ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 3 ในการเรียนรายวิชา การพยาบาลบุคคลที่มีปัญหาทางสุขภาพจิตผ่านการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิจัยเป็นฐาน
คำสำคัญ:
การจัดการเรียนรู้โดยใช้วิจัยเป็นฐาน, ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน, การพยาบาลบุคคลที่มีปัญหาทางสุขภาพจิตบทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 3 ในการเรียนรายวิชาการพยาบาลบุคคลที่มีปัญหาทางสุขภาพจิต ที่เรียนจากการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิจัยเป็นฐานเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมโดยใช้ระเบียบวิจัยวิจัยกึ่งทดลอง ได้แก่ กลุ่มควบคุมเป็นนักศึกษาวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรีที่เรียนวิชาการพยาบาลบุคคลที่มีปัญหาทางสุขภาพจิต ในภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2559 จำนวน 75 คน กลุ่มทดลองเป็นนักศึกษาวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี ที่เรียนวิชาเดียวกัน ในภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2559 จำนวน 77 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1. แผนการสอนโดยใช้วิจัยเป็นฐานในวิชาการพยาบาลบุคคลที่มีปัญหาทางจิตที่ผ่านการตรวจสอบโดย อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 คน 2. แบบทดสอบความรู้วิชาการพยาบาลบุคคลที่มีปัญหาทางสุขภาพจิต มีค่าอำนาจจำแนก (R) ระหว่าง 0.60-0.65 ความยาก (P) ระหว่าง 0.50-0.60 และ ความเที่ยง เท่ากับ 0.82 วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วยการใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที
ผลการวิจัย 1. นักศึกษาทั้งกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีคะแนนความรู้ในรายวิชาการพยาบาลบุคคลที่มีปัญหาทางสุขภาพจิตหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2. พบว่ากลุ่มทดลองมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยรวมอยู่ในระดับดีมาก ( =38.47 SD=4.31) และนักศึกษาทั้งหมดมีคะแนนผ่านเกณฑ์วัดผลร้อยละ 60 ขึ้นไป ส่วนกลุ่มควบคุมมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( =32.02 SD=3.17) และมีนักศึกษาที่สอบไม่ผ่านเกณฑ์จำนวน 4 คน (ร้อยละ 5.33) 3. ระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาการพยาบาลบุคคลที่มีปัญหาทางสุขภาพจิตของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (p<.001)
สรุปผลการวิจัย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาการพยาบาลบุคคลที่มีปัญหาทางสุขภาพจิตของนักศึกษาพยาบาล ชั้นปีที่ 3 ปีการศึกษา 2559 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี โดยใช้วิจัยเป็นฐานสูงกว่ากลุ่มควบคุมซึ่งใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบเดิม
คำสำคัญ: การจัดการเรียนรู้โดยใช้วิจัยเป็นฐาน, ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน, การพยาบาลบุคคลที่มีปัญหาทางสุขภาพจิต
เอกสารอ้างอิง
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. แผนการ ศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560. กรุงเทพมหานคร : บริษัท พริกหวานกราฟ ฟิคจำกัด; 2560.
ทิศนา แขมมณี. 14วิธีสอนสำหรับครูมืออาชีพ. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2557.
พวงผกา ปวีณบำเพ็ญ. การจัดการเรียนรู้โดยใช้ วิจัยเป็นฐาน. ศึกษาศาสตร์สาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 1(2) : 62-71; 2560.
เฌอร์นินทร์ ตั้งปฐมวงศ์. ผลของโปรแกรมการ จัดการเรียนรู้โดยใช้วิจัยเป็นฐาน ต่อทักษะ ทางปัญญาของนักศึกษาพยาบาลการดูแล ผู้ป่วยจิตเภทโดยชุมชน. วารสารทหารบก, 19(2) : 259-266; 2559.
ไพฑูรย์ สินลารัตน์. เพื่อความเป็นผู้นำของการครุ ศึกษาไทย : รวมบทบรรยายและบทความ. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์แห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ; 2557.
ธัญธัช วิภัติภูมิประเทศ. ผลของการเรียนรู้โดยใช้ วิจัยเป็นฐานที่มีต่อความรู้เรื่องวัฒนธรรม อาเซียนของนักศึกษา. วารสาร ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, 16(1) : 54-62 ; 2557.
ศิริชัย กาญจนวาสี. ทฤษฎีการประเมิน.กรุงเทพ: จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ; 2548.
เยาวดี รางชัยกุล วิบูลย์ศรี. การวัดผลและการ สร้างแบบสอบผลสัมฤทธิ์ (พิมพ์ครั้งที่ 8). กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2552.
สันต์ สุวทันพรกูล. การวิจัยและพัฒนาแผนการ จัดการเรียนรู้ ที่บูรณาการสาระท้องถิ่น โดย ใช้กระบวนการวิจัยเป็นฐานเพื่อพัฒนา ทักษะชีวิต สาหรับนักเรียน ประถมศึกษา. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหา บัณฑิต สาขาวิจัยและจิตวิทยาการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2551.
พิมพ์ปวีณ์ สุวรรณโณ. การศึกษาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนและทักษะการวิจัยของ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยราชภัฏ ยะลาที่เรียนด้วยการจัดการเรียนการสอน โดยใช้การวิจัยเป็นฐาน. วารสาร มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา, 13(1) : 161- 170 ; 2561.
ไพฑูรย์ สินลารัตน์. หลักและเทคนิคการสอน ระดับอุดมศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2555.
ทิศนา แขมมณี. ศาสตร์การสอน องค์ความรู้เพื่อ การจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ. พิมพ์ครั้งที่ 16.
กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ; 2555.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารหัวหินเวชสาร เป็นลิขสิทธิ์ของโรงพยาบาลหัวหิน
บทความที่ลงพิมพ์ใน วารสารหัวหินเวชสาร ถือว่าเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนคณะบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย ผู้เขียนต้องรับผิดชอบต่อบทความของตนเอง
