วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7 <p><strong>วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น </strong>กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เป็นวารสารวิชาการด้านการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม และบทความที่ตอบรับการตีพิมพ์บทความจะต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายในและภายนอกเป็นผู้ประเมินบทความ จำนวน 3 ท่านต่อบทความ โดยมีการไม่เปิดเผยรายชื่อผู้เขียนบทความและผู้ทรงคุณวุฒิ มีกำหนดตีพิมพ์ออกทุก 4 เดือน (3 ฉบับต่อปี) ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม และฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม เป็นวารสารที่ตีพิมพ์เนื้อหาที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ ทางการแพทย์ และอนามัยสิ่งแวดล้อม ในรูปแบบต่างๆ โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้</p> <p>1. เผยแพร่ความรู้วารสารวิชาการด้านการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม</p> <p>2. เผยแพร่ผลงานทางวิชาการและงานวิจัยของแพทย์ พยาบาล นักวิชาการสาธารณสุข และทีมสหสาขาวิชาชีพ รวมทั้งงานวิจัยด้านการศึกษาและด้านการสอน ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม ทั้งในศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น และเครือข่ายวิชาการด้านสาธารณสุข ทั้งในและนอกเขตสุขภาพที่ 7 และผู้สนใจ </p> <p>3. พัฒนาองค์ความรู้และส่งเสริมการวิจัยด้านการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมต่อเนื่อง</p> <p>4. เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนทัศนคติ ข้อคิดเห็น ข่าวสาร และเป็นสื่อสัมพันธ์ในวงการการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม ในพื้นที่รับผิดชอบ</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ </strong>เมื่อบทความที่ลงทะเบียนผ่านการพิจารณากลั่นกรองเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการโดยมีรูปแบบการพิมพ์ ขอบเขตเนื้อหา รวมถึงความเหมาะสมตามเกณฑ์คุณภาพของวารสารแล้ว</p> <ul> <li>ผู้นิพนธ์ภายนอกศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น ต้องชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ในอัตรา 3,500 บาท ต่อ 1 บทความ</li> <li>ผู้นิพนธ์ภายในศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น ได้รับการยกเว้นเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</li> </ul> <p>ทั้งนี้ ผู้นิพนธ์ภายนอกไม่สามารถขอคืนเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวได้ภายหลังการชำระเงินแล้ว ซึ่งจะเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ตั้งแต่ปีที่ 15 ฉบับที่ 2 (กุมภาพันธ์ – พฤษภาคม 2566) เป็นต้นไป</p> <p>หมายเหตุ : กรณีที่มีรายชื่อผู้นิพนธ์หลายคน ซึ่งประกอบด้วยบุคลากรทั้งภายในและภายนอกศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น กองบรรณาธิการถือชื่อผู้นิพนธ์อันดับแรกเป็นสำคัญ และการพิจารณาจากกองบรรณาธิการถือเป็นที่สิ้นสุด</p> th-TH <p>บทความนี้ลงตีพิมพ์ในวารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น ถือเป็นผลงานทางวิชาการหรือวิจัย ผลการวิเคราะห์ตลอดจน<span style="font-size: 0.875rem;">ข้อเสนอแนะ</span><span style="font-size: 0.875rem;">เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่ใช่ความเห็นของวารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น หรือกองบรรณาธิการแต่อย่างใด ผู้เขียนต้องรับผิดชอบต่อบทความของตนเอง</span></p> anamai.plan7@gmail.com (วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น ) anamai.plan7@gmail.com (ดร.อธิวัฒน์ บุตรดาบุตร) Mon, 27 Apr 2026 14:36:20 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสถานการณ์จำลองและสื่อดิจิทัลเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารแบบ SBAR ของนักศึกษาผู้ช่วยพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/283937 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้แบบสถานการณ์จำลองและสื่อดิจิทัลเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารแบบ SBAR ของนักศึกษาผู้ช่วยพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ขอนแก่น เพื่อเปรียบเทียบความสามารถทักษะการสื่อสารแบบ SBAR ของนักศึกษาผู้ช่วยพยาบาลที่ได้รับการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลองและสื่อดิจิทัล และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาผู้ช่วยพยาบาลที่มีต่อรูปแบบการพัฒนาทักษะการสื่อสารโดยใช้สถานการณ์จำลองและสื่อดิจิทัล