ประสิทธิผลและความปลอดภัยของยาแก้ลมแก้เส้นในการลดอาการปวดกล้ามเนื้อหลังส่วนบนเปรียบเทียบกับยาหลอก: การทดลองแบบสุ่มชนิดมีกลุ่มควบคุมแบบปกปิดสองทาง

Main Article Content

ปิยทัศน์ ใจเย็น
ภูริทัต กนกกังสดาล
อรุณพร อิฐรัตน์
ปรีชา หนูทิม

บทคัดย่อ

บทนำและวัตถุประสงค์: ปัจจุบันจำนวนผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อและกระดูกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะวัยทำงาน เนื่องจากใช้งานกล้ามเนื้อหนักเกินไปและมีอิริยาบถที่ไม่เหมาะสม ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลด้วยยาแผนปัจจุบันสูงขึ้นมาก ในปี พ.ศ. 2563 โดยประเทศไทยนำเข้ายากลุ่มนี้ประมาณ 7,070 ล้านบาทต่อปี ในขณะจากอาการเจ็บป่วยดังกล่าวประชาชนกลุ่มวัยทำงานเริ่มให้ความสนใจด้านการแพทย์แผนไทยและการใช้สมุนไพรมากขึ้น อย่างไรก็ดีการใช้ยาสมุนไพรยังไม่เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง เนื่องจากขาดหลักฐานทางวิชาการที่สนับสนุนอย่างเพียงพอ กระทรวงสาธารณสุขจึงกำหนดนโยบายส่งเสริมการใช้ยาสมุนไพรและยาแผนไทย โดยเพิ่มยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร 97 รายการในปี พ.ศ. 2566 เพื่อสนับสนุนการรักษาทางเลือก และลดการนำเข้ายาแผนปัจจุบัน ประกอบกับนโยบายการใช้กัญชาเพื่อการแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุข ได้มีการคัดเลือกตำรับยาแผนไทยที่มีกัญชาปรุงผสม มาใช้นำร่องในระบบบริการสุขภาพ อย่างไรก็ตามงานวิจัยเกี่ยวกับกัญชาในทางการแพทย์ยังมีจำนวนจำกัด จากข้อมูลเบื้องต้นพบว่าตำรับยาแก้ลมแก้เส้น ประกอบด้วยสมุนไพร 7 ชนิด ได้แก่ เทียนขาว เทียนดำ เทียนข้าวเปลือก ขิง เจตมูลเพลิง ใบกัญชา และพริกไทย ผู้วิจัยเห็นว่าเป็นตำรับที่มีความเป็นไปได้สูงในการบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ อีกทั้งยังได้รับการบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิผลและความปลอดภัยของยาแก้ลมแก้เส้นกับยาหลอก เพื่อสนับสนุนการใช้ทางการแพทย์ต่อไป


วิธีการศึกษา: การวิจัยนี้เป็นการทดลองแบบสุ่มชนิดมีกลุ่มควบคุมแบบปกปิดสองทาง (double-blind randomized controlled trial) ในกลุ่มผู้ที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อหลังส่วนบนตั้งแต่ 2-30 วัน มีผู้เข้าร่วมวิจัย 60 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 30 คน โดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่ายด้วยคอมพิวเตอร์ กลุ่มทดลองได้รับยาแก้ลมแก้เส้น (ยาบรรจุแคปซูลสมุนไพร 7 ชนิด ได้แก่ เทียนขาว เทียนดำ เทียนข้าวเปลือก ขิง เจตมูลเพลิง ใบกัญชา และพริกไทย) ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับยาหลอกที่มีลักษณะภายนอกเหมือนกัน รับประทานวันละ 4 แคปซูล แบ่งเป็น เช้า-เย็น ครั้งละ 2 แคปซูล เป็นเวลา 7 วัน จากนั้น ประเมินประสิทธิผลโดยวัดระดับความปวดด้วย NRS (numerical rating scale) องศาการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อบ่าและต้นคอด้วยเครื่องมือ CROM (cervical range of motion) และความทนต่อแรงกดเจ็บของกล้ามเนื้อด้วยเครื่องมือ algometer ติดตามอาการในวันที่ 3 และ 7 พร้อมตรวจเลือดเพื่อประเมินความปลอดภัย โดยวิเคราะห์ค่าความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด การทำงานของไตและตับ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติทดสอบความแตกต่างระหว่างกลุ่ม ได้แก่ Independent t-test, Mann–Whitney U, Paired t-test และ Wilcoxon Signed Rank Test ตามความเหมาะสมของการแจกแจงข้อมูล โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p < 0.05


