A ศึกษาประสิทธิผลของการรักษาบาดแผลจากงูกะปะกัดด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้านของหมอพื้นบ้าน หมอทองคำ พลับใหญ่
คำสำคัญ:
งูกะปะกัด, การแพทย์แผนไทย, การแพทย์พื้นบ้าน, การดูแลบาดแผล, ประสิทธิผลการรักษาบทคัดย่อ
บทนำ พิษของงูกะปะ (Malayan pit viper) ส่งผลกระทบที่รุนแรงที่สุดต่อระบบโลหิตวิทยา โดยทำให้เกิดภาวะ Snake Venom-Induced Consumption Coagulopathy (VICC) ซึ่งพิษงูจะเข้าไปรบกวนกลไกการแข็งตัวของเลือดจนนำไปสู่ภาวะเลือดออกผิดปกติอย่างรุนแรงในระบบต่าง ๆ ของร่างกาย และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต นอกเหนือจากพิษต่อระบบเลือดแล้ว ปัญหาที่พบบ่อยและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยคือปฏิกิริยาการอักเสบเฉพาะที่ (Local Inflammation) ได้แก่ อาการบวม ปวด และภาวะแทรกซ้อนของบาดแผล ซึ่งในทางคลินิกถือเป็นอาการรองที่สามารถให้การรักษาตามอาการหรือใช้การแพทย์ทางเลือกควบคู่กันได้ แม้การแพทย์แผนปัจจุบันจะมีแนวทางเวชปฏิบัติในการให้เซรุ่มแก้พิษงูที่ชัดเจน แต่การแพทย์แผนไทยยังมีบทบาทสำคัญในการจัดการรอยโรคเฉพาะที่ดังกล่าว โดยเน้นการใช้ตำรับยาสมุนไพรที่มีฤทธิ์ถอนพิษและลดอักเสบ เช่น ยาพอกสมุนไพรและยาต้มเพื่อรับประทาน เพื่อลดอาการบวมปวด บรรเทาความทุกข์ทรมาน และส่งเสริมการฟื้นตัวของบาดแผลให้รวดเร็วยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามหลักฐานเชิงประจักษ์ด้านประสิทธิผลของการรักษายังมีจำกัด
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการรักษาบาดแผลจากงูกะปะกัดด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้านของหมอทองคำ พลับใหญ่ อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
วิธีการศึกษา เป็นการวิจัยเชิงประเมินผล (Evaluation Research) ในกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยที่ถูกงูกะปะกัดและสมัครใจเข้ารับการรักษาด้วยวิธีพื้นบ้านจำนวน 12 ราย คัดเลือกแบบเจาะจง เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามและการสัมภาษณ์เชิงลึก ประเมินระดับอาการบวม อาการปวด ภาวะแทรกซ้อน ระยะเวลาการฟื้นตัว และความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติ Paired t-test
ผลการศึกษา ภายหลังการรักษา 3 วัน ระดับอาการบวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจากค่าเฉลี่ย 1.67 ± 0.65 เหลือ 0.50 ± 0.52 (ผลต่างเฉลี่ย 1.17, 95% CI 0.70-1.63; t=5.513, p < 0.001) และระดับอาการปวดลดลงจากค่าเฉลี่ย 5.42 ± 2.84 เหลือ 1.33 ± 2.15 (ผลต่างเฉลี่ย 4.08, 95% CI 2.98–5.19; t=8.150, p<0.001) โดยผู้ป่วยร้อยละ 66.7 หายจากอาการปวดสิ้นเชิงภายใน 3 วัน ทั้งสองตัวแปรมีขนาดอิทธิพลระดับสูง (Cohen’s dz=1.59 และ 2.35) ไม่พบการติดเชื้อที่บาดแผลและไม่พบการเกิดเนื้อตายรายใหม่หรือการลุกลามของเนื้อตายในผู้ป่วยทุกราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่ (ร้อยละ 83.3) ฟื้นตัวภายใน 2 สัปดาห์ และมีความพึงพอใจต่อผลการรักษาในระดับมากทุกราย
สรุป/วิจารณ์ การรักษาบาดแผลงูกะปะกัดด้วยภูมิปัญญาของหมอทองคำ พลับใหญ่ สัมพันธ์กับการลดลงอย่างรวดเร็วของอาการปวดและบวมเฉพาะที่ โดยไม่พบภาวะแทรกซ้อนเฉพาะที่ อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดด้านขนาดกลุ่มตัวอย่างที่น้อย การคัดเลือกแบบเจาะจง การไม่มีกลุ่มควบคุม และความรุนแรงของพิษที่อยู่ในระดับน้อยถึงปานกลางเป็นส่วนใหญ่ ผลการศึกษานี้จึงควรตีความในฐานะหลักฐานขั้นต้นที่สนับสนุนการศึกษาต่อยอดเพื่อพัฒนาเป็นการรักษาเสริมร่วมกับการแพทย์แผนปัจจุบัน มิใช่การใช้ทดแทนการรักษามาตรฐานด้วยเซรุ่มต้านพิษงู
