ผลของโปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ สำหรับผู้สูงอายุ โรงพยาบาลพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์
คำสำคัญ:
โปรแกรม, ความรอบรู้, สุขภาพ, พฤติกรรมสุขภาพ, ผู้สูงอายุบทคัดย่อ
วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยระดับพฤติกรรมสุขภาพ ก่อนและหลังการทดลองของ กลุ่มทดลอง และเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยระดับพฤติกรรมสุขภาพหลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi – experimental research)
วัสดุและวิธีการวิจัย: ศึกษาในผู้สูงอายุ อายุ 60 ปีขึ้นไป ที่อยู่ในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลพลับพลาชัย อำเภอพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์ โดยการสุ่มตัวอย่างแบบง่ายเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ.2568 ถึงวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ.2568 สุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง ได้จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลของกลุ่มเป้าหมาย แบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพด้านการรับประทานอาหาร การรับประทานยา และการออกกำลังกาย และโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพ ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาช 0.96 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ แจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Paired t-test และIndependent t-test โดยมีการกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05
ผลการวิจัย: คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมสุขภาพด้านการรับประทานอาหาร การรับประทานยา และการออกกำลังกาย หลังทดลองของกลุ่มทดลองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p <.001) และหลังการทดลองกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมสุขภาพด้านการรับประทานอาหารการรับประทานยา และการออกกำลังกาย สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p <.001)
สรุปและข้อเสนอแนะ: โปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ โรงพยาบาลพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุได้ ซึ่งควรเพิ่มระยะเวลาติดตามพฤติกรรมสุขภาพหลังสิ้นสุดโปรแกรม อีกทั้งควรนำโปรแกรมไปใช้กับกลุ่มเปราะบางอื่นๆ
เอกสารอ้างอิง
มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย. คาดการสถานการณ์ผู้สูงอายุไทย พ.ศ. 2552. กรุงเทพฯ; 2552.
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566—2570). กรุงเทพฯ: สำนักนายกรัฐมนตรี; 2565.
กุลยา ตันติผลาชะ. สุขภาพสูงวัยดูแลได้ด้วยตนเอง. นนบทุรี: เบรน-เบส บุ๊คส์ จำกัด; 2556.
กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข. การเสริมสร้างและประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ. นนทบุรี: กองสุขศึกษากรมสนับสนุนบริการสุขภาพ; 2561.
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์. รายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุ ปี พ.ศ.2566. บุรีรัมย์: สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์; 2566.
โรงพยาบาลพลับพลาชัย. ข้อมูลผู้มารับบริการจากผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลพลับพลาชัย ปี พ.ศ.2566. บุรีรัมย์: โรงพยาบาลพลับพลาชัย; 2566.
เอื้อจิต สุขพูล, ชลดา กิ่งมาลา, ภาวิณี แพงสุข, ธวัชชัย ยืนยาว, วัชรีวงค์ หวังมั่น. ผลของโปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพและ พฤติกรรมสุขภาพสำหรับประชาชนกลุ่มวัยทำงาน. วารสารวิชาการสาธารณสุข. 2563;29(3):419-29.
วรารัตน์ ทิพย์รัตน์, จรูญรัตน์ รอดเนียม, พีรวิชญ์ สุวรรณเวลา. ผลของโปรแกรมการสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ดูแลพฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้มและการทรงตัวของผู้สูงอายุกลุ่มเสี่ยง. วารสารมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์. 2565;14(3):72-91.
Kickbusch I, Wait S, Maag D. Navigating health: The role of health literacy. London: Alliance for Health and the Future, International Longevity Centre UK; 2005.
กามีละ ซง, ศิริรัตน์ ปานอุทัย, ภารดี นานาศิลป์. ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุมุสลิม. พยาบาลสาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. 2565;49(3):83-94.
ทิพวัลย์ เปียสะคร้าน, ยุพา จิ๋วพัฒนกุล, จันทิมา ฤกษ์เลื่อนฤทธิ์. ผลของโปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพทางการออกกำลังกายต่อพฤติกรรม การออกกำลังกายและความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูง. วารสารพยาบาลศาสตร์. 2566;41(4):44-55.
ภัทรพงษ์ ยิ่งดำนุ่น. ผลการใช้โปรแกรมการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุในเทศบาลพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี. วารสารศาสตร์สุขภาพและการศึกษา. 2567;4(2):43-57.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
เวอร์ชัน
- 2026-03-11 (2)
- 2026-03-09 (1)
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด
บทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารวิจัย และพัฒนานวัตกรรมทางสุขภาพ สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด ถือเป็น ผลงานวิชาการ งานวิจัย วิเคราะห์ ตลอดจนเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้ประพันธ์ กองบรรณาธิการไม่จําเป็นต้องเห็น ด้วยเสมอไป และผู้ประพันธ์จะต้องรับผิดชอบต่อบทความของตนเอง