การวิจัยเป็นแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental design) กลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง (One group pretest-posttest design) กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาผู้ช่วยพยาบาลจำนวน 104 คน จากวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ขอนแก่น</p> <p> เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบประเมินทักษะการสื่อสารแบบ SBAR แบบประเมินประสิทธิภาพของรูปแบบ (E1/E2) แบบสอบถามความพึงพอใจ และบันทึกสะท้อนคิดของนักศึกษา ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นมีค่าประสิทธิภาพ E1/E2 = 83.60/86.93 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 (สกศ., 2543) คะแนนเฉลี่ยทักษะการสื่อสาร SBAR หลังการเรียนสูงกว่าก่อนการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 (ก่อนเรียน = 66.41, หลังเรียน = 85.95) ความ พึงพอใจโดยรวมของนักศึกษาอยู่ในระดับ “มากที่สุด” (𝑥̄ = 4.65, SD = 0.47) และผลเชิงคุณภาพจากบันทึกสะท้อนคิดพบว่า ผู้เรียนมีการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกทั้งด้านความรู้ ความมั่นใจ และทักษะการสื่อสาร</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสถานการณ์จำลองและสื่อดิจิทัลมีประสิทธิภาพสูงและสามารถพัฒนาทักษะการสื่อสารแบบ SBAR ของนักศึกษาผู้ช่วยพยาบาลได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งยังช่วยเสริมสร้างความมั่นใจและความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ในระดับสูง</p> ก่อกุศล จันดี, สมหวัง พันธะลี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/283937 Mon, 27 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการประเมินเพื่อรับรองมาตรฐานการจัดบริการสุขภาพที่เป็นมิตรสำหรับวัยรุ่นและเยาวชน ฉบับ พ.ศ. 2563 ด้วยระบบพี่เลี้ยงและการเยี่ยมเสริมพลัง เขตสุขภาพที่ 7 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/285337 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&amp;D) เพื่อพัฒนารูปแบบการประเมินรับรองมาตรฐานการจัดบริการสุขภาพที่เป็นมิตรสำหรับวัยรุ่นและเยาวชนให้เหมาะสมกับบริบทของโรงพยาบาลในเขตสุขภาพที่ 7 ซึ่งประกอบด้วยจังหวัดขอนแก่น ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ และมหาสารคามการวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการประเมินรับรองมาตรฐานการจัดบริการสุขภาพที่เป็นมิตร สำหรับวัยรุ่นและเยาวชนให้เหมาะสมกับบริบทของโรงพยาบาลในเขตสุขภาพที่ 7 กระบวนการวิจัยแบ่งออกเป็น 4 ระยะประกอบด้วย การศึกษาปัญหา การออกแบบรูปแบบเบื้องต้น การทดลองใช้ การปรับปรุงรูปแบบ และการประเมินผล พบว่าการนำระบบพี่เลี้ยงและการเยี่ยมเสริมพลังมาใช้ช่วยเพิ่มความเข้าใจในเกณฑ์มาตรฐาน YFHS ลดความวิตกกังวลของบุคลากร สร้างการเรียนรู้เชิงระบบ และส่งเสริมให้หน่วยบริการสามารถประเมินตนเองและวางแผนพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้โรงพยาบาลต้นแบบที่เข้าร่วมทดลองสามารถผ่านเกณฑ์มาตรฐาน YFHS ได้ครบถ้วน และได้รับความพึงพอใจจากผู้เกี่ยวข้องในระดับสูงผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่ารูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมและประสิทธิภาพสูง เหมาะสมสำหรับขยายผลไปใช้ในพื้นที่เขตสุขภาพอื่นทั่วประเทศ และสามารถนำไปเป็นแนวทางเชิงนโยบายในการพัฒนาระบบการประเมินมาตรฐาน YFHS ในระดับประเทศ เพื่อสร้างระบบบริการสุขภาพวัยรุ่นที่มีคุณภาพและยั่งยืนต่อไป</p> ชนิตา รุ่งวิทยาการ, มเหศักดิ์ ภูริวัฒน์ภากร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/285337 Mon, 27 Apr 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบนวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรสาธารณสุขในการส่งเสริมการคุมกำเนิดในวัยรุ่นด้วยการอบรมเชิงปฏิบัติการเทคโนโลยีการวางแผนครอบครัวและการดูแลสุขภาพอนามัยสตรี ในเขตสุขภาพที่ 7 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/280481 <p> การวิจัยและพัฒนาแบบผสมผสานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการอบรมเชิงปฏิบัติการเทคโนโลยีการวางแผนครอบครัวและการดูแลสุขภาพอนามัยสตรีและประเมินประสิทธิผลของรูปแบบเพื่อส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนของบุคลากรสาธารณสุขในเขตสุขภาพที่ 7 กลุ่มตัวอย่างคือบุคลากรสาธารณสุขในเขตสุขภาพที่ 7 จำนวน 92 คน ประกอบด้วยแพทย์ พยาบาลและนักวิชาการสาธารณสุข เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบความรู้ก่อน-หลังอบรม (Pre-Post test) ซึ่งเป็นแบบทดสอบปรนัย (MCQ) 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ครอบคลุมเนื้อหา 3 ด้าน คือ เทคโนโลยีคุมกำเนิด, การให้คำปรึกษาวัยรุ่นและการใช้สื่อดิจิทัล (ผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 0.95 ค่าความยากง่าย (p) อยู่ระหว่าง 0.28-0.79 และค่าอำนาจจำแนก (r) อยู่ระหว่าง 0.22-0.81), แบบประเมินการรับรู้สมรรถนะแห่งตน, แบบประเมินความพึงพอใจและแบบสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติ Paired t-test และข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่ารูปแบบนวัตกรรมมีประสิทธิผลสูงในการเสริมสร้างศักยภาพบุคลากร โดยคะแนนความรู้หลังอบรมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ผลต่างเฉลี่ย +2.76 คะแนน, p &lt; 0.001) และคะแนนการรับรู้สมรรถนะแห่งตนเพิ่มขึ้นทุกมิติ (คะแนนรวมเพิ่มขึ้น +1.24 คะแนน, p &lt; 0.001) นอกจากนี้ บุคลากรร้อยละ 83.3 มีการให้คำปรึกษาวัยรุ่นอย่างน้อย 1 ครั้งหลังอบรม และร้อยละ 73.3 นำสื่อดิจิทัลไปใช้ในงานจริง หน่วยบริการที่เข้าร่วมร้อยละ 90 มีการยอมรับและนำรูปแบบไปประยุกต์ใช้ ความพึงพอใจของบุคลากรอยู่ในระดับ "สูงมาก" (M = 4.58 ± 0.49) สรุปได้ว่ารูปแบบการอบรมเชิงปฏิบัติการที่พัฒนาขึ้นสามารถตอบสนองต่อความต้องการของบุคลากรสาธารณสุขได้อย่างมีประสิทธิผล</p> <p> </p> <p> </p> ชนิตา รุ่งวิทยาการ, มเหศักดิ์ ภูริวัฒน์ภากร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/280481 Mon, 27 Apr 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของโปรแกรมการสร้างทักษะการบีบเก็บน้ำนมโดยใช้สื่อเสื้อสอนสาธิตการบีบเก็บ น้ำนมจากเต้าหญิงหลังคลอด โรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/285216 <p> การวิจัยนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมฝึกทักษะการบีบเก็บน้ำนมด้วยมือโดยใช้สื่อเสื้อสาธิต ต่อความรอบรู้ ทักษะการบีบเก็บน้ำนม และความพึงพอใจในหญิงหลังคลอด โดยทำการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) แบบกลุ่มเดียววัดซ้ำ 3 ครั้ง <strong>(</strong>One-group pretest-posttest design with follow-up) ในกลุ่มตัวอย่างหญิงหลังคลอด แผนกหลังคลอด โรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ระหว่างเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม พ.ศ. 2568 จำนวน 35 ราย เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบสุ่มอย่างเป็นระบบ เครื่องมือที่ใช้ดำเนินการวิจัยคือ โปรแกรมฝึกทักษะและสื่อเสื้อสอนสาธิตการบีบเก็บน้ำนม ประเมินผล 3 ระยะ ได้แก่ ก่อนการทดลอง<strong>, </strong>หลังการทดลองทันที และติดตามผลหลังจำหน่าย 2 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และ One-way repeated measures ANOVA กำหนด ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p-value<strong> &lt;</strong>0.05 </p> <p> ผลการศึกษากลุ่มตัวอย่าง 35 คน มีอายุเฉลี่ย 24.9 ปี พบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนความรอบรู้และทักษะการบีบเก็บน้ำนมภายหลังได้รับโปรแกรม (ทั้งระยะหลังทดลองทันทีและระยะติดตามผลหลังจำหน่าย) สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt;0.05) โดยกลุ่มตัวอย่างมีทักษะการบีบเก็บน้ำนมถูกต้องครบทุกรายในระยะติดตามผล นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจต่อสื่อเสื้อสาธิตอยู่ในระดับมากที่สุด </p> <p> โปรแกรมฝึกทักษะโดยใช้สื่อเสื้อสาธิตช่วยพัฒนาความรอบรู้และทักษะการปฏิบัติจริงของหญิงหลังคลอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในระยะยาวต่อไป</p> กรรณิการ์ มณีวรรณ; วนิธ อนุเวช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/285216 Mon, 27 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพวัยทำงานและสร้างสุขภาวะองค์กรในสถานประกอบกิจการแบบบูรณาการโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย : เขตสุขภาพที่ 7 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/283581 <p> การศึกษาครั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์สุขภาพและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และ 2) พัฒนาและประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการส่งเสริมสุขภาพวัยทำงานและสร้างสุขภาวะองค์กรในสถานประกอบกิจการแบบบูรณาการโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย วิธีการวิจัย โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม 4 ขั้นตอน (PAOR) กลุ่มตัวอย่างในการประเมินประสิทธิผลคือ พนักงานกลุ่มเสี่ยงต่อสุขภาพ (เช่น BMI เกินเกณฑ์, เสี่ยง