ลำปางเวชสาร https://he01.tci-thaijo.org/index.php/LMJ <p><span data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;ลำปางเวชสาร เป็นวารสารวิชาการทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุขของโรงพยาบาลลำปาง เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ที่ได้จากการทบทวน วิเคราะห์ สังเคราะห์ และประยุกต์ข้อมูลสารสนเทศ ได้แก่ รายงานการวิจัย รายงานผู้ป่วย และบทความปริทัศน์ที่น่าสนใจ เพื่อสาธารณชนได้ใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม &quot;}" data-sheets-userformat="{&quot;2&quot;:513,&quot;3&quot;:{&quot;1&quot;:0},&quot;12&quot;:0}">ลำปางเวชสาร เป็นวารสารวิชาการทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุขของโรงพยาบาลลำปาง ราย 4 เดือน เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ที่ได้จากการทบทวน วิเคราะห์ สังเคราะห์ และประยุกต์ข้อมูลสารสนเทศ ได้แก่ รายงานการวิจัย รายงานผู้ป่วย และบทความปริทัศน์ที่น่าสนใจ เพื่อสาธารณชนได้ใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม </span></p> en-US <p>บทความที่ส่งมาลงพิมพ์ต้องไม่เคยพิมพ์หรือกำลังได้รับการพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารอื่น เนื้อหาในบทความต้องเป็นผลงานของผู้นิพนธ์เอง ไม่ได้ลอกเลียนหรือตัดทอนจากบทความอื่น โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ได้อ้างอิงอย่างเหมาะสม การแก้ไขหรือให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่กองบรรณาธิการ จะต้องเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยก่อนจะได้รับพิจารณาตีพิมพ์ และบทความที่ตีพิมพ์แล้วเป็นสมบัติ ของลำปางเวชสาร</p> dranuwat@hotmail.com (อนุวัตร พงษ์คุณากร) k.jaijina@gmail.com (กัญญารัตน์ ใจจินา งานห้องสมุดโรงพยาบาลลำปาง) Tue, 30 Dec 2025 15:08:50 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 อุบัติการณ์และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะสับสนฉับพลันในผู้สูงอายุที่กระดูกสะโพกหัก โรงพยาบาลน่าน https://he01.tci-thaijo.org/index.php/LMJ/article/view/279200 <p><strong>ภูมิหลัง:</strong> ภาวะสับสนฉับพลัน (delirium) เป็นความผิดปกติทางจิตเวชจากความเจ็บป่วยทางกายเฉียบพลัน หากละเลย อาจเพิ่มอันตรายและเสียชีวิต การศึกษาภาวะนี้ในผู้สูงอายุ กระดูกสะโพกหักในประเทศไทยอยู่ในโรงเรียนแพทย์ กรุงเทพฯ และเน้นหลังผ่าตัดเท่านั้น ยังมีข้อมูลจำกัดจาก โรงพยาบาลในภูมิภาค<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาอุบัติการณ์และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ของ delirium ในผู้สูงอายุที่กระดูกสะโพกหักและรักษาใน รพ.น่าน ทั้งในระยะก่อนผ่าตัดและหลังผ่าตัด รวมทั้งผู้ป่วยที่ ไม่ได้ผ่าตัด<br /><strong>วัสดุและวิธีการ:</strong> เป็นการศึกษาแบบ prospective observational cohort study ในผู้ป่วยอายุ ≥60 ปี กระดูกสะโพกหักจากการบาดเจ็บไม่รุนแรง รักษาในรพ.น่าน ระหว่าง 1 พ.ย. 2566 – 30 พ.