ผลของโปรแกรมการเตรียมความพร้อมในการเตรียมผู้ป่วยก่อนการผ่าตัดหัวใจแบบเปิดต่อความรู้ และวิตกกังวลของผู้ป่วย ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
คำสำคัญ:
การผ่าตัดหัวใจแบบเปิด, ความรู้ก่อนผ่าตัด, ความวิตกกังวลก่อนผ่าตัดบทคัดย่อ
งานวิจัยครั้งนี้เป็นงานวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi Experimental Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเตรียมผู้ป่วยก่อนการผ่าตัดหัวใจแบบเปิดของศูนย์หัวใจสิริกิติ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ประชากร คือ ผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดที่วางแผนผ่าตัดหัวใจแบบเปิดและทีม ผู้ให้บริการ ช่วงเดือน มกราคม - มีนาคม 2569 กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 102 คน แบ่งเป็น กลุ่มควบคุม 51 คน และกลุ่มทดลอง 51 คน และผู้ให้บริการทั้งหมด 10 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์ที่กำหนด กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติและกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการเตรียมผู้ป่วยก่อนการผ่าตัดหัวใจแบบเปิด เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบวัดความรู้ในการดูแลตนเองก่อนการผ่าตัด แบบสอบถามความวิตกกังวลขณะเผชิญของ Spielberger และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ให้บริการ เครื่องมือที่ใช้ได้ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ 1.0 และค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.81 ,0.81 และ 0.93 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติ t-test และ p-value
ผลการศึกษาพบว่า 1).กลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการเตรียมความพร้อมก่อนการผ่าตัดหัวใจแบบเปิดมีคะแนนเฉลี่ยความรู้สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2).คะแนนเฉลี่ยความวิตกกังวลก่อนการทดลองทั้งสองกลุ่มมีความแตกต่างกันและคะแนนเฉลี่ยความวิตกกังวลหลังการทดลองของทั้งสองกลุ่ม ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05 3).กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความวิตกกังวลภายหลังการได้รับโปรแกรมต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ดังนั้นการให้โปรแกรมการเตรียมผู้ป่วยก่อนการผ่าตัดหัวใจแบบเปิดสามารถเพิ่มความรู้และลดคะแนนความวิตกกังวลได้ดีกว่าการให้การพยาบาลตามปกติ
เอกสารอ้างอิง
หยาดพิรุณ กุณโฮง. ผลของโปรแกรมการให้ข้อมูลเตรียมความพร้อมต่อความวิตกกังวลในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดหัวใจแบบเปิด [วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต]. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2561.
ศิราณี คำอู, กาญจนา วิเชียร. การพัฒนารูปแบบการเตรียมความพร้อมและดูแลต่อเนื่องผู้ป่วยผ่าตัดหัวใจแบบเปิด โรงพยาบาลขอนแก่น. วารสารวิชาการสาธารณสุข. 2564;30(3):477-87.
พัชรี จิตเอื้ออังกูร, นภาพร วาณิชย์กุล, สุพร สุนัยดุษฎีกุล, ธรีพงศ์ โตเจริญโชค. ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตผู้ป่วยหลังผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ 6-18 สัปดาห์. วารสารพยาบาลศาสตร์. 2560;35(3):106-19.
ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. ฐานข้อมูลทางเวชระเบียนและสถิติ. ขอนแก่น: มหาวิทยาลัยขอนแก่น; [เข้าถึงเมื่อ วันที่ 1 มิถุนายน 2568].
อกนิษฐ์ เลศักดิ์. การทบทวนหลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับการลดความวิตกกังวลในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดหัวใจแบบเปิด [วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต]. เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่; 2556.
Doering LV, McGuire AW, Rourke D. Recovering from cardiac surgery: what patients want you to know. Am J Crit Care [Internet]. 2002 [cited 2015 Dec 12];11(4):333-43. Available from: http://journals.sagepub.com/doi/abs/10.1016/j.ejcnurse.2010.09.004
Leventhal H, Johnson JE. Laboratory and field experiment of a theory self-regulation. In: Wooldridge PT, editor. Behavioral science and nursing theory. St. Louis: CV Mosby; 1983. p. 189-262.
Spielberger CD. The nature and measurement of anxiety. In: Spielberger CD, Diaz-Guerrero R, editors. Cross-cultural anxiety. Washington: Hemisphere; 1976. p. 3-12.
Navarro García MA, Marín-Fernández B, Carlos-Alegre VD, Martínez-Oroz A, Martorell-Gurucharri A, Ordoñez-Ortigoza E, et al. Preoperative mood disorders in patients undergoing cardiac surgery: risk factors and postoperative morbidity in the intensive care unit. Rev Esp Cardiol. 2011;64(11):1005-10.
สมจิตต์ จันทร์กูล. ผลของการสอนผู้ป่วยก่อนผ่าตัดหัวใจด้วยสื่อวีดิทัศน์ต่อความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติตนและระดับความวิตกกังวล. วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข. 2558;25(1):157-66.
Fathi, M., Alavi, S. M., Joudi, M., Joudi, M., Mahdikhani, H., Ferasatkish, R., … JabbariNooghabi, M. (2014). Preoperative anxiety in candidates for heart surgery. Iranian journal of psychiatry and behavioral sciences, 8(2),90–6
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความนี้ลงตีพิมพ์ในวารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น ถือเป็นผลงานทางวิชาการหรือวิจัย ผลการวิเคราะห์ตลอดจนข้อเสนอแนะเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่ใช่ความเห็นของวารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น หรือกองบรรณาธิการแต่อย่างใด ผู้เขียนต้องรับผิดชอบต่อบทความของตนเอง
