Information For Authors

          บทความที่ส่งมาลงพิมพ์ต้องไม่เคยพิมพ์หรือกำลังได้รับการพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารอื่น  เนื้อหาในบทความต้องเป็นผลงานของผู้นิพนธ์เอง ไม่ได้ลอกเลียนหรือตัดทอนจากบทความอื่น  โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ได้อ้างอิงอย่างเหมาะสม การแก้ไขหรือให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่กองบรรณาธิการ  จะต้องเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยก่อนจะได้รับพิจารณาตีพิมพ์ และบทความที่ตีพิมพ์แล้วเป็นสมบัติของลำปางเวชสาร  ต้องมีหนังสือลงนามรับรองบทความของผู้นิพนธ์ทุกคน  (สามารถดาวน์โหลดได้ในหัวข้อ For Readers) หากเป็นการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์หรือสัตว์ทดลองต้องมีหนังสือรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยของสถาบันแนบมาด้วยเสมอ  ต้นฉบับที่ไม่สมบูรณ์หรือไม่ถูกต้อง จะถูกส่งคืนเจ้าของบทความเพื่อแก้ไขก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาบทความ  (กรุณาส่งหนังสือรับรองบทความและหนังสือรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์มาให้ทางกองบรรณาธิการก่อนทำการ Submit บทความ)           

นโยบายและเกณฑ์การปฏิบัติ

          ลำปางเวชสาร เป็นวารสารที่ใช้ระบบ peer review แบบ double-blinded  คือ ผู้นิพนธ์จะไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในการพิจารณาบทความ และผู้ทรงคุณวุฒิจะไม่ทราบว่าบทความที่พิจารณาเป็นของผู้ใด  รายงานการวิจัย รายงานผู้ป่วย และบทความปริทัศน์จะได้รับการพิจารณาบทความ โดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนอย่างน้อย 2 ท่าน ต่อ 1 บทความ บทความที่ส่งมาลงพิมพ์ต้องไม่เคยพิมพ์หรือกำลังได้รับการพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารอื่น  เนื้อหาในบทความต้องเป็นผลงานของผู้นิพนธ์เอง ไม่ได้ลอกเลียนหรือตัดทอนจากบทความอื่น โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ได้อ้างอิงอย่างเหมาะสม การแก้ไขหรือให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่กองบรรณาธิการ จะต้องเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยก่อนจะได้รับพิจารณาตีพิมพ์ และบทความที่ตีพิมพ์แล้วเป็นสมบัติของลำปางเวชสาร   

           ต้องมีหนังสือลงนามรับรองบทความของผู้นิพนธ์ทุกคน หากเป็นการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์หรือสัตว์ทดลองต้องมีหนังสือรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยของสถาบันแนบมาด้วยเสมอ ต้นฉบับที่ไม่สมบูรณ์หรือไม่ถูกต้อง จะถูกส่งคืนเจ้าของบทความเพื่อแก้ไขก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาบทความ

 การเตรียมและส่งต้นฉบับ                                                                                               

             ให้จัดหน้ากระดาษขนาด A4 (216x279 มม.) และให้เว้นระยะห่างจากขอบกระดาษ 1 นิ้ว ใส่เลขหน้ามุมขวาบนหรือล่างของกระดาษ ตั้งแต่หน้าแรกเรียงไปตามลำดับ  ใช้โปรแกรม Microsoft Words, Font TH SarabunPSK 16 point  พร้อมแจ้งสถานที่ติดต่อและหมายเลขโทรศัพท์/โทรสาร/E-mail address  โดยให้พิมพ์หน้าเดียวบนกระดาษ ขนาด A4 (216x279 มม.) เว้นระยะห่างจากขอบกระดาษซ้ายมืออย่างน้อย 25 มม. (1 นิ้ว)

  • ให้ส่งบทความต้นฉบับที่จะลงพิมพ์ พร้อมภาพประกอบ กราฟ ตาราง และแผนภูมิ  ในระบบออนไลน์  ที่

    https://www.tci-thaijo.org/index.php/LMJ/index 

  • กำหนดเผยแพร่  ฉบับที่ 1  มกราคม-มิถุนายน (กำหนดเผยแพร่ภายในเดือนสิงหาคม)     ฉบับที่ 2  กรกฎาคม-ธันวาคม (กำหนดเผยแพร่ภายในเดือนกุมภาพันธ์)
  • บทความที่ได้รับการตีพิมพ์แล้ว จะทำการจัดส่งวารสาร ให้ผู้นิพนธ์ จำนวน 3 ฉบับ

 เนื้อหา

1. หน้าแรก ประกอบด้วย

          1.1 ชื่อเรื่อง ควรสั้นกะทัดรัด และสื่อเป้าหมายหลักของการศึกษา ไม่ใช้คำย่อ ความยาวไม่เกิน 100ตัวอักษรพร้อมช่องไฟ  ถ้าชื่อยาวมากให้ตัดเป็นชื่อเรื่องรอง (subtitle) ชื่อเรื่องต้องมีภาษาไทย และภาษาอังกฤษ

          1.2 ชื่อผู้นิพนธ์ให้มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ (ไม่ใช้คำย่อ) พร้อมทั้งอภิไธยสูงสุดที่ได้รับต่อท้ายชื่อ และไม่ใส่ตำแหน่งวิชาการ

