18T10:32:37+07:00 ธันพิชา บัวชาติ 6670045536@student.chula.ac.th สุวิมล โรจนาวี suwimon.r@chula.ac.th <p>การวิจัยกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาโปรแกรมการจัดการภาวะไข้ร่วมกับการใช้พาราเซตา มอลและการเช็ดตัวด้วยน้ำย่านางสกัดต่ออุณหภูมิกายของเด็กวัยก่อนเรียน กลุ่มตัวอย่างคือ เด็กวัยก่อนเรียนโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนที่มีไข้ จำนวน 30 คน แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมฯ และกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มละ 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมการการจัดการภาวะไข้ร่วมกับการใช้พาราเซตามอลและการเช็ดตัวด้วยน้ำย่านางสกัด 2) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล และ 3) แบบบันทึกอุณหภูมิกาย โดยผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Independent t-test และ One-way repeated measure ANOVA with Bonferroni</p> <p>ผลการวิจัย พบว่าค่าเฉลี่ยอุณหภูมิกายของเด็กวัยก่อนเรียนที่มีไข้หลังได้รับโปรแกรมฯ กับเด็กวัยก่อนเรียนที่มีไข้ที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ ที่ระยะหลังการทดลองทันที หลังการทดลอง 30 นาที และ 60 นาที ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt; .05) โดยในทั้งสองกลุ่มให้ผลในการลดไข้ที่ระยะหลังทำการทดลองทันที (&lt;37.5°C) ค่าเฉลี่ยอุณหภูมิของทั้งสองกลุ่มไม่ลดลงต่อจากระยะทันทีหลังการทดลอง เมื่อเปรียบเทียบรายคู่ พบว่า ทุกระยะเวลาเมื่อเทียบกับก่อนการทดลองมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.0125) ยกเว้นที่ระยะหลังเช็ดตัว 30 นาทีกับหลังเช็ดตัว 60 นาที</p> <p>ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าวิธีการทั้งสองช่วยลดไข้ได้ในระยะสั้นเท่านั้น การเช็ดตัวเพียงครั้งเดียวร่วมกับการใช้พาราเซตามอลยังไม่สามารถควบคุมไข้ในระยะยาวได้</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/282418 การประเมินประสิทธิภาพระบบการจัดการอบรมผู้ประกอบกิจการและผู้สัมผัสอาหาร ตามกฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 2025-10-22T08:28:42+07:00 สุชาติ สุขเจริญ ekkachai.doh@gmail.com อารยา วงศ์ป้อม ekkachai.doh@gmail.com เอกชัย ชัยเดช ekkachai.doh@gmail.com <p>การศึกษาวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพระบบการจัดการอบรมผู้ประกอบกิจการและผู้สัมผัสอาหาร ตามกฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 (ระบบ Foodhandler) โดยนำแบบจำลองความสำเร็จของระบบสารสนเทศของ Delone and McLean เป็นกรอบแนวคิดการวิจัย เก็บข้อมูลเดือนพฤษภาคม - ธันวาคม พ.ศ. 2567 ด้วยแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่างคือหน่วยงานจัดการอบรมที่ใช้งานระบบ สุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 1,281 ตัวอย่าง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า ส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานจัดการอบรมภาครัฐ ร้อยละ 99.84 เป็นหน่วยงานองค์การบริหารส่วนตำบล ร้อยละ 39.58 ผลการประเมินประสิทธิภาพระบบ Foodhandler ตามปัจจัยส่งผลความสำเร็จ 6 ด้าน อยู่ในระดับมาก และปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของระบบมากที่สุดคือด้านความตั้งใจและการใช้งานระบบ ที่ผู้ใช้งานระบบต้องมีความตั้งใจเข้าใช้งานระบบอย่างต่อเนื่อง ( =4.00, S.D.=0.70) รองลงมาคือด้านประโยชน์ที่ได้รับ ที่ผู้ใช้งานมีความเห็นว่าระบบทำให้กระบวนการจัดอบรมผู้ประกอบกิจการและผู้สัมผัสอาหารเป็นระบบมากขึ้น ( =3.98, S.D.=0.73) การจัดการอบรมในระบบช่วยให้สามารถปฏิบัติงานได้ทุกที่ ทุกเวลา ( =3.97, S.D.=0.73) และระบบช่วยให้เข้าถึงชุดข้อมูลการจัดอบรมในภาพหน่วยงานและภาพประเทศ ( =3.95, S.D.=0.74) ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่าระบบ Foodhandler เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสามารถสนับสนุนการทำงานจัดการอบรมผู้ประกอบกิจการและผู้สัมผัสอาหารตามกฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 และมีข้อเสนอแนะในการประชาสัมพันธ์ให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามาใช้งานให้ครอบคลุมทั้งระบบ เช่น หน่วยงานจัดการอบรมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ประกอบกิจการ ผู้สัมผัสอาหาร และประชาชน ให้มีส่วนร่วมในการใช้งานระบบและทำให้ระบบให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/281298 การปฏิบัติการพยาบาลของอาจารย์ (Faculty Practice) ในสถานบริการสุขภาพ ด้านการพยาบาลแบบประคับประคอง: ผลลัพธ์ต่อผู้ป่วยระยะท้ายและการเรียนรู้ของอาจารย์พยาบาล 2025-08-01T14:10:38+07:00 ศักดิ์ขรินทร์ นรสาร sakkharin.n@gmail.com จรรยา ศรีมุงคุณ sakkharin.n@gmail.com สุรีย์พร พงษ์พยัคฆ์ sakkharin.n@gmail.com <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อถอดบทเรียนจากการดำเนินงานปฏิบัติการพยาบาลของอาจารย์ (Faculty Practice) ด้านการพยาบาลแบบประคับประคอง โดยสะท้อนผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการให้การดูแลผู้ป่วยระยะท้ายผ่านระบบบริการการพยาบาลแบบประคับประคอง ในหอผู้ป่วยพลังใจ โรงพยาบาลขอนแก่น ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการให้คำปรึกษา ประเมิน และบริหารแผนการดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะคุกคามต่อชีวิตจากทุกหอผู้ป่วยในโรงพยาบาล ต่อเนื่องสู่การดูแลที่บ้านและในชุมชน กรณีศึกษาผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย จำนวน 2 ราย นำมาใช้ในการสะท้อนผลการดูแลในมิติต่าง ๆ การดำเนินงานครอบคลุมการวางแผนการจำหน่าย การประเมินสภาพผู้ป่วยและครอบครัว การให้คำปรึกษาทางร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ การเยี่ยมบ้าน และการทำงานร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพ เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินผลลัพธ์ ได้แก่ WHOQOL-BREF, NRS และแบบสอบถามการปรับตัวของครอบครัว ผลการปฏิบัติงานพบว่า ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น อาการเจ็บปวดลดลง และครอบครัวสามารถดูแลผู้ป่วยต่อที่บ้านได้อย่างมั่นใจมากขึ้น การสะท้อนคิดของอาจารย์พยาบาลช่วยเสริมสร้างทักษะการใช้กระบวนการพยาบาล การสื่อสารเชิงบำบัด และความเข้าใจบริบททางวัฒนธรรมของผู้ป่วยอย่างลึกซึ้ง ผลการดำเนินงานดังกล่าวสามารถนำไปต่อยอดสู่การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ของนักศึกษาพยาบาล และขับเคลื่อนคุณภาพการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองในระบบบริการสุขภาพแบบไร้รอยต่อ</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น