ผลการศึกษา: ผู้เข้าร่วมวิจัยทั้งหมด 60 คน ไม่มีผู้ถอนตัวจากการศึกษาและผู้เข้าร่วมทุกคนรับประทานยาครบตามเกณฑ์มากกว่าร้อยละ 80 พื้นฐานข้อมูลประชากรทั้งสองกลุ่ม เช่น เพศ อายุ น้ำหนัก ส่วนสูง ความดันโลหิต ระยะเวลาปวดกล้ามเนื้อ และอิริยาบถการทำงาน ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p > 0.05) จากการศึกษาในด้านประสิทธิผล พบว่า กลุ่มที่ได้รับยาแก้ลมแก้เส้นมีระดับอาการปวดกล้ามเนื้อที่วัดด้วย NRS (numerical rating scale) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) ทั้งในวันที่ 3 และวันที่ 7 เมื่อเทียบกับกลุ่มยาหลอก โดยเฉลี่ยลดลงจาก 5.70 เป็น 1.86 คะแนน ขณะที่กลุ่มยาหลอกลดลงจาก 5.33 เป็น 4.10 คะแนน ด้านองศาการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อบ่าและต้นคอ กลุ่มที่ได้รับยาแก้ลมแก้เส้นมีการเพิ่มขึ้นขององศาอย่างมีนัยสำคัญ (p < 0.001) เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 8-14 องศา ในขณะที่กลุ่มควบคุมเพิ่มขึ้นน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนระดับความทนต่อแรงกดเจ็บ ทั้งสองกลุ่มมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่กลุ่มที่ได้รับยาแก้ลมแก้เส้นมีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นทุกจุด แม้ความแตกต่างเมื่อเทียบระหว่างกลุ่มจะไม่ถึงระดับนัยสำคัญทางสถิติ ผลการประเมินภาพรวมการรักษา พบว่า กลุ่มที่ได้รับยาแก้ลมแก้เส้นร้อยละ 46.7 มีอาการดีขึ้นมาก และร้อยละ 6.7 มีอาการหายดี เทียบกับกลุ่มควบคุมที่มีเพียงร้อยละ 3.3 รายงานว่าอาการดีขึ้นมาก และไม่มีผู้ใดที่อาการหายดี ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (p < 0.001) ด้านความปลอดภัย พบว่า ทั้งสองกลุ่มอยู่ในเกณฑ์ปกติ ค่าความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด การทำงานของไตและตับแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติในทั้งสองกลุ่ม (p > 0.05) พบอาการไม่พึงประสงค์เล็กน้อยในกลุ่มยาแก้ลมแก้เส้น เช่น ปากแห้ง คอแห้ง และง่วงซึม ในส่วนของค่าความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด การทำงานของไตและตับแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติในทั้งสองกลุ่ม (p > 0.05)