ย. 2567 คัด ออกกรณีกระดูก หักจากมะเร็ง/พยาธิสภาพอื่น หักหลาย ตำแหน่ง หรือมี delirium ≤1 เดือนก่อนบาดเจ็บ ประเมิน delirium ภายใน 24 ชม. และวันละครั้งก่อน–หลังผ่าตัด 4 วัน ด้วย Thai 3D-CAM และยืนยันตาม DSM-5 เก็บข้อมูล พื้นฐาน ข้อมูลก่อนและหลังผ่าตัด วิเคราะห์เปรียบเทียบ ระหว่างกลุ่มที่มีและไม่มี delirium โดยใช้ Fisher’s exact test, t-test และ Mann-Whitney U test วิเคราะห์ปัจจัยที่ เกี่ยวข้องกับการเกิด delirium โดย univariate logistic regression<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> มีผู้ป่วยกระดูกสะโพกหัก 242 ราย เข้าร่วม ศึกษาได้ 220 ราย อายุเฉลี่ย 80.3±8.1 ปี เพศหญิงร้อยละ 74.5 พบ delirium ร้อยละ 11.8 (26 ใน 220 ราย) โดยพบ 2 ราย ในผู้ป่วย 9 รายที่ไม่ได้รับการผ่าตัด (ร้อยละ 22.2) และพบ 24 รายในผู้ป่วย 211 รายที่ได้รับการผ่าตัด (ร้อยละ 11.4) โดยเป็น delirium ก่อนผ่าตัด 12 ราย (ร้อยละ 5.7) และหลังผ่าตัด 12 ราย (ร้อยละ 5.7) ปัจจัยที่เกี่ยวข้องอย่าง มีนัยสำคัญ ได้แก่ เพศชาย อายุ ≥80 ปี การได้ยินบกพร่อง ประวัติเคยเป็น delirium โรคร่วมไข้ก่อนผ่าตัด ความปวดก่อนผ่าตัด &gt;5 และโลหิตจาง ปัจจัยที่มี odds ratio สูงสุด คือ ประวัติเคยเป็น delirium (OR 12.5, 95%CI 2.0−78.9) การได้ยินบกพร่อง (OR 5.3, 95%CI 2.0−14.2) และเพศ ชาย (OR 5.1, 95%CI 2.2−11.9) สำหรับผู้ผ่าตัด <br />ปัจจัยสำคัญ คือ ประวัติเคยเป็น delirium (OR 37.2, 95%CI 3.1−445.7) รองลงมา คือ โซเดียมในเลือดต่หลัง ผ่าตัด (OR 15.2, 95%CI 3.0−78.6) และมีไข้หลังผ่าตัด (OR 13.0, 95%CI 3.6−46.2)<br /><strong>สรุป:</strong> Delirium ในผู้สูงอายุกระดูกสะโพกหักพบอุบัติการณ์ ร้อยละ 11.8 ปัจจัยเกี่ยวข้องที่สำคัญ ได้แก่ เคยเป็นภาวะดัง กล่าว การได้ยินบกพร่อง เพศชาย คะแนนความปวดสูง ไข้ โลหิตจาง อายุ ≥80 ปี และโรคร่วม delirium หลังผ่าตัดพบ ร้อยละ 5.7 เกี่ยวข้องกับเคยเป็นภาวะดังกล่าว โซเดียมต่ำ ไข้หรือปอดอักเสบหลังผ่าตัด เพศชาย การได้ยินบกพร่อง การรักษาเพิ่มเติมและอายุ ≥80 ปี</p> สิริพงษ์ จงรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ลำปางเวชสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/LMJ/article/view/279200 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแก่ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ต่อระดับน้ำตาลสะสมในหน่วยบริการปฐมภูมิ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/LMJ/article/view/279954 <p><strong>ภูมิหลัง:</strong> โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นปัญหาสาธารณสุขที่ สำคัญ แนวทางการดูแลใน ปัจจุบัน เน้นการส่งเสริม พฤติกรรมสุขภาพผ่าน กระบวนการ Diabetes Self- Management Education and Support (DSMES) ซึ่ง ช่วยลดระดับน้ำตาลสะสม (glycated hemoglobin, HbA1c) ได้ อย่างไรก็ตาม หน่วยบริการปฐมภูมิในอำเภอ เถินยังไม่มีการบูรณาการ DSMES อย่างเป็นระบบ โรง พยาบาลเถินจึงได้พัฒนา โปรแกรมส่งเสริมการปรับ เปลี่ยนพฤติกรรมขึ้น <br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อประเมิน ประสิทธิผลของโปรแกรมส่ง เสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ต่อ ระดับ HbA1c การใช้ยาเบา หวานและต้นทุนค่ายาเบาหวาน <br /><strong>วัสดุและวิธีการ:</strong> การศึกษาเชิง ทดลองแบบกลุ่มเดียวโดยใช้ ข้อมูลย้อนหลังในผู้ป่วยเบา หวานชนิดที่ 2 ที่เข้าร่วม โปรแกรมในหน่วยบริการปฐม ภูมิทั้ง 19 แห่งในอำเภอเถิน จังหวัดลำปาง ระหว่างเดือนเมษายน ถึงกรกฎาคม พ.