การพัฒนาแนวทางการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่เสี่ยงต่อการคลอดทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อย โรงพยาบาลเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด

ผู้แต่ง

  • นฤมล อุลหัสสา พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ โรงพยาบาลเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด
  • อนุชา ไทยวงษ์ อาจารย์ วิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก
  • กำทร ดานา อาจารย์ วิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก
  • วิไลลักษณ์ เผือกพันธ์ อาจารย์ วิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก

คำสำคัญ:

หญิงตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยง, ทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อย, แนวทางการดูแลหญิงตั้งครรภ์

บทคัดย่อ

การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action research) นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อย พัฒนาและประเมินผลแนวทางการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงต่อการคลอดทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อย ที่พัฒนาขึ้นใหม่ โรงพยาบาลเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด ผู้ร่วมวิจัยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1) ทีมสุขภาพ ประกอบด้วยพยาบาลวิชาชีพ 8 คน สูตินรีแพทย์ 1 คน นักโภชนาการ 1 คน และ 2) หญิงตั้งครรภ์จำนวน 19 คน เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย แบบบันทึกข้อมูลทั่วไปทางคลินิกและแบบฟอร์มดูแลรายบุคคล แบบประเมิน การปฏิบัติการพยาบาล และแบบประเมินความพึงพอใจ ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือนกรกฎาคม 2567 ถึง มิถุนายน 2568 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหา

ผลการศึกษา ระยะศึกษาสถานการณ์พบว่า พบทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยกว่า 2,500 กรัม ในปี พ.ศ. 2563-2567 คิดเป็นร้อยละ 5.40, 8.63, 4.70, 5.15 และ 8.33 ตามลำดับ (เกณฑ์ไม่เกินร้อยละ 7) หญิงตั้งครรภ์ไม่ได้รับการคัดกรองความเสี่ยงเพื่อเข้าสู่ระบบการดูแล และแนวทางการดูแลกลุ่มนี้ยังไม่ชัดเจน ระยะพัฒนาเกิดแนวทาง การดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่เสี่ยงต่อการคลอดทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม และสอดคล้องกับบริบทหน่วยงาน ประกอบด้วย 4 ประเด็นคือ การสอนและให้ความรู้หญิงตั้งครรภ์ การส่งปรึกษาโภชนาการเรื่องอาหาร การส่งพบสูตินรีแพทย์เพื่ออัลตราซาวด์ติดตามน้ำหนักทารกในครรภ์ และการนัดติดตามสุขภาพหญิงตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงบ่อยขึ้น หรือเรียกว่า E-M-A-E model ผลการศึกษา ด้านทารกพบว่า ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 84.21) มีน้ำหนักแรกเกิดมากกว่า 2,500 กรัม คะแนน Apgar ในช่วงนาทีที่ 1 และ 5 มากกว่า 8 และไม่มีภาวะแทรกซ้อน ด้านมารดาไม่มีภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ และมีอายุครรภ์ขณะคลอดมากกว่า 37 สัปดาห์ (การคลอดครบกำหนด หมายถึง การคลอดที่มีอายุครรภ์ตั้งแต่ 37 สัปดาห์เต็ม) เป็นต้นไป (ร้อยละ 89.47) พยาบาลวิชาชีพมีการปฏิบัติการพยาบาลตามแนวทางครอบคลุมร้อยละ 100 นอกจากนี้ทีมสุขภาพและหญิงตั้งครรภ์มีความพึงพอใจในระดับมากค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.75, S.D. = 2.18

อย่างไรก็ตาม ควรจัดทำแนวทางการดูแลที่เป็นระบบ พัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์ และจัดให้มีระบบติดตามต่อเนื่องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลและลดความเสี่ยงในการคลอดทารกน้ำหนักน้อยอย่างยั่งยืน

เอกสารอ้างอิง

สรายุทธ สุภาพรรณชาติ. ปัญหาทารกแรกเกิดน้ำหนักตัวน้อย. ใน: สรายุทธ สุภาพรรณชาติ, บรรณาธิการ. ตำรากุมารเวชศาสตร์ทารกแรกเกิด (Neonatology 2018). กรุงเทพฯ: ธนาเพรส; 2561.

United Nations Children’s Fund (UNICEF), World Health Organization (WHO). UNICEF-WHO low birthweight estimates: levels and trends 2000-2020. New York: UNICEF; 2023.

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. รายงานประจำปี 2567 ระบบเฝ้าระวังการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม (Health Promotion and Environmental Health Surveillance Annual Report 2024). นนทบุรี: กองแผนงาน กรมอนามัย; 2567.

Gonya SM, Harper K, Michaelis I. Survival, mortality predictors, and morbidity in extremely low birth weight neonates: a retrospective cohort study at a tertiary hospital in the Eastern Cape, South Africa. Children. 2026; 13(317): 1-15.

สราวุธ ใฝ่ชำนาญ. การพัฒนาระบบบริการฝากครรภ์ในหน่วยบริการปฐมภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดเลย. ชัยภูมิเวชสาร. 2561; 38(3): 17-27.

สุกัญญา บุญบัวมาศ. อัตราการเสียชีวิตและปัจจัยที่มีผลต่อการเสียชีวิตในทารกแรกเกิดน้ำหนักตัวน้อยกว่า 1,000 กรัม ในโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์. วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์. 2566; 38(2): 307-17.