อภิปรายผล: ยาแก้ลมแก้เส้น สามารถใช้บรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อและตึงของเส้นเอ็น เพิ่มองศาการเคลื่อนไหว และเพิ่มความทดต่อแรงกดเจ็บได้ดีกว่ายาหลอกได้อย่างมีประสิทธิผล ตั้งแต่วันที่ 3 ของการรักษา และยังสอดคล้องกับค่ามาตรฐานองศาการเคลื่อนไหวของคอและไหล่ในประชากรทั่วไป ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่าแม้อาการปวดกล้ามเนื้ออาจหายเองได้ แต่การใช้ตำรับสมุนไพรช่วยเร่งการฟื้นตัวได้ดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ผลการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าแม้อาการปวดกล้ามเนื้ออาจหายเองได้ แต่การใช้ยาแก้ลมแก้เส้นจะช่วยเร่งการฟื้นตัวได้ดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของสมุนไพรในตำรับโดยเฉพาะพริกไทยซึ่งมี piperine มีฤทธิ์ลดการอักเสบ ผ่านการยับยั้งเอนไซม์ COX-2 ลด cytokines และสารสื่อประสาทที่เกี่ยวข้องกับการส่งสัญญาณปวด รวมถึง cannabinoids ได้แก่ THC (Tetrahydrocannabinol) และ CBD (Cannabidiol) จากใบกัญชาที่ช่วยลดความไวต่อการเจ็บปวดผ่านการทำงานของ CB1 และ CB2 receptors ส่งผลให้การเคลื่อนไหวและความทนต่อแรงกดเจ็บของกล้ามเนื้อดีขึ้น สอดคล้องกับแนวคิดการแพทย์แผนไทยที่อธิบายว่าอาการปวดกล้ามเนื้อเกิดจากความไม่สมดุลของธาตุ โดยเฉพาะธาตุลมและธาตุไฟ การใช้ยารสร้อนจึงช่วยปรับสมดุลธาตุ บรรเทาความตึงของกล้ามเนื้อ และกระตุ้นการไหลเวียนเลือด อย่างไรก็ตามการใช้ยาควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์แผนไทยหรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อลดความเสี่ยงของผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยาต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานเพื่อความปลอดภัยในการรักษา


ข้อสรุปและข้อเสนอแนะ: ยาแก้ลมแก้เส้นมีประสิทธิผลในการบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อหลังส่วนบน ช่วยลดระดับความปวด เพิ่มองศาการเคลื่อนไหว และเพิ่มความทนต่อแรงกดเจ็บของกล้ามเนื้อดีกว่าการไม่ใช้ยา และมีความปลอดภัยในการใช้กับอาการปวดกล้ามเนื้อ ทั้งนี้ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับปริมาณสารสำคัญและกลไกการออกฤทธิ์ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ในระยะยาว

Article Details

ประเภทบทความ
Original Articles

เอกสารอ้างอิง

Strategy and Planning Division, Office of the Permanent Secretary, Ministry of Public Health. Summary report on morbidity in 2020. Nonthaburi: Digital Health Group, Strategy and Planning Division; 2021. (in Thai)

Drug Division, Food and Drug Administration. Drug Division, Food and Drug Administration [Internet]. 2022 [cited 2022 Jan 21]. Available from: https://www.fda.moph.go.th/sites/drug/SitePages/Statistic.aspx (in Thai)

Department of Thai Traditional and Alternative Medicine. HDC TTM Service (Thai Traditional Medicine Service) [Internet]. 2022 [cited 2022 Jan 21]. Available from: http://hs.dtam.moph.go.th/ (in Thai)

Herbal Product Division, Food and Drug Administration. National List of Essential Medicines (Herbal List) 2023. Nonthaburi: Minnie Group Co.; 2023. (in Thai)

Ministry of Public Health Notification on the Formulation of Narcotic Drugs Type 5 Containing Cannabis for Medical Use or Research Purposes, 2019. Royal Gazette. Vol. 136, Special Section 94 Ng: 27; April 11, 2019. (in Thai)

Worakitpisan S. Vejsadwanna: Traditional Medical Textbook, Volume 5 (Compiled from the text of Phraya Prasertsartdamrong). Bangkok: Pisanbannatee Publishing; 1917. (in Thai)

Tasleem F, Azhar I, Ali SN, Perveen S, Mahmood ZA. Analgesic and anti-inflammatory activities of Piper nigrum L. Asian Pacific Journal of Tropical Medicine. 2014 Aug 17;7(S1):S461–S468.

