ผลของโปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเองเพื่อชะลอการเสื่อมของไตต่อพฤติกรรมสุขภาพ และผลลัพธ์ทางคลินิกของผู้ป่วยความดันโลหิตสูง

ผู้แต่ง

  • สมทรง ศรีประสิทธิ์ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบางกะไห

คำสำคัญ:

การจัดการตนเอง, ความดันโลหิตสูง, พฤติกรรมสุขภาพ, ผลลัพธ์ทางคลินิก, การชะลอการเสื่อมของไต

บทคัดย่อ

วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยด้านความรู้ พฤติกรรมสุขภาพ และผลลัพธ์ทางคลินิกของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง

รูปแบบการวิจัย : การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental design)           

วัสดุและวิธีการ: กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ที่กำหนด จำนวน 60 คน แบ่งเป็น กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน โดยกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเอง โปรแกรมดังกล่าวประกอบด้วยกิจกรรมจำนวน 6 ครั้ง ภายในระยะเวลา     12 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามมาตรฐานปกติของสถานบริการ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง รวมถึงแบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพ เครื่องมือทั้งหมดผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (Content validity) โดยผู้ทรงคุณวุฒิ และ มีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเท่ากับ 0.89 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Independent t-test และ Paired t-test เพื่อเปรียบเทียบข้อมูลก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p < .05

ผลการวิจัย: หลังการทดลองพบว่า ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่เข้าร่วมโปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเองมีผลลัพธ์ด้านความรู้ พฤติกรรมสุขภาพ และค่าผลลัพธ์ทางคลินิกดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยคะแนนเฉลี่ยด้านความรู้เพิ่มขึ้นจาก 23.07 (SD. = 1.84) เป็น 25.27 (SD. = 1.27) เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2.20 คะแนน (95% CI: 1.624–2.775, p < .001) ขณะที่คะแนนด้านพฤติกรรมสุขภาพเพิ่มขึ้นจาก 55.07 (SD. = 7.30) เป็น 60.27 (SD. = 5.33) เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5.20 คะแนน (95% CI: 3.166–7.234, p < .001) ในด้านผลลัพธ์ทางคลินิกพบว่า ค่าการกรองของไต (eGFR) เพิ่มขึ้นจาก 66.23 เป็น 67.90 โดยมีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 1.67 (95% CI: 0.122–3.207, p = .035) และระดับความดันโลหิตลดลงทั้งซิสโตลิกและไดแอสโตลิก โดย SBP ลดลงจาก 142.63 mmHg เป็น 137.03 mmHg ลดลงเฉลี่ย 5.60 (95% CI: –7.186 ถึง –4.014, p < .001) และ DBP ลดลงจาก 89.67 mmHg เป็น 85.77 mmHg ลดลงเฉลี่ย 3.90 (95% CI: –5.717 ถึง –2.083, p < .001) เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุมหลังการทดลอง พบว่า กลุ่มทดลอง มีคะแนนความรู้สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีค่าเฉลี่ย 25.27 เทียบกับ 23.00 (Mean diff = 2.27, 95% CI: 1.460–3.082, p < .001) และมีคะแนนด้านพฤติกรรมสุขภาพสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (Mean diff = 7.14, 95% CI: 4.281–10.000, p < .001) นอกจากนี้ ค่าการกรองของไต ในกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม (Mean diff = 9.75, 95% CI: 4.787–14.713, p = .0003) และระดับความดันโลหิตต่ำกว่ากลุ่มควบคุมทั้ง SBP (Mean diff = –4.34) และ DBP (Mean diff = –13.10)    อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001)

สรุปและข้อเสนอแนะ: ผลการศึกษาพบว่า โปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเองช่วยปรับพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงและชะลอการเสื่อมของไตได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเหมาะสำหรับนำไปใช้จริงเพื่อส่งเสริมผลลัพธ์สุขภาพในระยะยาว

เอกสารอ้างอิง

World Health Organization. Hypertension. Geneva: World Health Organization; 2023.

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. รายงานสถานการณ์โรคความดันโลหิตสูงในประเทศไทย ปี 2566. นนทบุรี: กรมควบคุมโรค; 2566.

