ปัจจัยที่สัมพันธ์กับระยะเวลาในการเข้ารับการตรวจทางนิติเวชของเหยื่อการล่วงละเมิดทางเพศในโรงพยาบาลสมุทรสาคร
คำสำคัญ:
กระทำชำเรา, การตรวจทางนิติเวชบทคัดย่อ
บทนำ: การตรวจพิสูจน์และให้การดูแลรักษาแก่ผู้ถูกล่วงละเมิดทางเพศมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการให้บริการทางการแพทย์ภายในระยะเวลา 72 ชั่วโมง เนื่องจากข้อจำกัดของความคงตัวของพยานวัตถุและการตอบสนองต่อการป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์และการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับระยะเวลาในการเข้ารับการตรวจพิสูจน์ทางนิติเวชและรักษาในโรงพยาบาลของผู้ถูกกระทำชำเรา
วิธีการศึกษา: เป็นการศึกษารูปแบบ Retrospective cohort study ในกลุ่มผู้ถูกกระทำชำเราที่เข้ารับการตรวจพิสูจน์และรักษา ณ โรงพยาบาลสมุทรสาคร ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2565 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567 จากแบบบันทึกผู้ป่วยเด็ก สตรี และบุคคลที่ถูกกระทำความรุนแรง ศึกษาปัจจัยพื้นฐานของผู้ถูกกระทำชำเรา ผู้ให้การช่วยเหลือนำส่ง ข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำผิด และข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องที่มีความสัมพันธ์กับระยะเวลาในการเข้ารับการตรวจพิสูจน์ในโรงพยาบาลของผู้ถูกกระทำชำเราภายในและมากกว่า 72 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุการณ์ วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและวิเคราะห์ปัจจัยด้วย Univariable และ Multivariable logistic regression
ผลการศึกษา: ผู้ถูกกระทำชำเรา 133 รายเข้ารับการตรวจพิสูจน์ในโรงพยาบาลสมุทรสาครภายใน 72 ชั่วโมง จำนวน 54 ราย (40.6%) และเกินกว่า 72 ชั่วโมงจำนวน 79 ราย (59.4%) พบปัจจัยที่ทำให้ผู้ถูกล่วงละเมิดทางเพศเข้ารับการตรวจภายใน 72 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุการณ์ คือ เป็นการถูกล่วงละเมิดทางเพศครั้งแรก และสามารถระบุเวลาเกิดเหตุที่แน่นอนได้
สรุป: การถูกล่วงละเมิดทางเพศครั้งแรกและสามารถระบุเวลาเกิดเหตุที่แน่นอนได้เป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับระยะเวลาในการเข้ารับการตรวจพิสูจน์ภายใน 72 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุการณ์
เอกสารอ้างอิง
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2562. หน้า 127. เล่ม 136 ตอนที่ 69 ก ราชกิจจานุเบกษา. 27 พฤษภาคม 2562 [อินเตอร์เน็ต]. [เข้าถึงเมื่อ 9 มีนาคม 2568]. ค้นได้จาก: https://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2562/A/069/T_0127.PDF
World Health Organization. Violence against women [internet]. 2024 [cites 2024 Oct 23] Available from: https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/violence-against-women
กองป้องกันการบาดเจ็บ, กรมควบคุมโรค. รายงานการทบทวนสถานการณ์ความรุนแรงจากการถูกทำร้าย 5 ปี (2558-2562) [อินเตอร์เน็ต]. นนทบุรี: : 2567 [สืบค้นเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2567]. จาก https://ddc.moph.go.th/uploads/publish/1175720210909094610.pdf
World Health Organization. Responding to children and adolescents who have been sexually abused: WHO clinical guideline. Switzerland: World Health Organization; 2017
อภิสรา กูลวงศ์ธนโรจน์, บรรณาธิการ. คู่มือการตรวจรักษาผู้ถูกล่วงละเมิดทางเพศ โรงพยาบาลสมุทรสาคร 2564. กรุงเทพฯ: ทับทิมทองการพิมพ์; 2564.
Casey D, Domijan K, MacNeill S, Rizet D, O'Connell D. Ryan J. The Persistence of Sperm and the Development of Time Since Intercourse (TSI) Guidelines in Sexual Assault Cases at Forensic Science Ireland, Dublin, Ireland. Journal of Forensic Sci. 2017;62(3):585-92.
American College of Obstetricians and Gynecologists. Emergency Contraception [internet]. 2015 [cites 2025 April 15] Available from: https://www.acog.org/clinical/clinical-guidance/practice-bulletin/articles/2015/09/emergency-contraception
Magalhães T, Dinis-Oliveira R, Silva B, Corte-Real F, Nuno Vieira D. Biological Evidence Management for DNA Analysis in Cases of Sexual Assault. The Scientific World Journal. 2015:2015:1-11.
อานนท์ จำลองกุล. การดูแลผู้ถูกล่วงละเมิดทางเพศ: ร่างกาย จิตใจและการเยียวยาทางกฎหมาย. Chula Med J. 2017;61:602-18.
Grossin C, Sibille I, Lorin de la Grandmaison G, Banasr A, Brion F, Durigon M. Analysis of 418 cases of sexual assault. Forensic Science Int. 2012;131(2-3):137-41.
Millar G, Stermac L, Addison M. Immediate and delayed treatment seeking among adult sexual assault victims. Women Health. 2002;35(1):53-64. doi: 10.1300/J013v35n01_04.
McCall-Hosenfeld JS, Freund KM, J Liebschutz JM. Factors associated with sexual assault and time to presentation. Prev Med. 2009 Mar 31;48(6):593–95. doi: 10.1016/j.ypmed.2009.03.016)
Apichai Pangsorn and Warataporn Sithicharoon. Demographic Profiles of Sexual Abused Cases in HRH Princess Maha Chakri Sirindhorn Medical Center. Ramathibodi Medical Journal. 2018;41(1), 38-47.
Yaowaret Khammanat and Junyapron Ratanakosol. The study of Service Models for Child and Women Abused and Unwanted Pregnancy. A Retrospective Descriptive Study in the past 10 years: One-Stop Crisis Center, Khon Kaen Hospital. Journal of Social Synergy. (2021);12(1), 14-29.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 โรงพยาบาลหัวหิน

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารหัวหินเวชสาร เป็นลิขสิทธิ์ของโรงพยาบาลหัวหิน
บทความที่ลงพิมพ์ใน วารสารหัวหินเวชสาร ถือว่าเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนคณะบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย ผู้เขียนต้องรับผิดชอบต่อบทความของตนเอง
