ผลของแนวปฏิบัติทางคลินิกสาหรับป้องกันการเกิดแผลกดทับในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง โรงพยาบาลพะเยา
คำสำคัญ:
แนวปฏิบัติทางคลินิก, การป้องกันการเกิดแผลกดทับ, ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงบทคัดย่อ
ความสาคัญ: แผลกดทับเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยจากสภาวะการเจ็บป่วยโดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวหรือกลุ่มติดเตียง ทำให้เกิดความทุกข์ทรมานและระยะเวลานอนโรงพยาบาลนานขึ้น สูญเสียค่าใช้จ่ายสูง หากไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้อง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงจนเสียชีวิตได้ วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของการใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกสาหรับการป้องกันการเกิดแผลกดทับในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงโรงพยาบาลพะเยา รูปแบบศึกษา: เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา (Descriptive research) ในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงที่มี Barden scale ≤18 ที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยกึ่งวิกฤติอายุรกรรม อายุรกรรมรวม ศัลยกรรมกระดูก ศัลยกรรมหญิง และพิเศษสิริกิติ์ โรงพยาบาลพะเยาเก็บข้อมูลในกลุ่มผู้ป่วยที่ใช้แนวปฏิบัติเดิม ตั้งแต่เดือน มิถุนายน 2559 ถึง พฤษภาคม 2560 และกลุ่มที่ใช้แนวปฏิบัติใหม่ ระหว่างเดือนมิถุนายน 2560 ถึงมกราคม 2561 การวัดผลและวิธีการ: รวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลนาเสนอโดยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเปรียบเทียบความแตกต่างโดยใช้สถิติทดสอบ t-test และ exact probability test วิเคราะห์ประสิทธิผล ของการใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกสาหรับการปูองกันการเกิดแผลกดทับด้วยสถิติ multivariable regression แบบ Poisson distribution ผลการศึกษา: ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง Barden scale≤18 ทั้งหมด 439 รายเป็นกลุ่มที่ใช้แนวปฏิบัติใหม่ 165 ราย เกิดแผลกดทับ 33 ราย คิดเป็นร้อยละ 20.0 และกลุ่มที่ใช้แนวปฏิบัติเดิม 274 ราย เกิดแผลกดทับ 97 รายคิดเป็นร้อยละ 35.4 ลักษณะทางคลินิกที่แตกต่างกันได้แก่ กลุ่มผู้ป่วย โรคประจำตัว การวินิจฉัยโรค คะแนน Barden scale ระดับความรู้สึกตัว การขับถ่าย การใส่ท่อและสายสวนต่างๆ การใส่อุปกรณ์ถ่วงดึง การใส่อุปกรณ์ปูองกันแผลกดทับ และระยะเวลาการพักรักษาในโรงพยาบาลอุบัติการณ์เกิดแผลกดทับต่อพันวันเสี่ยง กลุ่มที่ใช้แนวปฏิบัติใหม่เกิดแผลกดทับน้อยกว่า 9.1 ต่อ 1,000 วันเสี่ยง ในกลุ่มที่ใช้แนวปฏิบัติใหม่และ 21.0 ต่อ 1,000 วันเสี่ยง ในกลุ่มที่ใช้แนวปฏิบัติเดิมหลังจากปรับความแตกต่างของลักษณะต่างๆ ที่ไม่เหมือนกัน ความเสี่ยงของการเกิดแผลกดทับในผู้ปุวยที่ใช้แนวปฏิบัติใหม่เท่ากับ 0.55 เท่าของผู้ป่วยที่ใช้แนวปฏิบัติเดิมหรือ ความเสี่ยงลดลง 45% (Rate ratio = 0.55, 95% CI = 0.35-0.89 p-value = 0.014) ข้อสรุปและเสนอแนะ: การใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกสาหรับการป้องกันการเกิดแผลกดทับในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงทำให้อุบัติการณ์เกิดแผลกดทับมีแนวโน้มลดลง จึงควรพิจารณานาแนวปฏิบัติทางคลินิกมาใช้
เอกสารอ้างอิง
Panel NPUA. National Pressure Ulcer Advisory Panel announces a change in terminology from pressure ulcer to pressure injury and updates the stages of pressure injury 2016 June 23, 2016.
Salcido R. From Pressure Ulcers to “Pressure Injury”: Disambiguation and Anthropology. Advances in Skin & Wound Care. 2016
29(7): 295.
Barker AL, Kamar J, Tyndall TJ, White L, Hutchinson A, Klopfer N, et al. Implementation of pressure ulcer prevention best practice
recommendations in acute care: an observational study. International wound journal. 2013; 10(3): 313-20.