Poli P, Crestani F, Salvadori C, Valenti I, Sannino C. Medical cannabis in patients with chronic pain: Effect on pain relief, pain disability, and psychological aspects. A prospective non-randomized single-arm clinical trial. La Clinica Terapeutica. 2018;169(3): e102–7.

Nootim P, Bunchuailua W, Kapol N. Comparative efficacy of Sahasthara capsule vs diclofenac tablet for the relief of muscle pain. Journal of Thai Traditional and Alternative Medicine. 2013;11(1):54-65. (in Thai)

Bernard R. Fundamentals of biostatistics. 5th ed. Duxbury: Thomson Learning; 2000.

Kaewkangwan J. Clinical research methodology. 4th ed. Pitisutthitham P, Pichiansunthorn C, editors. Bangkok: Amarin Printing and Publishing; 2018. (in Thai)

Pinsornsak P, Kanokkangsadal P, Itharat A. Clinical efficacy and safety of the Sahasthara remedy versus diclofenac in the treatment of osteoarthritis of the knee: A double-blind, randomized, and controlled trial. Evidence-based Complementary and Alternative Medicine: eCAM. 2015;2015:1-8.

Kanokkangsadal P, Wanichsetakul P, Itharat A. The clinical safety of Sahasthara remedy ethanolic extract capsules in healthy volunteers. Journal of the Medical Association of Thailand. 2018;101:1429-36.

Kakatum N, Pinsornsak P, Kanokkangsadal P, Ooraikul B, Itharat A. Efficacy and safety of Sahasthara remedy extract capsule in primary knee osteoarthritis: A randomized double-blinded active-controlled trial. Evidence-based Complementary and Alternative Medicine. 2021 Jan;2021:1-10.

Panngooluem K, Eungpinichpong W. Reliability and validity of a “WE-CAP” device for measurement of cervical range of motion. Journal of Medical Technology and Physical Therapy. 2018 May-August;30(2): p. 237-243. (in Thai)

Physiopedia contributors. Functional anatomy of the cervical spine. [Online].; 2023 [cited 2025 February 1]. Available from: https://www.physio-pedia.com/index.php?title=Functional_Anatomy_of_the_Cervical_Spine&oldid=340850.

Puntumetakul R, Pithak R, Eungpinichpong W, Lohamongko P, Worrawut U, Boonseana S, Suvarnnato T. Immediate effects of a special massage technique from the inferior angle of the scapula to the lowest rib in neck pain patients. Journal of Medical Technology and Physical Therapy. 2016 May-August;28(2):135-143.

Nootim P. A comparative study of efficacy between Sahasthara and diclofenac tablet for muscle pain relief [thesis]. Nakhon Pathom: Silpakorn University; 2012.

Miranda-Castro S, Aidar FJ, De Moura SS, Marcucci-Barbosa L, Lobo LF, De Assis Dias Martins-Júnior F, Da Silva Filha R, De Castro PV, Silva AS, Souza DG, Silva SA, Pinto KM, Costa GP, Silva AF, Clemente FM, Pereira WC, Nunes-Silva A. The curcumin supplementation with piperine can influence the acute elevation of exercise-induced cytokines: Double-blind crossover study. Biology. 2022;11(4):573.

Hosking RD, Zajicek JP. Therapeutic potential of cannabis in pain medicine. British Journal of Anaesthesia. 2008;101(1):59-68.

Van de Donk T, Niesters M, Kowal MA, Olofsen E, Dahan A, Velzen Mv. An experimental randomized study on the analgesic effects of pharmaceutical-grade cannabis in chronic pain patients with fibromyalgia. Pain. 2019;160(4):860-9.

Bhattacharyya S, Atakan Z, Martin-Santos R, Crippa JA, Kambeitz J, Malhi S, Giampietro V, Williams S, Brammer M, Rubia K, Collier DA, McGuire PK. Impairment of inhibitory control processing related to acute psychotomimetic effects of cannabis. European Neuropsychopharmacology. 2015;25(1):26-37.