ผลของโปรแกรมการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจในผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดหลังการใส่โครงตาข่าย ขยายหลอดเลือดในโรงพยาบาลในโรงพยาบาลหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
คำสำคัญ:
6 MWT, Metabolic Equivalents Tasks (METs), Rating of Perceived Exertion (RPE), โปรแกรมการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจ (CR I), Percutaneous coronary intervention (PCI), Myocardial Infarction (MI)บทคัดย่อ
บทนำ: โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่สำคัญของประชากรทั้งโลกรวมทั้งประเทศไทยซึ่งนับเป็นสาเหตุอันดับ 2 ของประเทศไทย และยังมีแนวโน้มการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นทุกปีซึ่งนับเป็นปัญหาหลักทางสาธารณสุขที่สำคัญ ปัจจุบันการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบด้วยการใส่โครงตาข่ายขยายหลอดเลือดหัวใจ (Coronary stent implantation) นับเป็นวิธีที่ดีและเป็นที่ยอมรับว่าเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูง มีภาวะแทรกซ้อนน้อยได้ผลลัพธ์ที่ดี ภายหลังการรักษาจึงต้องอาศัยระยะเวลาในการที่จะช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจฟื้นตัวเพื่อให้หัวใจกลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อน มีสาเหตุจาก การขาดองค์ความรู้ด้านการดูแลตนเอง อย่างถูกต้องเหมาะสม การฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจและหลอดเลือดหัวใจหลังได้รับการใส่โครงตาข่ายขยาย หลอดเลือดหัวใจ และการให้ความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติตัว ออกกำลังกาย ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันที่เหมาะสม ช่วยลดภาวะแทรกซ้อนและส่งผลให้ความสามารถในการทำหน้าที่ต่างๆของร่างกายดีขึ้น
วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบความรู้ก่อนและหลังการได้รับโปรแกรมการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจ ประเมินสมรรถภาพทางกายโดยใช้ 6 MWT และประเมินความพึงพอใจต่อโปรแกรมการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจ
วิธีการศึกษา: การวิจัยแบบทดลองเบื้องต้น (Pre-experimental research) เปรียบเทียบกลุ่มเดียววัดผลก่อน-หลัง (One group pre -posttest design) กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่ได้รับการรักษาโดยการทำหัตการใส่โครงตาข่ายขยายหลอดเลือด ทั้งเพศชายและหญิง อายุระหว่าง 18–65 ปี ที่นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลหัวหิน เลือกแบบเจาะจง จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 2 ส่วนได้แก่ 1. แบบประเมินต่างๆ และ 2. โปรแกรมการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจ โดยผ่านจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ เลขที่ COA NO.012/2567 มีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) เท่ากับ 0.97 และค่าความสอดคล้อง (Index of Item Object Congruence: IOC) 0.97 ค่าความเชื่อมั่น (Reliability) 0.75 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา และสถิติอนุมาน (Paired sample t-test)
ผลการศึกษา: พบว่า 1.ข้อมูลส่วนบุคคลพบว่าผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดหลังทำการใส่โครงตาข่ายขยายหลอดเลือด เป็นเพศชาย จำนวน 22 คน (ร้อยละ 73.3) มากกว่า เพศหญิงจำนวน 8 คน (ร้อยละ 26.7), มีอายุเฉลี่ย 55.8 (S.D.8.53) อายุ 50-65 ปี (ร้อยละ 80), สถานภาพมีคู่ (ร้อยละ 80), การศึกษาระดับประถมศึกษา (ร้อยละ 43.3), รายได้ต่อเดือน 5,001-10,000 บาท (ร้อยละ 33.3), ประกอบอาชีพรับจ้าง (ร้อยละ 43.3), มีโรคประจำตัว (ร้อยละ 56.7), BMI ระดับ 18.6-22.9 (ร้อยละ 39.9) 2. ผู้ป่วยมีความรู้ก่อน-หลังการได้รับโปรแกรมการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) 3. มีสมรรถภาพทางกายโดยการประเมินระยะทางในการเดิน 6 นาที (6MWT) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) โดยค่าเฉลี่ยระยะทางก่อน-หลัง 214.23 ± 31.44 เมตร 4. ความพึงพอใจต่อโปรแกรมการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจระดับมาก (=2.88)
สรุปผล: ผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดหลังการใส่โครงตาข่ายขยายหลอดเลือดในโรงพยาบาลหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีความรู้เพิ่มขึ้นและมีสมรรถภาพทางกายที่ดีขึ้นหลังการได้รับโปรแกรมการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05 และมีความพึงพอใจต่อโปรแกรมการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจระดับดีมาก (=3.00)
เอกสารอ้างอิง
Chumsantivut S, Lertmaharit S, Rattananupong T, Lertsuwunseri V, Athisakul S, Wanlapakorn C, et al. Mortality Rate of Percutaneous Coronary Interventions in ST-Segment Elevation Myocardial Infarction Patients Under the Public Health Insurance Schemes of Thailand. Frontiers in Cardiovascular Medicine. 2024;11:1397015.
Yang X, Li Y, Ren X, Xiong X, Wu L, Li J, et al. Effects of exercise-based cardiac rehabilitation in patients after percutaneous coronary intervention: A meta-analysis of randomized controlled trials. Scientific Reports. 2017;7(1):44789.
Westland H, Jaarsma T, Riegel B, Iovino P, Henry Osokpo O, Stawnychy M, et al. Self-care interventions in patients with coronary artery disease: room for improvement. European Heart Journal. 2020;41(Supplement_2).
Zhang Y, Cao H, Jiang P, Tang H. Cardiac rehabilitation in acute myocardial infarction patients after percutaneous coronary intervention: A community-based study. Medicine. 2018;97(8):e9785.
Bandura A. Self-efficacy: Toward a unifying theory of behavioral change. Advances in behaviour research and therapy. 1978;1(4):139-61.
ศุภสวัสดิ์ พิลาภและคณะ. ประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมสมรรถนะแห่งตน ในการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจ ระยะที่ 1 ต่อสมรรถภาพทางกาย ในผู้สูงอายุหลังผ่าตัดหัวใจแบบเปิด. วารสารพยาบาลและการดูแลสุขภาพ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต. 2562;37(3):192-200
อลงกรณ์ สุขเรืองกูล, ทวีลักษณ์ วรรณฤทธิ์, จิราภรณ์ เตชะอุดมเดช. ปัจจัยทำนายพฤติกรรมสร้างเสริม สุขภาพของผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจและได้รับการทำหัตถการรักษาโรคหลอดเลือดโคโรนารีย์ผ่าน สายสวน. พยาบาลสาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. 2019;46(3):118-29.
ศิริวรรณ เจิมขุนทด. ผลของโปรแกรมการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจในระยะที่ 1 ต่อความรู้ ความเชื่อมั่นในการดูแลตนเองและความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตาย. วารสารพยาบาลโรคหัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลราชวิถี. 2551;19(2):40-50
พจีมาศ กิตติปัญญางาม, มนตรี ยาสุด. การทดสอบการเดิน 6 นาที ในผู้สูงอายุไทยภายหลังการผ่าตัดหัวใจ ณ ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. ศรีนครินทร์เวชสาร 2563;35(2):161-66
บุปผา อินทรัตน์. ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะตนเองในการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจระยะที่1ต่อสมรรถภาพทางกายและความพึงพอใจของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ[ปริญญานิพนธ์ ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต]. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์; 2556.
Phemphul C, Pinyopasakul W, Asdornwised U, Laksanabunsong P. The effectiveness of a structured discharge planning program in patients with acute coronary syndrome on functional status, satisfaction and unexpected hospital revisits. Nursing Science Journal of Thailand. 2011;29(2):120-8
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2024 โรงพยาบาลหัวหิน

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารหัวหินเวชสาร เป็นลิขสิทธิ์ของโรงพยาบาลหัวหิน
บทความที่ลงพิมพ์ใน วารสารหัวหินเวชสาร ถือว่าเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนคณะบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย ผู้เขียนต้องรับผิดชอบต่อบทความของตนเอง
