การพัฒนาโปรแกรมให้ความรู้ผู้ป่วยผ่าตัดมะเร็งเต้านมด้วยวิธีถอนรากแบบดัดแปลง โรงพยาบาลสุรินทร์
คำสำคัญ:
โปรแกรมให้ความรู้, มะเร็งเต้านม , การผ่าตัดด้วยวิธีถอนรากแบบดัดแปลงบทคัดย่อ
การวิจัยและพัฒนาโปรแกรมให้ความรู้ผู้ป่วยผ่าตัดมะเร็งเต้านมด้วยวิธีถอนรากแบบดัดแปลง โรงพยาบาลสุรินทร์ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาผลของโปรแกรมต่อความรู้ ความพึงพอใจ ภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด ความวิตกกังวลของผู้ป่วย และความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพ การวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ระยะที่ 1 ศึกษาสถานการณ์ปัญหาและความต้องการ โดยการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ป่วยผ่าตัดมะเร็งเต้านมด้วยวิธีถอนรากแบบดัดแปลง จำนวน 8 คน และพยาบาลวิชาชีพ 8 คน เก็บข้อมูลโดยการสนทนากลุ่มและวิเคราะห์เนื้อหา ระยะที่ 2 พัฒนาโปรแกรมและทดสอบคุณภาพกับกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็ก จำนวน 8 คน จากนั้นนำผลมาปรับปรุงโปรแกรมให้เหมาะสม ระยะที่ 3 ศึกษาผลของโปรแกรม โดยการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียว วัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยผ่าตัดมะเร็งเต้านมด้วยวิธีถอนรากแบบดัดแปลง 30 คน และพยาบาลวิชาชีพ 18 คน เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินความพึงพอใจของผู้ป่วยและพยาบาล แบบสอบถามความวิตกกังวลและอาการซึมเศร้าฉบับภาษาไทย แบบบันทึกภาวะแทรกซ้อน แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และโปรแกรมให้ความรู้ ค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมืออยู่ระหว่าง 0.83–0.93 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์เนื้อหา และ paired t-test
ผลการวิจัย พบว่า โปรแกรมประกอบด้วย 9 ขั้น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะก่อนให้ความรู้ ระยะให้ความรู้ด้วยสื่อผสมหลายรูปแบบ ระยะฝึกทักษะ และประเมินผล ภายหลังการใช้โปรแกรม ผู้ป่วยมีคะแนนความรู้สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.001) ความพึงพอใจของผู้ป่วยอยู่ในระดับมาก และความพึงพอใจของพยาบาลอยู่ในระดับมากที่สุด ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีความผิดปกติทางจิตเวช และพบภาวะแทรกซ้อนแขนบวม 2 ราย สรุปโปรแกรมสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เอกสารอ้างอิง
ธวัช อิงศิโรรัตน์, และสิทธิ เชาว์ชื่น. (2563). การศึกษาเปรียบเทียบผลการป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดมะเร็งเต้านมวิธี Modified Radical Mastectomy โดยการใส่สายระบาย 2 วิธี. วารสารกรมการแพทย์, 45(2), 66-73.
นิภา ใจสมคม, และบังอร หนูบรรจง. (2566). ผลของการใช้รูปแบบการดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการผ่าตัด จังหวัดชุมพร. วารสารมหาจุฬานาคทรรศน์, 10(2), 435-451.
ประวีณา อัศวพลไพศาล, และศศิธร แก้วกล้า. (2563). ประสิทธิผลของโปรแกรมการสอนสาธิตในผู้ป่วยผ่าตัดมะเร็งเต้านมเพื่อลดการเกิดท่อระบายเลื่อนหลุดและข้อไหล่ติดในหอผู้ป่วยศัลยกรรมหญิง โรงพยาบาลแพร่. วารสารโรงพยาบาลแพร่, 28(1), 68-80.
พาศนา บุณยะมาน. (2560). ผลการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยผ่าตัดมะเร็งเต้านมแบบถอนรากชนิดดัดแปลง พร้อมขวดระบายสุญญากาศต่อความสามารถในการดูแลตนเอง ภาวะแทรกซ้อน และความพึงพอใจ หอผู้ป่วยศัลยกรรมหญิง โรงพยาบาลสงขลา. วารสารสมาคมเวชศาสตร์ป้องกันแห่งประเทศไทย, 7(1), 95-103.
มลฤดี เกษเพชร, นิโรบล กนกสุนทรรัตน์, และประกาศิต จิรัปปภา. (2563). โปรแกรมพัฒนาคุณภาพการดูแลกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งเต้านม อาคารศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์. วารสารการปฏิบัติการพยาบาลและการผดุงครรภ์ไทย, 7(2), 41-56.
สถิติเวชระเบียน โรงพยาบาลสุรินทร์. (2567). หน่วยเวชระเบียน โรงพยาบาลสุรินทร์.
