Effectiveness ประสิทธิผลของการฝึกเดินด้วยการเดินจงกรมแบบ 6 ระยะที่มีต่อความสามารถในการทรงตัวของผู้สูงอายุ ในชมรมผู้สูงอายุโรงพยาบาลบางกรวย จังหวัดนนทบุรี
คำสำคัญ:
การเดินจงกรมแบบ 6 ระยะ , Home program 10 ท่า , การป้องกันการล้มในผู้สูงอายุบทคัดย่อ
งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลองเพื่อศึกษาประสิทธิผลของการฝึกเดินจงกรมแบบ 6 ระยะ ต่อความสามารถในการทรงตัวของผู้สูงอายุ โดยคัดเลือกผู้สูงอายุที่มีอายุ 60-79 ปี จำนวน 60 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 30 คน กลุ่มที่ 1 ได้รับการฝึกเดินจงกรมแบบ 6 ระยะร่วมกับการออกกำลังกายแบบ Home program 10 ท่า วันละ 30 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์ และกลุ่มที่ 2 ทำการฝึกเดินจงกรมแบบ 6 ระยะ วันละ 30 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์เพียงอย่างเดียว จากนั้นทำการประเมินด้านความสามารถในการทรงตัวขณะลุกยืนและการเดิน โดยใช้ Time Up and Go Test (TUG) การประเมินด้านความสามารถในการทรงตัวขณะนั่งและยืน โดยใช้ Berg Balance Scale (BBS) การทดสอบความสามารถในการทรงตัวขณะเอื้อมมือ Functional Reach Test (FRT) โดยประเมินก่อนเริ่มการฝึก หลังฝึกที่ 4 และ 8 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Friedman Two-way ANOVA และ Wilcoxon signed-rank test ผลการศึกษา พบว่า ผู้สูงอายุกลุ่มที่ 1 มีค่า TUG, BBS และ FRT หลังออกกำลังกาย ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติหลังจากการฝึกสัปดาห์ ที่ 4 และ 8 (p<0.001) ผู้สูงอายุกลุ่มที่ 2 มีค่า TUG, BBS หลังการฝึกดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ หลังการฝึกในสัปดาห์ที่ 4 และ 8 (p<0.05) และ FRT ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 (p<0.05) เมื่อเปรียบการฝึกระหว่างสองกลุ่ม พบว่า ทั้งสองกลุ่มมีค่า TUG, BBS และ FRT เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ หลังจากการฝึกในสัปดาห์ที่ 4 และ 8 (p<0.001) การศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการฝึกออกกำลังกายเพื่อป้องกันการล้มด้วยการเดินจงกรมแบบ 6 ระยะมีผลในการช่วยเพิ่มความสามารถการทรงตัวในผู้สูงอายุ และเมื่อร่วมกับการฝึก Home program 10 ท่า สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการทรงตัวแบบมีการเคลื่อนไหวและช่วยป้องกันการล้มในผู้สูงอายุได้ดีมากยิ่งขึ้น
Downloads
เอกสารอ้างอิง
สำนักอนามัยผู้สูงอายุ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. รายงานประจำปี 2567. นนทบุรี: กรมอนามัย; 2567.
กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์. สถิติผู้สูงอายุไทย ประจำปี 2567. กรุงเทพฯ: กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์; 2567.
de Oliveira AS, da Silva AS, Dascal TV, Teixeira LA. Effect of different types of exercise on postural balance in elderly women: a randomized controlled trial. Arch Gerontol Geriatr. 2014 Nov-Dec;59(3):506-14.
จุฑาทิพย์ รอดสูงเนิน. ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายที่มีผลต่อการทรงตัวและความกลัวการล้มของผู้สูงอายุในชุมชน. วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม 2564;15(38):541-60.
Shumway-Cook A, Woollacott MH. Motor control: translating research into clinical practice. 3rd ed. Philadelphia: Lippincott Williams & Wilkins; 2007.
Trew M, Everett T. Human movement: an introductory text. 4th ed. Edinburgh: Churchill Livingstone; 2001.
จีรวรรณ ทองประ. การเปรียบเทียบผลของโปรแกรมการออกกำลังกายในผู้สูงอายุเพื่อป้องกันการล้ม โรงพยาบาลท่าหลวง จังหวัดลพบุรี. วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม 2567;21(1):110-21.
