ผลของยาสมุนไพรพร้าวนกคุ่มที่ผสมกำยาน สำหรับใช้นั่งถ่านต่อการลดเมือก ตกขาว ในสตรี
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทนำและวัตถุประสงค์: ภาวะตกขาวผิดปกติในสตรีวัยเจริญพันธุ์เกิดได้จากหลายสาเหตุโดยเฉพาะการติดเชื้อรา Candida albicans และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การนั่งถ่านเป็นภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยในการดูแลสตรีหลังคลอด ช่วยลดการคั่งของเลือดในอุ้งเชิงกราน ช่วยขับน้ำคาวปลา และช่วยสมานแผลในช่องคลอด จากการทบทวนวรรณกรรม พบว่า พร้าวนกคุ่ม (Curculigo latifolia) มีสรรพคุณเป็นยาชักมดลูก ขับประจำเดือน เพิ่มการไหลเวียนโลหิต มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา C. albicans การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ประสิทธิผลต่อการบรรเทาอาการตกขาว และประเมินความพึงพอใจของยาสมุนไพรพร้าวนกคุ่มผสมกำยานสำหรับนั่งถ่านในอาสาสมัครผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์
วิธีการศึกษา: การวิจัยนี้เป็นการศึกษาในห้องทดลองและการศึกษาในคนแบบกึ่งทดลอง (Quasi–experimental research) แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1) การศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในตำรับยาสมุนไพรนั่งถ่านที่มีส่วนผสมหลักของพร้าวนกคุ่มร่วมกับสมุนไพรอีก 9 ชนิด มาสกัดด้วยเอทานอลร้อยละ 95 (v/v) และทดสอบฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระ ด้วยวิธี 2,2–diphenyl–1–picrylhydrazyl (DPPH assay) เพื่อคำนวณหาค่า EC50 และ 2) ศึกษาประสิทธิผลและความพึงพอใจของยานั่งถ่านที่พัฒนาเป็นแท่งสมุนไพรนั่งถ่านทรงกระสวยที่มีส่วนผสมของตำรับยาสมุนไพรพร้าวนกคุ่ม ผงกำยาน ขี้เลื่อยไม้สัก และยางบง โดยศึกษาในอาสาสมัครเพศหญิงมีอาการตกขาวหรืออาการคันบริเวณอวัยวะเพศ ไม่มีการรักษาอาการตกขาว อายุ 18 – 50 ปี จำนวน 23 คน ให้อาสาสมัครนั่งถ่านวันละ 1 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที ติดต่อกันเป็นเวลา 5 วัน ประเมินลักษณะ ขนาด อาการคัน กลิ่น และสีของตกขาวทุกวัน และประเมินความพึงพอใจด้วยแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา (ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน)
ผลการศึกษา: การทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี DPPH ของผงยานั่งถ่านที่สกัดด้วย 95% เอทานอล (v/v) พบว่า ผงยานั่งถ่านมีค่า EC50 เท่ากับ 30.37 ± 1.46 µg/ml การศึกษาประสิทธิผลของยาสมุนไพรพร้าวนกคุ่มที่ผสมกำยานในอาสาสมัครเพศหญิงอายุระหว่าง 18 – 50 ปี จำนวน 23 คน พบว่า หลังนั่งถ่านวันละ 1 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที ติดต่อกัน 5 วัน อาสาสมัครร้อยละ 100 ไม่มีตกขาวลักษณะก้อน เมือกและก้อน เมือกและเหลว แต่จะมีตกขาวลักษณะเมือก ร้อยละ 17.39 และ เหลวร้อยละ 47.83 ตกขาวมีสีเหลือง ร้อยละ 44.35 และมีสีใส ร้อยละ 60.87 อาสาสมัครไม่มีอาการตกขาว ร้อยละ 34.78 ตกขาวไม่มีกลิ่น ร้อยละ 95.65 และหลังนั่งถ่านครั้งที่ 3 อาสาสมัครไม่มีอาการคัน ร้อยละ 100 รวมทั้งอาสาสมัครมีความพึงพอใจต่อกลิ่นของผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรพร้าวนกคุ่มที่ผสมกำยาน และความพึงพอใจต่อปริมาณควันของผลิตภัณฑ์ในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 3.87 ± 0.63 และ 4.22 ± 0.60 ตามลำดับ ความพึงพอใจต่อความร้อนของผลิตภัณฑ์ ความสะดวกในการใช้งาน ความพึงพอใจโดยรวม และรูปแบบของผลิตภัณฑ์ในระดับมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 4.57 ± 0.79, 4.70 ± 0.47 4.61 ± 0.50 และ 4.65 ± 0.49 ตามลำดับ
อภิปรายผล: ยานั่งถ่านสมุนไพรพร้าวนกคุ่มมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และมีประสิทธิผลในการลดอาการตกขาวในสตรี เมื่อใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลา 5 วัน เนื่องจากสมุนไพรที่เป็นส่วนประกอบในยานั่งถ่านมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีบทบาทในการปกป้องเซลล์สืบพันธุ์ของเพศหญิงจากความเครียดออกซิเดชัน อีกทั้งความร้อนจากการนั่งถ่านยังช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย และอาจช่วยลดความอับชื้นที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อ จึงช่วยลดอาการตกขาวได้ อย่างไรก็ตาม หากมีอาการตกขาวที่ผิดปกติ เช่น มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่รุนแรง สีเปลี่ยนแปลง หรือคันมาก ควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด และทำการรักษาต่อไป
