การพัฒนาระบบคัดกรองโรคสมาธิสั้นเชิงรุกในเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เข้ารับบริการด้านสุขภาพในโรงพยาบาลขุขันธ์
คำสำคัญ:
โรคสมาธิสั้น , ระบบคัดกรองเชิงรุก , การพัฒนาโปรแกรมบทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและพัฒนาระบบคัดกรองโรคสมาธิสั้นเชิงรุกสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เข้ารับบริการด้านสุขภาพในโรงพยาบาลขุขันธ์ โดยใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา แบ่งการดำเนินงานเป็น 3 ระยะ ดังนี้ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการด้วยการเก็บข้อมูลจากบุคลากรการแพทย์ ผู้ปกครอง และครู จำนวน 323 คน วิเคราะห์ด้วยสถิติพื้นฐานและดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI) ระยะที่ 2) พัฒนาระบบ โดยสร้างระบบคัดกรอง 6 ขั้นตอน และประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ 10 คน และระยะที่ 3) ทดลองใช้ โดยการศึกษากับกลุ่มตัวอย่างนักเรียน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบประเมินพฤติกรรมจาก SNAP-IV (Short Form) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น ใช้วิธีการวิเคราะห์ดัชนี PNI ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัญหาและความต้องการจำเป็นคือขาดระบบเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างโรงเรียนและโรงพยาบาล ผู้ปกครองขาดความเข้าใจ และการประสานงานขาดประสิทธิภาพ ส่งผลให้การติดตามผลไม่ต่อเนื่อง 2) การพัฒนาระบบคัดกรองเชิงรุกประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ การเตรียมความพร้อม การคัดกรองเบื้องต้น การส่งต่อ การประเมินยืนยัน การติดตามผล และการประชุมเครือข่าย ผลประเมินจากผู้เชี่ยวชาญพบว่าระบบมีความเหมาะสม (Mean = 4.23) และความเป็นไปได้ในการนำไปใช้จริง (Mean = 4.41) อยู่ในระดับมาก 3) ผลการนำระบบไปใช้จริงหลังการใช้ระบบคัดกรองเชิงรุกที่ถูกพัฒนาขึ้น พบว่า ค่าเฉลี่ยลดลงทุกรายการ สามารถคัดกรองเด็กได้ครอบคลุมร้อยละ 100 พบเด็กกลุ่มเสี่ยงร้อยละ 40 และมีการส่งต่อร้อยละ 83.33 และผลการติดตามหลังการส่งต่อจัดทำ Care Plan ร้อยละ 100
Downloads
เอกสารอ้างอิง
UNICEF. The state of the world's children 2019: children, food and nutrition. USA: United Nations Children’s Fund; 2020.
Adams LY. Theoretical foundations of caring. J Prof Nurs. 2016;30(3):273-7.
กรมสุขภาพจิต. สถานการณ์โรคจิตเวชเด็กไทย ปี พ.ศ2565-พฤษภาคม พ.ศ. 2566: การเฝ้าระวังโรคจิตเวชและปัญหาสุขภาพจิต จากคลังข้อมูลสุขภาพ (Health
Data Center: HDC). นนทบุรี: กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข; 2566.
Barkley RA. Attention-deficit hyperactivity disorder: a handbook for diagnosis and treatment. 4th ed. USA: The Guilford Press; 2014.
Thapar A, Cooper M. Attention deficit hyperactivity disorder. Lancet. 2016;387(10024) :1240-50.
Hinshaw SP, Arnold LE. Attention-deficit hyperactivity disorder in children and adolescents: a clinical overview. USA: Guilford Press; 2015.
สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ. รายงานการศึกษาเกี่ยวกับการดูแลเด็กสมาธิสั้นในประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร: กระทรวงสาธารณสุข; 2563.
Yang S, Liu Y, Talarico F, Metes D, Song Y, Wang M, et al. Early identification of children with attention-deficit/hyperactivity disorder (ADHD). PLOS Digit Health. 2024;3(11):e0000620. doi:10.1371/journal.pdig.0000620.
โรงพยาบาลขุขันธ์. รายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2567. ศรีสะเกษ: โรงพยาบาลขุขันธ์; 2567.
Delbecq AL, et al. Group techniques for program planning: a guide to nominal group and Delphi processes. Glenview: Scott, Foresman; 1975.
สุวิมล ว่องวาณิช. การวิจัยประเมินความต้องการจำเป็น. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2550.
Krueger RA, Casey MA. Focus groups: a practical guide for applied research. 4th ed. New York: SAGE; 2008.
Best JW, Kahn JV. Research in education. 10th ed. USA: Pearson Education Inc; 2006.
Gay LR, Mills GE, Airasian P. Educational research: competencies for analysis and applications. Columbus: Pearson; 2009.
จตุพร ดวงเพชรแสง. การพัฒนาการดูแลเด็กโรคสมาธสั้นแบบบูรณาการของผู้ปกครองและครูอำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ. วารสารศูนย์อนามัยที่ 9. 2567;9(18):339-50.
Bertalanffy LV. General system theory: foundations, development, applications. USA: George Braziller; 1968.
Cohen RJ, Swerdlik ME. Psychological testing and assessment: an introduction to tests and measurement. 6th ed. USA: McGraw-Hill; 2005.
Watson J. Human caring science: a theory of nursing. USA: Jones & Bartlett Learning; 2012.
Skinner BF. Science and human behavior. USA: Macmillan; 1953.
สนธยา มณีรัตน์. ผลของโปรแกรมส่งเสริมความสามารถผู้ดูแลในการจัดการปัญหาพฤติกรรมเด็กสมาธิสั้น. วารสารวิชาการสาธารณสุข. 2562;28(2):81-91.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรง ซึ่งกองบรรณาธิการวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ
บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กองบรรณาธิการไม่สงวนสิทธิ์ในการคัดลอกเพื่อการพัฒนางานด้านวิชาการ แต่ต้องได้รับการอ้างอิงที่ถูกต้องเหมาะสม