ศ. 2567 เก็บข้อมูลพื้นฐานและข้อมูลหลังเข้าร่วม 3 เดือน วิเคราะห์ความแตกต่างด้วย paired t-test และ Wilcoxon signed-rank test<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผู้ป่วย 265 ราย เป็นเพศหญิง 196 ราย (ร้อยละ 74.0) อายุเฉลี่ย 57.5 ± 8.7 ปี ค่ามัธยฐานระยะเวลาการเป็นเบาหวาน 4.1 ปี หลังเข้าร่วมโปรแกรมพบว่า ค่าเฉลี่ย HbA1c ลดลงจาก 7.6 ± 1.6% เป็น 7.4 ± 1.0% (p=0.016) โดยกลุ่มที่มี HbA1c พื้นฐาน 8.1–9.9% และ ≥10% มีค่าเฉลี่ย HbA1c ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (-0.9% และ -2.1% ตามลำดับ, p&lt;0.001) ผู้ป่วยส่วนใหญ่ใช้ยาเบาหวานจำนวนเท่าเดิม (ร้อยละ 85.7) ขณะที่ร้อยละ 11.7 ลดยาได้ และ<br />ร้อยละ 2.6 ต้องเพิ่มยา และค่ามัธยฐานต้นทุนค่ายาเบาหวานลดลงจาก 15.90 เป็น 12.60 บาท/ราย/เดือน (p&lt;0.001)<br /><strong>สรุป:</strong> โปรแกรมส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมีประสิทธิผลในการลดระดับน้ำตาลสะสม โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีค่า HbA1c พื้นฐานมากกว่า 8.0% โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังคงใช้ยา เบาหวานขนาดเดิม และต้นทุน ค่ายาเบาหวานลดลงเล็กน้อย </p> ศนิ ปัญญาจงเลิศ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ลำปางเวชสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/LMJ/article/view/279954 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความชุกของกลุ่มอาการทางตาและการมองเห็นจากการใช้คอมพิวเตอร์และปัจจัยเสี่ยงของภาวะตาแห้งในนักศึกษาคณะดิจิทัลอาร์ต https://he01.tci-thaijo.org/index.php/LMJ/article/view/280748 <p><strong>ภูมิหลัง:</strong> การใช้อุปกรณ์ดิจิทัลเป็นเวลานานก่อให้เกิดกลุ่ม อาการทางตา และการมองเห็นจากการใช้คอมพิวเตอร์ (computer vision syndrome: CVS) ซึ่งพบบ่อยใน นักศึกษามหาวิทยาลัย โดยเฉพาะผู้ที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ ต่อเนื่อง เช่น นักศึกษาคณะดิจิทัลอาร์ต ส่งผลกระทบต่อ สุขภาพ ปัจจุบันยังขาดข้อมูลในบริบทของประเทศไทย <br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อสำรวจความชุกของ CVS และภาวะตา แห้ง อาการทางระบบกล้ามเนื้อและโครงร่าง รวมทั้งปัจจัย เสี่ยงของภาวะตาแห้งในนักศึกษาคณะดิจิทัลอาร์ต<br /><strong>วัสดุและวิธีการ:</strong> เป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง ในช่วงเดือน มิ.ย.−ต.