ประสิทธิผลของโปรแกรมการสร้างทักษะการบีบเก็บน้ำนมโดยใช้สื่อเสื้อสอนสาธิตการบีบเก็บ น้ำนมจากเต้าหญิงหลังคลอด โรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
คำสำคัญ:
สื่อเสื้อสอนสาธิตการบีบเก็บน้ำนมจากเต้า , การบีบเก็บน้ำนม , หญิงหลังคลอดบทคัดย่อ
การวิจัยนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมฝึกทักษะการบีบเก็บน้ำนมด้วยมือโดยใช้สื่อเสื้อสาธิต ต่อความรอบรู้ ทักษะการบีบเก็บน้ำนม และความพึงพอใจในหญิงหลังคลอด โดยทำการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) แบบกลุ่มเดียววัดซ้ำ 3 ครั้ง (One-group pretest-posttest design with follow-up) ในกลุ่มตัวอย่างหญิงหลังคลอด แผนกหลังคลอด โรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ระหว่างเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม พ.ศ. 2568 จำนวน 35 ราย เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบสุ่มอย่างเป็นระบบ เครื่องมือที่ใช้ดำเนินการวิจัยคือ โปรแกรมฝึกทักษะและสื่อเสื้อสอนสาธิตการบีบเก็บน้ำนม ประเมินผล 3 ระยะ ได้แก่ ก่อนการทดลอง, หลังการทดลองทันที และติดตามผลหลังจำหน่าย 2 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และ One-way repeated measures ANOVA กำหนด ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p-value <0.05
ผลการศึกษากลุ่มตัวอย่าง 35 คน มีอายุเฉลี่ย 24.9 ปี พบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนความรอบรู้และทักษะการบีบเก็บน้ำนมภายหลังได้รับโปรแกรม (ทั้งระยะหลังทดลองทันทีและระยะติดตามผลหลังจำหน่าย) สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value <0.05) โดยกลุ่มตัวอย่างมีทักษะการบีบเก็บน้ำนมถูกต้องครบทุกรายในระยะติดตามผล นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจต่อสื่อเสื้อสาธิตอยู่ในระดับมากที่สุด
โปรแกรมฝึกทักษะโดยใช้สื่อเสื้อสาธิตช่วยพัฒนาความรอบรู้และทักษะการปฏิบัติจริงของหญิงหลังคลอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในระยะยาวต่อไป
เอกสารอ้างอิง
World Health Organization.Global Nutrition Targets 2025:Breastfeeding policy brief 2014. Available from http://www.who.int/nutrition/publications/globalltargets 2025.
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตาก. รายงานอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว นาน 6 เดือน (อินเทอร์เน็ต) ตาก: สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตาก;2568
Faul F,Erdfelder E,Lang AG,Buchner A.G Power:A flexible statistical power analysis program for the social , behavioral,and biomedical sciences. Behav Res Methods.2007;39(2):175-91
Cohen J. Statistical power analysis for the behavioral sciences. 2nd ed.Hillsdale(NJ): Lawrence Erlbaum Associates;1988.
Lawin, N. & Boonperm, P. The effects of breast milk hand expression teaching program on confidence with breast milk quantity and success of breastfeeding amongpostpartum mothers. Journal of Medicine and Health Sciences. 2023.
.Demirci JR et al. Effect of antenatal milk expression education on lactation outcomes (PREPARE trial), International Breastfeeding Journal. 2023
Intasorn, A., Kala, S. & Youngwanichsetha, S. Development of a self-efficacy in breast
milk expression promoting program for cesarean mothers with gestational diabetes mellitus: a pilot study. Thai Journal of Nursing and Midwifery Practice.2024.
Pan-inpang, A., Phahuwatanakorn, W., & Limruangrong, P. Effects of breastfeeding skill training program on efficiency, self-efficacy, and exclusive breastfeeding rate among first- time adolescent mothers. Nursing Science Journal of Thailand.2021
Piyaporn Prasitwattanaseree et al. Effectiveness of breastfeeding skills training and support program among first-time mothers. Pacific Rim International Journal of Nursing Research.2025.
จตุพร เพิ่มพรสกุล และปิยรัตน์ รอดแก้ว. ผลของการใช้เครื่องมือประเมินการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ SPEC กับความสำเร็จของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ก่อนจำหน่ายในมารดาหลังผ่าตัดคลอด.N Breast feeding Assessment. วารสารศาสตร์สุขภาพและการศึกษา. 2024.
บุญศรี จันทร์เพ็ญ . ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของสตรีที่นำลูกเข้ารับบริการในโรงพยาบาลบางขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช วารสารวิชาการเพื่อการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิและสาธารณสุข. 2024.
กรรณิการ์ วิจิตรสุคนธ์,พรรณรัตน์ แสงเพิ่ม,นันทิยา วัฒนายุ,สุพินดา เรืองจิรัษเฐียร, สุดา ภรณ์ พยัคฆเรือง การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่. กรุงเทพมหานคร:ห้างหุ้นส่วนจำกัดพรี-วัน. 2555
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความนี้ลงตีพิมพ์ในวารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น ถือเป็นผลงานทางวิชาการหรือวิจัย ผลการวิเคราะห์ตลอดจนข้อเสนอแนะเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่ใช่ความเห็นของวารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น หรือกองบรรณาธิการแต่อย่างใด ผู้เขียนต้องรับผิดชอบต่อบทความของตนเอง