กมลทิพย์ วิจิตรสุนทรกุล. โรคไตเรื้อรังและการดูแลผู้ป่วย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ทางการแพทย์; 2565.

สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย. แนวทางเวชปฏิบัติโรคไตเรื้อรังสำหรับประเทศไทย. กรุงเทพฯ: สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย; 2565.

Lorig K R, Holman H R. Self-management education: history, definition, outcomes, and mechanisms. Ann Behav Med. 2003;26(1):1–7.

Becker M H. The health belief model and personal health behavior. Health Educ Monogr. 1974;2(4):324–508.

สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย. แนวทางเวชปฏิบัติเพื่อการชะลอความเสื่อมของไตในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง. กรุงเทพฯ: สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย; 2565.

วันวิสาข์ สนใจ. ผลของการจัดการตนเองต่อพฤติกรรมสุขภาพและสมรรถภาพไตของผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีภาวะไตเสียหน้าที่ ระยะที่ 2. วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพยาบาลเวชปฏิบัติชุมชน คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา; 2561.

กรรณิการ์ ชายพรม. ผลของโปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อมระยะที่ 3 ต่อพฤติกรรมสุขภาพและผลลัพธ์ทางคลินิกของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในโรงพยาบาลเสลภูมิ. วารสารวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางสุขภาพ. 2568;4(3):156–65.

อทิตยา ชูศรี. การให้ความรู้ร่วมติดตามทางโทรศัพท์ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง. วารสารการพยาบาลสุขภาพจิต. 2563;36(1):90–101.

อุษณี อุปะกา. แผนดูแลรายบุคคลร่วมโปรแกรมการจัดการตนเองต่อพฤติกรรมสุขภาพ. วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล. 2564;5(2):59–70.

สำราญ พูลทอง, สุปราณี เมืองโคตร, วิลาวัลย์ หลักเขต. ผลของโปรแกรมการส่งเสริมพฤติกรรมการจัดการตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อม และผลลัพธ์ทางคลินิกในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3. วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์. 2566;7(1):91–104.

ลักขณา ลี้ประเสริฐ, สุทธิณี สิทธิหล่อ. ประสิทธิผลของโปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเองของผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง. Journal of the Phrae Hospital. 2559;24(1–2):49–60.

นกพร นทีธนสมบัติ, ทวีศักดิ์ กสิผล. ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมความดันโลหิตไม่ได้. วารสารการพยาบาลสุขภาพชุมชน. 2561;3:5–10.

กัลปนา เพชรอินทร์, นฤมล เสนีย์. ประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการดูแลตนเองต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและการควบคุมความดันโลหิตของผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง. Science, Technology, and Social Sciences Procedia. 2566;3:NCCR01.

พรพิมล นาคะ. ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อพฤติกรรมการจัดการตนเอง ความดันโลหิต และอัตราการกรองของไตของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่มีโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3. วารสารสุขศึกษาและพัฒนาสุขภาพ. 2567;2(2):155–66.

รภัสสา รักเกื้อ. ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อพฤติกรรมการจัดการตนเอง ความดันโลหิต และอัตราการกรองของไตของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่มีโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3. วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ. 2567;9(3):535–42.

วิภารัตน์ ไชยสลี. โปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเองแบบกลุ่มในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงร่วมโรคไต. วารสารสุขภาพชุมชนและการส่งเสริมสุขภาพ. 2566;10(3):115–26.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-02-28

รูปแบบการอ้างอิง

1.
ศรีประสิทธิ์ ส. ผลของโปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเองเพื่อชะลอการเสื่อมของไตต่อพฤติกรรมสุขภาพ และผลลัพธ์ทางคลินิกของผู้ป่วยความดันโลหิตสูง. J Res Health Inno Dev [อินเทอร์เน็ต]. 28 กุมภาพันธ์ 2026 [อ้างถึง 13 มีนาคม 2026];7(1):327-38. available at: https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jrhi/article/view/286515

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความต้นนิพนธ์