วรัญญา เก้าเอี้ยน. การศึกษาปัจจัยเสี่ยงของมารดาที่มีผลต่อการคลอดทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยในโรงพยาบาลห้วยยอด จังหวัดตรัง. วารสารวิชาการแพทย์เขต 11. 2563; 34(3): 63-72.

Aliyeva UA, Garayeva SZ, Hasanguliyeva GM, Novruzova GA. Global trends and risk factors of low birth weight. World of Medicine and Biology. 2026; 22(95): 225-31.

ธานินทร์ วรานันตกุล. ปัจจัยทํานายทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยในโรงพยาบาลทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช. วารสารวิชาการการแพทย์เขต 11. 2560; 31(3): 523-32.

อนุชาติ สุจิตา. ความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับน้ำหนักของทารกแรกเกิดในโรงพยาบาลหนองหาน จังหวัดอุดรธานี. วารสารวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางสุขภาพ. 2564; 2(1): 175-84.

สมเกียรติ พยุหเสนารักษ์, โสพิศ ปุรินทราภิบาล. ปัจจัยที่มีผลต่อการคลอดทารกน้ำหนักน้อยของหญิงตั้งครรภ์ที่ฝากครรภ์ ในโรงพยาบาลวังวิเศษ จังหวัดตรัง. วารสารวิชาการสาธารณสุข. 2563; 29(3): 497-507.

นุกูล ปุ๋ยสูงเนิน. การลดลงของความชุกอัตราการเกิดทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยภายหลังการใช้แนวทางการดูแลใหม่ ในหญิงตั้งครรภ์ที่โรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา. วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์. 2566; 38(1): 143-52.

กรมรี แพงดี. การพัฒนาระบบการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่เสี่ยงต่อการคลอดทารกน้ำหนักน้อย โรงพยาบาลศรีสงคราม. วารสารการพยาบาลสุขภาพ และการศึกษา. 2563; 3(1): 28-37.

ศิริพร จิรวัฒน์กุล. การวิจัยเชิงคุณภาพทางการพยาบาล: ระเบียบวิธีวิจัย และกรณีศึกษา. กรุงเทพฯ: วิทยพัฒน์จำกัด; 2555.

อุมาพร สังขฤกษ์. การจัดการปัญหาทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยในระยะตั้งครรภ์. อุบลราชธานี: ศูนย์อนามัยที่ 7; 2560.

สุกัญญา โคตรศรีวงศ์. วัฒนธรรมความปลอดภัยของผู้ป่วยตามการรับรู้ของพยาบาลประจำการ โรงพยาบาลสมเด็จยุพราชของประเทศไทย [วิทยานิพนธ์พยาบาล ศาสตรมหาบัณฑิต]. ขอนแก่น: มหาวิทยาลัยขอนแก่น; 2557.

คณะอนุกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ พ.ศ. 2565-2567. แนวทางเวชปฏิบัติของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทยเรื่อง การดูแลหญิงตั้งครรภ์ [อินเทอร์เน็ต]. กรุงเทพฯ: ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย; 2565 [เข้าถึงเมื่อ 29 เม.ย. 2567]. เข้าถึงได้จาก: https://www.rtcog.or.th/files/1685345623_d8d75aab0a3f9b6bc66a.pdf

Albarqi MN. The impact of prenatal care on the prevention of neonatal outcomes: a systematic review and meta-analysis of global health interventions. Healthcare (Basel). 2025; 13(9): 1-19.

Nawabi F, Krebs F, Vennedey V, Shukri A, Lorenz L, Stock S. Health literacy in pregnant women: a systematic review. International Journal of Environmental Research and Public Health. 2021; 18(7): 1-18.

Karim JN, Broughan JM, Aldridge N, Pandya P, McHugh A, Papageorghiou AT, et al. Impact of first-trimester ultrasound on early detection of major fetal anomalies: Nationwide population-based study of over 1 million pregnancies. PLoS Med. 2025; 22(11): e1004709.

Ximba SW, Baloyi OB, Ann Jarvis M. Midwives' perceived role in up referral of high-risk pregnancies in primary healthcare settings, eThekwini district, South Africa. Health SA. 2021; 26: 1546.

T Tanberika FS, Sansuwito TB, Hassan HC. Knowledge in enhancing antenatal care compliance and improving maternal and neonatal health outcomes. Journal of Angiotherapy. 2024; 8(12): 1-7.

ชญาณิศา ถนอม, นุสรา ธนะเหมะธุสิน, เปรมฤดี ภารสำอางค์. การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลสตรีตั้งครรภ์ที่มีภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดโรงพยาบาลเชียงยืน. วารสารวิชาการทางการพยาบาล และวิทยาศาสตร์สุขภาพ. 2567; 4(3): 140-53.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

24-08-2026

รูปแบบการอ้างอิง

อุลหัสสา น., ไทยวงษ์ อ., ดานา ก., & เผือกพันธ์ ว. (2026). การพัฒนาแนวทางการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่เสี่ยงต่อการคลอดทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อย โรงพยาบาลเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด. วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน, 9(2), 26–41. สืบค้น จาก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/285542

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย