การพัฒนากระบวนการปฏิบัติงานและประเมินผลลัพธ์การให้บริบาลทางเภสัชกรรมสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรงพยาบาลสังขะ จังหวัดสุรินทร์
คำสำคัญ:
การบริบาลทางเภสัชกรรม, โรคเบาหวานชนิดที่ 2, ความร่วมมือในการใช้ยา, ผลลัพธ์ทางคลินิกบทคัดย่อ
การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากระบวนการปฏิบัติงานและประเมินผลลัพธ์การให้บริบาลทางเภสัชกรรมสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ณ โรงพยาบาลสังขะ จังหวัดสุรินทร์ โดยแบ่งการศึกษาออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ (1) การวิเคราะห์สถานการณ์ ปัญหา และความจำเป็นในการพัฒนา โดยทีมสหวิชาชีพจำนวน 20 คน (2) การพัฒนากระบวนการบริบาลทางเภสัชกรรมตามวงจร PAOR (Plan–Act–Observe–Reflect) ในกลุ่มตัวอย่างที่คัดเลือกแบบเจาะจง 327 ราย และติดตามผลเป็นระยะเวลา 6 เดือน และ (3) การประเมินผลลัพธ์หลังการพัฒนา เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบบันทึกข้อมูลย้อนหลัง แบบเก็บข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความรู้ (CVI = 0.91) แบบประเมินปัญหาจากการใช้ยา (DRPs) ตามเกณฑ์ของ Hepler และ Strand แบบประเมินอาการไม่พึงประสงค์จากยา (ADRs) โดยใช้ Naranjo’s algorithm แบบประเมินความร่วมมือในการใช้ยา (MTB-Thai) และแบบสรุปการบริบาลทางเภสัชกรรม เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2567 ถึง 31 ตุลาคม 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และเปรียบเทียบก่อนและหลังการพัฒนาด้วย Wilcoxon Signed-Rank Test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.001 ผลการวิจัยระยะที่ 1 พบว่า ปัญหาสำคัญ ได้แก่ การขาดแนวปฏิบัติมาตรฐาน (SOP) และเครื่องมือประเมินความรู้และความร่วมมือในการใช้ยาอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้การตรวจพบ DRPs และ ADRs ไม่เป็นมาตรฐานเดียวกันและขาดความต่อเนื่องในการดูแลผู้ป่วย ระยะที่ 2 ภายหลังพัฒนากระบวนการบริบาลเชิงรุก พบอุบัติการณ์ DRPs ร้อยละ 59.33 โดยปัญหาที่พบบ่อย คือ ความไม่เหมาะสมของข้อบ่งใช้ยา (ร้อยละ8.87) และขนาดยา (ร้อยละ7.95) พบ ADRs ร้อยละ 17.74 โดยภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเป็นอาการที่พบมากที่สุด ระยะที่ 3 หลังติดตาม 6 เดือน พบว่าค่ามัธยฐานของคะแนนความรู้และคะแนนความร่วมมือในการใช้ยาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) ขณะที่ค่ามัธยฐานของ FBS, HbA1c, LDL, SBP, DBP และ BMI ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) สรุปได้ว่า แนวปฏิบัติการบริบาลทางเภสัชกรรมที่พัฒนาขึ้นช่วยเพิ่มความรู้และความร่วมมือในการใช้ยาของผู้ป่วย และปรับปรุงผลลัพธ์ทางคลินิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงควรบูรณาการแนวปฏิบัตินี้ร่วมกับทีมสหวิชาชีพและเครือข่ายปฐมภูมิเพื่อยกระดับคุณภาพการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังในระยะยาว
Downloads
เอกสารอ้างอิง
International Diabetes Federation. IDF Diabetes Atlas. 10th ed. Brussels: International Diabetes Federation; 2021.
กระทรวงสาธารณสุข. รายงานสถิติสาธารณสุข พ.ศ. 2566. นนทบุรี: กระทรวงสาธารณสุข; 2566.
โรงพยาบาลสังขะ. รายงานผลการดำเนินงานคลินิกโรคเบาหวาน ปีงบประมาณ 2565–2567. สุรินทร์: โรงพยาบาลสังขะ; 2567.
Cipolle RJ, Strand LM, Morley PC. Pharmaceutical care practice: the patient-centered approach to medication management. 3rd ed. New York: McGraw-Hill; 2012.
Tan EC, Stewart K, Elliott RA, George J. Pharmacist services provided in general practice clinics: a systematic review. Res Social Adm Pharm. 2014;10(4):608–22.
อัปสร อภิญญาวงศ์เลิศ. ผลของการให้บริบาลทางเภสัชกรรมในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2. วารสารเภสัชกรรมไทย. 2566;15(2):45-56.
