การเปรียบเทียบผลคลื่นสะท้อนหัวใจในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมก่อนและหลัง ที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดชนิด AC

ผู้แต่ง

  • ดวงฤทัย พงศ์ทรัพย์การุณ กลุ่มงานการพยาบาลตรวจรักษาพิเศษ กลุ่มการพยาบาล โรงพยาบาลหัวหิน

คำสำคัญ:

คลื่นสะท้อนหัวใจ, ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม, ยาเคมีบำบัดชนิด AC

บทคัดย่อ

บทนำ: การตรวจหัวใจด้วยคลื่นสะท้อนหัวใจ ที่เรียกว่า Echo นั้น เป็นการตรวจหัวใจที่ช่วยในการวินิจฉัยโรค พยากรณ์โรค ตรวจหาความรุนแรง และติดตามผลการรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ     ซึ่งรวมไปถึงในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับสูตรยาในการให้เคมีบำบัดชนิด AC (Adriamycin, Cyclophosphamide)  ก็ต้องได้รับการตรวจหัวใจด้วยคลื่นสะท้อนหัวใจ เพราะในผู้ป่วยบางรายอาจเกิดอาการหัวใจเต้นผิดปกติ ดังนั้น ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมทุกคนควรได้รับการตรวจหัวใจด้วยคลื่นสะท้อนหัวใจ เพื่อทำให้สามารถรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านมทั้งก่อนและหลังได้รับเคมีบำบัดชนิด AC ได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

วัตถุประสงค์: 1. เพื่อประเมินผลคลื่นสะท้อนหัวใจในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมก่อนและหลังที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดชนิด AC และ 2. เพื่อเปรียบเทียบผลคลื่นสะท้อนหัวใจในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมก่อนและหลังที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดชนิด AC

วิธีการศึกษา: การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ แบบเก็บข้อมูลย้อนหลังจากเวชระเบียน ด้วยแบบบันทึกผลการตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดชนิด AC จำนวน 233 คน ช่วงระยะเวลาตั้งแต่ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ถึง พ.ศ. 2566 โดยบันทึกข้อมูล 1) ขนาดของกล้ามเนื้อหัวใจห้องบนซ้าย 2) ขนาดของรูปร่างหัวใจห้องล่างซ้ายขณะหัวใจคลายตัว 3) ความหนาของผนังกั้นหัวใจห้องล่างซ้ายขณะหัวใจคลายตัว 4) ความหนาของผนังด้านหลังที่กั้นหัวใจห้องล่างซ้ายขณะคลายตัว 5) ขนาดของรูปร่างหัวใจห้องล่างซ้ายขณะหัวใจบีบตัว 6) ปริมาณเลือดที่สูบฉีดออกจากหัวใจห้องล่างซ้ายในการบีบตัว 1 ครั้ง 7) ลิ้นหัวใจไมตรัล 8) ลิ้นหัวใจเอออร์ติก 9) ลิ้นหัวใจไตรคัสปิด 10) ลิ้นหัวใจพัลโมนารี และนำข้อมูลมาวิเคราะห์หาค่าร้อยละ การแจกแจงความถี่ และสถิติ Dependent sample T-test สำหรับเปรียบเทียบผลคลื่นสะท้อนหัวใจในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมก่อนและหลังที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดชนิด AC

ผลการศึกษา: 1. ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดชนิด AC พบว่า ส่วนใหญ่มีอายุ 41-50 ปี (ร้อยละ 41) มีโรคประจำตัวความดันโลหิตสูง (ร้อยละ 32) ระยะของมะเร็งเต้านม คือ ระยะที่ 2 (ร้อยละ 37) และขนาดของยาเคมีบำบัด ได้จากการคำนวณจากน้ำหนักและส่วนสูงของผู้ป่วย คือค่า BSA ส่วนใหญ่อยู่ประมาณ 1.60-1.69 (ร้อยละ 65) 2. ผลคลื่นสะท้อนหัวใจในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมก่อนและหลังที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดชนิด AC พบว่า ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมทั้งก่อนและหลังที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดชนิด AC ส่วนใหญ่เป็นปกติ 3. ผลคลื่นสะท้อนหัวใจในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมหลังที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดชนิด AC มีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นก่อนได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดชนิด AC อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05

สรุป: ผลคลื่นสะท้อนหัวใจในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมก่อนและหลังที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดชนิด AC ส่วนใหญ่เป็นปกติ และพบว่า ผลคลื่นสะท้อนหัวใจในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมหลังที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดชนิด AC มีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นก่อนได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดชนิด AC อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05

เอกสารอ้างอิง

โรงพยาบาลนนทเวช. ขอบเขตการให้บริการ และบริการเฉพาะทาง ศูนย์หัวใจ. [อินเตอร์เน็ต]. 2566 [เข้าถึงเมื่อ 3 พฤศจิกายน 2566] เข้าถึงได้จาก https://www.nonthavej.co.th/heart-center-section1.php.

หะสัน มูหาหมัด. รังสีรักษา เคมีบำบัด และฮอร์โมนบำบัด. [อินเตอร์เน็ต]. 2561 [เข้าถึงเมื่อ 15 ตุลาคม 2566] เข้าถึงได้จาก http://www.thaibreastcancer.com/963/.

CHULA CANCER รังสีรักษาและมะเร็งวิทยา. (2566). ยาเคมีบำบัดสูตร AC. [อินเตอร์เน็ต]. 2566 [เข้าถึงเมื่อ 3 พฤศจิกายน 2566] เข้าถึงได้จาก https://www.chulacancer.net/cancer-drugs-view.php?id=487&keysname=Knowcancerdrugs.

กรัณฑ์รัตน์ ทิวถนอม, ชนุดม จีรฉัตร, ชุดาภรณ์ สุขเกษม, โชษิตา สมหวังประเสริฐ และศุฌิมา พรบรรทัด. การรักษามะเร็งเต้านมและการเกิดพิษต่อหัวใจของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับยา Trastuzumab. Veridian E-Journal, Science and Technology Silpakorn University สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี; 2560; 4(2):1-18.

โรงพยาบาลหัวหิน. จำนวนผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดชนิด AC ที่เข้ารับการตรวจหัวใจด้วยคลื่นสะท้อนหัวใจ (Echocardiography) ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ถึง พ.ศ. 2566. ประจวบคีรีขันธ์. เวชระเบียน ทะเบียนมะเร็ง โรงพยาบาลหัวหิน; 2566.

Krejcie, R. V. & Morgan, D. W. Determining Sample Size for Research Activities. Educational and Psychological Measurement 1970; 30(3): 607-610.

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย. (2566). ยาเคมีบำบัดสูตร AC. [อินเตอร์เน็ต]. 2561 [เข้าถึงเมื่อ 15 ตุลาคม 2566] เข้าถึงได้จาก https://www.chulacancer.net/cancer-drugs-view.php?id=487&keysname=Knowcancerdrugs.

ปัญญาภรณ์ ทรงสุนทรวงศ์ และคณะ. (2561). การเฝ้าระวังและติดตามภาวะพิษต่อหัวใจในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับยาด็อกโซรูบิซิน. [อินเตอร์เน็ต]. 2561 [เข้าถึงเมื่อ 30 พฤศจิกายน 2566] เข้าถึงได้จาก https://nrh.nopparat.go.th/research/public/view/pdf/61_19.pdf.

ชลธิชา ตั้งกิจ. (2564). ความรู้เบื้องต้นของศาสตร์แห่งโรคหัวใจในผู้ป่วยโรคมะเร็ง: พิษต่อหัวใจจากยากลุ่มแอนทราไซคลิน. J Chulabhorn Royal Acad. 2021; 3(2): 71-79.

สุดาวดี เอกวิทยาเวชนุกูล และธิดาพร ตั้งกิตติเกษม. (2564). การลดลงของสัดส่วนการบีบตัวของหัวใจห้องล่างซ้าย (left ventricular ejection fraction) ในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองหลังได้รับยา CHOP-based regimen. วารสารโลหิตวิทยาและเวชศาสตร์บริการโลหิต 2564; 31(2):163-167.

Comparison of Echocardiographic Results in Breast Cancer Patients Before and After Receiving AC Chemotherapy

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2024-09-05

รูปแบบการอ้างอิง

พงศ์ทรัพย์การุณ . ด. (2024). การเปรียบเทียบผลคลื่นสะท้อนหัวใจในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมก่อนและหลัง ที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดชนิด AC. หัวหินเวชสาร, 4(2), 14–29. สืบค้น จาก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/hhsk/article/view/269109

ฉบับ

ประเภทบทความ

นิพนธ์ต้นฉบับ