เอกสารอ้างอิง
Department of Medical Services. Guidelines for the diagnosis and management of snakebite patients in general practice 2025. Nonthaburi: Medical Academic Division, Department of Medical Services, Ministry of Public Health; 2025. p. 14-16.
Hua Hin Hospital. Hospital Information System (Medical2020) [Computer program]. Prachuap Khiri Khan: Medical Statistics Unit, Hua Hin Hospital; 2024 [cited 2024 Apr 29].
Tan NH. Malayan Pit Viper (Calloselasma rhodostoma) venom. In: Gopalakrishnakone P, editor. Snake Venoms. Dordrecht: Springer Netherlands; 2015. p. 1-24.
World Health Organization. Guidelines for the management of snakebites. 2nd ed. New Delhi: WHO Regional Office for South-East Asia; 2016.
Chesor M, Chaisakul J, Promsorn P, Chantkran W. Clinical laboratory investigations and antivenom administration after Malayan Pit Viper (Calloselasma rhodostoma) envenoming: A retrospective study from Southernmost Thailand. Am J Trop Med Hyg. 2024;110(3):609-17.
Williams AC, Barry BW. Penetration enhancers. Adv Drug Deliv Rev. 2012;64:128-39.
Picheansoonthon C, Chawalit M, Jeerawong W. Tamra Phra Osot Phra Narai (The Scripture of King Narai’s Remedies). Bangkok: Amarin; 1999.
Havsteen BH. The biochemistry and medical significance of the flavonoids. Pharmacol Ther. 2002;96(2-3):67-202.
Houghton PJ, Hylands PJ. Tannins and related polyphenols with antimicrobial activity. Phytother Res. 1993;7(1):35-8.
Petricevich VL. Antimicrobial and immunomodulatory properties of natural compounds in wound management. J Biol Sci. 2024;27(1):112-25.
Prasanthi JRP, Basha MD. Arecoline, a major alkaloid of Areca nut, induces Alzheimer’s disease-like pathology in vivo. J Alzheimers Dis. 2012;30(4):895-907.
Singh J, Singh S. Antioxidant and anti-inflammatory properties of areca nut. J Ethnopharmacol. 2010;130(1):43-7.
Wutthithamwet W. Encyclopedia of Herbs. Bangkok: Odien Store; 1997.
Mohsin A, Jabeen A, Majid D, Allai FM, Dar AH, Gulzar B, et al. Antioxidants in fruits: properties and health benefits. In: Pineapple [Internet]. Cham: Springer; 2020. p. 379-96.
Maknuan P. The role and transmission of incantations and rituals of folk healers in treating diseases at Ban Nong Khao, Kanchanaburi Province [Thesis]. Bangkok: Chulalongkorn University; 2013.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 โรงพยาบาลหัวหิน

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารหัวหินเวชสาร เป็นลิขสิทธิ์ของโรงพยาบาลหัวหิน
บทความที่ลงพิมพ์ใน วารสารหัวหินเวชสาร ถือว่าเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนคณะบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย ผู้เขียนต้องรับผิดชอบต่อบทความของตนเอง