          1.3 สถานที่ทำงานของผู้นิพนธ์

2. บทคัดย่อ (abstract)

           เป็นเนื้อความย่อลำดับตามโครงสร้างของบทความแบ่งหัวข้อย่อย เป็นภูมิหลัง วัตถุประสงค์ วัสดุและวิธีการ  ผลการศึกษา  และสรุป ไม่ควรเกิน 350 คำ ใช้ภาษารัดกุมเป็นประโยคสมบูรณ์  มีความหมายในตัวเอง  ต้องมีทั้งบทคัดย่อภาษาไทยและภาษาอังกฤษ  Abstract ควรผ่านการตรวจแก้ไขจากผู้เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษให้เรียบร้อยก่อน และไม่ควรมีคำย่อ

3 . คำสำคัญ (keywords)

           ใส่ไว้ท้ายบทคัดย่อเป็นหัวข้อเรื่องสำหรับทำดัชนีเรื่อง (subject index) ของปีวารสาร (volume) และดัชนีเรื่องสำหรับ Index Medicus โดยใช้ Medical Subject Headings (MeSH) terms ของ U.S. National Library of Medicine  เป็นแนวทางการให้คำสำคัญหรือคำหลัก 

4. บทนำ (introduction)

           เป็นส่วนของบทความที่บอกเหตุผลนำไปสู่การศึกษา แต่ไม่ต้องทบทวนวรรณกรรมมากมายที่ไม่เกี่ยวกับจุดมุ่งหมายของการศึกษา เป็นส่วนที่อธิบายให้ผู้อ่านรู้ว่าจะตอบคำถามอะไร และให้รวมวัตถุประสงค์ของการศึกษาเป็นร้อยแก้วในส่วนท้ายของบทนำ

 5วัสดุและวิธีการ (materials and methods)

          เริ่มด้วยรูปแบบ แผนการศึกษา (study design, protocol) เช่น randomized controlled trial, descriptive หรือ  quasi-experiment การสุ่มตัวอย่าง เช่น การสุ่มตัวอย่างแบบง่าย  แบบหลายขั้นตอน   เป็นต้น  วิธีหรือมาตรการที่ใช้ศึกษา (intervention) เช่น การรักษา ชนิดและขนาดของยาที่ใช้ (ถ้าเป็นมาตรการ  ที่รู้จักทั่วไปให้ระบุในเอกสารอ้างอิงถ้าเป็นวิธีใหม่อธิบายให้ผู้อ่านเข้าใจแล้วนำไปใช้ต่อได้)วิธีการเก็บข้อมูล วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล และสถิติที่ใช้

6.  ผลการศึกษา (results)

           แจ้งผลที่พบตามลำดับหัวข้อของแผนการศึกษาอย่างชัดเจน ดูได้ง่าย ถ้าผลไม่ซับซ้อน ไม่มีตัวเลขมาก ให้บรรยายเป็นร้อยแก้ว ถ้ามีจำนวนตัวเลขหรือตัวแปรมาก ควรใช้ตารางหรือแผนภูมิ ให้แปลความหมายของผลที่ค้นพบหรือวิเคราะห์และสรุปเปรียบเทียบกับสมมติฐานที่วางไว้

 7. วิจารณ์ (discussion)

           เริ่มด้วยการวิจารณ์ผลการศึกษาตรงกับวัตถุประสงค์ สมมติฐานของการวิจัย หรือแตกต่างไปจากผลงานที่มีผู้รายงานไว้ก่อนหรือไม่ อย่างไร เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น วิจารณ์ผลที่ไม่ตรงตามที่คาดหวังอย่างไม่ปิดบัง บอกข้อเด่น ข้อด้อยของการศึกษา

 8. สรุป (conclusion)

            สรุปผลที่ได้ว่าตรงกับวัตถุประสงค์การวิจัยหรือไม่ ให้ข้อเสนอแนะที่นำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ หรือให้ประเด็นคำถามการวิจัยสำหรับการวิจัยต่อไป

 9. กิตติกรรมประกาศ (acknowledgements)

           มีเพียงย่อหน้าเดียว แจ้งให้ทราบว่า มีการช่วยเหลือที่สำคัญจากบุคคล หน่วยงาน หรือ องค์กรใดบ้าง เช่น ผู้บริหาร ผู้ช่วยเหลือ  ทางเทคนิคบางอย่าง และผู้สนับสนุนทุนการวิจัย

 10เอกสารอ้างอิง (references)

           การอ้างอิงเอกสารใช้ระบบแวนคูเวอร์ (Vancouver Style) โดยใส่ตัวเลขอารบิกหลังข้อความ หรือหลังชื่อบุคคลเจ้าของข้อความที่อ้างถึงเป็นตัวยกอยู่ในวงเล็บ โดยใช้หมายเลข 1 สำหรับเอกสารอ้างอิง อันดับแรก และเรียงต่อไปตามลำดับ  ถ้าต้องการอ้างอิงซ้ำให้ใช้หมายเลขเดิม

           ชื่อวารสารในการอ้างอิง ให้ใช้ชื่อย่อตามรูปแบบของ U.S. National Library of Medicine ที่ตีพิมพ์ใน Index Medicus  หรือในเว็บไซต์ https://www.ncbi.nlm.nih.gov/nlmcatalog/journals