Chatutain A, Pattana J, Parinsarum T, Lapanantasin S. Walking meditation promotes ankle proprioception and balance among elderly women. J Bodyw Mov Ther. 2019;23(3):652-7.
สุรพินิจ สายสถิตย์. ผลของการเดินจงกรมต่อการทรงท่าในผู้ที่มีภาวะเส้นประสาทส่วนปลายเสื่อมจากเบาหวานชนิดที่ 2. [วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชากายภาพบำบัด]. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ; 2562.
ศุภานัน ผึ้งถนอม, ไพลวรรณ สัทธานนท์. คุณสมบัติเครื่องมือในการประเมินความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุที่มีภาวะการรับรู้บกพร่องเล็กน้อยและภาวะสมองเสื่อม: การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ. วชิรเวชสารและวารสารเวชศาสตร์เขตเมือง. 2561;62(4):335-44.
Shumway-Cook A, Brauer S, Woollacott M. Predicting the probability for falls in community-dwelling older adults using the Timed Up & Go Test. Phys Ther. 2000;80(9):896-903.
Berg KO, Wood-Dauphinee SL, Williams JI, Maki B. Measuring balance in elderly: validation of an instrument. Can J Public Health. 1992;83 Suppl S7-11.
Downs S, Marquez J, Chiarelli P. The Berg Balance Scale has high intra- and inter-rater reliability: a systematic review. J Physiother. 2013;59(2):93-9.
Muir-Hunter SW, Graham L, Montero-Odasso M. Reliability of the Berg Balance Scale as a clinical measure of balance in community-dwelling older adults with mild to moderate Alzheimer disease: a pilot study. Physiother Can. 2015;67(3):255-62.
Krzysztoń K, Stolarski J, Kochanowski J. Evaluation of balance disorders in Parkinson's disease using simple diagnostic tests - not so simple to choose. Front Neurol. 2018;9:932.
Vieira M, Luna N, de Moura MF, Ordonhes MT, Greve JM, Mochizuki L. Usefulness, assessment and normative data of the Functional Reach Test in older adults: A systematic review and meta-analysis. Arch Gerontol Geriatr. 2019;81:149-70.
Chatutain S, Mamom J, Boonyong S, Hayashida K. Walking meditation versus balance training for improving balance abilities in older adults with history of fall: a randomized controlled trial. Clin Rehabil. 2022;36(5):650-59.
ทิวา โกศล, อัญชนา อนันติ, ปิยฉัตร โฉมศรี, นิชนันท์ พูลจันทร์, วริศรียา โพธิตา, วิสันต์ ตั้งวงษ์เจริญ, ช่อผกา ดำรงไทย, นลัท อุตสาหฉันท์. ค่าการทรงตัวจากชุดทดสอบ KR Balance Kit ในการระบุความเสี่ยงต่อภาวะข้อเท้าไม่มั่นคงเรื้อรัง. วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา. 2567;24(1):40-51.
Yingyongsaksri S, Hiller CE, Tharawadeepimuk K, Nanbancha A. Reliability and validation of the Thai version of the Cumberland Ankle Instability Tool (CAIT-THA). Disabil Rehabil. 2023;45(22): 3762-67.
Lapanantasin S, Thongloy N, Samsee M, Wonghirunsombat N, Nuangpulsarp N, Ua-Areejit C, et al. Comparative effect of walking meditation and rubber-band exercise on ankle proprioception and balance performance among persons with chronic ankle instability: a randomized controlled trial. Complement Ther Med. 2022;65:102807.
Lapanantasin S, Suputtitada A, Aranyavalai T, Boonyong S. The immediate effects of walking meditation on ankle joint proprioception in healthy young adults. J Med Assoc Thai. 2016;99 Suppl 8:S148-55.
นิพพาภัทร์ สินทรัพย์, จิณวัตร จันครา, บุปผา ใจมั่น. กิจกรรมทางกายสำหรับผู้สูงอายุเพื่อการมีอายุที่ยืนยาว. วารสารสุขภาพและการศึกษาพยาบาล. 2562;25(2):229-46.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรง ซึ่งกองบรรณาธิการวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ
บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารการแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กองบรรณาธิการไม่สงวนสิทธิ์ในการคัดลอกเพื่อการพัฒนางานด้านวิชาการ แต่ต้องได้รับการอ้างอิงที่ถูกต้องเหมาะสม