ณัฐวุฒิ แหล่งสนาม. การพัฒนารูปแบบการบริบาลทางเภสัชกรรมในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2. วารสารวิจัยระบบสาธารณสุข. 2567;18(1):77-89.
Kemmis S, McTaggart R. The action research planner. 3rd ed. Victoria: Deakin University Press; 1988.
Krejcie RV, Morgan DW. Determining sample size for research activities. Educ Psychol Meas. 1970;30(3):607–10.
Hepler CD, Strand LM. Opportunities and responsibilities in pharmaceutical care. Am J Hosp Pharm. 1990;47(3):533–43.
Naranjo CA, Busto U, Sellers EM, Sandor P, Ruiz I, Roberts EA, et al. A method for estimating the probability of adverse drug reactions. Clin Pharmacol Ther. 1981;30(2):239–45.
พรรณทิพา ศักดิ์ทอง. การพัฒนาเครื่องมือการบริบาลด้านยา: คุณภาพชีวิตด้านการใช้ยา. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2561.
พรพิมล รัศมีวงษ์จันทร์. การพัฒนาระบบการบริบาลทางเภสัชกรรมในผู้ป่วยวัณโรค อำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี. วารสารสหการเพื่อสุขภาพ. 2566;5(1):38-54.
บุญรักษ์ ฉัตรรัตนกุลชัย. การพัฒนาแนวปฏิบัติการให้บริบาลทางเภสัชกรรมในผู้ป่วยโรคเรื้อรังโดยเภสัชกรครอบครัว โรงพยาบาลเก้าเลี้ยว จังหวัดนครสวรรค์. วารสารวิชาการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 3. 2564;18(3):167-78.
Machtinger EL, Wang F, Chen LL, Rodriguez RM, Wu S, Schillinger D. A randomized controlled trial of a pharmacist-led intervention to improve glycemic control in type 2 diabetes. Diabetes Care. 2012;35(8):1598-604.
Santschi V, Chiolero A, Burnand B, Colosimo AL, Paradis G. Impact of pharmacist care on cardiovascular risk factors in patients with diabetes: a systematic review and meta-analysis. Diabetes Care. 2012;35(12):2706-17.
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. แนวทางการใช้ยาอย่างสมเหตุผล (Rational Drug Use: RDU). นนทบุรี: สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา; 2561.
Bates DW, Gawande AA. Improving safety with information technology. N Engl J Med. 2003;348(25):2526-34.
Nieuwlaat R, Wilczynski N, Navarro T, Hobson N, Jeffery R, Keepanasseril A, et al. Interventions for enhancing medication adherence. Cochrane Database Syst Rev. 2014;11:CD000011.
Chisholm-Burns MA, Kim Lee J, Spivey CA, Slack M, Herrier RN, Hall-Lipsy E, et al. US pharmacists’ effect as team members on patient care: systematic review and meta-analyses. Med Care. 2010;48(10):923-33.
ปิยะฉัตร ธรรมแก้ว. การพัฒนาความร่วมมือในการใช้ยาของผู้ป่วยเบาหวาน โรงพยาบาลเพ็ญ [อินเทอร์เน็ต]. อุดรธานี: สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุดรธานี; 2563. [สืบค้นเมื่อ 10 มี.ค. 2568]. แหล่งข้อมูล: https://backoffice.udpho.org/openaccess/control/download.php?id=MjY=
สุวัฒน์ แสนยาเจริญกุล. ผลของการบริบาลทางเภสัชกรรมในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ให้เข้าสู่ระยะสงบ โรงพยาบาลปางศิลาทอง จังหวัดกำแพงเพชร. [รายงานวิจัย]. พิจิตร: สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิจิตร; 2567.
ประริเนตร เดชวรวาทิน, พุทธิพงศ์ อารีรัตน์, พีระศักดิ์ คำสงค์. การประเมินผลการบริบาลเภสัชกรรมต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในโรงพยาบาลอากาศอำนวย. วารสารวิชาการสุขภาพและสิ่งแวดล้อม. 2567;2(2):34-40.
สุนิดา สดากร. ผลของการให้คำแนะนำโดยเภสัชกรร่วมกับการติดตามการรักษาทางโทรศัพท์ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน [วิทยานิพนธ์เภสัชศาสตรมหาบัณฑิต]. สงขลา: มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์; 2563.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรง ซึ่งกองบรรณาธิการวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ
บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กองบรรณาธิการไม่สงวนสิทธิ์ในการคัดลอกเพื่อการพัฒนางานด้านวิชาการ แต่ต้องได้รับการอ้างอิงที่ถูกต้องเหมาะสม