สุกาญจนา จุลโนนยาง. (2566). การพัฒนารูปแบบการจัดการรายกรณีในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการผ่าตัดแบบเอ็มอาร์เอ็ม โรงพยาบาลสกลนคร. วารสารการพยาบาลและวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยนครพนม, 1(2), 13-24.
อนุชา ไทยวงศ์, นฤมล เอนกวิทย์, วิรัตน์ดา สาระโภค, นัธทวัฒน์ อุราแก้ว, นฤมล จิตสวา, น้ำฝน แผ้วพลสง, เบญจวรรณ จันที, มาลินี ปฏิทันโต, ลักขณา รัตนพลแสน, และสุนิสา มาแก้ว. (2560). ชุดนวัตกรรมส่งเสริมการบริหารแขนและไหล่หลังการผ่าตัดเต้านม: จากหลักฐานเชิงประจักษ์สู่การสร้างนวัตกรรม. วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม, 14(3), 114-124.
อาภา ศรีสร้อย, และอมรรัตน์ อัครเศรษฐสกุล. (2565). การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิผลของสื่อแผ่นพับกับวีดิทัศน์ต่อการสอนผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเต้านม หอผู้ป่วยศัลยกรรมหญิง โรงพยาบาลอุดรธานี. วารสารการแพทย์โรงพยาบาลอุดรธานี, 28(2), 203-211.
Bloom, B. S. (1956). Taxonomy of Education Objectives : The classification of education goal. Longman.
De Groef, A., Van Kampen, M., Dieltjens, E., Christiaens, M. R., Neven, P., Geraerts, I., & Devoogdt, N. (2015). Effectiveness of postoperative physical therapy for upper-limb impairments after breast cancer treatment: a systematic review. Archives of Physical Medicine and Rehabilitation, 96(6), 1140–1153. https://doi.org/10.1016/j.apmr.2015.01.006
Fallowfield, L. J., Jenkins, V. A., & Beveridge, H. A. (2002). Truth may hurt but deceit hurts more: communication in palliative care. Palliative Medicine, 16(4), 297–303. https://doi.org/10.1191/0269216302pm575oa
Knowles, M. S., Holton, E. F., & Swanson, R. A. (2015). The adult learner: The definitive classic in adult education and human resource development (8th ed.). Routledge.
Koinberg, I., Langius-Eklöf, A., Holmberg, L., & Fridlund, B. (2006). The usefulness of a multidisciplinary educational programme after breast cancer surgery: A prospective and comparative study. European Journal of Oncology Nursing, 10(4), 273-282.
McCorkle, R., Ercolano, E., Lazenby, M., Schulman-Green, D., Schilling, L. S., Lorig, K., & Wagner, E. H. (2011). Self-management: Enabling and empowering patients living with cancer as a chronic illness. CA: A Cancer Journal for Clinicians, 61(1), 50–62. https://doi.org/10.3322/caac.20093
McNeely, M. L., Campbell, K., Ospina, M., Rowe, B. H., Dabbs, K., Klassen, T. P., Mackey, J., & Courneya, K. (2010). Exercise interventions for upper-limb dysfunction due to breast cancer treatment. The Cochrane Database of Systematic Reviews, 2010(6), CD005211. https://doi.org/10.1002/14651858.CD005211.pub2
Nilchaikovit, T., Lortrakul, M., & Phisansuthideth, U. (1996). Development of Thai version of hospital anxiety and depression scale in cancer patients. Journal of the Psychiatric Association of Thailand, 41(1), 18-30.
Orem, D. E. (2001). Nursing: Concepts of practice (6th ed.). Mosby.
Polit, D. F., & Beck, C. T. (2021). Nursing research: Generating and assessing evidence for nursing practice (11th ed.). Wolters Kluwer.
Richey, R. C., & Klein, J. D. (2007). Design and development research: Methods, strategies, and issues. Lawrence Erlbaum Associates.
Sheehy, E. M., Lehane, E., Quinn, E., Livingstone, V., Redmond, H. P., & Corrigan, M. A. (2018). Information needs of patients with breast cancer at years one, three, and five after diagnosis. Clinical Breast Cancer, 18(6), e1269–e1275. https://doi.org/10.1016/j.clbc.2018.06.007
Stanton, A. L., Rowland, J. H., & Ganz, P. A. (2015). Life after diagnosis and treatment of cancer in adulthood: Contributions from psychosocial oncology research. The American Psychologist, 70(2), 159–174. https://doi.org/10.1037/a0037875
Titler, M. G., Everett, L. Q., & Adams, S. (2007). Implications for implementation science. Nursing Research, 56(4 Suppl), S53–S59. https://doi.org/10.1097/01.NNR.0000280636.78901.7f
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ตีพิมพ์ในราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรง ซึ่งกองบรรณาธิการวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใดๆ
บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่หรือกระทำการใดๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ ก่อนเท่านั้น