ค. 2566 ในนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่ กำลังศึกษาในคณะดิจิทัลอาร์ต มหาวิทยาลัยรังสิต เก็บข้อมูลการใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัล ประเมิน CVS โดยใช้แบบ สอบถาม CVS questionnaire ประเมินอาการตาแห้ง โดยใช้แบบประเมิน ocular surface disease และประเมิน อาการทางกายเกี่ยวกับระบบกล้ามเนื้อและโครงร่าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่มี และไม่มี ภาวะตาแห้ง ด้วย Chi−square test วิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะตาแห้งด้วยการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติก<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> กลุ่มตัวอย่าง 233 ราย อายุ เฉลี่ย 20.3±1.6 ปีส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 60.5) ใช้งานหน้าจอ เฉลี่ย 10.5±3.9 ชั่วโมง/วัน อาการทางกายที่พบมากที่สุดคือ ปวดคอ ไหล่ หลัง 193 ราย (ร้อยละ 82.8) และปวดศีรษะ 121 ราย (ร้อยละ 51.9) อาการทางตาที่พบมากที่สุด คือ อาการตาล้า 154 ราย (ร้อยละ 66.1) พบความชุกของ CVS ร้อยละ 50.6 (118 ราย) ความรุนแรงเล็กน้อย 85 ราย (ร้อยละ 36.5) ปานกลาง 25 ราย (ร้อยละ 10.7) และมาก 8 ราย (ร้อยละ 3.4) พบความชุกของภาวะตาแห้ง ร้อยละ 46.4 (108 ราย) โดยพบในเพศหญิงและการรับรู้ ความคมชัดของจอภาพ สูงกว่ากลุ่มที่ไม่มีภาวะตาแห้ง (ร้อยละ 75.9 vs. 47.2, p&lt;0.001 และร้อยละ 32.4 vs. 11.2, p&lt;0.001 ตามลำดับ) ปัจจัยเสี่ยงของภาวะตาแห้งคือ เพศหญิง (OR 3.53, 95% CI 2.01−6.20, p&lt;0.001) และการรับรู้ว่าจอภาพไม่คมชัด (OR 3.80, 95% CI 1.91−7.55, p&lt;0.001)<br /><strong>สรุป:</strong> นักศึกษาคณะดิจิทัลอาร์ตมีความชุกของ CVS ร้อยละ 50.6 และภาวะตาแห้ง ร้อยละ 46.4 โดยมีปัจจัยเสี่ยงของภาวะตาแห้งคือ เพศหญิงและการรับรู้ว่าจอภาพไม่คมชัด</p> วรษา วงศ์วาฤทธิ์, พงศ์วรินทร์ นาคศรันยูยศธนา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ลำปางเวชสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/LMJ/article/view/280748 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ฟันเกินในผู้ป่วยที่ไม่มีกลุ่มอาการร่วม: รายงานผู้ป่วยและการทบทวนวรรณกรรม https://he01.tci-thaijo.org/index.php/LMJ/article/view/279188 <p>ฟันเกินเป็นภาวะที่มีจำนวนฟันมากว่าปกติ สาเหตุยังไม่ชัดเจน พบได้ในผู้ป่วยทั่วไปแม้พบบ่อยในกลุ่มอาการทางพันธุกรรม (syndromic) โดยมีแนวโน้มพบในเพศชาย มากว่าเพศหญิง ในขากรรไกรบนมากกว่าล่าง และมักอยู่ในลักษณะฝังในกระดูก บทความนี้นำเสนอผู้ป่วยที่ไม่มีกลุ่ม อาการทางพันธุกรรม (nonsyndromic) 3 ราย ที่มีลักษณะ แตกต่างกัน ได้แก่ ฟันเกินฝังคุดระหว่างฟันซี่ 45–46 ในขา กรรไกรล่างขวา ฟันเกินฝังคุดด้าน ไกลกางของฟันซี่ 28 ใน ขากรรไกรบนซ้าย และฟันเกินขึ้นเต็มซี่ด้านลิ้นบริเวณฟันซี่ 44 ในขากรรไกรล่างขวา ผู้ป่วยทุกรายได้รับการผ่าตัดนำฟัน เกินออกภายใต้ ยาชาเฉพาะที่ ไม่พบภาวะแทรกซ้อนระยะ สั้น ติดตาม 3 เดือนไม่มีความผิดปกติ และดำเนินการรักษา ทางทันตกรรมจัดฟันต่อได้ กรณีเหล่านี้เน้นให้เห็นถึงความ สำคัญของการประเมินด้วยภาพรังสีอย่างเป็นระบบและการ วางแผนรักษาเฉพาะรายเพื่อป้องกัน ผลกระทบต่อฟันข้างเคียงและรองรับการรักษาทันตกรรมอื่น บทความยังทบทวนวรรณกรรมด้านสาเหตุ อุบัติการณ์ การวินิจฉัยและทางเลือกการรักษา</p> กุลนารี บริสุทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ลำปางเวชสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/LMJ/article/view/279188 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700