Spilsbury K, Nelson A, Cullum N, Iglesias C, Nixon J, Mason S. Pressure ulcers and their treatment and effects on quality of life:
hospital inpatient perspectives. Journal of advanced nursing. 2007 ; 57(5) : 494-504.
Gorecki C, Nixon J, Madill A, Firth J, Brown JM. What influences the impact of pressure ulcers on health-related quality of life? A
qualitative patient-focused exploration of contributory factors.Journal of tissue viability. 2012; 21(1): 3-12.
Reddy M, Gill SS, Rochon PA. Preventing pressure ulcers: a systematic review. Jama. 2006; 296(8): 974-84.
Trust HRE. Hospital Acquired Pressure Ulcers/Injuries (HAPU/I): 2017. 2017.
ชวลี แย้มวงษ์ และคณะ. อุบัติการณ์และปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในแผนกอายุรศาสตร์. วารสารวิจัยทางการพยาบาล2542; 3(1): 12-25.
วิจิตร ศรีสุพรรณ, วิลาวัณย์ เสนารัตน์, จิตตาภรณ์จิตรีเชื้อ, ลัดดาวัลย์ สิงห์คาฟู, มาลินี วัฒนากูล. การลดอุบัติการณ์การเกิดแผลกดทับโดยการ
พัฒนาคุณภาพการพยาบาล. พยาบาลสาร. 2547; 31( 4) : 68-85.
ปัญญภัทร ภัทรกัณทากุล. ผลของการใช้นวัตกรรมที่นอนยางรถเพื่อป้องกันแผลกดทับในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับ. วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข. 2555; 22(1): 48-60.
ปองหทัย พุ่มระย้า, อรพรรณ โตสิงห์, วรรณีสัตยวิวัฒน์, สุวิมล กิมปี, อภิชาติ อัศวมงคลกุล. ผลของการพยาบาลตามแนวปฏิบัติการพยาบาล
ต่อการปูองกันการเกิดแผลกดทับในผู้ป่วยศัลยกรรมกระดูก. สารศิริราช 2546; 55 (10): 587-98.
งานเวชระเบียนกลุ่มการพยาบาล โรงพยาบาลพะเยา, 2557-2559.
บรรจงพร กันเผือก, ทศพร คาผลศิริ, ดวงฤดี ลาศุขะ. ประสิทธิผลของการใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกสาหรับป้องกันการเกิดแผลกดทับในผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมอง หอผู้ปุวยอายุรกรรมหญิง 1 โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก. พยาบาลสาร 2553; 37(2): 155-69.
อิสรีย์ ขันชัยทิศ. ประสิทธิผลของการใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกสาหรับปูองกันการเกิดแผลกดทับในผู้ป่วยสูงอายุโรคหลอดเลือดสมองหอผู้ป่วยอายุรกรรมหญิง 1 โรงพยาบาลพุทธชินราชพิษณุโลก. วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการพยาบาลผู้สูงอายุ 2557; บัณฑิตวิทยาลัย
เชียงใหม่.
Fleiss, J. L., B. Levin, and M. C. Paik. Statistical Methods for Rates and Proportions. 3rd ed. New York: Wiley. 2003
Padula WV, Black JM. The Standardized Pressure Injury Prevention Protocol (SPIPP) for Improving Nursing Compliance with
Best Practice Guidelines. Journal of clinical nursing. 2018.
Bergstrom N, Braden BJ, Laguzza A, Holman V. The Braden Scale for Predicting Pressure Sore Risk. Nursing research. 1987; 36(4): 205-10.
พรทิพย์ สารีโส, ปิยะภร ไพรสนธิ์, อโณทัย เฉลิมศรี. ประสิทธิผลการป้องกันการเกิดแผลกดทับของที่นอนชนิดไม่มีการเคลื่อนที่ของลมและชนิดที่มีการเคลื่อนที่ของลม : การศึกษาเบื้องต้น. วารสารสภาการพยาบาล. 2559; 31(3): 83-96.
Guy H. Pressure ulcer risk assessment,. Nurs Times. 2012; 108: 16-20.
Moore ZE, Cowman S. Risk assessment tools for the prevention of pressure ulcers. The Cochrane database of systematic reviews. 2014(2): CD006471.
จิณพิชญ์ชา มะมม. บทบาทพยาบาลกับแผลกดทับ : ความท้าทายในการปูองกันและการดูแล. วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. 2555; 1.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารหัวหินเวชสาร เป็นลิขสิทธิ์ของโรงพยาบาลหัวหิน
บทความที่ลงพิมพ์ใน วารสารหัวหินเวชสาร ถือว่าเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนคณะบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย ผู้เขียนต้องรับผิดชอบต่อบทความของตนเอง