NCDs) จำนวน 172 คน เก็บข้อมูลสถานะสุขภาพ (รอบเอวเปอร์เซ็นต์ไขมัน, ระดับน้ำตาลในเลือด, ความดันโลหิต) และพฤติกรรมสุขภาพ ก่อนและหลังการทดลองใช้รูปแบบระยะเวลา 4 เดือน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ paired−t−test</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีภาวะอ้วน ร้อยละ 61.0 มีพฤติกรรมการบริโภคอาหารหวาน มัน เค็มร้อยละ 90.70 กิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ ร้อยละ 72.10 รูปแบบที่ได้จากการพัฒนามี 9 กิจกรรมหลัก หลังการทดลองใช้รูปแบบฯ กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยของรอบเอว, เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย, ระดับน้ำตาลในเลือด, และความดันโลหิตตัวล่างลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) และมีพฤติกรรมสุขภาพดีขึ้น โดยเฉพาะการลดการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา และบริโภคอาหารหวาน มัน เค็ม เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) ความพึงพอใจโดยภาพรวมของภาคีเครือข่ายอยู่ในระดับมาก</p> <p> สรุปและข้อเสนอแนะรูปแบบการส่งเสริมสุขภาพฯ นี้มีประสิทธิผลในการปรับปรุงสถานะสุขภาพและพฤติกรรมของพนักงานกลุ่มเสี่ยง ควรขยายผลไปยังสถานประกอบกิจการอื่น ๆ และพัฒนาโปรแกรมการดูแลเฉพาะบุคคลเพื่อผลลัพธ์ที่ดีขึ้นต่อดัชนีมวลกายและไขมันในเลือดต่อไป</p> สุนันทินี ศรีประจันทร์, ชัญญานุช ปานนิล, ผดุงศักดิ์ ศรีวาส ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/283581 Mon, 27 Apr 2026 00:00:00 +0700 การวิจัยและพัฒนา OPOL–Maternal Safety System: ระบบป้องกันการตายมารดา แบบ One Province One Labor Room ในเขตสุขภาพที่ 7 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/284631 <p> วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการวิจัยและพัฒนา OPOL–Maternal Safety System: ระบบป้องกันการตายมารดาแบบ One Province One Labor Room ในเขตสุขภาพที่ 7 มี 4 ระยะ ได้แก่ 1) ศึกษาสถานการณ์ปัญหา 2) พัฒนาระบบป้องกันการตายมารดา 3) นำระบบฯ ไปใช้เพื่อตรวจสอบประสิทธิผล และ 4) ประเมินผลปรับปรุงแก้ไข และยืนยันคุณภาพ โดยมีเครื่องมือการวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลแนวคำถามสนทนากลุ่ม แบบประเมินคุณภาพของระบบฯ ทักษะการปฏิบัติสมรรถนะและแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานChi-square test, Wilcoxon sign rank test และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษา พบว่า 1) OPOL–Maternal Safety System มี 3 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) ปัจจัยนำเข้ามี 5 ประเด็น คือ นโยบายและแผนพัฒนางานบทบาทและหน้าที่คณะกรรมการ และการสนับสนุน(2) กระบวนการ OPOL–Maternal Safety System ได้แก่ มาตรฐานการดูแลร่วมกันทั้งจังหวัด การมีส่วนร่วมของทีมสหสาขาวิชาชีพ การพัฒนาสมรรถนะระบบเรียนรู้จากข้อมูลจริงและเหตุการณ์สำคัญ (3) ผลลัพธ์ เป็นการกำหนดตัวชี้วัดการตายมารดา 3 มิติคือ โครงสร้างกระบวนการ และผลลัพธ์ 2) หลังใช้ระบบฯ พบว่าอัตราการตายมารดาต่ำกว่าก่อนใช้ระบบฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.001) และบุคลากรร้อยละ 100 ปฏิบัติ ตามแนวปฏิบัติ บุคลากรมีคะแนนเฉลี่ยของสมรรถนะสูงกว่าก่อนใช้ระบบฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.001) และส่วนใหญ่มีความคิดเห็นต่อคุณภาพระบบฯ ในระดับดีร้อยละ 85.0 และคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจโดยรวมในระดับมาก (= 4.35, <em>SD</em>=0.87) สรุปผลการศึกษาควรนำ OPOL–Maternal Safety System ไปใช้ในการป้องกันการตายมารดาแบบเชิงรุกที่มีมาตรฐานเดียวกันและเชื่อมโยงสู่ระดับเขตสุขภาพยิ่งขึ้น</p> กรแก้ว ถิรพงษ์สวัสดิ์, ธนิศรา นามบุญเรือง, อธิษฐาน สารินทร์, วิมลมาศ คำเย็นสา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/284631 Mon, 27 Apr 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำที่เป็นแบบอย่างของผู้บริหารกับการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของศูนย์อนามัยในเขตภาคเหนือ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/285563 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำที่เป็นแบบอย่างของผู้บริหาร ระดับการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ และความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำที่เป็นแบบอย่างของผู้บริหารกับการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของศูนย์อนามัยในเขตภาคเหนือ การวิจัยนี้ เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบ ถามจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นข้าราชการสังกัด ศูนย์อนามัยที่ 1-3 กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้โปรแกรม G*Power และกำหนดขนาดตัวอย่างในแต่ละศูนย์อนามัยตามสัดส่วนของข้าราชการที่ปฏิบัติงาน จากนั้นสุ่มอย่างง่ายจนได้จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 138 คน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถาม ประกอบด้วยแบบประเมินภาวะผู้นำที่เป็นแบบอย่างตามแนวคิดของคูซและพอสเนอร์และแบบประเมินการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ตามแนวคิดของมาร์ควอดท์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ภาวะผู้นำที่เป็นแบบอย่างของผู้บริหารโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านปล่อยให้ผู้อื่นปฏิบัติมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ขณะที่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของศูนย์อนามัยในเขตภาคเหนือโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากเช่นกัน โดยด้านการสร้างพลวัตในการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด นอกจากนี้ ภาวะผู้นำที่เป็นแบบอย่างของผู้บริหารมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ในระดับสูง (r = 0.67) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ภาวะผู้นำที่เป็นแบบอย่างเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพการเรียนรู้ขององค์กรภาครัฐด้านสาธารณสุข และสามารถใช้เป็นฐานเชิงนโยบายในการพัฒนาผู้นำและขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างยั่งยืน</p> ณิชาภัทร วัดบุญเลี้ยง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/285563 Mon, 27 Apr 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของหมอนลดปวดต่ออาการปวดหลังส่วนล่างและความพึงพอใจของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/284384 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (quasi-experimental research) โดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง (one-group pretest–posttest design) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ของอาการปวดหลังส่วนล่าง ศึกษาผลของการใช้หมอนลดปวดต่ออาการปวดหลังส่วนล่าง และศึกษาความพึงพอใจต่อการใช้นวัตกรรมหมอนลดปวดของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ขอนแก่น กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาลศาสตร์จำนวน 30 คน โดยเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เก็บข้อมูลระหว่างเดือนกันยายน ถึงตุลาคม พ.ศ. 2568 เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) หมอนลดปวดที่พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกที่ปลอดภัย ใช้งานง่าย และช่วยบรรเทาอาการปวดหลังส่วนล่างสำหรับนักศึกษา แทนอุปกรณ์อื่นที่มีข้อจำกัดและความเสี่ยงจากการนวด 2) แบบประเมินความพึงพอใจต่อการใช้นวัตกรรมหมอนลดปวด และ 3) แบบประเมินอาการปวดหลังส่วนล่าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ paired t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยความปวดหลังใช้นวัตกรรมลดลงจาก 3 คะแนน เป็น 1.40 คะแนน โดยคะแนนความปวดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) มีความพึงพอใจต่อการใช้นวัตกรรมในระดับมากที่สุด นวัตกรรมมีความสะดวกในการเคลื่อนย้าย (ค่าเฉลี่ย 4.60, SD.=0.56) จัดเก็บง่าย (ค่าเฉลี่ย 4.57, SD.=0.62) มีความแข็งแรง ทนทาน ใช้งานได้ต่อเนื่อง (ค่าเฉลี่ย 4.53, SD.=0.50) สรุป นวัตกรรมหมอนลดปวดมีประสิทธิผลในการลดอาการปวดหลังส่วนล่าง และเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในการบรรเทาอาการปวดในนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ ทั้งนี้ ควรพิจารณาการเพิ่มระยะเวลาและความถี่ในการใช้งานในการศึกษาครั้งต่อไป เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของผลลัพธ์</p> วัชราพร นันบุญ, ขนิฎฐา นามสง่า, จิตรลดา เชิดชนม์, ปิยะรัตน์ ญานสาร, ภัทรีญา สนธิรัตนชัย, ศุภนิดา ศรีสวัสดิ์, จุรี แสนสุข, สายสุดา จันหัวนา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/284384 Mon, 27 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลสำหรับการดูแลผู้ป่วยโรคจิตจากการใช้สารเสพติดที่มีภาวะวิกฤตในหอผู้ป่วยใน โรงพยาบาลพนมไพร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/285386 <p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้ใช้กรอบแนวคิดการพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาล ตามแนวคิดของอรพรรณ โตสิงห์ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการดูแลผู้ป่วยโรคจิตเวชจากการใช้สารเสพติดร่วมที่มีภาวะวิกฤต ในหอผู้ป่วยในโรงพยาบาลพนมไพร 2) เพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลที่เหมาะสม และ 3) เพื่อประเมินผลการใช้แนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้น กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยพยาบาลวิชาชีพผู้ใช้แนวปฏิบัติ จำนวน 17 คน และผู้ป่วยโรคจิตจากแอมเฟตามีนที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลพนมไพร จำนวน 30 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถาม แนวปฏิบัติการพยาบาลตามหลักฐานเชิงประจักษ์ แบบประเมินผลลัพธ์ทางคลินิก และเครื่องมือประเมินผลลัพธ์ทางกระบวนการ ซึ่งมีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.80 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า แนวปฏิบัติการพยาบาลที่พัฒนาขึ้นยังไม่ถูกกำหนดเป็นแนวปฏิบัติอย่างเป็นทางการของอำเภอพนมไพร แต่เป็นแนวปฏิบัติที่ร่วมพัฒนาโดยทีมพยาบาล มีการจัดการดูแลตามระดับความรุนแรงของภาวะวิกฤต หลังการนำไปใช้พบว่าอัตราการเข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยในลดลงจากร้อยละ 6.3 เหลือร้อยละ 2.6 และพยาบาลสามารถปฏิบัติตามแนวปฏิบัติได้ครบถ้วน ร้อยละ 100</p> <p> ดังนั้น แนวปฏิบัติการพยาบาลที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพและได้มาตรฐาน ช่วยลดอัตราการเข้ารับการรักษา ในโรงพยาบาลได้ อย่างไรก็ตามควรมีการวิจัยเชิงทดลองและการติดตามผลระยะยาว เพื่อยืนยันประสิทธิผลและความยั่งยืนของผลลัพธ์ต่อไป</p> ดวงใจ เดียร์แมน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/285386 Mon, 27 Apr 2026 00:00:00 +0700 ผลของรูปแบบการออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรบิคโดยใช้ผ้าขาวม้าต่อการเผาผลาญพลังงาน ของร่างกายในวัยรุ่นตอนปลาย https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/285404 <p> การวิจัยกึ่งทดลองนี้กลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของรูปแบบการออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรบิคโดยใช้ผ้าขาวม้าต่อการเผาผลาญพลังงานของร่างกายในวัยรุ่นตอนปลาย กลุ่มตัวอย่าง คือ วัยรุ่นตอนปลายวิทยาลัยพยาบาลแห่งหนึ่ง 30 คน เลือกแบบเจาะจงตามเกณฑ์และยินดีเข้าร่วมวิจัย ดำเนินการวิจัยเดือนตุลาคม 2568 กลุ่มตัวอย่างออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรบิคโดยใช้ผ้าขาวม้าประกอบเพลง ระยะเวลา 4 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 30 นาที เครื่องมือการวิจัย คือ เครื่องวัดการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย และแบบประเมินความพึงพอใจ มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าครอนบาค 0.87 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติ paired t-test</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า หลังใช้รูปแบบการออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรบิคโดยใช้ผ้าขาวม้าค่าเฉลี่ยการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย (M = 220.40, SD = 116.14) สูงกว่าก่อนใช้รูปแบบ (M = 194.10, SD = 98.90) ความแตกต่างของค่าเฉลี่ย 26.30 กิโลแคลอรีต่อชั่วโมง เมื่อเปรียบเทียบผลก่อนและหลังการใช้รูปแบบ พบว่า หลังใช้รูปแบบค่าเฉลี่ยการเผาผลาญพลังงานของร่างกายกลุ่มตัวอย่างสูงกว่าก่อนใช้รูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรบิคโดยใช้ผ้าขาวม้าระดับมากสุด (M = 4.60, SD = 0.54) สรุป การออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรบิคโดยใช้ผ้าขาวม้าสามารถช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานของร่างกายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และกลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจในระดับสูง สะท้อนถึงศักยภาพของกิจกรรมในการส่งเสริมสุขภาพและการออกกำลังกายอย่างยั่งยืนในกลุ่มวัยรุ่นตอนปลาย</p> สรัญญา เปล่งกระโทก, ธรณิศ สายวัฒน์, รัตน์ดาวรรณ คลังกลาง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/285404 Mon, 27 Apr 2026 00:00:00 +0700 ภาวะสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชน อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/286227 <p> การศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์ศึกษาภาวะสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชน อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา กลุ่มตัวอย่างคือ สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 56 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่น 0.85 วิเคราะห์และนำเสนอโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีอายุเฉลี่ย 50.9±8.9 ปี ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 78.6 สถานภาพคู่ ร้อยละ 62. เป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่าช้าง ร้อยละ 76.8 ภาวะสุขภาพ พบว่า มีค่าดัชนีมวลกายอยู่ในเกณฑ์ปกติ ร้อยละ 30.4 มีโรคประจำตัว ร้อยละ 58.9 พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง ส่วนใหญ่กินอาหารไม่ครบ 3 มื้อ ร้อยละ 51.8 กินผักใบปรุงสุกแล้ว 1-3 วันต่อสัปดาห์ ร้อยละ 44.6 รับประทานผลไม้รสไม่หวาน ครบ 3 มื้อต่อวัน 1-3 วันต่อสัปดาห์ ร้อยละ 62.5 เติมเครื่องปรุงรสเค็มบางครั้ง ร้อยละ 80.4 เติมเครื่องปรุงรสหวานบางครั้ง ร้อยละ 57.1 ดื่มเครื่องดื่มรสหวาน 4-6 วันต่อสัปดาห์ ร้อยละ 51.8 สูบบุหรี่ ร้อยละ 16.1 เฉลี่ย 7.8 มวนต่อวัน สูบบุหรี่มวนแรกในช่วง 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง หลังตื่นนอน ร้อยละ 77.8 ดื่มเบียร์เกิน 4 กระป๋อง หรือ 2 ขวดใหญ่ขึ้นไปสัปดาห์ละครั้ง ร้อยละ 42.9 ดื่มสุราเดือนละครั้ง ร้อยละ 41.1 มีกิจกรรมทางกายจนรู้สึกเหนื่อยกว่าปกติ น้อยกว่า 30 นาทีต่อวัน ร้อยละ 40.0 นั่งหรือเอนกายเฉยๆ นานเกิน 2 ชั่วโมงบางวัน ร้อยละ 55.4 นอนถึง 7 ชั่วโมงบางวัน ร้อยละ 53.6 มีการแปรงฟันก่อนนอนบางวัน ร้อยละ 58.9 และ มีความเครียดระดับสูง ร้อยละ 1.8</p> ธัญชนก จุลละศรี, เทพไทย โชติชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/286227 Mon, 27 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาโมเดลด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมในแหล่งท่องเที่ยวเขตสุขภาพที่ 7 แบบมีส่วนร่วม สู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/283742 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์และปัจจัยที่มีผลต่อการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในแหล่งท่องเที่ยว ศึกษาการรับรู้ข้อมูลด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ในแหล่งท่องเที่ยวตามองค์ประกอบการท่องเที่ยว 6A และพัฒนาโมเดลการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในแหล่งท่องเที่ยวแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน (Mixed Methods) เก็บข้อมูลจากแหล่งท่องเที่ยว 14 แห่ง ระหว่างเดือนมกราคม 2567 – กันยายน 2568 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย เจ้าหน้าที่และผู้บริหารแหล่งท่องเที่ยว 129 คน นักท่องเที่ยว 380 คน และผู้บริหารแหล่งท่องเที่ยว 14 คน ซึ่งให้ข้อมูลเชิงลึก ผลการศึกษาพบว่า ทุกแหล่งท่องเที่ยวมีการจัดการด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม ด้านการจัดการขยะมูลฝอยและส้วมสาธารณะ ร้อยละ 100 อย่างไรก็ตาม การจัดการน้ำเสียและการอบรมผู้สัมผัสอาหารต้องพัฒนาเพิ่มเติม ร้อยละ 64.29 และ 57.14 ตามลำดับ เจ้าหน้าที่มีการรับรู้ด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในระดับสูง โดยเฉพาะการได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ร้อยละ 96.12 และการจัดการขยะ ร้อยละ 95.35 นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญต่อองค์ประกอบการท่องเที่ยว 6A ในระดับมาก (x̅ = 4.19) โดยเน้นความเป็นธรรมชาติและเข้าถึงสะดวก ผู้บริหารร้อยละ 78.57 มีนโยบายด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจนและเป็นลายลักษณ์อักษร ผลการวิจัยนำไปสู่การพัฒนาโมเดลการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมแบบมีส่วนร่วม ได้แก่ ด้านสุขอนามัย และด้านการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อม 9 ประเด็น ได้แก่ การจัดการขยะ น้ำเสีย สุขาภิบาลอาหาร ส้วมสาธารณะ สิ่งอำนวยความสะดวก ความปลอดภัย การประชาสัมพันธ์ ที่พัก และการท่องเที่ยวยั่งยืน ซึ่งเป็นแนวทางขับเคลื่อนสู่การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน</p> นิติยาภรณ์ ศรีชัย, สุวิศิษฎ์ ช่างทอง, เมธาพร บำรุงสวัสดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/283742 Mon, 27 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาและประเมินผลแนวปฏิบัติทางการพยาบาลสำหรับหญิงตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยง ต่อภาวะครรภ์เป็นพิษในโรงพยาบาลชุมชน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/285148 <p> ภาวะครรภ์เป็นพิษเป็นภาวะแทรกซ้อนสำคัญของการตั้งครรภ์ที่สัมพันธ์กับการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตของมารดาและทารก การคัดกรองและการดูแลหญิงตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยงอย่างเป็นระบบในระดับโรงพยาบาลชุมชนจึงมีความสำคัญ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) แบบกลุ่มเดียววัดก่อน–หลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินผลแนวปฏิบัติทางการพยาบาลหญิงตั้งครรภ์ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะครรภ์เป็นพิษในบริบทโรงพยาบาลชุมชน โดยประยุกต์ใช้กรอบแนวคิด Iowa Model ดำเนินการ 2 ระยะ ได้แก่ (1) การพัฒนาแนวปฏิบัติจากหลักฐานเชิงประจักษ์และบริบทหน่วยงาน (2) การทดลองใช้แนวปฏิบัติ กลุ่มตัวอย่างคือหญิงตั้งครรภ์ที่มารับบริการในคลินิกฝากครรภ์ 12 คน และพยาบาลวิชาชีพที่ให้บริการในคลินิกฝากครรภ์ 6 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบประเมินความรู้เกี่ยวกับครรภ์เป็นพิษและแบบประเมินพฤติกรรมการดูแลตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ paired t-test ผลการศึกษาพบว่า หลังการใช้แนวปฏิบัติ คะแนนความรู้ของหญิงตั้งครรภ์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001; Cohen’s d = 1.84) และคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในทุกด้าน (p &lt; .05) พยาบาลผู้ใช้แนวปฏิบัติมีความพึงพอใจและความมั่นใจในการนำไปใช้ในระดับมาก</p> <p> แนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นแสดงความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ในบริบทโรงพยาบาลชุมชน และมีศักยภาพในการเสริมสร้างความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองของหญิงตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยง อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้เป็นการศึกษานำร่อง ขนาดตัวอย่างจำกัด และยังไม่ได้ออกแบบเพื่อประเมินผลลัพธ์ทางคลินิก จึงควรมีการศึกษาที่มีกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่และติดตามต่อเนื่องจนสิ้นสุดการตั้งครรภ์เพื่อประเมินผลต่อการเกิดและความรุนแรงของภาวะครรภ์เป็นพิษ</p> ศนิชา แซ่อึ้ง, ทิวาวรรณ เทพา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/285148 Mon, 27 Apr 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมสร้างความรอบรู้ด้านเพศวิถีศึกษาและทักษะชีวิตของวัยรุ่น ต่อความรอบรู้ด้านเพศวิถีศึกษาและทักษะชีวิตของวัยรุ่น ในการป้องกันปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อม ของนักเรียนมัธยมศึกษา ในจังหวัดขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/285384 <p> การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมสร้างความรอบรู้ด้านเพศวิถีศึกษาและทักษะชีวิตของวัยรุ่น มีผลต่อความรอบรู้ด้านเพศวิถีศึกษาและทักษะชีวิต ในการป้องกันปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมของนักเรียนมัธยมศึกษา ในจังหวัดขอนแก่น กลุ่มตัวอย่างจำนวน 2 กลุ่มๆละ 80 คน โดยกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมสร้างความรอบรู้ด้านเพศวิถีศึกษาและทักษะชีวิตของวัยรุ่น ประกอบด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ 5 ฐานและหลังการอบรมใน 8 สัปดาห์ได้ดำเนินการ สื่อสารผ่าน Line กลุ่มเรื่อง เพศวิถีศึกษาและทักษะชีวิต 5 เรื่อง /สัปดาห์ ผ่านอินโฟกราฟิก รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามและวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ สถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน กำหนดนัยสำคัญทางสถิติระดับ 0.05</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านเพศวิถีศึกษาและทักษะชีวิตสูงกว่าก่อนการทดลอง (กลุ่มทดลอง พบว่า ก่อนทดลอง ด้านเพศวิถีศึกษา 𝑥̄= 4.06, ทักษะชีวิต 𝑥̄=4.11 และ หลังการทดลอง ด้านเพศวิถีศึกษา 𝑥̄= 4.34, ทักษะชีวิต 𝑥̄= 4.27)และสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ (หลังการทดลองในกลุ่มเปรียบเทียบ พบว่า ด้านเพศวิถีศึกษา 𝑥̄= 4.15, ทักษะชีวิต 𝑥̄=4.11) ส่วนความรอบรู้ด้านเพศวิถีศึกษารายด้าน พบว่า กลุ่มทดลองค่าเฉลี่ยสูงสุดด้านการเข้าถึงข้อมูล และต่ำสุดด้านการซักถาม ส่วนทักษะชีวิต พบว่ากลุ่มทดลองสูงสุดคือทักษะการจัดการกับอารมณ์ แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมสร้างความรอบรู้ด้านเพศวิถีศึกษาและทักษะชีวิตมีประสิทธิผลสามารถป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศและการตั้งครรภ์ไม่พร้อมได้อย่างเหมาะสม</p> ประพิณทิพย์ ปักกุนนัน, วิมล ปักกุนนัน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น https://he01.tci-thaijo.org/index.php/johpc7/article/view/285384 Mon, 27 Apr 2026 00:00:00 +0700