ข้อสรุปและข้อเสนอแนะ ยานั่งถ่านสมุนไพรพร้าวนกคุ่มมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และมีประสิทธิผลในการลดเมือกและตกขาวในสตรีได้ จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับดูแลสุขภาพสตรี ควรมีการศึกษาฤทธิ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ฤทธิ์ยับยั้งเชื้อรา ฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ฤทธิ์ต้านการอักเสบ และทดสอบความเป็นพิษ เพื่อยืนยันประสิทธิผลและความปลอดภัย ทั้งนี้การทำหัตถการนั่งถ่านควรอยู่ภายใต้ผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์แผนไทย
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เอกสารอ้างอิง
Thithaphan, W. Vaginal yeast infection: The itching white discharge in women. Available from https://www.si.mahidol.ac.th/Th/healthdetail.asp?aid=719 (in Thai)
Napisah H., Azmahani, A., Zubaidi, A. L., Intan, A. & Nazifah, A. A Preliminary Study on the antimicrobial properties of several plants collected from Terengganu, Malaysia. Journal of Agrobiotechnology. 2011;2:99-106.
Loahaprapanon, S., Yincharoen, K. & Jitjum, S. Traditional herbal recipes for leucorrhea: a case study of southern folk healer Mr. Saturn Homkat. Journal of Thai Traditional and Alternative Medicine. 2019;17(2):253-262. (in Thai)
Moghadam, F., Tansaz, M., Aminimoghaddam, S., Hajimehdipoor,H., & Hosseini, H. Vaginitis: etiology and role of oxidative stress, inflammation and antioxidants therapy. Reproductive Medicine International. 2021;4(1):1-8. doi.org/10.23937/2643-4555/1710014
Neamsuvan, O., Tanthien, S. & Petchboon, S. Survey of medicinal plants for restoratives from Khao Phanom Bencha national park, Krabi province. Thai Pharm Health Science Journal. 2014;9(1):26-33. (in Thai)
Chemae, R, Kaewtatip, W., Reurngpan, W. Utilization of medicinal plants by local people around the Khao Pokyo, Bannang Sata, Yala province. Christian University of Thailand Journal. 2015;21(4):714-728. (in Thai)
Phadungcharoen, T., & Sukrong, S. Yellow flowering medicinal plants. 2nd ed. Bangkok: Siributr Printing. 2014. (in Thai)
Manokarn, C. Health promotion for postpartum mothers with Thai traditional medicine. Kuakarun Journal of Nursing. 2021;28(2):143-154.
Yamasaki, K., Nakano, M., Kawahata, T., Mori, H., Otake, T., Ueba, N., Fukami, H., & Kida, H. Anti-HIV-1 activity of herbs in Labiatae. Biological & Pharmaceutical Bulletin. 1994;17(3):481- 484.
Uncharoen, S., Chaisri, W., & Poomanee, W. Antioxidant activity of selected Thai medicinal plant extracts using DPPH assay. Thai Journal of Pharmaceutical Sciences. 2022;46(1):65-74. (in Thai)
Napisah, H., Tunsaringkarn, T., & Sukrong, S. Evaluation of antioxidant capacity of Thai traditional incense formula containing Praw Nok Khum palm. Journal of Thai Traditional and Alternative Medicine. 2011;9(2):121-130. in Thai)
Agarwal, A., Gupta, S., & Sharma, R. K. Role of oxidative stress in female reproduction. Reproductive Biology and Endocrinology. 2005;3(28):1-21.
Ishak,N., Ismail,M., Hamid, M. & Ahmad, Z. Ghafar, S. Antidiabetic and hypolipidemic activities of Curculigo latifolia fruit: root extract in high fat fed diet and low dose STZ induced diabetic rats. Evidence-Based Complementary and Alternative Medicine. 2013:1-12. http://dx.doi.org/10.1155/2013/601838.
Ooi, D., Chan, K., Sarega, N., Alitheen, N., Ithnin, H. & Ismail, M. Bioprospecting the curculigoside-cinnamic acid-rich fraction from Molineria latifolia rhizome as a potential antioxidant therapeutic agent. Mocelules. 2016;21(682):1-19. doi:10.3390/molecules21060682
Surattanakaweekul, C. What does the color of vaginal discharge indicate? Available from https://www.samitivejhospitals.com/th/article/detail/สีตกขาว